หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
ICL เงินกู้ที่คนไทยทุกคนต้องรู้!!

โดย สุรพล ศรีบุญทรง กรรมการสภาคณาจารย์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ มติชนรายวัน วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9873

ระบบเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาแบบผูกพันอนาคต หรือ ICL ซึ่งย่อมาจากคำว่า Income Contingent Loan และอาจจะถูกเรียกขานกัน ในอีกหลายๆ ชื่อ ได้แก่ กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกติดกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) IRL (Income Related Loan) หรือ Graduate Taxes นั้นแม้ว่าจะเป็นศัพท์ใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักกันในหมู่คนไทย แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญมากที่พวกเราทุกคนต้องเร่งศึกษาทำความเข้าใจกับมัน

เพราะจากข่าวคราวที่ทยอยออกมาเป็นระยะๆ นั้นบ่งบอกว่ารัฐบาลมีแผนที่จะนำมาใช้งานอย่างแน่นอน ในช่วงระยะเวลาก่อนสิ้นปี พ.ศ.2549 อันจะส่งผลให้มีเงินงบประมาณจำนวนหลายหมื่นล้านบาท ถูกนำมาใช้เป็นเงินกู้สนับสนุนการศึกษาของนิสิตนักศึกษาทั้งหลายในแต่ละปีหลังจากนั้น

รายงานการวิจัยของ สกศ.ระบุว่าตัวเงินที่จะต้องใช้ในการอุดมศึกษาหลังนำเอาระบบ ICL มาใช้นั้นมีอยู่ทั้งหมดประมาณ 79,700 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่รัฐบาลจ่ายผ่านสถาบันการศึกษา หรือที่เรียกว่า Supply-side Financing 31,300 ล้าน ส่วนที่จ่ายผ่านนักศึกษาในระบบเงินกู้ ICL หรือที่เรียกว่า Demand-side Financing 32,900 ล้าน และส่วนที่นักศึกษาและผู้ปกครองต้องจ่ายเพิ่มเติมจากส่วนที่รัฐสนับสนุนอีก 15,500 ล้าน

แน่นอน ตัวเลขงบประมาณที่ว่านี้แม้จะไม่มากนักเมื่อเทียบกับเงินงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด แต่ก็เป็นภาระผูกพันตลอดไป นับแต่ปีแรกที่มีการนำเอาระบบเงินกู้ ICL มาใช้

หมายถึงว่าประเทศชาติจะต้องกันเงินหลักหมื่นล้านที่ว่านี้ไว้ทุกๆ ปี ไม่สามารถจะนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศด้านอื่น และไม่น่าจะยกเลิกได้ง่ายๆ หลังจากการประกาศใช้ เพราะจะต้องมีนักศึกษาจำนวนมากยื่นเรื่องขอกู้เข้ามาใหม่ในแต่ละปี

ความเป็นมาของเงินกู้เพื่อการศึกษา

เงินกู้เพื่อการศึกษานั้นได้รับการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมา เพื่อรองรับการปฏิรูปการศึกษาซึ่งกำลังดำเนินไปทั่วโลก หรือพูดอีกอย่างก็คือ เพื่อแก้ปัญหาใหญ่ด้านการศึกษาของประเทศในแนวทางหลัก 3 ประการดังนี้

1) เพื่อลดภาระของรัฐในเรื่องงานการอุดมศึกษา (Decrease Government burden) อันเป็นผลมาจากการกระจายอำนาจ (Decentralization) การให้อิสระด้านการบริหาร (autonomy) ตลอดไปจนถึงแปรรูปองค์กร (Privatization) หน่วยงานอุดมศึกษา

2) เพื่อให้ตัวนิสิตนักศึกษาและผู้ปกครองมีส่วนร่วม และตระหนักในความรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายด้านการศึกษามากขึ้น (Increase Parent & Student Responsibility) ส่งผลให้ระบบเงินกู้แบบ ICL ได้รับการเรียกขานในอีกชื่อว่าเป็นระบบเงินกู้แบบ Cost-sharing system

3) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับผู้มีรายได้ต่ำ ในการเข้าสู่ระบบอุดมศึกษา (Increase Opportunity for low-income students)

โดยอาจสรุปรูปแบบของระบบเงินกู้เพื่อการศึกษาได้เป็นสองประเภทหลัก คือ ระบบเงินกู้แบบดั้งเดิม (Conventional Loans) และระบบกู้เงินแบบ ICL เพียงแต่เวลาประยุกต์ไปใช้ในแต่ละประเทศนั้น ก็จะมีการผสมผสานกันระหว่าง ระบบเงินกู้ทั้งสองรูปแบบ (Hybrids) ในลักษณะต่างๆ ทำให้มีความหลากหลาย (Variants) เป็นอย่างมาก ในระบบเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาของแต่ละประเทศ

1. ระบบเงินกู้แบบดั้งเดิม (Conventional Loans) : หรือรับรู้กันในอีกชื่อว่าแบบ mortgage type ซึ่งหมายถึงการปล่อยกู้โดยสถาบันการเงิน โดยมีลักษณะเฉพาะที่สำคัญดังนี้

* ใช้อัตราดอกเบี้ย (Interest rate) ที่สูงพอสมควร ด้วยมองตัวผู้กู้เสมือนหนึ่งเป็นสินทรัพย์ (assets) ที่มีศักยภาพสูง การปล่อยกู้จึงดำเนินไปอย่างรอบคอบ และจะให้ผลกำไรกลับคืนมาสู่ผู้ปล่อยกู้ ในระดับที่สูงใกล้เคียงกับการให้กู้ระยะยาว (หากกำหนดดอกเบี้ยต่ำก็จะมุ่งผลเชิงประชาสัมพันธ์ และภาพพจน์ของสถาบันการเงินเอง)

* มีการกำหนดระยะชำระคืนที่ชัดเจน (repayment period) มักกำหนดให้เริ่มชำระหนี้คืนทันที หลังผู้กู้สำเร็จการศึกษา และกำหนดให้คืนเงินให้หมดในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่ปี

* มีการกำหนดเงื่อนไขการชำระ (Repayment terms) ชัดเจนว่าจะต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราที่ตายตัวในแต่ละเดือน (fixed rate) หรือเพิ่มขึ้นอย่างก้าวหน้าตามรายได้ที่เพิ่มขึ้นของผู้กู้ (Progressive rate)

2. ระบบกู้เงินแบบ ICL : มีคุณลักษณะเฉพาะดังนี้

* ผู้กู้ชำระหนี้ในเปอร์เซ็นต์ต่ำๆ ของรายได้ในอนาคตของผู้กู้เอง (หากผู้กู้ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ หรือรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ ก็ยังไม่ต้องชำระหนี้)

* เป็นเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยซึ่งปรับไปตามอัตราเงินเฟ้อ (Inflation rate) และกำหนดเวลาคืนเงินต้น ในระยะเวลายาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ (maximum repayment period)

* ข้อผูกพันในเรื่องภาระหนี้ (repayment burden) ยังคงอยู่ที่ตัวผู้กู้และผู้ปกครองของผู้กู้ รัฐเพียงเข้ามาทำหน้าที่ ผู้ผ่อนชำระในระยะแรก ก่อนที่ผู้กู้จะผ่อนผันให้ชำระคืนในภายหลัง (deferred repayment) อย่างไรก็ตาม เพื่อกระตุ้นให้ผู้มีฐานะดีจ่ายชำระค่าเล่าเรียนด้วยตนเอง มักมีการลดค่าเล่าเรียนให้กับผู้ที่เลือกชำระเงินทันทีโดยไม่กู้ (Up-front payment) อย่างเช่นระบบ HECS ของออสเตรเลียนั้นจะลดค่าใช้จ่ายให้ 25% สำหรับผู้ที่จ่ายเงินเอง

* มักกำหนดให้หน่วยงานสรรพากรเป็นผู้จัดเก็บหนี้จากบัณฑิต จึงเป็นที่มาของชื่อ Graduate Taxes และเป็นหลักประกันความสำเร็จของระบบ ICL ด้วย ดังจะเห็นได้จากการประเทศซึ่งมีระบบการจัดเก็บภาษีไม่ครอบคลุม ไม่ชัดเจน เช่น ชิลีและเอธิโอเปีย ไม่ประสบความสำเร็จในการนำเอาระบบ ICL ไปประยุกต์ใช้

ในขณะที่มหาวิทยาลัยเยลก็ล้มเหลวกับระบบให้กู้เงินเพื่อการศึกษาเช่นกัน เพราะไม่ได้เป็นการจัดเก็บผ่านระบบภาษี

ข้อดีของระบบกู้ยืมแบบ ICL

หากฟังจากคำบอกเล่าของผู้ที่มีส่วนร่วมในการนำเอาแนวคิดของการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาของประเทศออสเตรเลีย หรือที่รู้จักกันในชื่อระบบ HECS (Higher Education Contribution Scheme) มาใช้แทนระบบการกู้ยืมเพื่อการศึกษาเดิมของไทย(กยศ.หรือกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา) ก็นับได้ว่าระบบกู้ยืมแบบ ICL นี้เป็นระบบที่น่าสนใจ และมีข้อดีอยู่หลายประการด้วยกัน ดังนี้

* การจัดสรรงบประมาณผ่านด้านผู้เรียนโดยตรง (Demand-side Financing) ซึ่งน่าจะมีประสิทธิภาพกว่า การจัดสรรทางอ้อมผ่านสถานศึกษา (Supply-side Financing) ที่ไม่เป็นไปตามกลไกการตลาด

* ไม่มีข้อจำกัดเรื่องวงเงินที่จะถูกปล่อยกู้ และไม่จำกัดรายได้ของผู้ปกครองไว้ที่ 150,000 บาท/ปี เหมือนกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งแม้การจำกัดรายได้ผู้ปกครองดังกล่าวของ กยศ.จะมีเจตนาดี ในแง่ที่ต้องการสงวนเงินกู้ ไว้ให้กับผู้มีฐานะยากจนจริงๆ แต่ความหละหลวม ในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอกู้ ก็ทำให้บุตรหลานของข้าราชการระดับกลาง ไม่ได้รับสิทธิกู้ยืม ในขณะที่บุตรหลานผู้มีฐานะ กลับมีโอกาสได้กู้เงินไปใช้จ่ายได้อย่างอิสระ

* สร้างความตระหนักรับรู้ให้กับบัณฑิตว่าค่าใช้จ่ายที่แท้จริงในการศึกษานั้นสูงมาก ไม่ควรที่จะปล่อยให้รัฐ ต้องมารองรับต้นทุนในส่วนนี้มากถึง 68-91% เหมือนที่ผ่านมา เพราะผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการสำเร็จการศึกษาก็คือ ตัวบัณฑิต และครอบครัวของบัณฑิตเอง ผลที่ประเทศชาติได้รับจากการที่พลเมืองมีการศึกษานั้นแม้จะมีมาก แต่ก็ไม่เท่ากับตัวบัณฑิตเอง(ข้อตกลงล่าสุดเท่าที่ทราบ คือ รัฐจะรองรับต้นทุนไป 50% หลังจากมีการนำเอาระบบกู้ยืมแบบ ICL มาใช้)

* มีความเป็นธรรมในการปล่อยกู้เพราะเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ ไม่จำกัดว่าจะเป็นนักศึกษา ในสถาบันการศึกษาของรัฐ ของเอกชน นักศึกษาในมหาวิทยาลัยเปิด หรือมหาวิทยาลัยปิด

* ผู้กู้ไม่ต้องกังวลกับภาระหนี้มากเกินไป เพราะรัฐยินยอมให้มีการผ่อนชำระที่ยาวนานระดับ 20-30 ปี ในอัตราที่ต่ำมาก(1-5%) และขึ้นอยู่กับรายได้ในอนาคตของบัณฑิตเอง หากเงินเดือนยังไม่ถึงเกณฑ์ต่ำสุด(ล่าสุดนั้นตัวเลขรายได้ต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นบาท) หากไม่ทำงานด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม เช่น ตกงาน บวชเป็นพระ หรือทำงานสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ ก็ไม่ต้องชำระหนี้ และหนี้นั้นจะไม่ผูกพันไปสู่ทายาทและผู้เกี่ยวข้องในกรณีที่ผู้กู้เสียชีวิต

* ปัญหาเรื่องภาระการติดตามทวงหนี้ และค่าดำเนินการทวงหนี้ที่เคยเป็นภาระของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) และธนาคารกรุงไทย ก็จะลดน้อยไปเพราะระบบการกู้ยืมเงินแบบใหม่นี้จะใช้วิธีหักหนี้จากรายได้โดยตรงผ่านระบบภาษี

(ทำให้ในหลายๆ ประเทศเรียกระบบกู้ยืมชนิดนี้ว่า Graduate tax ซึ่งมีความหมายผิดเพี้ยนไปจากชื่อ ICL บ้างเล็กน้อย)

ระบบเงินกู้ ICL เปรียบเทียบระหว่างไทย/ออสเตรเลีย

จากข้อดีต่างๆ นานาของระบบ HECS หรือ ICL ซึ่งได้ยกขึ้นมานั้น จะเห็นได้ว่าดีเหมือนระบบการศึกษาในฝัน จนนักการเมืองของไทยรับเอาไปใช้เป็นแนวทางของนโยบายของตนเอง

แต่ก็อดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่ามันดีเกินไปจนไม่น่าจะเป็นไปได้ (Too Good To Be True) เพราะถึงแม้ว่าระบบ ICL จะได้รับการยอมรับว่าประสบความสำเร็จในประเทศออสเตรเลีย แต่ก็ประสบความล้มเหลวในหลายๆ ประเทศ

ฉะนั้น จึงอยากขอให้มีการพิจารณาใคร่ครวญเพิ่มเติมถึงความสามารถในการรองรับระบบ ICL ของไทย โดยเปรียบเทียบระหว่างสภาพการศึกษาในออสเตรเลีย ในหัวข้อต่อไปนี้

* ความแตกต่างระหว่างระบบจัดการศึกษาของไทยและออสเตรเลีย เดิมทีก่อนหน้าปี พ.ศ.2532 ที่รัฐบาลออสเตรเลีย จะนำเอาระบบ HECS มาใช้นั้น อุดมศึกษาในออสเตรเลียซึ่งเป็นของรัฐเป็นส่วนใหญ่ เคยเป็นของฟรี เป็นเหมือนสวัสดิการที่รัฐให้กับประชาชนของตน เมื่อรัฐบาลออสเตรเลียต้องการลดภาระค่าใช้จ่าย จึงนำเอาระบบ HECS มาใช้

แต่สำหรับอุดมศึกษาในเมืองไทยเรานั้นมีวามสลับซับซ้อนกว่ามาก มีทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐ ที่รัฐให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่อหัวกว่า 80% และมหาวิทยาลัยเอกชน ที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องรับภาระค่าใช้จ่ายไปเต็มๆ 100%

และในส่วนของมหาวิทยาลัยรัฐนั้นก็ยังมีความแตกต่างกันไปอย่างมากในต้นทุนค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักศึกษา มีทั้งมหาวิทยาลัยเกิดใหม่ มหาวิทยาลัยเปิด และมหาวิทยาเฉพาะทาง ฯลฯ การนำเอาระบบ ICL มาใช้ในไทย จึงไม่น่าจะลดภาระค่าใช้จ่ายใดๆ ให้กับรัฐ(รัฐบาลทักษิณเองก็รับปากว่า มหาวิทยาลัยจะได้รับเงินสนับสนุนไม่น้อยไปกว่าเดิม)

* ความแตกต่างระหว่างรายได้ของบัณฑิตไทยและออสเตรเลีย เพราะในขณะที่บัณฑิตออสเตรเลียนมีหนี้ผูกพันประมาณ 16,000-20,000 เหรียญออสเตรเลีย แต่ก็มีรายได้สูงถึง 25,000-30,000 เหรียญออสเตรเลียต่อปี (หรือ 1.5 เท่าของหนี้) ทำให้สามารถชำระหนี้ในอัตรา 3-6% ของรายได้ และสามารถชำระหนี้เงินกู้ได้หมดภายในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี

ส่วนบัณฑิตไทยนั้นจะมีหนี้ประมาณ 1 แสน-1 ล้านบาท แต่มีรายได้เพียง 8 หมื่น-1.8 แสนบาทต่อปี (หรือ 0.4 เท่าของยอดหนี้) หากต้องการชำระหนี้ให้หมดก็คงต้องใช้เวลาร่วม 25-30 ปี

* ความแตกต่างระหว่างระบบการจัดเก็บภาษีรายได้ของไทยและออสเตรเลีย เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ะบบสรรพากรของเรานั้น ยังไม่ครอบคลุมครบถ้วนนัก ยังคงมีเงินหมุนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจนอกระบบจำนวนมหาศาล พิสูจน์ได้จากความสำเร็จในการนำหวยขึ้นมาบนดินของรัฐบาล และความล้มเหลวระบบคัดสรรผู้กู้ ของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งเปิดโอกาสให้ลูกพ่อค้าร่ำรวยสามารถกู้เงินได้อย่างสะดวกสบาย แต่ไม่เปิดโอกาสให้ลูกหลานของข้าราชการระดับกลางกู้

* ความแตกต่างระหว่างค่าใช้จ่ายในการเก็บหนี้คืนของไทยและออสเตรเลีย โดยเฉลี่ยแล้วต้นทุนดำเนินการจัดเก็บหนี้คืน จะอยู่ในระดับ 2% ของยอดหนี้ (และอาจจะสูงขึ้นไปกว่านี้อีกมาก ในกรณีของหนี้สงสัยจะสูญ หรือ NPL) ฉะนั้นเมื่อพิจารณาจากรายได้เฉลี่ยบัณฑิตไทย และอัตราการตกงานก็ทำให้เกิดข้อสงสัยตามมาว่า ควรจะกำหนดอัตราชำระคืนต่ำสุดเท่าไร สำหรับการหักผ่านระบบภาษี (3% อาจจะเป็นจุดคุ้มทุน และเป็นอัตราเริ่มต้นที่ดีสำหรับการเริ่มหักหนี้คืน)

* ความแตกต่างระหว่างอัตราหนี้สูญของไทยและออสเตรเลีย แม้ว่าออสเตรเลียจะมีอัตราการจ้างงานสูง แต่ก็ยังคงมีบัณฑิตผู้กู้ที่ผิดนัดชำระหนี้เฉลี่ย 15-30% จนน่าเป็นห่วงว่าอัตราหนี้สูญในเมืองไทยน่าจะสูงไปกว่านั้นมาก เพราะบัณฑิตไทยมีรายได้ต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ และระบบจัดเก็บภาษีของเราก็ยังไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร

จนอาจจะส่งผลให้ผู้กู้บางรายเลือกที่จะทำงานนอกระบบภาษี แทนที่จะเข้าทำงานในระบบ หรืออาจจะทำงานหลายๆ งาน แต่เลือกแจ้งสรรพากรเฉพาะงานที่มีรายได้ต่ำ

ระวัง ICL จะกลายเป็น NPL

แม้ว่าระบบเงินกู้เพื่อการศึกษาจะมีข้อดีมากมายดังที่บรรดาผู้สนับสนุนแนวคิดพยายามยกขึ้นมา แต่ก็มีหลุมพรางมากมาย ที่พึงต้องระมัดระวังในการประยุกต์มาใช้งานจริงในสังคมไทย เพราะการมุ่งตอบสนองแต่ทางด้านเงิน ด้านวัตถุ ใช้วิธีการแก้ไขปัญหาทุกอย่างด้วยเงิน โดยไม่ใส่ใจในสภาพสังคมที่เป็นอยู่จริง ก็เคยนำประเทศชาติไปสู่หายนะมาแล้ว ในกรณีการเปิดเสรีทางการเงิน (BIBF) จนนำไปสู่การล่มสลายทางเศรษฐกิจในช่วงปี พ.ศ.2539-2540 จึงควรที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบจะได้ใคร่ครวญไตร่ตรองเสียให้รอบคอบ ก่อนที่สร้างหนี้และภาระผูกพันจำนวนมากต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน

อย่าปล่อยให้การตัดสินใจอยู่กับบรรดานักการเมือง ที่มักไม่มีจิตสำนึกเรื่องความประหยัดมัธยัสถ์ ต่องบประมาณส่วนกลาง และไม่สนใจจะสนองพระราชดำริในแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

นักการเมืองนิยมดำเนินการต่างๆ ไปเพื่อผลทางคะแนนนิยม มากกว่าที่จะให้ผลการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง บ่อยครั้งที่ตัดสินใจไปอย่างรีบด่วนเพื่อผลในทางการเมือง เช่น การยุบรวมทบวงมหาวิทยาลัยเข้ากับกระทรวงศึกษาธิการ และการเปิดให้มีกระทรวงเล็กกระทรวงน้อยเกิดขึ้นมาใหม่มากมายทั้งที่ไม่จำเป็น จนในที่สุดก็ต้องหาทางปรับยุบรวมหน่วยงานที่ถูกตั้งขึ้นมาใหม่ และหาทางแยกทบวงมหาวิทยาลัยในระยะเวลาต่อมา

ทางที่ถูก การปฏิรูปการศึกษานั้นควรใช้แนวคิดปฏิจจสมุปปาทไตร่ตรองถึงเหตุ ถึงปัจจัย ให้รอบคอบ เริ่มด้วยการพิจารณาปัจจุบันว่าปัญหานั้นอยู่ที่ไหน ใช่ว่าอยู่ที่ตัวเงินจริงหรือไม่ และทิศทางการพัฒนาระบบอุดมศึกษา เป็นไปอย่างถูกต้องแล้วหรือ มีความถูกต้องเหมาะสมเพียงไรในการจัดสรรงบประมาณเพื่อการผลิตบัณฑิต (ค่าใช้จ่ายต่อหัวของบัณฑิตต่างมหาวิทยาลัยนั้น แตกต่างกันเป็นสิบเท่าตัว)

ทำไมมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ และเก่าแก่อย่างมหิดล และจุฬาฯถึงได้จัดสรรงบประมาณมากถึงราว 4 พันล้านบาทต่อราย ในขณะที่มหาวิทยาลัยเกิดใหม่อย่างราชภัฏทั้งหมด 41 แห่งกลับได้รับจัดสรรงบประมาณเพียงราวๆ 4 พันล้านบาทต่อราย หรือเฉลี่ยรายละประมาณ 100 ล้านบาทเท่านั้น (ม.ราชภัฏบางแห่งต้องหารายได้กว่าพันล้านบาท มาโปะเพิ่มจากงบประมาณที่ได้รับ)

ตลอดจนทำอย่างไรจึงจะควบคุมคุณภาพของอุดมศึกษา ซึ่งแตกต่างกันอย่างมากมายในมหาวิทยาลัยร้อยกว่าแห่ง (มหาวิทยาลัยของรัฐเดิม 22 แห่ง, มหาวิทยาลัยราชภัฏ 41 แห่ง, มหาวิทยาลัยราชมงคล 35 แห่ง และสถาบันการศึกษาเอกชนอีก 56 แห่ง)

ปัญหาเรื่องคุณภาพของบัณฑิต สภาพการเพิ่มขึ้นของการจ้างงานในอัตราต่ำ และการขาดการวางแผนในการผลิตบัณฑิต ได้นำไปสู่ภาวะการทำงานต่ำกว่าวุฒิอย่างมหาศาลในสังคมไทย

คนจบปริญญาโทต้องมาทำงานในวุฒิปริญญาตรี

ขณะที่คนจบปริญญาตรีก็ใช้วุฒิของตนไปสมัครงานเสมียนที่ประกาศรับวุฒิ ปวช. ปวส.

แต่ในขณะเดียวกันกลับเกิดภาวะขาดแคลนช่างฝีมือแรงงาน เพราะทุกคนมุ่งแต่จะได้ปริญญา (ไม่สนใจ ปวช. หรือ ปวส.) ฯลฯ

ที่สำคัญที่สุดคือ ทุกคนมุ่งแต่จะได้ปริญญาโดยไม่ใส่ใจว่าจะได้เรียนรู้อะไรบ้างหรือไม่ เกิดปรากฏการณ์ที่นักการเมืองซึ่งไม่จบมัธยม สามารถใช้เวลาที่มีน้อยนิดศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี และโทจากมหาวิทยาลัยของรัฐได้อย่างมหัศจรรย์ ฯลฯ

และหากเรายังคงปล่อยให้สภาพมุ่งคว้าปริญญาโดยไม่ใส่ใจกับการเรียนรู้ดำรงอยู่ต่อไป คำพูดของนักการเมืองที่บอกว่าจะนำพาประเทศไปสู่สังคมของการเรียนรู้ (Knowledge-base society) ก็คงจะเป็นเพียงคำโฆษณาชวนเชื่อ และสังคมในอนาคตก็คงจะเต็มไปด้วยผู้ได้รับปริญญาแต่ไม่มีความใฝ่รู้ (Graduate, but Knowless, Socitety)

และเมื่อเสริมด้วยการนำเอาระบบ ICL มาใช้แบบนโยบายประชานิยม ด้วยการป่าวประกาศให้สังคมรับทราบว่า เป็นเงินกู้ที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายคืน เป็นการนำกลไกการตลาดมาใช้เพียงครึ่งๆ กลางๆ เพราะผู้กู้ไม่มีภาระผูกพันที่จำเป็นว่าจะต้องใช้หนี้คืน หากจะมีหนี้สัก 1 ล้าน หรือ 2 แสนก็คงไม่แตกต่างกันนัก และก็คงสอดคล้องกับสโลแกนของอดีตลูกหนี้ NPL ชื่อดังที่ว่า "ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย"

ฉะนั้น หากทุกคนแห่เข้ามากู้โดยไม่กังวลว่าจะใช้คืนได้หรือไม่ ก็ย่อมจะเกิดภาวะดีมานด์เทียม (Over-Demand) ของแรงงานบางกลุ่มที่น่าจะเข้าสู่ตลาดแรงงานมากกว่าเข้าสู่อุดมศึกษา (เมืองไทยมีประชากร 64 ล้านคน อายุเฉลี่ยประมาณ 60-70 ปี หรือประมาณว่าทุกช่วงอายุขวบปีจะมีคนอยู่สักล้าน แต่จะมีเพียงครึ่งหนึ่งหรือห้าแสนคนที่ศึกษาต่อจนจบมัธยมปลาย และมีสองแสนกว่าคนที่เข้าสู่อุดมศึกษาในแต่ละปี แต่หากเรานำเอาระบบ ICL มาใช้โดยความเชื่อว่า ไม่มี ไม่ต้องจ่าย ก็เป็นไปได้ว่าจะมีผู้เข้าสู่ระบบอุดมศึกษาเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมอีกมาก)

อันจะส่งผลให้งบประมาณสนับสนุนด้านการศึกษาต้องบานปลายไปจากยอด 3.2 หมื่นล้านบาท ที่เคยคำนวณไว้ในกรณีที่นักศึกษาทั่วประเทศ พร้อมใจกันกู้ผ่านระบบ ICL ในขณะเดียวกัน ยอดชำระหนี้ก็จะต่ำมาก เพราะอัตราการตกงานของบัณฑิต ส่วนบัณฑิตที่ได้งาน (ทั้งที่ทำงานตามวุฒิ และที่ทำงานต่ำกว่าวุฒิ) ก็มีรายได้ที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งถ้าเราเปรียบระบบงบประมาณ ICL เหมือนถังน้ำใบใหญ่ ก็จะเป็นถังน้ำที่มีท่อน้ำออกขนาดใหญ่ น้ำไหลออกมากกว่า 2.3 หมื่นล้านต่อปี แต่มีท่อน้ำเข้าที่ไหลกะปริบกะปรอย จนส่งผลให้รัฐต้องคอยป้อนน้ำให้ใหม่ทุกๆ ปีไป

อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเพียงแค่การมองผลกระทบด้านลบในเชิงเศรษฐกิจ หรือเชิงวัตถุเท่านั้น ยังมิได้พิจารณาไปถึงผลกระทบในเชิงศีลธรรมจรรยา หรือผลกระทบในเชิงสังคม เพราะหากปล่อยให้แนวคิดเรื่อง "ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย" มีสภาพเหมือนคติที่ผู้คนทั่วไปยอมรับได้ สิ่งที่จะติดตามมาก็คือสภาพความเสื่อมของศีลธรรม และจิตสำนึกทางสังคมของผู้คนพลเมือง

ผู้คนจะมุ่งกอบโกยผลประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดินและจากสังคมกันเป็นการใหญ่เพราะมองว่าเป็นความผิดเล็กน้อย หรือมิใช่ความผิดเพราะใครๆ เขาก็ทำ (เช่นทุกวันนี้ สังคมไทยก็มีคติว่าเก็บทรัพย์ที่เจ้าของเดิมทำตก หรือลืม แล้วสามารถยึดเป็นของตนได้เลยจนเมืองไทยไม่มีแผนก Lost & Found ไว้ให้ผู้พบของตก หรือของที่มีผู้ลืมมาฝากเก็บไว้ ระหว่างรอเจ้าของเดิมมาขอรับคืนเช่นอารยประเทศทั่วไป จนถึงขนาดว่าพอมีใครสักคนเก็บของมีค่า แล้วคืนให้เจ้าของ ก็จะกลายเป็นฮีโร่ไปในทันที)

ขณะเดียวกันผู้ที่มีศีลธรรมสูงหน่อย ก็จะรู้สึกเครียดจากภาระหนี้สินที่ผูกพันมาตั้งแต่จบการศึกษา จนอาจจะไม่มีกะจิตกะใจจะไปทำอะไร เพื่อสังคมได้อีก เพราะมัวแต่ต้องหาเงินมาใช้ปลดหนี้สินต่างๆ นานา

หน้า 6