หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
การถ่วงดุลอำนาจรัฐบาล

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2   วันที่ 21 มีนาคม 2548   ปีที่ 28 ฉบับที่ 3672 (2872)

ก่อนการเลือกตั้งครั้งหลังสุด เนื่องจากกระแสความนิยมพรรครัฐบาลมีสูงมาก แม้แต่พรรคฝ่ายค้าน ก็ยอมรับโดยปริยายว่าตนเองจะต้องแพ้การเลือกตั้ง

นโยบายที่ฝ่ายค้านใช้ในการหาเสียง เป็นนโยบายที่ประหลาดที่สุดในโลกคือ ขอคะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎร 201 เสียง เพื่อจะได้มีเสียงพอที่จะลงชื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ แต่แล้วในที่สุด ฝ่ายค้านก็ไม่ได้คะแนนตามที่ขอประชาชน ฝ่ายค้านรวมกัน 2 พรรคได้คะแนนเสียงเพียง 123 เสียง เพราะรัฐบาลพรรคเดียวได้คะแนนเสียง 377 เสียง เป็นอันว่าใน 4 ปีข้างหน้า ฝ่ายค้านมีเสียงไม่พอที่จะลงชื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้เช่นเดียวกับสมัยที่แล้ว

หลังเลือกตั้งแม้ว่ากระแสที่ถูกสร้างให้เกิดความเกรงกลัวรัฐบาล "เผด็จการ" ยังมีอยู่จากการปลุกเร้าของคนบางกลุ่ม แต่ก็ไม่มีผลกับประชาชนเท่าใดนัก

เคยพูดไว้หลายครั้งแล้วว่า การปกครองในระบบรัฐสภาแบบที่เราลอกมาจากอังกฤษนั้นเป็นระบบการปกครองเผด็จการโดยรัฐสภา เพราะพรรคการ เมืองของอังกฤษนั้นมีวินัยที่เข้มแข็งมาก ต้องปฏิบัติตามมติของพรรคอย่างเคร่งครัด

แต่เมื่อรัฐบาลมาจากเสียงส่วนใหญ่ในสภา และสภาก็มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน จึงถือได้ว่า "เผด็จการโดยรัฐสภา" อังกฤษจึงเป็น "เผด็จการ" โดยเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน หรือ "ประชาธิปไตย" นั่นเอง

ระบบการปกครองของสหรัฐอเมริกาก็เหมือนกัน เมื่อประธานาธิบดีได้รับเลือกตั้งมาแล้ว ก็ไม่มีใครเอาประธานาธิบดีอเมริกาออกจากตำแหน่งได้เลย นอกจากถูกรัฐสภาขับออก (impeach) เนื่องจากประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หรือกระทำการอันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญอเมริกาจึงมีบทบัญญัติให้มีการถ่วงดุลรัฐบาลโดยรัฐสภาและศาลสูงไว้อย่างชัดเจน สมาชิกรัฐสภาที่มาจากพรรครัฐบาลไม่จำเป็นต้องทำตามหรือเห็นด้วยกับรัฐบาลเสมอไป ในสภาจึงไม่มีฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ไม่มีการแต่งตั้งหัวหน้าฝ่ายค้าน มีแต่ผู้นำพรรคเสียงข้างมาก ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นพรรครัฐบาลเสมอไป และผู้นำเสียงข้างน้อย ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายค้านเสมอไป

ส่วนอังกฤษนั้นความเป็นมาของระบบการปกครองแตกต่างไปจากอเมริกา เพราะอังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร รัฐสภาของอังกฤษเกิดขึ้นเพื่อเป็นสถาบันที่ค้านหรือถ่วงดุลกษัตริย์ของอังกฤษ กล่าวคือ สภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษทั้งสภาเป็นฝ่ายค้านรัฐบาลของพระมหากษัตริย์

ประธานสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษเป็นผู้นำเอามติของสภาผู้แทนราษฎรไปค้านกษัตริย์ ประชาชนจึงเรียกประธานสภาผู้แทนฯอังกฤษว่า "ผู้พูด" หรือ "speaker" แทนสภาผู้แทนราษฎร แทนที่จะเรียกประธานสภาผู้แทนราษฎร

ส่วนมากก็เป็นมติคัดค้านการเก็บภาษีของกษัตริย์ กษัตริย์จึงให้มหาดเล็กใช้ไม้เรียวตี "ผู้พูด" หรือประธานสภาผู้แทนราษฎร

จึงมีประเพณีว่า ใครก็ตามที่ถูกเลือกเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องดิ้นรนปฏิเสธไม่ยอมเป็น เพื่อนสมาชิกต้องหามขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์มาจนทุกวันนี้และเมื่อเป็นแล้วก็เป็นตลอดไปจนเลิกเล่นการเมือง เพราะเขตที่ประธานสภาลงสมัครรับเลือกตั้งจะไม่มีผู้ใดลงสมัครแข่ง จึงนิยมเลือก ส.ส.จากพรรคเล็กเป็นประธานสภาผู้แทนฯ

ต่อมาเมื่อพระมหากษัตริย์หมดอำนาจลงเรื่อยๆ จากการออกกฎหมายโดยรัฐสภาอังกฤษลิดรอนอำนาจพระมหากษัตริย์จนหมดสิ้น รัฐสภาอังกฤษจึงเป็นใหญ่ที่สุด "The Supremacy of the British Parliament" กล่าวคือจะมีมติอะไรออกมาก็ได้ ไม่มีขัดรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีรัฐธรรมนูญ จะตั้งใครเป็นรัฐบาลก็ได้ หรือเป็น "เผด็จการ" โดยรัฐสภาโดยแท้ แทน "เผด็จการ" โดยพระมหากษัตริย์

เมื่ออำนาจพระมหากษัตริย์ของอังกฤษถ่ายโอนมาอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษหมดแล้วจนเป็นระบบ "เผด็จการ" โดยรัฐสภา ก็เกิดพรรคการเมืองขึ้นเพื่อทำกิจกรรมทางการเมือง เพื่อการเลือกตั้งแล้วก็พัฒนาขึ้นมาเป็น 2 ขั้วใหญ่ๆ พรรคที่ได้เสียงข้างมากก็เป็นรัฐบาลในพระมหากษัตริย์ พรรคที่ได้เสียงข้างน้อยก็เลยกลายเป็นฝ่ายค้านในพระมหากษัตริย์

พระมหากษัตริย์โดยคำแนะนำของ "ผู้พูด" หรือประธานสภาผู้แทนฯ ทรงตั้งหัวหน้าพรรคเสียงข้างมากเป็น "นายกรัฐมนตรี" ทรงตั้งหัวหน้าพรรคเสียงข้างน้อยเป็น "ผู้นำฝ่ายค้าน"

แต่การถ่วงดุลของฝ่ายค้านในสภาของอังกฤษก็ไม่ค่อยได้ผลอะไรมากนัก ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกระทู้ถาม การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในที่สุดรัฐบาลก็ตอบได้ ลงมติทีไรรัฐบาลก็ชนะเพราะมีเสียงข้างมาก สมาชิกพรรคต้องลงคะแนนให้พรรคตนเอง มิฉะนั้นก็จะถูกไล่ออกจากพรรค เลือกตั้งคราวหน้าพรรคก็จะไม่ส่งลงสมัคร ถ้าพรรคไม่ส่งลงสมัครประชาชนก็จะไม่เลือก เพราะประชาชนของเขาเป็น "ผู้ใหญ่" ทางการเมือง และยอมรับระบบพรรคการเมืองอย่างเต็มที่แล้ว

หนังสือพิมพ์จึงมีบทบาทสำคัญในการเสนอข่าวต่อประชาชน ให้ประ ชาชนคอยกำกับการถ่วงดุลสภาผู้แทนฯ และรัฐบาลอังกฤษอีกทีหนึ่ง

หนังสือพิมพ์จึงมีบทบาทสำคัญที่รัฐบาลและสภาผู้แทนฯอังกฤษเกรงกลัวและระมัดระวังคอยถ่วงดุลรัฐบาล จนเมื่อ 300 ปีก่อน ขณะประชุมสภาผู้แทนฯอังกฤษ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นชื่อ เอ็ดมุน เบริค ชี้ไปที่ระเบียงสภาผู้แทนฯ ซึ่งเป็นที่ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ยืนออกันอยู่แล้วกล่าวด้วยเสียงอันดังว่า พวกเราจงระวัง บัดนี้ได้มีฐานันดรที่ 4 เกิดขึ้นในสภาของเราแล้ว

แสดงให้เห็นว่าในระบบการปกครองโดยรัฐสภานั้น การถ่วงดุลรัฐบาลโดยฝ่ายค้านนั้นไม่ค่อยได้ผล ต้องอาศัยหนังสือพิมพ์ซึ่งเป็นปากเสียงแทนประชาชน หนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนจึงเป็นส่วนสำคัญของระบอบรัฐสภา

การที่พรรคฝ่ายค้านไทยใช้นโยบายขอเสียง 201 เสียง เพื่อค้านรัฐบาลจึงเป็นการขอที่ไม่มีประโยชน์ ถึงได้มาก็ไม่มีประโยชน์เท่าใดนัก

สื่อมวลชนที่พัฒนาตัวเอง มีจรรยาบรรณ มีความรับผิดชอบ จนเป็นที่ยอมรับนับถือของประชาชนต่างหาก ที่จะเป็นผู้ถ่วงดุลรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผล เพราะระบบนี้เป็นระบบเผด็จการโดยรัฐสภา

แต่เสียดาย หนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนเรายังไม่เป็น "ผู้ใหญ่" พอ จนเป็นที่ยอมรับเคารพนับถือของประชาชนขนาดนั้น ประสิทธิภาพการเป็นผู้ถ่วงดุลยังมีไม่พอเพียง แต่ต่อไปจะอยู่อย่างนี้ไม่ได้ สถานการณ์จะบังคับให้เกิดการแข่งขันให้พัฒนาตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน ต้องเป็นผู้ใหญ่ขึ้น พูดอะไรประชาชนเชื่อถือ จนถอดถอนรัฐบาลโดยประชาชนได้ในการเลือกตั้งคราวต่อไป

นอกจากหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนแล้วก็จะเกิดองค์กรอิสระต่างๆ ขึ้นเองโดยธรรมชาติ คอยติดตามถ่วงดุลรัฐบาลและสภาผู้แทนฯ องค์กรอิสระ เช่น วุฒิสภา หรือสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่จัดตั้งโดยกฎหมายในระยะแรก คงไม่มีประสิทธิภาพในการถ่วงดุล เพราะประชาชนไม่ให้ความเชื่อถือเท่าใดนัก

การมี "รัฐบาลเงา" หรือ "shadow government" "นายกรัฐมนตรีเงา" และ "รัฐมนตรีเงา" โดยพรรคฝ่ายค้านก็สำคัญ เพราะจะได้มีผู้ที่มีหน้าที่ติดตาม งานของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างใกล้ชิด และประชาชนก็จะได้รู้ว่า ถ้าฝ่ายค้านกลับขึ้นมาเป็นรัฐบาล ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี ใครจะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงอะไร

การติดตามงานโดยนายกรัฐมนตรีเงา และรัฐมนตรีเงา นอกจากจะเป็นการติดตามเรื่อง และเรียนรู้งานไปในตัวแล้ว ประชาชนก็จะได้รู้ว่าคนที่เสนอตัวมาแทนรัฐบาลนั้นมีความรู้ความสามารถแค่ไหน มีวิสัยทัศน์อย่างไร

"รัฐบาลเงา" โดยฝ่ายค้านจึงมีความสำคัญในการถ่วงดุลรัฐบาลมากกว่าการมี 201 เสียง เพื่อเปิดอภิปรายรัฐบาลได้

แต่เป็นที่น่าเสียดาย พรรคฝ่ายค้าน เมื่อไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ไม่ได้พัฒนาตัวเองโดยการจัดตั้งรัฐบาลเงา ไม่เคยติดตามนโยบาย การปฏิบัติงาน ไม่เคยแสดงตัวว่า ใครเป็น "รัฐมนตรีเงา" กระทรวงไหน คอยแต่เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยการ "เล่นลิ้น" และเล่น "ปาหี่" กันเท่านั้นเอง

ก่อนเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในปี 2540 ไม่มีรัฐมนตรีคลังเงา หรือผู้นำฝ่ายค้านคนใดออกมาเตือน หรือค้านนโยบายที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงของรัฐบาลในขณะนั้นเลย หรือในช่วงปี 2541-44 รัฐบาลดำเนินการตามก้นไอเอ็มเอฟ หรือจะรวมบัญชีทุนสำรองเงินตรา เอาทุนสำรองเงินตรามาใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ เอามาใช้หนี้ของรัฐบาล หรือกู้เงินจากญี่ปุ่นตามโครงการกองทุนมิยาซาวามาละลายแม่น้ำ โดยไม่ได้ประโยชน์และผลอะไรเลยในขณะนั้น ก็ไม่มี "รัฐมนตรีเงา" จากฝ่ายค้านออกมาค้าน ต้องให้ประชาชนและพระสงฆ์องค์เจ้าออกมาคัดค้าน หรือการที่ ปรส.เอาสินทรัพย์ไปขายต่างชาติราคาถูกๆ ก็ไม่มีฝ่ายค้านคนใดออกมาค้าน

พรรคการเมืองทั้งสองขั้วต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นฝ่ายค้านอย่างเป็นหลักเป็นฐาน ไม่ใช่เล่นสำบัดสำนวนเท่านั้น

เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน จริงอยู่ เป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องใหญ่ แต่เรื่องนโยบายก็เป็นเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญ และอาจจะทำให้เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจได้ และยังนำมาซึ่งความพินาศเสียหายแก่ประเทศชาติบ้านเมืองมากมายมหาศาล ผู้คนล้มตายตกงานเป็นแสนเป็นล้านคน บางทีก็อันตรายเสียหายยิ่งกว่าเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นด้วยซ้ำไป

การเป็นฝ่ายค้านในการติดตามให้รัฐบาลดำเนินนโยบายที่ถูกต้อง พรรคการเมืองของเรายังอ่อนประสบการณ์ และไม่สนใจที่จะให้ความรู้แก่ประชาชนเลย

เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ การศึกษาการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นพรรครัฐบาลหรือฝ่ายค้านย่อมต้องหมุนเวียน เปลี่ยนกันเข้ามาบริหารประเทศ

คนในพรรคถ้าเข้ามาตั้งแต่อายุยังน้อยก็ย่อมไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน พรรคการเมืองใหญ่ก็ควรเป็นสถาบันฝึกทำงานของสมาชิกแกนนำพรรค เพื่อเตรียมตัวก่อนเป็นผู้แทนราษฎรและผู้บริหารที่มีความสามารถ สร้างสมประสบการณ์ทั้งในขณะที่พรรคของตนเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้าน การได้คะแนนเสียงมากหรือน้อยสำหรับฝ่ายค้าน ไม่ใช่เรื่องที่สำคัญจนใช้เป็นข้ออ้างได้ว่าทำอะไรไม่ได้ เพราะอีก 4 ปีข้างหน้าก็จะมีเลือกตั้งทั่วไปอีก

การถ่วงดุลอำนาจของระบบการปกครองแบบรัฐสภา จึงเป็นเรื่องต้องใช้เวลาในการพัฒนา

การเข้าไปแทรกแซงวุฒิสภาในองค์กรที่ควรจะเป็นอิสระ เช่น ป.ป.ช. ป.ป.ง. ก.ล.ต. สำนักงานตำรวจฯ สำนักงานอัยการ ฯลฯ ในระยะต้นๆ ก็คงจะเป็นเรื่องที่ต้องอดทน คงห้ามเด็ดขาดได้ยาก แต่เมื่อการเมืองค่อยๆ พัฒนาไปประชาชนและสื่อมวลชนเท่านั้นที่คอยป้องกันไม่ให้มีการแทรกแซง

ก็คงต้องอดทนให้ระบบได้พัฒนาไป อย่าให้มีการล้มกระดาน จนต้องมานับหนึ่งกันใหม่ที่พัฒนามาในระยะ 10 หรือ 20 ปีมาถึงระดับนี้ก็น่าจะพอใจแล้ว

ผมเห็นของผมอย่างนี้