หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
เพิ่มน้ำหนักรถบรรทุกได้คุ้มเสียหรือ ผลศึกษากรมทางหลวงชี้ชัดอยู่แล้ว

มติชนรายวัน วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9873

กลายมาเป็นหัวข้อถกเถียงกันอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ สมัยที่นายเสนาะ เทียนทอง ประธานที่ปรึกษาพรรคไทยรักไทย สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี คือผู้จุดประกายเรื่องการเพิ่มน้ำหนักบรรทุกสินค้าของรถบรรทุกเป็น 28 ตัน เพื่อต้องการแก้ไขปัญหา "ส่วย" ที่ดูเหมือนจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในขณะนั้น

แต่ครั้งนั้นถูกแรงเสียดทาน มีเสียงคัดค้านอย่างหนัก เพราะส่วนใหญ่มองว่าสภาพถนนจะรับไม่ได้ แม้ปัจจุบันที่ยังไม่มีการอนุมัติอย่างเป็นทางการให้เพิ่มน้ำหนักบรรทุกของรถบรรทุกได้ สภาพถนนยังต้องใช้งบประมาณเพื่อซ่อมแซมเพิ่มขึ้นเพราะถนนพังเร็วขึ้น

กระทั่งมาสมัยรัฐบาล "ทักษิณ ชินวัตร 1" มีการอะลุ้มอล่วยให้แก่ผู้ประกอบการรถบรรทุก สามารถบรรทุกได้ไม่เกิน 26 ตัน ซึ่งกำหนดสิ้นสุดการผ่อนผันดังกล่าวในวันที่ 31 ธันวาคม 2548 เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการรถบรรทุก ในช่วงภาวะราคาน้ำมันทำสถิติใหม่แพงขึ้นรายวันทีเดียว

เรื่องนี้ถูกตีปี๊บให้กระหึ่มขึ้นมาอีกครั้ง เพราะใกล้จะสิ้นสุดเวลาผ่อนผันที่รถบรรทุกต้องหันไปบรรทุกสินค้าน้ำหนักไม่เกิน 21 ตัน หลังจากเคยชินกับ 26 ตันมาเกือบจะ 2 ปีแล้ว

อีกสาเหตุหนึ่งเพราะราคาน้ำมันที่ถีบตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีทีท่าว่าจะปรับตัวลดลง จากที่ผู้รู้ด้านพลังงาน ทั้ง น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ประเมินว่ามาตรการตรึงราคาน้ำมันของรัฐบาล เป็นมาตรการชั่วคราวที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะแบกรับภาระแค่ไม่กี่เดือน กลายเป็นต้องแบกภาระข้ามปี และจากที่เคยมองว่าหลังสิ้นฤดูหนาวทั้งซีกยุโรปและอเมริกา ในช่วงเดือนมีนาคมนี้เป็นต้นไป ราคาน้ำมันจะทยอยปรับลดลง

แต่สิ่งที่คาดการณ์กับเรื่องจริงอยู่ตรงข้ามกัน ราคาน้ำมันยังทำสถิติแพงขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่ไม่เคยมีคาดคิดมาก่อนว่าจะได้เห็นราคาน้ำมันสูงเกิน 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว ณ ขณะนี้

การขอขึ้นน้ำหนักบรรทุกของผู้ประกอบการจึงเป็นเรื่องที่น่าจะคาดเดาได้ ดังเช่น นายวัฒนา รัตนวงศ์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย ได้แสดงท่าทีว่าสมาคมและกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งพืชผลทางการเกษตร ที่ทำหน้าที่รับจ้างโรงสีบรรทุกข้าวเปลือกและข้าวสาร ต้องการขอเพิ่มน้ำหนักในการบรรทุกจาก 26 ตัน เป็น 31.5 ตัน โดยบอกว่าเพื่อชดเชยราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นในตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยังคงไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไรต่อกรณีนี้ นายสุริยะพูดบ่ายเบี่ยงโดยยกเหตุผลประกอบมากมายว่าต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ด้วย โดยอยู่ระหว่างให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวบรวมข้อมูล เพื่อจะเรียกประชุมกับภาคเอกชน ผู้ประกอบการขนส่ง หอการค้าไทย ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อหาข้อสรุปและแนวทางที่ดีที่สุด ซึ่งจะเป็นการหารือทั้งในแง่ข้อดีข้อเสียเพื่อเสนอต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พิจารณาต่อไป โดยประเมินว่าจะใช้เวลารวบรวมข้อสรุป 1 เดือน หรือประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม ที่จะเสนอนายกฯได้

รมว.สุริยะบอกว่า การพิจารณาจะเพิ่มน้ำหนักบรรทุกของรถบรรทุกหรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาในหลายมิติ รวมถึงแนวทางการประหยัดการใช้พลังงานเป้าหมายเพื่อลดภาระผู้ประกอบการในภาวะที่รัฐบาลมีนโยบายทยอยปรับเพิ่มราคาดีเซล และต้องนึกถึงความปลอดภัย คือสภาพถนน นั่นเอง!!

อย่างไรก็ตาม นายสุริยะยอมรับว่าจากการศึกษาเดิมถนนสายหลักของกรมทางหลวง รับน้ำหนักเฉลี่ยได้ 30 ตัน แต่หากให้รถบรรทุกสามารถเพิ่มน้ำหนักบรรทุกได้ นายสุริยะมองว่าถนนก็จะเสียเร็วขึ้น การซ่อมก็ต้องถี่ขึ้น กลายเป็นปัญหาพัวพันไม่รู้จบ เพราะปัญหารถติดที่รัฐบาลยังแก้ไม่ตกก็จะยิ่งติดหนักกว่าเดิมเพราะถนนถูกปิดเพื่อซ่อมแซม แผนประหยัดการใช้พลังงานของรัฐก็จะไม่ได้ผล เพราะรถยิ่งติดก็ยิ่งเผาผลาญเชื้อเพลิงอย่างไร้ประโยชน์

เกี่ยวกับเรื่องสภาพถนนนั้น กรมทางหลวงได้จัดทำข้อมูลไว้น่าสนใจทีเดียว กรมทางหลวงได้ทำการศึกษาเรื่อง โอกาสที่ถนนสึกหรอ โดยดูที่น้ำหนักบรรทุก ความถี่ในการใช้ และจากข้อมูลรถบรรทุกที่จดทะเบียนในปี 2546 ระบุว่ามีรถบรรทุกจำนวน 677,657 คัน ที่บรรทุกน้ำหนักเกินที่กำหนดประมาณ 20% เช่น รถบรรทุกวัสดุก่อสร้าง อาทิ หิน ทราย ซีเมนส์ รถบรรทุกพืชผลทางเกษตร อาทิ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และรถบรรทุกแร่ ถ่านหิน

ขณะที่การออกแบบถนนสามารถรองรับน้ำหนักที่ 21 ตัน มีอายุการใช้งาน(หรือระยะเวลาในการซ่อมบำรุงครั้งใหญ่) 7 ปี และถนนสร้างใหม่ในช่วงหลัง 7-8 ปีที่ผ่านมาออกแบบให้มีอายุใช้งาน 15 ปี มีดัชนีการทำลายที่ 1 เท่า

ดังนั้น หากปรับเพิ่มน้ำหนักเป็น 25 ตัน ตามสูตรการคำนวณดัชนีการทำลาย จะเพิ่มเป็น 2.2 เท่า ถนนที่อายุใช้งาน 7 ปี จะเหลือ 3.2 ปี ถนนอายุใช้งาน 15 ปีลดลงเหลือ 6.8 ปี ค่าซ่อมบำรุงจะต้องเป็น 273,000 บาทต่อกิโลเมตร(กม.)

หากเพิ่มน้ำหนักเป็น 28 ตัน คำนวณดัชนีการทำลาย จะเพิ่มเป็น 3.48 เท่า ถนนที่อายุใช้งาน 7 ปี จะเหลือ 2 ปี ถนนอายุใช้งาน 15 ปี ลดลงเหลือ 4.3 ปี ค่าซ่อมบำรุงจะต้องเป็น 312,000 บาท/กม.

หากเพิ่มน้ำหนักเป็น 30 ตัน คำนวณดัชนีการทำลาย จะเพิ่มเป็น 4.58 เท่า ถนนที่อายุใช้งาน 7 ปี จะเหลือ 1.5 ปี ถนนอายุใช้งาน 15 ปี ลดลงเหลือ 3 ปี ค่าซ่อมบำรุงจะต้องเป็น 343,000 บาท/กม.

ไม่แปลกที่ นายเทิดศักดิ์ เศรษฐมานพ อธิบดีกรมทางหลวง จะออกมาให้สัมภาษณ์ว่า หากรัฐบาลมีนโยบายให้กรมทางหลวงปรับเพิ่มน้ำหนักบรรทุก กรมทางหลวงก็จำเป็นต้องขอเพิ่มงบประมาณด้านซ่อมบำรุงด้วย

หากดูตามการศึกษาของกรมทางหลวง เทียบกับที่ผู้ประกอบการขอเพิ่มน้ำหนักบรรทุกเป็น 31.5 ตัน ถนนที่อายุใช้งาน 7 ปี ก็อาจจะมีอายุเหลือน้อยแค่ปี ทั้งนี้นายเทิดศักดิ์บอกว่า ปัจจุบันงบประมาณซ่อมบำรุงที่ได้รับก็ไม่สอดคล้อง กับความเสียหายของถนนอยู่แล้ว แต่ละปีได้รับงบประมาณซ่อมถนนเฉลี่ย 8,000-10,000 ล้านบาท ซึ่งถนนทั่วประเทศมี 60,000 กว่า กม. เฉลี่ยแต่ละปีจะมีงบฯซ่อมถนนประมาณ 120,000 บาท/กม. ขณะที่ความเป็นจริงควรจะต้องได้งบฯซ่อม 250,000 บาท/กม. หรือ 2% ของค่าก่อสร้างรวมแต่ละปี หากว่าต้องการให้ถนนใช้งานได้ดี ไม่ใช่ปล่อยให้รถยนต์ตามท้องถนนวิ่งบนถนนเหมือนถนนลูกรัง

นายเทิดศักด์ยังกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมากรมทางหลวงตกเป็นจำเลยของสังคม ถูกสังคมต่อว่าเรื่องถนนชำรุดมาก แต่เป็นเพราะได้งบประมาณซ่อมถนนไม่ทันกับสภาพที่ถนนเสียหายไปแล้ว พูดง่ายๆ ว่าได้รับจัดสรร ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง "ตามมาตรฐานประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ยุโรป มีงบประมาณเพื่อซ่อมถนนปีละประมาณ 5% เทียบกับงบฯก่อสร้างในแต่ละปีและในเอเชีย เช่น มาเลเซียและจีนได้รับงบประมาณซ่อมถนน 3% เทียบกับงบฯก่อสร้าง ส่วนประเทศไทย กรมทางหลวงได้รับจัดสรรงบประมาณซ่อมถนนเพียง 0.8% เทียบกับงบฯก่อสร้าง

หรือแม้แต่เทียบกับหน่วยงานรัฐ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) กรมทางหลวงก็ยังได้น้อยกว่า รถไฟมีเส้นทางทั่วประเทศยาว 4,000 กม. ได้งบฯซ่อมปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 500,000 บาท/กม.

นายเทิดศักดิ์ยังกล่าวทิ้งท้ายฝากถึงรัฐบาลว่า หนึ่งในมาตรการประหยัดพลังงานนั้น ควรรวมการลดการวิ่งเที่ยวเปล่า ของรถบรรทุกลงด้วย เพราะน่าจะเป็นหนทางช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งได้ 70-80% รวมถึงต้องมีการวางแผนการกระจายสินค้า โดยใช้ประโยชน์จากทรัคเทอร์มินอลที่มีอยู่ และใช้ระบบราง และเรือในการขนส่งให้มากขึ้น

ซึ่งดูเหมือนจะสอดคล้องกับแนวคิดของ รมว.สุริยะ ที่ต้องการลดการวิ่งเที่ยวเปล่าของรถบรรทุกลง เพิ่มการขนส่งทางเรือ และรถไฟมากขึ้น รวมไปถึงแนวทางแก้ไขปัญหาระยะยาวที่ดูแบบมาจากประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งปัจจุบันไม่มีปัญหาเรื่องถนนพัง เพราะหันมาใช้รถคอนเทนเนอร์ในการขนส่ง แต่ยังติดปัญหาที่ว่าต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก

"แต่ระยะยาวน่าจะดี" รมว.สุริยะกล่าวทิ้งท้ายไว้เหมือนให้รู้ว่าน่าจะทำได้ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศแล้วว่าจะอยู่เป็นรัฐบาลยาว 12 ปี

หน้า 20