หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ได้เวลาสำหรับการทำ 'ดัชนีคอร์รัปชันแห่งชาติ'

กาแฟดำ : กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 21 มีนาคม 2548

วันก่อน ผมตั้งคำถามว่า ทำไมเราต้องรอให้องค์กรต่างประเทศ มาประเมินภาพลักษณ์ เรื่องคอร์รัปชันของเราทุกปี แล้วเราจึงตื่นตัวกับเรื่องนี้? ทำไมเราเองไม่สนใจหรือว่า คนไทยคิดอย่างไร กับเรื่องการฉ้อฉล โกงกินบ้านเมือง ในหมู่นักการเมือง และข้าราชการกับนักธุรกิจ?

ที่ PERC (Political & Economic Risk Consultancy Ltd) ออกผลการสำรวจคนข้างนอกมองประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเรื่องคอร์รัปชันนั้นเป็นเรื่องของคนต่างประเทศที่มาลงทุนหรือมาติดต่อค้าขายกับเราเท่านั้น ยังไม่ได้สะท้อนว่า คนไทยเองคิดอย่างไรและประเมินความรุนแรงของปัญหานี้อย่างไรบ้าง

จึงได้เวลาแล้วที่หน่วยงานของไทยเอง โดยเฉพาะที่มีความเป็นอิสระทางวิชาการและน่านับถือในความตรงไปตรงมา จะต้องทำ 'ดัชนีคอร์รัปชันประจำปี' ของประเทศไทยเอง

เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะให้คนไทยได้ตื่นตัว และมีความสนใจในเรื่องคอร์รัปชันที่บั่นทอนประเทศชาติอย่างหนักหน่วงในเวลานี้

นายกฯ ทักษิณ ชินวัตรประกาศว่า จะเอาจริงกับเรื่องนี้ และเอ่ยถึงรายงานล่าสุดของ PERC ในเรื่องนี้ พร้อมกับบอกว่า ยังไม่พอใจกับที่ไทยอยู่อันดับกลางๆ (สิงคโปร์โกงน้อยที่สุด, อินโดนีเซีย แย่ที่สุด...ไทยเราอยู่ระดับเดียวกับจีนและมาเลเซีย ดีกว่าก็แต่อินโดฯ, เวียดนาม, อินเดีย, และฟิลิปปินส์เท่านั้น แต่แพ้สิงคโปร์, ญี่ปุ่น, ฮ่องกง, ไต้หวันและเกาหลีใต้) และจะทำให้เราอยู่ในอันดับที่ดีขึ้น

ฝรั่งเขาสำรวจความเห็นจากคนข้างนอกนั้นเป็นเรื่องที่เราควรรับฟัง แต่ที่สำคัญกว่าความเห็นของคนข้างนอกคือความเห็นของคนไทย

ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีใครให้ความสำคัญเท่าไหร่เลย

ทุกวันนี้คนไทยรู้ดีว่า เรื่องโกงกินนั้นได้ระบาดไปทั่วทุกวงการอย่างไรบ้าง แทนที่จะดีขึ้น กลับดูเหมือนจะเลวลง และที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นก็คือว่าเรื่องการเล่นเส้นเล่นสายและใช้เงินซื้อตำแหน่งและความสะดวกนั้นได้กลายเป็น 'ค่านิยม' ใหม่ของสังคมไทยไปเสียแล้ว

หากไม่รีบสกัดกั้นเสีย คนไทยรุ่นใหม่ก็จะเข้าใจว่า การใช้อำนาจและเงินเพื่อได้สิทธิพิเศษนั้นเป็น 'ค่านิยมอันพึงปรารถนา' มากกว่าความน่ารังเกียจและน่าประณามอย่างที่เราได้รับการสอนสั่งจากบรรพบุรุษของเรามาตลอด

ทุกวันนี้ เราได้ยินเสมอว่า พ่อค้าต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับนักการเมือง (หรือตัวแทนของนักการเมืองในรูปแบบต่างๆ) และข้าราชการประจำ ยิ่งวันเปอร์เซ็นต์ที่ต้องจ่ายเพื่อจะได้งานจากหน่วยราชการก็ยิ่งจะเพิ่มขึ้น

เดี๋ยวนี้พูดกันถึง 15, 20 และ 30 เปอร์เซ็นต์สำหรับการได้งานในโครงการต่างๆ ของรัฐหน้าตาเฉย

ความชั่วร้ายของ 'สามเหลี่ยมอุบาทว์' (นักการเมือง, ข้าราชการและพ่อค้า) นั้นได้ทำลายสังคมต่างๆ มานักต่อนักแล้ว ทุกวันนี้ ไทยเรานอกจากจะไม่สามารถป้องกันและปราบปรามให้น้อยลงแล้ว ยังประจักษ์แก่คนทั่วไปว่ายิ่งวันจะยิ่งร้ายแรงมากขึ้น

ยิ่งสังคมขาดกลไกการตรวจสอบ ยิ่งอำนาจอยู่ในมือของคนไม่กี่กลุ่ม และยิ่งค่านิยมวัตถุนิยมกลายเป็นเรื่องปกติเสียแล้ว คอร์รัปชันก็ยิ่งจะขยายตัวมากขึ้นทั้งในแนวตั้งและแนวดิ่ง

ทางหนึ่งที่จะสร้างความตระหนักและตื่นตัวคือการสำรวจความเห็นของคนในวงการต่างๆ ในประเทศที่ต้องติดต่อกับหน่วยราชการและการเมืองว่า ด้วยระดับแห่งการโกงกิน, การฉ้อฉลเงินภาษีประชาชนและพฤติกรรมที่เข้าข่ายคอร์รัปชันทั้งหลายทั้งปวงทุกปี

และนำมารายงานให้กับประชาชนได้รับทราบอย่างเปิดเผยและกว้างขวาง

โดยไม่ต้องรอให้องค์กรต่างประเทศทำการสำรวจแล้ว เราจึงจะแสดงความสนใจและให้ความสำคัญกับมัน เสมือนหนึ่งว่า เราเองไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไรกับปัญหานี้ รอให้คนอื่นแสดงความเป็นห่วงเป็นใยกับปัญหาเราแล้ว เราจึงตื่นขึ้นมาแสดงความวิตกกังวลพอเป็นพิธีเท่านั้น

ใครจะทำ 'ดัชนีคอร์รัปชันแห่งชาติ' และจะทำอย่างไรนั้นคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงของคนไทยผู้รักชาติในวงการต่างๆ ที่จะปรึกษาหารือกัน

ประเด็นสำคัญคือเราเห็นภยันตรายอันใหญ่หลวงจากการเสื่อมทรุดของสังคมไทยที่ถูกมะเร็งร้ายคอร์รัปชันนี้ กัดกร่อนอย่างหนักหน่วงแล้วหรือยัง?