หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ยุทธศาสตร์ภายใต้ข้อจำกัด

บริหารรัฐจัดการธุรกิจ : ธงชัย สันติวงษ์ thongchai@spu.ac.th  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2548

สภาวะเศรษฐกิจและสังคมไทยกำลังมีปัญหาหนักเกิดขึ้น ทั้งปัญหาภัยแล้ง น้ำมันขึ้นราคา จนคล้ายต้องใช้ยุทธศาสตร์ "การบริหารในสภาวะวิกฤติ" กันแล้ว

แต่ถึงอย่างไร รัฐบาลคงไม่อยากให้มองโลกในแง่ร้ายมากเกินไป ภายใต้การมีคนเก่งและความพร้อมจากคะแนนเสียงท่วมท้น กับมีแผนยุทธศาสตร์เตรียมพร้อมในมือ แถมด้วยนายกรัฐมนตรีที่เก่ง (เพราะการได้อ่านหนังสือบริหารจัดการผ่านตาไปแล้ว ไม่น้อยกว่า 109 เล่ม น่าจะถือเป็นหลักประกันชั้นดี) คงจะเชื่อและมั่นใจว่าจะแก้ไขปัญหาได้ไม่ยาก

ภายใต้เงื่อนไขข้างต้น ยุทธศาสตร์การแก้ไข น่าจะใช้ตามชื่อหนังสือของ Peter Drucker ที่ออกมาเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนว่า "การบริหารในสภาวะข้อจำกัด" (Management under Constraints) ซึ่งทั่วโลกสมัยนั้นต้องเจอกับปัญหาน้ำมันแพง ดอกเบี้ยพุ่งครั้งแรกในโลก จนก่อความเสียหายมากคล้ายกัน

จุดแยกที่แตกต่างที่ต้องเข้าใจและจำกันไว้ให้ดี คือ โลกยุคนั้นยังไม่มีพลัง "โลกาภิวัตน์" ขึ้นมาขับเคลื่อน แต่ก็ได้สร้างความเสียหายไว้มากมาย โดยเฉพาะนักธุรกิจที่โตมาต่อเนื่องหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ยุติลงแล้วเรื่อยมา

ยุทธศาสตร์ที่ Drucker แนะให้ใช้ในครั้งนั้นคือ เพิ่มผลผลิต สร้างผลกำไร และรักษาสภาพคล่อง ไม่ใช้จ่ายหรือลงทุนเกินตัว

แต่ครั้งนี้ เมืองไทยยืนอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์เต็มตัว พร้อมกับการมียุทธศาสตร์บริหารประเทศที่ชัดเจน ที่ต้องการโลดแล่นเร่งโตตามไปกับกระแสการโลกาภิวัตน์กับการเปิดค้าเสรีไร้พรมแดน ซึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ใช้ในยุคนี้คือ การใช้ "พลังทุน" เป็นเครื่องมือสร้างการเติบโต ตามสมมติฐานความเชื่อของนายกรัฐมนตรีที่ว่า โลกาภิวัตน์ "ทุน" จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเคลื่อนย้ายไปได้ทั่ว

เหตุนี้เอง อัตราการเติบโตของ GDP จึงเป็นสิ่งที่นายกฯ แคร์ที่สุด และก็คงจะแน่นอนตามมาว่า ในที่สุดเบียร์ช้างคงผ่านเข้าตลาดหุ้นได้ เพราะ "ตลาดทุน" คือ สิ่งมีค่าความหมายมากที่สุดสำหรับการสร้างความทันสมัยและเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

จากการที่ไทยเคยมีปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่แตกนั้น สาเหตุมาจากการวิ่งตามกระแสค้าเสรีกับไม่แยแสกับโลกาภิวัตน์ที่มีลักษณะขึ้นลงผันผวน มาถึงวันนี้ โลกาภิวัตน์กำลังออกฤทธิ์หลังแก้ไขพลิกฟื้นคืนกลับจากฟองสบู่แตกได้ การทำให้เศรษฐกิจขยายตัวโดยกระตุ้นการบริโภค เน้นการลงทุน กับการทุ่มใช้จ่ายภาครัฐนับว่าได้สร้างความเชื่อมั่นและสำเร็จผลเป็นอย่างดี

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ การพัฒนาเป็นไปอย่างขาดความสมดุล นั่นคือ การสร้างความเข้มแข็ง และประสิทธิภาพ กับคุณภาพคนและการศึกษา ทำได้น้อยมาก ทำให้เครื่องมือที่จะใช้ต่อสู้ต้านทานกับกระแสหมุนกลับ (หรือขาลง) ของเศรษฐกิจโลกขาดหายไป ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดวิกฤติหากมีข้อจำกัดเกิดขึ้น

สถานการณ์วันนี้ เป็นเพราะ "ข้อจำกัด" ได้หวนกลับมาอีกกลายเป็นปัจจัยที่สร้างความกดดันต่อยุทธศาสตร์ที่กำลังใช้อยู่โดยตรง ข้อจำกัดที่ท้าทายการแก้ไขครั้งนี้ คือ

1.ปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ขณะที่กองทุนน้ำมันติดลบกว่า 7 หมื่นล้านบาท จำเป็นต้องปล่อยให้ "น้ำมันดีเซล" ลอยตัว ซึ่งสินค้าจะขึ้นราคาทั้งแผงกระทบต่อความเชื่อมั่น

2.ปัญหาดอกเบี้ย แม้จะไม่เพิ่มสูงเร็วนัก แต่ก็มีปัญหาด้านเงินออมเกิดขึ้น เนื่องจากดอกเบี้ยฝากไม่จูงใจ และการวาดหวังจะทำการระดมทุนในประเทศผ่านตลาดทุนนั้น ประชาชนอาจระวังตัวเก็บเงินสดไว้ โดยไม่กล้าใช้จ่าย

3.ปัญหาการประสานงานบริหาร แทนการพึ่งพาระบบที่สร้างไว้ใช้งาน สูตรที่รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คาดหวังอยู่กับการเมืองที่แข็งแกร่ง จะได้เห็นถึง หนึ่ง ความร่วมมือของเอกชนที่จะร่วมกับรัฐ สอง จะเห็นการประสานงานของกระทรวงต่างๆ ของรัฐมนตรีที่มาจากพรรคเดียวกัน เพื่อก่อให้เกิดความคล่องตัวและแก้ไขปัญหา ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้

ยิ่งกว่านั้น ถึงวันนี้ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) หายไป เศรษฐกิจขนาดเล็กในภูมิภาคล้มหาย เหลือแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ของต่างชาติ กับธุรกิจใกล้รัศมีการเมืองในส่วนกลางไม่กี่ราย จึงต้องรอดูว่า พลังขับเคลื่อนที่จะมาจาก "เอกชน" จะได้มีการเข้าร่วมจากรายกลางและรายย่อยมากแค่ไหน? กับภาพประสานร่วมมือกันแบบ "จับมือ แต่เหยียบตีน" ของข้าราชการและนักการเมืองข้ามกระทรวง จะหมดไปจริงหรือไม่ ?

4.ปัญหาการลงทุน รัฐบาลมีโครงการเมกะโปรเจ็ก 1.5 ล้านล้านบาท ในช่วงเวลาที่ขาดเงินออมแล้ว เรายังมีปัญหาติดลบคือ "หนี้บัตรเครดิต" (ที่เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าในช่วง 5 ปี) ทำให้ศักยภาพของคนกับการบริโภคลดลง ส่งผลทำให้ต้องพึ่งพานักลงทุนต่างชาติ เรื่องนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ว่า สุดท้ายจะกลายเป็นของใคร ชาติไหน ในระยะยาว

5.ปัญหาสังคมและการศึกษา รากฐานที่ใช้สร้างศักยภาพแข่งขัน ถือเป็นข้อจำกัดใหญ่มาก จากการกระตุ้นการบริโภคในช่วง "4 ปี ซ่อม" ปัญหาการเสื่อมทรุดของสังคมและหนี้สินได้เกิดขึ้นมาก รวมไปถึงการบริโภคน้ำมันที่มากถึง 8% ของจีดีพี ทำให้การแก้ไขและพัฒนาคนกับสังคมต้องเริ่มจากติดลบ โดยเฉพาะการศึกษา เพราะการที่จะให้ทุกโรงเรียนมีคอมพิวเตอร์ จะไม่เกิดประโยชน์ และเป็นอันตรายจากช่องว่าง โดยขาดทั้ง "เนื้อหาและสาระดี" ที่จะให้กับเด็ก

6.ปัญหาการสร้างศักยภาพแข่งขัน ไม่อาจทำได้สำเร็จด้วยการตลาดกับมีเพียงแผนยุทธศาสตร์สวยหรู เพราะนี่คือส่วนสำคัญของ "การแปลงสภาพองค์กร" ที่ไม่มีทางสำเร็จได้ด้วยการจัดสัมมนา การทำ Roadmap หรือแม้แต่การปลดเปลี่ยนตัวนักบริหาร

งานสร้างนั้นเป็นงานยาก โดยต้องมีทั้งปรับโครงสร้าง ทุบของเก่าทิ้งถ้าจำเป็น (Rewamp) การเปลี่ยนนิสัยคน ต้องมีธรรมาภิบาล มีการแข่งขันอย่างยุติธรรม โปร่งใส ถึงจะได้ประสิทธิภาพจริง

ทั้งหมดนี้ คือ ปัญหาข้อจำกัดที่กำลังเกิดมากขึ้นขณะกำลังเดินหน้าเร็วและแรงตามแผน ปัญหาที่ควรคิดคือ เราจะต่อสู้ต้านทานให้ผ่านข้อจำกัดนี้โดยไม่เกิดความเสียหายไปได้อย่างไร เพราะข้อจำกัดดังกล่าวนับเป็นกระแสสวนทางที่เกิดขึ้นเร็วและแรง ไม่ต่างจากการทำงานของ "Thrust Reverse" ของเครื่องบินไอพ่น ที่กำลังอยู่ในภาวะพุ่งทะยานไปข้างหน้านั่นเอง

ต้องระลึกเสมอว่า ในยุคโลกาภิวัตน์ การพลิกไปกลับจะมีบ่อยและผกผัน กับการเปลี่ยนแปลงจะมีผลทั้งรุนแรง หากประมาทหรือชอบเดินสวนทางข้อจำกัด จะทำให้เกิดความเสี่ยงสูงและอาจส่งผลเสียหายทำให้เสียศูนย์และล้มคว่ำได้ การเตือนตนไม่ให้ประมาทจึงสำคัญ

สิ่งแรกที่รัฐบาลควรทำคือ การให้หน่วยราชการลดใช้น้ำมันกับพลังงานในทันที เพื่อเป็นตัวอย่างเรียกความมั่นใจและขวัญของประชาชน