|
||||||||||||||
|
"น้ำมัน-ภัยแล้ง"
ระเบิดใต้พรม "ทักษิณ
1" "ทักษิณ2"
ปาดเหงื่อ ถอดสลักให้ดี
ระวัง!...ตูม
มติชนรายวัน วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9872 นอกเหนือจากปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคุกรุ่น และเป็นเหมือนระเบิดเวลาที่ไม่รู้ว่าจะ "บึ้ม" ขึ้นมาเมื่อไหร่แล้ว ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับปัญหาที่รัฐบาล "ทักษิณ 1" ซุกไว้อีก 2 เรื่องใหญ่ตั้งแต่ปลายปี 2547 ที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลง่ายๆ เพียงแค่ผลทางการเมือง เพื่อให้พรรคไทยรักไทยสามารถครองเสียงในสภาให้ได้มากที่สุด ซึ่งในที่สุดพรรคไทยรักไทยก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม สามารถพา ส.ส.เข้าสภาได้ถึง 377 เสียง แต่เป็นการครองเสียงข้างมากในสภา ภายใต้การทุ่ม "ปัญหา" เข้าใส่เศรษฐกิจและประชาชนคนไทย 2 เรื่องใหญ่ เรื่องแรกคือ "ราคาน้ำมัน" ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่ารัฐบาล "ทักษิณ 1" ตัดสินใจ "ผิดพลาด" ที่ตรึงราคาน้ำมันดีเซล มาเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี เพราะจนถึงขณะนี้มีการใช้เงินในการตรึงราคาน้ำมันไปแล้ว 8 หมื่นล้านบาท ในขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกก็ยังพุ่งสูงขึ้น สูงขึ้น โดยไม่มีทีท่าที่จะลดลง จนนายอภิสิทธิ์ รุจิเกียรติกำจร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ถึงกับออกปากว่า ต่อจากนี้ไปจะไม่มีโอกาสได้เห็นราคาน้ำมันต่ำกว่า 20 บาทต่อลิตรอีกแล้ว!!! ความ "ผิดพลาด" จากการตรึงราคาน้ำมัน ทำให้รัฐต้องไปกู้เงินมาชดเชยการตรึงราคากว่า 5 หมื่นล้านบาท และยังไม่รู้ว่าจะหาเงินที่ไหนมาชำระเงินกู้ การหันไปออกพันธบัตรก็ไม่ได้ทำให้หนี้ก้อนนี้หายไป เป็นแต่เพียงเปลี่ยนแหล่งการกู้เงินจากการกู้ธนาคารรัฐโดยตรง ก็ไปออกพันธบัตรกู้เงินจากประชาชนหรือสถาบันการเงินอื่นแทนเท่านั้น!! ความ "ผิดพลาด" ต่อมาก็คือ เมื่อตรึงราคาน้ำมันไว้ ประชาชนก็ไม่ประหยัดการใช้น้ำมัน ปริมาณการนำเข้าจึงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นมาเป็นปีแล้วก็ตาม เฉพาะเดือนมกราคม 2548 ที่ผ่านมา มูลค่านำเข้าน้ำมันสูงขึ้นถึง 79.9% เมื่อรวมกับรายได้จากการท่องเที่ยวที่ลดลง ก็ส่งผลให้เกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เป็นเดือนแรกในเดือนมกราคมนั่นเอง!! ถึง 942 ล้านเหรียญสหรัฐ และขาดดุลการค้าในเดือนเดียวกันเพียงเดือนเดียวถึง 1,475 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขขาดดุลการค้าที่ใกล้เคียงกับมูลค่าการเกินดุลการค้าในปี 2547 ทั้งปีอยู่ที่ 1,682 ล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับด้วยปากของตัวเองในรายการ "นายกฯทักษิณคุยกับประชาชน" ที่ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายกรมประชาสัมพันธ์ และสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ว่าการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นสูงมากในเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพราะมีมูลค่าการนำเข้าสูง โดยสินค้านำเข้าสูงตัวหนึ่งคือการนำเข้าน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนถึง 15% กว่าทีเดียว ถือเป็นสัญญาณอันตรายระดับต้นๆ ที่พึงระวัง!! นอกจากนี้ การตรึงราคาน้ำมันยังทำให้งบฯที่ทุ่มไปถึง 150 ล้านบาท เพื่อรณรงค์ให้คนไทยประหยัดพลังงานของรัฐ ละลายหายสูญไปในพริบตา ในขณะที่การส่งเสริมให้ใช้พลังงานทดแทน ไม่ว่าจะเป็นก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์(เอ็นจีวี) หรือไบโอดีเซล หรือก๊าซโซฮอล์ พิสูจน์แล้วว่าจะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อมี "ราคา" เป็นตัวดึงดูด เนื่องจาก "เอทานอล" ซึ่งเป็นสารประกอบในก๊าซโซฮอล์ ฝ่ายผู้ผลิตพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลปรับราคาตามต้นทุนการผลิตที่แท้จริง แทนที่จะเป็น 12.75 บาทต่อลิตรในปัจจุบัน เพราะวัตถุดิบในการผลิต โดยเฉพาะกากน้ำตาลหรือโมลาส ราคาสูงขึ้นตามราคาในตลาดโลก เนื่องจากปริมาณการปลูกอ้อยในโลกลดลง ยิ่งมีวิกฤติภัยแล้งเข้ามา ราคาโมลาสก็ยิ่งสูงขึ้น เพราะปริมาณการปลูกอ้อยลดน้อยลงมาก จากที่เคยคาดว่าจะมีประมาณ 65 ล้านตัน เหลือเพียง 50 ล้านตันในฤดูการผลิต 2547/2548 และคาดว่าในฤดูการผลิต 2548/2549 ปริมาณอ้อยจะลดต่ำลงอีก เหลือเพียงประมาณ 40 ล้านตันเท่านั้น และคาดว่าหลังจากนั้นอาจจะได้เห็นศึกแย่งชิงอ้อยระหว่างบรรดาโรงงานน้ำตาลต่างๆ ทำให้การผลิตเอทานอลจากโมลาสยิ่งทำได้ยากขึ้น และขณะนี้ โรงงานที่ผลิตเอทานอลจากโมลาส 2 แห่ง คือโรงงานพรวิไล และโรงงานไทยแอลกอฮอล์ก็ได้หยุดผลิตไปแล้วจากปัญหานี้ ส่วนการผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลังก็มีปัญหาต้นทุนจากราคาวัตถุดิบสูงเช่นกัน เพราะราคามันสำปะหลังก็เพิ่มสูงขึ้นตามราคาประกันของรัฐบาล ขณะที่บริษัทน้ำมันเองก็มีปัญหาด้านการตลาด เพราะถ้ารัฐให้เอทานอลปรับสูงตามต้นทุนแท้จริง ขณะที่บริษัทน้ำมันมีภาระต้องขายก๊าซโซฮอล์ในราคาที่ถูกกว่าน้ำมันเบนซิน 95 ถึงลิตรละ 1.50 บาทอยู่แล้ว เพื่อจูงใจ อนาคตของพลังงานทดแทนอย่าง "ก๊าซโซฮอล์" จึงล้มลุกคลุกคลานกันน่าดู ถัดจากเรื่องราคาน้ำมันก็ต้องว่ากันถึงปัญหา "ภัยแล้ง" ที่รัฐบาล "ทักษิณ 1" กวาดซุกพรมไว้นานตั้งแต่ปลายปี 2547 ที่เริ่มส่งสัญญาณให้เห็นแล้วภัยแล้งในปี 2548 จะไม่ธรรมดา และเข้าระดับขั้นรุนแรงกว่าที่คาดหมายไว้มากนัก ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น เพราะจนถึงขณะนี้ ภัยแล้งได้ทำความเสียหายลุกลามไปแล้ว 66 จังหวัด พืชผลเกษตรเสียหายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 17,000 ล้านบาท และพื้นที่นาปรังที่สามารถเพาะปลูกได้เหลือเพียง 10% ของพื้นที่ทั้งหมด 4 ล้านไร่ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ "ภัยแล้ง" ไม่สามารถหาเสียงได้ในช่วงเลือกตั้งหรือไม่ รัฐบาล "ทักษิณ 1" จึงไม่ได้ใส่ใจกับการแก้ไขเท่าที่ควร ทั้งที่นายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งรับผิดชอบเรื่องภัยแล้งขณะนี้ ก็อยู่ในรัฐบาล "ทักษิณ 1" และยังเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เหมือนในปัจจุบัน เวลานั้นมีเพียงมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา ในการอนุมัติงบฯเพียง 800 กว่าล้านบาท ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนำไปสำรวจและขุดเจาะบ่อบาดาล ซ่อมแซมเครื่องสูบน้ำ เท่านั้นเอง!! แต่ขณะเดียวกัน รัฐบาลกลับอนุมัติงบประมาณ 2 แสนล้านบาท สำหรับใช้ในโครงการเครือข่ายระบบน้ำท่อ หรือวอเตอร์กริด ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก โดยเฉพาะนายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน และ ส.ว.กรุงเทพมหานคร ที่ออกมาระบุว่า เป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด และไร้ทิศทาง เพราะปัญหาภัยแล้งของไทยขณะนี้ เป็นปัญหาฉุกเฉิน ต้องแก้ไขเร่งด่วน ขณะที่ "วอเตอร์กริด" นั้น นอกจากจะเป็นโครงการแก้ปัญหาในระยะยาวแล้ว ยังมีจุดอ่อนที่ไม่รู้ว่าเมื่อวางระบบท่อไปแล้ว จะใช้ "น้ำ" ที่ไหนไปเดินตามท่อเหล่านั้น และมีต้นเหตุอยู่ที่ "ต้นทุนน้ำ" ในธรรมชาติมี "จำกัด" แต่ปริมาณความ "ต้องการ" เพิ่มขึ้น ทั้งจากจำนวนประชากรและการทำเกษตรกรรมที่เพิ่มขึ้น การแก้ปัญหาจึงต้องมีระบบการบริหารจัดการ เพื่อใช้ทรัพยากรน้ำที่มีจำกัดให้เพียงพอ ที่สำคัญต้องหาทางเก็บกัก "น้ำฝน" ไว้ใช้ในยามขาดแคลน จนถึงวินาทีนี้ จึงต้องถือว่าเป็นโชคดีของพสกนิกรชาวไทยอย่างยิ่ง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯเป็นผู้บัญชาการแก้ปัญหาภัยแล้งด้วยพระองค์เอง ด้วยการตั้งศูนย์บัญชาการปฏิบัติการ "ฝนหลวง" ขึ้น ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยจะทรงบัญชาการทำฝนเทียมด้วยพระองค์เองทั่วประเทศ ทั้งนี้เป้าหมายสำคัญคือ ให้มีปริมาณ "น้ำฝน" เพียงพอที่จะมาเติมน้ำใน "เขื่อน" ต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด และทันสถานการณ์ที่สุดในขณะนี้ หน้า 20
|