หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
ทำไมต้องเอกฉันท์

โดย คมชาญ เล่าสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการเลือกตั้ง 4 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง  มติชนรายวัน  วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9872

บทนำ

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 8 บัญญัติเรื่องการประชุมและการลงมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าจะต้องมีกรรมการการเลือกตั้งมาประชุม ไม่น้อยกว่าสี่ในห้าของจำนวนกรรมการการเลือกตั้งทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ จึงจะเป็นองค์ประชุม และการลงมติแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ โดยปกติใช้เสียงข้างมาก แต่ถ้าเป็นเรื่องดังต่อไปนี้ การลงมติต้องใช้เอกฉันท์ ได้แก่

1.การแบ่งเขตเลือกตั้ง

2.การจัดให้มีบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

3.การสืบสวนสอบสวนวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา หรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายที่ประธานกรรมการการ เลือกตั้งเป็นผู้รักษาการ

4.การสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือออกเสียงประชามติใหม่

5.การสั่งนับคะแนนใหม่

6.การประกาศผลการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามติ

จะเห็นได้ว่าเรื่องที่จะต้องมีมติเอกฉันท์เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสถานะของบุคคล เช่น การประกาศผลการเลือกตั้ง หรือการสั่งเลือกตั้งใหม่ หรือการนับคะแนนใหม่ หรือมีผลกระทบต่อผู้สมัครรับเลือกตั้งและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เช่น การแบ่งเขตเลือกตั้ง เช่น การแบ่งเขตเลือกตั้ง และการเป็นผู้เลือกตั้ง

การแปลเจตนาของมติเอกฉันท์

ปัจจุบันมีผู้แปลเจตนามติเอกฉันท์ออกเป็น 2 แนวทาง คือ

แนวทางที่หนึ่ง มติเอกฉันท์ในฐานะเป็นเครื่องมือ กล่าวคือ ในประเด็นที่ต้องพิจารณาเพื่อมีมติเอกฉันท์ ผู้มีอำนาจหน้าที่ที่ต้องพิจารณา และลงมติจะต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบก่อนลงมติ และต้องถือว่าเป็นเอกสิทธิ์ และเคารพในการตัดสินใจของแต่ละคน ซึ่งก็เท่ากับเป็นอิสระในการตัดสินใจ แต่เมื่อลงมติแล้วก็ต้องเคารพมติด้วย จะมาเปลี่ยนแปลงในภายหลังหรือขอให้พิจารณาทบทวนใหม่ก็ไม่ได้ ยกเว้น เป็นการขอให้พิจารณาใหม่โดยมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และเมื่อมติออกมาไม่เอกฉันท์ คือ มีหนึ่งเสียงไม่เห็นด้วยกับเสียงส่วนใหญ่ ผู้คนก็จะแปลว่า หนึ่งชนะทั้งหมด

แนวทางที่สอง มติเอกฉันท์ในฐานะเป็นผู้รักษาสถานะเดิม (STATUS QUO) เช่น

1.มติเอกฉันท์ในการประกาศผลการเลือกตั้ง สถานะเดิม คือ ประชาชนได้ใช้สิทธิเลือกตั้งผู้สมัครเข้าไปทำหน้าที่แทนตน เท่ากับเป็นการมอบอำนาจอธิปไตยมาให้ผู้แทนที่เขาไว้วางใจ ดังนั้นถ้าไม่มีข้อมูลอื่นมาหักล้างสถานะเดิมข้างต้น กกต.จะต้องมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ประกาศผลการเลือกตั้ง

2.มติเอกฉันท์ในการสั่งเลือกตั้งใหม่ สถานะเดิม คือ ประชาชนได้เลือกผู้สมัครคนหนึ่งให้มาทำหน้าที่แทนตน แต่มีคนอีกกลุ่มหนึ่งแจ้งว่าผู้สมัครรายนี้ไม่สมควรได้รับการประกาศผลการเลือกตั้ง แต่ควรเปิดโอกาสประชาชน ได้ตัดสินใจใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยร้องขอให้ กกต.พิจารณาสั่งเลือกตั้งใหม่ กกต.ก็จะพิจารณาพยานหลักฐาน ที่ได้จากการสืบสวนสอบสวน เพื่อตัดสินใจว่า จะรักษาสถานะเดิมของผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด โดยการประกาศผลหรือเห็นว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม จึงสั่งเลือกตั้งใหม่

ผู้เขียนได้มีโอกาสพบพลเอกจารุภัทร เรืองสุวรรณ กรรมการการเลือกตั้ง จึงขออนุญาตเรียนถามเพื่อเพิ่มพูนความรู้ จึงได้รับคำตอบว่า การที่กฎหมายบังคับให้ต้องลงมติเอกฉันท์ก็เพราะต้องการรักษาสถานะเดิม (STATUS QUO) ของเรื่องที่พิจารณาไว้ ฉะนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงจากสถานะเดิม ซึ่งเป็นสถานะก่อนที่เรื่องจะถูกนำเข้ามาพิจารณา ผู้พิจารณาหรือคณะกรรมการพิจารณาต้องมีเหตุผลที่หนักแน่นเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะจากเดิม ซึ่งมีผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ เช่น การประกาศสงครามของต่างประเทศ เป็นต้น (ประเทศไทย รัฐธรรมนูญ ม.223 ใช้มติ 2 ใน 3 ของรัฐสภา)

ถ้ามองในมุมของการเลือกตั้ง กกต.จะประกาศผลการเลือกตั้งหรือสั่งเลือกตั้งใหม่ต้องใช้มติเอกฉันท์ ถ้าแปลความก็คงจะเป็นว่า เมื่อประชาชนได้ลงคะแนนเลือกผู้สมัครคนใดให้เข้ามาเป็นผู้แทนของตนเองแล้ว สถานะเดิมก่อนที่ กกต.จะพิจารณาเรื่องประกาศผลหรือสั่งเลือกตั้งใหม่ ก็คือ ประชาชนเขาได้ตัดสินใจเลือกใครคนหนึ่งเป็นผู้แทนแล้ว ดังนั้น กกต.ก็จะต้องมีเหตุผลในการประกาศหรือไม่ประกาศผลการเลือกตั้ง

หาก กกต.มีมติเอกฉันท์ให้ประกาศผลก็เท่ากับเป็นการรักษาสถานะเดิมของผู้ที่ควรได้รับการประกาศผลให้เป็นผู้แทน เพื่อไปทำหน้าที่ผู้แทนตามเจตนารมณ์ของประชาชนต่อไป

แต่ถ้า กกต.ต้องการสั่งเลือกตั้งใหม่ กกต.ต้องมีเหตุผลเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะเดิม ของเจตนารมณ์ของประชาชน ที่ได้เลือกผู้สมัครคนหนึ่งมาเป็นผู้แทน โดย กกต.เห็นว่าผู้สมัครรายนี้มีปัญหาไม่สมควรได้รับการประกาศผลการเลือกตั้ง และสมควรให้ประชาชนได้ทำหน้าที่เลือกผู้สมัครอีกครั้งหนึ่ง

จะเห็นได้ว่า คำว่า "เอกฉันท์" หากมองว่าเป็นวิธีการ จะเป็นหนึ่งชนะทั้งหมด แต่ถ้ามองว่าเป็นเนื้อหา หรือเจตนารมณ์ที่ต้องใช้มติเอกฉันท์แล้ว จะพบว่าเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาว่าผู้ตัดสินใจ ต้องการรักษาสถานะเดิม หรือต้องการเปลี่ยนแปลงสถานะเดิม ก่อนจะมีประเด็นเข้าสู่การพิจารณาหรือไม่

โดยส่วนตัวแล้ว หากยังคงไม่แก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง และมีการใช้มติเอกฉันท์ก็ควรจะมองถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นสำคัญ แต่ถ้าเป็นไปได้ควรจะแก้ไขมติเอกฉันท์เป็นเสียงข้างมาก เช่น 2 ใน 3 หรือ 4 ใน 5 เป็นต้น เพราะขนาดรัฐธรรมนูญยังใช้มติเสียงส่วนใหญ่ในการตัดสินใจปัญหาสำคัญของบ้านเมือง ยกเว้นมาตรา 269 เท่านั้นที่ต้องใช้มติเอกฉันท์

หน้า 6