|
||||||||||||||
|
"อีอ๊อคชั่น"
ดีแต่เปลือก?
คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น โดย เศรษฐ์ สันติ pasanti@matichon.co.th มติชนรายวัน วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9872 ผู้นำรัฐบาลภูมิใจนักหนาในนโยบายการประมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์หรืออีอ๊อคชั่นว่า จะสามารถช่วยลดงบประมาณในการจัดซื้อจัดจ้าง ของหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจได้เป็นจำนวนมาก ความแตกต่างอย่างสำคัญระหว่างการจัดซื้อจัดจ้างด้วยการประมูลแบบเดิมกับอีอ๊อคชั่นอยู่ที่รูปแบบการเสนอราคา การประมูลแบบเดิมนั้น ผู้เข้าประมูลเสนอราคาด้วยการยื่นซองปิดผนึกต่อคณะกรรมการเพียงครั้งเดียว ผู้เข้าประมูลรายใดเสนอราคาต่ำสุดก็มีโอกาสชนะการประมูล(มีหลายกรณี ผู้เสนอราคาต่ำอาจไม่ได้งาน เพราะคณะกรรมการอาจอ้างเหตุอื่นให้ผู้มีราคาสูงกว่าชนะ) ขณะที่อีอ๊อคชั่น ผู้เข้าประมูลเสนอราคาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์กี่ครั้งก็ได้ภายในช่วงเวลาที่กำหนด ผู้เข้าประมูลรายใดเสนอราคาต่ำสุดก็จะได้งานไป(เงื่อนไขที่ใช้อยู่ ผู้เข้าประมูลแต่ละรายจะอยู่กันคนละห้อง และไม่รู้ว่าราคาที่เสนอผ่านหน้าจอเป็นของผู้เข้าประมูลรายได้) ลักษณะการให้เสนอราคาสู้กันได้หลายครั้งนี่เอง ที่อาจทำให้ผู้เข้าประมูลยอมลดราคาสินค้า หรือบริการลงมากกว่า การเสนอด้วยการยื่นซอง เพียงครั้งเดียว ที่ต้องใช้การประเมินว่าคู่แข่งจะยื่นเสนอราคาเท่าใด ดังนั้น โอกาสที่หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจจะได้สินค้า หรือบริการราคาถูกลงกว่าการประมูลแบบยื่นซองเสนอราคา ก็มีความเป็นไปได้สูง ตรงนี้เองที่ทำให้คุยว่าอีอ๊อคชั่นจะทำให้ประหยัดงบประมาณและลดการสมยอมหรือฮั้วกันได้ มีความพยายามจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) พยายามตีปี๊บเรื่องนี้โดยไม่ยอมพูดถึงข้อจำกัด และผลเสียระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นจากอีอ๊อคชั่น ผมมีข้อสังเกตสองสามประเด็นต่อระบบอีอ๊อคชั่น หนึ่ง ในการประมูลการจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยความรู้ทางเทคนิคสูงและคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประมูลสูง เช่น ทุนจดทะเบียน ผลงานที่ผ่านมา ไม่ใช่จู่ๆ บริษัทใดจะเสนอตัวเข้ามาเสนอราคาด้วยระบบอีอ๊อคชั่นได้ ผู้เข้าประมูลต้องเสนอซองทางด้านเทคนิคและคุณสมบัติของบริษัทให้คณะกรรมการตรวสอบก่อนใช่หรือไม่ ถ้าใช่ ระบบนี้ก็ไม่แตกต่างจากระบบเดิมที่ใช้อยู่ ในช่วงการตรวจสอบทางเทคนิคหรือคุณสมบัติผู้เข้าประมูลนี่เองที่การฮั้วกันมักจะเกิดขึ้น คณะกรรมการจะอ้างเหตุผลต่างๆ นานากีดกันบางบริษัทที่ไม่ยอมร่วมฮั้วด้วย ด้วยการอ้างว่าเทคนิคหรือคุณสมบัติไม่ผ่าน ดังนั้น บริษัทที่เข้าร่วมเสนอราคาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์จึงเป็นบริษัทที่สมยอมกันมาแล้วทั้งสิ้น การสู้กันทางอีอ๊อคชั่นจึงเป็นละครฉากใหญ่ที่เปิดให้สื่อมวลชนที่เข้าชมเป็นตรายางประทับความชอบธรรมให้เท่านั้น? สอง การกำหนดทางคุณสมบัติของผู้เข้าประมูล หรือกำหนดในเรื่องเทคนิคล็อคไว้สำหรับผู้เข้าประมูลบางราย ซึ่งนิยมมากสำหรับโครงการขนาดใหญ่ ผลก็คือจะมีผู้เข่าประมูลที่สามารถชนะการประมูลได้เพียงรายเดียวหรือสองรายซึ่งทำให้การฮั้วทำได้ง่าย ประเด็นต่อให้ใช้ระบบโคตรอีอ๊อคชั่นก็ช่วยอะไรไม่ได้ ดูการประมูลร้านค้าปลอดภาษีที่สนามบินสุวรรณภฒิเป็นตัวอย่าง? ผูกขาดนานเป็นสิบปีสบายๆ สาม ระบบอีอ๊อคชั่นที่ไม่ต้องยื่นซองทางเทคนิคส่วนใหญ่เป็นการจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดเล็กหรือโครงการไม่ใหญ่มากนัก ตรงนี้อาจทำให้ผู้เข้าประมูลที่เข้าแข่งขันสู้ราคามีด้วยกันหลายราย ข้อนี้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ประมูลรายใหญ่ได้เปรียบ เพราะมีสายป่านยาว สามารถกดราคาให้ต่ำลง จนผู้เข้าแข่งขันรายเล็กตายหมด ในระยะแรกหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจอาจได้สินค้าและบริหารราคาถูกลงจริง (ทำให้ผู้นำรัฐบาลนำมาคุย) แต่เมื่อพ่อค้ารายย่อยตายหมดแล้ว เหลือแต่รายใหญ่ไม่กี่ราย การแข่งขันการสู้ราคาที่เคยเป็นอยู่ก็จะหายไป พ่อค้ารายใหญ่ก็ไม่จำเป็นต้องลดราคาเพื่อให้ขาดทุนหรือขาดทุนกำไรเหมือนช่วงแรกอีกต่อไป หรือพูดง่ายๆ ในตลาดที่การแข่งขันไม่สมบูรณ์ จะทำให้เกิดการผูกขาดเกิดขึ้นในตลาดราชการ ฝันหวานที่จะได้สินค้า และบริการถูกลงเหมือนช่วงแรก จึงเป็นไปไม่ได้ สรุปแล้ว ระบบอีอ๊อคชั่นอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขการทุจริตได้ แต่อาจทำให้การทุจริตทำได้เนียนมากขึ้น วิธีการแก้ไขคอร์รัปชั่นให้ได้ผลมากที่สุดคือสังคมต้องเลิกมองว่า การทุจริตเป็นเรื่องธรรมดา อย่ายอมให้บุคคลเหล่านี้มีอำนาจและยอมจำนนเชื่อว่า บุคคลเหล่านี้สามารถพาประเทศชาติไปรอดได้ แม้จะคอร์รัปชั่นบ้างก็ตาม หน้า 20 E-Auction แก้ โกงกินที่ปลายเหตุ... กาแฟดำ : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 22 มีนาคม 2548 นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร พูดถึงเรื่องการปราบปรามคอร์รัปชัน ในเมืองไทย ทางรายการวิทยุ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็เอ่ยถึงการใช้ "e-auction" หรือ การประมูลโครงการของรัฐ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต อย่างเปิดเผยและโปร่งใส ฟังแล้วดูเหมือนท่านจะเชื่อว่า นี่เป็นทางแก้ปัญหาการโกงกินในเรื่องการแย่งกันให้ได้โครงการของราชการมา พูดง่ายๆ คือ การจับมือระหว่างนักการเมืองบางกลุ่ม, ข้าราชการบางคน และพ่อค้าบางจำพวกในการโกงกินประชาชน ดูเผินๆ ระบบ electronic auction อาจจะแสดงถึงความโปร่งใสและเปิดเผย แต่กลเม็ดการโกงกินของเหล่าอสุรกายในคราบของนักการเมือง, ข้าราชการ และพ่อค้าอันเลวร้ายนั้น มีความลุ่มลึกและพลิกแพลงเกินกว่าที่ระบบคอมพิวเตอร์จะจับได้ด้วยซ้ำไป กว่าจะถึงขั้นตอนของ e-auction พวกนี้ก็กลบเกลื่อนร่องรอยของการร่วมกันฉ้อฉลประชาชนอย่างแนบเนียนเรียบร้อยแล้ว เพราะอย่างที่เขารู้กันอยู่อย่างกว้างขวางว่า เขาเหล่านี้โกงกันตั้งแต่การเขียน "สเปค" หรือ specifications เพื่อจะ "ล็อก" ให้ได้ตามอย่างที่คนกลุ่มนี้ต้องการ "กลุ่มทุน" ที่มีผลประโยชน์ร่วมกับนักการเมืองและข้าราชการนั้นมีวิธีการแยบยล เพราะเขารู้ว่า ใครเป็นคนเขียนเงื่อนไขของการออกเอกสารประมูลที่เรียกว่า TOR หรือ terms of reference เขียนกันให้เข้าความต้องการของแก๊งโจรกินเมืองเสื้อนอกนี่แหละ ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติ เช่น ทุนจดทะเบียนต้องอย่างน้อยเท่าไหร่ ต้องเคยทำโครงการขนาดนั้นขนาดนี้มาก่อน และที่สำคัญคือจะได้รับจดหมายเชิญเข้าร่วมประมูลจากหน่วยราชการนั้นๆ เท่านั้น (โดยส่งจดหมายแจ้งเชิญไปอย่างกะทันหัน ให้เฉพาะบริษัทที่รู้กันเตรียมตัวยื่นประมูลทันเท่านั้น) รู้กันในวงการทันทีว่า นักการเมืองคนนั้นต้องการให้บริษัทนั้นได้ ทุกอย่างที่ทำประหนึ่งว่าเปิดเผยโปร่งใสนั้นล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างภาพลวงตาให้ดูดีเท่านั้นเอง ข้อสอบรั่วยังถือว่าเป็นความบกพร่องของผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่ในหลายๆ กรณีของการประมูลอันอื้อฉาวนั้น คนสอบเป็นคนเขียนข้อสอบให้กรรมการสอบเองเสียเลย แล้วส่วนไหนและขั้นตอนไหนครับที่เข้าไปในระบบ e-auction ที่รัฐบาลบอกว่าจะทำให้ตรวจสอบได้และมีความโปร่งใส? กว่าจะถึงขั้นตอน e-auction ทุกอย่างก็ "ฮั้ว" กันตามขั้นตอนเสร็จเรียบร้อย สำหรับกลุ่มทุนนั้นกลุ่มทุนนี้ได้สัญญานั้นไป ที่ชาวบ้านทั่วไปสามารถเข้าไปใน website ของการประมูลเพื่อตรวจสอบนั้นเป็นเรื่องปลายทาง และปลายเหตุแล้ว ไม่อาจจะป้องกันการโกงกินอันโจ๋งครึ่มได้แต่ประการใด ดังนั้น หากมีภาพว่า เมื่อรัฐบาลทำ e-auction แล้ว การโกงกินก็จะหายไป และต่อไปนี้บ้านเมืองของเราก็จะปราศจากคอร์รัปชัน ก็จะกลายเป็นเรื่องตลกโปกฮาของคนที่เขารู้เรื่องดี คนหัวเราะดังที่สุดก็คือพวกโกงบ้านโกงเมืองนี่แหละครับ
|