หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
เสมือนหนึ่งอยู่ในห้องประชุมด้วย

ก้าวไกลวิสัยทัศน์ : ดร.บวร  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2548

ครั้งหนึ่งเมื่อเริ่มมีการใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ในการเรียนการสอน ในมหาวิทยาลัยระยะแรกๆ รูปแบบหนึ่งที่นำมาใช้กันมากคือ บันทึกการสอนของอาจารย์ เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ เอาไว้ให้นิสิตนักศึกษา ได้ใช้ทบทวนบทเรียน ที่ได้ฟังบรรยายไปแล้ว ซึ่งถ้าจะว่ากันจริงๆ แล้วคงไม่ใช่แค่การทบทวน เพราะเป็นบันทึกการสอนที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้นถ้าจะใช้เรียนจริง ก็ใช้ได้เช่นเดียวกัน คงไม่ได้มีการจำกัดว่า ถ้าไม่เคยฟังบรรยายสด จากอาจารย์มาก่อนแล้ว จะเรียนไม่รู้เรื่อง ที่ต่างกันก็เพียงแค่เวลาและสถานที่เรียน

อีกอย่างหนึ่งที่แตกต่างกันคือเห็นตัวจริงของอาจารย์ กับเห็นแค่ภาพของอาจารย์ในการเรียน ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วก็คงไม่น่าจะเป็นสิ่งที่กำหนดชี้เป็นชี้ตายว่าจะเรียนรู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่อง เมื่อบันทึกการสอนไปอยู่ในคอมพิวเตอร์แล้ว ถ้าออกแรงเพิ่มอีกนิดหน่อยก็สามารถทำให้เรียนผ่านอินเทอร์เน็ตได้อย่างสบาย ยิ่งถ้าเป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแล้วยิ่งสะดวกมากขึ้นไปอีก

การเรียนแบบนี้ถ้าผู้เรียนตั้งอกตั้งใจเรียนจริงจัง รับผิดชอบดูแลตัวเองในการเรียนได้แล้ว ความรู้ที่ได้ก็ไม่แตกต่างไปจากการเรียนในห้องเรียน และถ้ายอมรับวัฒนธรรมการเรียนแบบไทย ที่ฟังอย่างเดียวแล้วเก็บไว้ถามอาจารย์ตอนใกล้สอบด้วยแล้ว การเรียนแบบนี้กล่าวได้ว่าแทบไม่ต่างไปจากการเรียนในห้องเรียนเลย บางครั้งอาจเรียนรู้เรื่องมากกว่าเสียด้วยซ้ำ เพราะสามารถเลือกเรียนได้ในเวลาที่คนเรียนมีความพร้อม และรู้สึกว่าอยากเรียนจริง ๆ

ในขณะที่การเรียนในห้องเรียนส่วนใหญ่จะมีตารางสอนกำหนดไว้แน่นอน จะเหนื่อย จะง่วงนอนแค่ไหนก็ต้องเรียนตามเวลานั้น สถานที่เรียนก็เป็นเช่นเดียวกันคือเลือกเรียนได้ตามความต้องการ ขอเพียงแค่มีคอมพิวเตอร์ มีอินเทอร์เน็ต บวกกับความตั้งใจที่จะเรียนก็พอแล้ว

ทุกอย่างดูเหมือนว่าจะเป็นไปด้วยดี จนกระทั่งมีกรณีที่นักศึกษาคนหนึ่งถูกตัดสิทธิไม่ให้เข้าสอบด้วยปรากฏว่า มีระเบียบการวัดผลการศึกษา ของมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาผู้นั้นกำลังศึกษาอยู่ กำหนดไว้ว่าต้องเข้าเรียนในห้องเรียนวิชานั้นๆ ไม่น้อยกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของเวลาเรียนทั้งหมดจึงจะมีสิทธิเข้าสอบได้

บังเอิญนักศึกษาคนนี้เป็นคนสมัยใหม่ที่เชื่อมั่นในการเรียนผ่านเวบบนอินเทอร์เน็ตที่มหาวิทยาลัยจัดทำขึ้น ในลักษณะที่กล่าวมาในตอนต้น จึงละเลยการเข้าเรียนในห้องเรียน ไม่ยอมฟังอาจารย์บรรยายสด แต่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อเล่าเรียนบทเรียนที่อาจารย์คนเดียวกันสอน และถูกบันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์

ยามใดที่เขาติดขัดไม่เข้าใจเรื่องใด ก็อีเมลไปสอบถามอาจารย์ผู้สอน ซึ่งก็ได้รับคำตอบกลับมาทุกครั้ง เพื่อน ๆ ต่างยอมรับในความรู้ของนักศึกษาผู้นี้ว่าแตกฉานในสาระของวิชาไม่น้อยไปกว่าคนอื่น

นักศึกษาผู้นี้จึงพยายามทวงสิทธิในการเข้าสอบกลับคืนมา ด้วยมั่นใจเต็มที่ว่าสามารถตอบคำถามต่างๆ ในข้อสอบได้เป็นอย่างดี ประเด็นที่ยกขึ้นมาโต้แย้งก็คือ เขาได้เรียนกับคนสอนคนเดียวกับที่บรรยายในห้องเรียนด้วยคำพูด และท่าทาง ตลอดจนกระทั่งเสียง และเอกสารประกอบการเรียนที่เป็นชุดเดียวกันกับที่เรียนในห้องเรียน เพราะภาพและเสียงที่บันทึกอยู่ในคอมพิวเตอร์ ก็เป็นการบันทึกจากการสอนในห้องเรียนโดยอาจารย์คนเดียวกัน

นักศึกษาผู้นี้ยังยกประเด็นต่อไปว่า ตนเองสามารถสอบถาม และได้คำตอบจากอาจารย์คนเดียวกับที่สอนในห้องเรียน ดังนั้น เหตุใดมหาวิทยาลัยจึงกล่าวว่าเขาไม่ได้เข้าเรียน

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของการที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปไกล จนกระทั่งสามารถทำให้คนที่อยู่ต่างสถานที่ ทำงานต่างเวลา เสมือนหนึ่งว่าทำงานอยู่ร่วมกับคนอื่นในอีกสถานที่หนึ่ง อีกเวลาหนึ่งได้ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ “เสมือนหนึ่ง” นี้ ท้าทายกฎระเบียบที่กำหนดไว้ในยุคก่อนอย่างมาก

กฎระเบียบเหล่านั้นมักกำหนดว่า การทำงานใดๆ ผู้ทำงานต้องปรากฏตัวอยู่ในสถานที่ทำงาน ในเวลาที่กำหนดเท่านั้น หลายหน่วยงานที่ประกาศว่าจะมุ่งให้บริการในระบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็ยังมีระเบียบที่กำหนดให้ต้องปรากฏตัว ติดต่อกับหน่วยงานนั้นด้วยตนเอง ยังไม่มีความเชื่อในเรื่องที่ว่า สามารถทำธุรกรรมได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่และเวลา

ถ้าขยายเรื่องนี้ไปยังการประชุมที่เกิดขึ้นในหลายองค์กร จะพบว่าส่วนใหญ่แล้ว ยังไม่ยอมให้ผู้ที่ไม่ปรากฏตัวอยู่ในที่ประชุม มีสิทธิลงมติให้ความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าวันนี้เทคโนโลยีสามารถทำให้กรรมการคนหนึ่งของการประชุมนั้น ซึ่งไม่ได้ปรากฏตัวอยู่ในที่ประชุม สามารถรับรู้สาระที่เกิดขึ้นในการประชุมได้เท่าเทียมกับกรรมการคนอื่น ที่ปรากฏตัวอยู่ในห้องประชุมนั้นแล้ว คำถามก็คือ เราจะยอมรับว่ากรรมการคนนั้นมีสิทธิออกเสียงลงมติ ได้เช่นเดียวกับผู้ที่ปรากฏตัว อยู่ในห้องประชุมนั้นหรือไม่

ถ้าการลงมติหมายถึงการปรากฏตัวในห้องประชุมเป็นสำคัญ คำตอบก็คงเป็นว่า ผู้ใดไม่อยู่ในที่ประชุม ผู้นั้นไม่มีสิทธิ แต่ถ้าการลงมติหมายถึงว่า กรรมการได้รับรู้สาระต่างๆ ในการประชุมเพียงพอที่จะตัดสินใจในทางใดทางหนึ่งได้แล้ว คำตอบก็คงเป็นว่า สามารถลงมติให้ความเห็นได้ แม้ว่าจะไม่อยู่ในที่ประชุมก็ตาม

ถ้ามีเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้ที่อยู่นอกสถานที่ในการประชุมนั้นสามารถรับรู้ความเป็นไปต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการประชุมได้เท่ากับผู้ที่อยู่ในสถานที่ประชุมนั้นแล้ว เราจะยอมรับว่าคนนั้นร่วมประชุมอยู่ด้วยหรือไม่ คำตอบว่าได้หรือไม่ได้ขึ้นกับว่า พวกเราจะ "ใจกว้าง" พอจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างหน้ามือเป็นหลัง มือจากผลพวงของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้หรือไม่นั่นเอง