หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
เมื่อมังกรตะปบอินทรีกลางอากาศ

ธุรกิจไทยสู้โลก : เกียรติศักดิ์ จีรเธียรนาถ  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2548

ในขณะที่ผมนั่งเขียนต้นฉบับนี้กำลังฟังการถ่ายทอดสดการปราศรัยของประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ถึงความวิตกกังวลของการหาทางออกเกี่ยวกับระบบประกันสังคมของอเมริกา ที่เกิดขึ้นมานานแล้ว และกำลังเป็นแรงกดดันอย่างหนักต่อการดำรงต่อไปให้ได้คุณภาพคงเดิม เพราะคนอายุยืนขึ้น ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้นกับเวลาใช้เงินมากขึ้น และมีคนเกิดใหม่เพิ่มมากขึ้น

ในวันเดียวกันการ์ตูนในหนังสือพิมพ์ USA Today วันที่ 15 มี.ค. 2548 ที่หัวหน้าวิจัยของบอสตันคอลเลจได้ฟันธงว่า "ในที่สุดเราต้องเลือกใส่เงินเพิ่มเข้าไป หรือลดสวัสดิการลงมา นั่นคือ ทางเลือกที่มีอยู่เพียงสองทางเท่านั้น"

ผมยังมั่นใจว่าความอ่อนแอของระบบเศรษฐกิจมหภาคของอเมริกานั้นเกิดจากความเคยตัวในการสร้างและเสพติด "บริโภคนิยม" จนทำให้เกิดการบริโภคมากกว่าชาติใดๆ ในโลกนี้ นั่นคือ การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แล้วหวังว่าเขาจะขายทรัพย์สินทางปัญญา ขายอาวุธสงครามเพื่อชดเชย และครอบงำอัตราแลกเปลี่ยน แต่ในรอบหลายปีที่ผ่านมาเขายังทำไม่สำเร็จ

ความชาญฉลาดของคนสองกลุ่มหลักในสหรัฐ คือ พวกขายภาคบริการที่อ้างว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญา กับพวกที่คอยปั่นค่าเงิน ราคาน้ำมัน และราคาหุ้นในตลาดต่างๆ ที่มีขนาดเล็กกว่ามาก ทำให้เกิดความปั่นป่วน และผันผวนไปทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อเขายังกดดันจีนให้เพิ่มค่าเงินหยวนไม่สำเร็จ

ผลของการกระทำของคนสองกลุ่มได้สะท้อนกลับไปทำร้ายอเมริกา และประเทศต่างๆ เพราะราคาน้ำมันได้ถูกปั่นขึ้นไปอย่างไร้เหตุผล พร้อมกับโยนบาปไปยังพญามังกรว่าใช้มากเหลือเกิน

ทำไมอินทรีถึงล่ามังกรไม่สำเร็จ ก็เพราะขนาดเศรษฐกิจของจีนโตวันโตคืน จากการรายงานของธนาคารโลกถึง GDP ในปี ค.ศ. 2003 มียอดรวมทั้งโลกที่ 36.36 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีอเมริกาอยู่ในอันดับที่หนึ่ง ด้วยมูลค่าของ GDP สูงถึง 10.88 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีจีนอยู่ในอันดับที่ 7 มีมูลค่าสูง 1.41 ล้านล้านดอลลาร์

เมื่อนักเศรษฐศาสตร์นำเอาวิธีคำนวณเพื่อหาอำนาจซื้อที่แท้จริงจะพบว่า GDP ของจีนกระโดดจากอันดับ 7 มาเป็นอันดับที่ 2 ทันที นี่แหละครับที่เป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้สหรัฐต้องกดดันให้จีนปรับค่าเงินหยวนเสมอมา

อันดับของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดสิบอันดับแรกของโลกมีส่วนแบ่งของ GDP มากถึง 72.4% ของโลก มีประเทศที่อยู่ในเอเชียเพียงสองประเทศเท่านั้น คือ จีน กับญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ในอันดับที่สอง และอันดับที่เจ็ดของโลก หากธนาคารโลกเผยแพร่ข้อมูลปัจจุบันได้ จีนก็น่าจะขึ้นมาอยู่ในลำดับที่ไม่เกินลำดับที่สามของโลก (ผมแว่วๆ จากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนส่งสัญญาณเช่นนั้น)

การที่ผมจั่วหัวว่า พญามังกรกำลังจะตะปบพญาอินทรีจากอากาศ ก็เพราะว่าในขณะนี้สหรัฐซึ่งเป็นปรมาจารย์ของศาสตร์การค้า และการบริหารสมัยใหม่ และยังสามารถนำเอาตำรับสงครามซุนหวู่ มาประยุกต์มาช้านาน แต่ในขณะนี้กำลังเปิดตำราไม่ทัน

เพราะว่าคนอเมริกันยังคงเพลิดเพลินกับลัทธิบริโภคนิยม และใช้กฎเกณฑ์ที่สร้างขึ้นมาในรูปแบบต่างๆ โดยประเมินจีน ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ ในเอเชียต่ำเกินไป จึงทำให้การกลับตัวในวันนี้ทำได้ยาก แม้จะมีความพยายามสร้างแนวร่วม และแรงกดดันก็ยังคงประสบความสำเร็จได้ยาก เพราะคนอเมริกันได้ตกเป็นทาสเสพติดสินค้าราคาถูก หาง่าย และคุณภาพเป็นที่ยอมรับได้จากจีน

อำนาจต่อรองของจีนในวันนี้มีอยู่อย่างเหลือเฟือ ผมขอยกตัวอย่างสักสองสามอุตสาหกรรมก็แล้วกันครับ อุตสาหกรรมแรกคือ อุตสาหกรรมค้าปลีกที่มีวอลมาร์ท เป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็ไม่สามารถทำสงครามเบ็ดเสร็จในจีนได้สำเร็จ กลับตรงกันข้ามทำท่าจะเพลี่ยงพล้ำในหลายสนามรบ

ผมมาจีนคราวนี้เลยถือโอกาสสำรวจแนวรบด้านค้าปลีกที่ต่อสู้กันระหว่างยักษ์ค้าปลีกของโลก กับยักษ์ไทย คือ โลตัส (ไม่มีเทสโก้นำหน้าอย่างเมืองไทย) ด้วยความตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งคล้ายๆ สงครามสามก๊กไม่มีผิด

ผมลองสอบถามผู้คนที่เข้าไปซื้อของในห้างวอลมาร์ท คาร์ฟูร์ และโลตัส เพื่อทำการค้นหาความประทับใจของลูกค้าของแต่ละห้างว่ามีความเหนียวแน่นแค่ไหน ปรากฏว่าไม่มีความเหนียวแน่นกับยี่ห้อของห้างเลย และเกือบทุกคนมักจะมองหาสินค้าที่ราคาถูกแล้วแห่ไปซื้อ ผมยืนสังเกตการณ์คนที่เข้าคิวก่อนเปิดร้านยาวเหยียดในห้างแห่งหนึ่งที่ลดราคาหมู กับไก่ย่าง ทั้งๆ ที่การลดราคานั้นต่างจากราคาปกติเพียงห้าเปอร์เซ็นต์ จากราคาปกติเท่านั้น

อุตสาหกรรมที่สองคือ สิ่งทอ และเสื้อผ้าที่จีนครองตลาดสหรัฐเกือบจะเด็ดขาดแล้ว ทั้งๆ ที่จีนชิงออกประกาศเก็บภาษีส่งออก และจำกัดปริมาณการส่งออกด้วยความสมัครใจของจีนเองก็ยังไม่สามารถสกัดยอดส่งออกที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ซึ่งในขณะนี้เสียงเรียกร้องจากผู้ประกอบการด้านเสื้อผ้าของสหรัฐเริ่มดังขึ้นอีกแล้วว่า ให้รัฐบาล (อีกแล้ว) หามาตรการจำกัดการส่งสินค้าเสื้อผ้าจากจีน เพราะห้ามการบริโภคไม่ได้ และไม่พยายาม หรือพยายามลดต้นทุนของตนแล้วไม่สำเร็จ

อุตสาหกรรมการบินที่สหรัฐมีความยิ่งใหญ่มาตลอด ก็ทำท่าจะอ่อนแอลงไป ในขณะที่การบินของจีนขยายตัวอย่างก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง ด้วยจำนวนประชากรที่เกิดความสะดวกในการเดินทาง กับความเนื้อหอมของจีนทำให้นักธุรกิจอเมริกา และนักธุรกิจชาติต่างๆ หลั่งไหลไปจีนมากกว่านักธุรกิจจากจีนวิ่งไปยังสหรัฐ แม้ว่าอเมริกาจะมีโบอิงขายก็ตาม แต่จีนก็ใช้แอร์บัสเป็นหมากต่อรองมาหลายครั้งแล้ว

ในวันนี้พญามังกรสามารถตะปบพญาอินทรีได้จากอากาศก็เพราะว่า จีนเป็นต้นตำรับในการรู้เขารู้เรา คนอเมริกายังไม่รู้จักภัยจากการบริโภคนิยม รัฐมนตรีของอเมริกายังนิยมใช้อำนาจมากกว่าการสร้างความสามารถในการแข่งขันดังเช่นที่ปรมาจารย์เขาสอนไว้

และท้ายที่สุด CEO ของอเมริกาเชื่อว่า ตนมีฝีมือเหนือกว่า CEO ของจีน โดยไม่เคยทำ หรือไม่เคยทำความเข้าใจประโยคที่ว่า "ชายชาตรีหากจากกันสามปีต้องประเมินกันใหม่"