|
||||||||||||||
|
วงสัมมนารุมค้าน
"ช้าง" เข้าตลาดหุ้น "กิตติรัตน์"
ยังไม่เคาะ-ให้มอง 2 ด้าน
มติชนรายวัน วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9872 วงสัมมนารุมค้านบริษัทเหล้า-เบียร์เข้าตลาดหุ้น "ดำรง"อ้างผลสำรวจพบเบียร์ช้าง คือเบียร์ที่ผู้บาดเจ็บดื่ม ก่อนประสบอุบัติเหตุมากที่สุด "กิตติรัตน์"ยังไม่ตัดสินใจ รอฟังความเห็นหลายฝ่ายก่อน เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา มีนายผ่อง เล่งอี้ ส.ว.กทม. เป็นประธาน ได้จัดการสัมมนาเรื่อง "สังคมไทยได้หรือเสียเมื่อบริษัทเบียร์-เหล้าเข้าตลาดหลักทรัพย์" ขึ้น ผู้ร่วมสัมมนาประกอบไปด้วย พระเทพวิสุทธิกวี รองอธิการบดีฝ่ายวางแผน มหามกุฏราชวิทยาลัย นายดำรง พุฒตาล ส.ว.กทม. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ นพ.บัณฑิต ศรไพศาล ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิต มีผู้เข้าฟังจำนวนประมาณ 300 คน รวมทั้งพระภิกษุจำนวนหนึ่ง และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำการเคลื่อนไหวคัดค้านมาร่วมรับฟังด้วย ซึ่งผู้เข้าร่วมสัมมนาส่วนใหญ่ แสดงความเห็นคัดค้านบริษัทเบียร์- เหล้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ พระเทพวิสุทธิกวีกล่าวว่า สุรานั้นสร้างความเสื่อมทำให้ด้อยปัญญา การสนับสนุนบริษัทเหล้า-เบียร์เข้าตลาดหลักทรัพย์ จึงทำให้ทางศาสนารู้สึกอึดอัด เพราะเป็นการสร้างกำไรบนความหายนะของประชาชน อีกทั้งการสร้างสิ่งมึนเมา ยังก่อให้เกิดมิจฉาทิฐิ และก่อผลเสียให้สุขภาพของคน ดังนั้น การปิดโอกาสไม่ให้บริษัทเหล้า-เบียร์ เข้าตลาดหลักทรัพย์ จึงถือเป็นการสร้างบุญใหญ่หลวง นอกจากนี้ ยังควรทำอย่างไรก็ได้ ไม่ให้ธุรกิจดังกล่าวขยายตัวเกินไป "ถ้าบริษัทเหล้า-เบียร์เข้าตลาดหลักทรัพย์ เราอาจได้อะไรเยอะ เช่น เราอาจได้เหล้ามากที่สุดในโลก ราคาเหล้าอาจถูกลง คนไทยอาจบริโภคเหล้าครบ 100% เป็นประเทศแรกของโลก อาจมีการสร้างอุตสาหกรรมภายในวัดเพิ่มมากขึ้น นั่นคือ เมรุเผาศพ ในสภาพที่มีอบายมุขเต็มไปหมดเช่นนี้ ก็เหมือนกับการที่มีน้ำท่วมประเทศ เราคงจะวิดน้ำเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องสร้างเขื่อนป้องกันน้ำด้วย บริษัทที่ผลิตอบายมุขเลวร้ายก็ไม่ควรมีอยู่" พระเทพวิสุทธิกวีกล่าว นายดำรงในฐานะประธานมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวว่า คนไทยดื่มสุรามากเป็นอันดับ 5 ของโลก ด้วยปริมาณ 13.59 ลิตรต่อคน ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คือ คนไทยใช้เงินซื้อเหล้าเฉลี่ยครั้งละ 100-300 บาท หรือปีละ 46,800 ล้านบาท และในปี 2545 มูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากอุบัติเหตุทางจราจรเท่ากับ 122,400-189,040 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.25-3.48 ของจีดีพี ขณะที่ประเทศอื่นสูญเสียประมาณร้อยละ 1-2 ของจีดีพี แต่การสูญเสียทางเศรษฐกิจ ก็ยังไม่เท่ากับการสูญเสียโอกาส เบียร์ช้างถือเป็นสินค้าเบียร์ที่ใช้งบโฆษณาสูงสุดในปี 2543 ด้วยจำนวนเงิน 317.82 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับการสำรวจที่พบว่า เบียร์ช้างคือเบียร์ที่ผู้บาดเจ็บดื่มก่อนประสบอุบัติเหตุมากที่สุด นายกิตติรัตน์กล่าวว่า ในฐานะกรรมการตลาดหลักทรัพย์คนหนึ่ง ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะให้บริษัทเหล้า-เบียร์ เข้าตลาดหลักทรัพย์ ได้หรือไม่ เพราะแม้จะเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ต้องชั่งน้ำหนักกับโทษภัยทางสังคมด้วยว่า คุ้มค่ากันหรือไม่ ขณะนี้ฟังความเห็นของหลายฝ่ายอยู่ และอยากใช้ความคิดเห็นอย่างรอบคอบ โดยไม่ตัดสินใจตามกระแส หรือการชุมนุมใดๆ และว่า การต่อสู้เพื่อความดีงามทางสังคมนั้นมีอยู่ 2 แง่มุม คือ 1.ป้องกันปิดกั้น 2.สร้างสรรค์แข่งขัน ต้องดูว่าสังคมโลกที่ให้สิ่งที่ไม่มีประโยชน์มีโอกาสสร้างสรรค์แข่งขันนั้นดูแลสังคมได้อย่างไร เมื่อต้านไม่ให้บริษัทเหล้า-เบียร์ เข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว มีการดูแลเยาวชนอย่างไร ในวันหยุดห้ามเข้าโรงเรียน มีห้องสมุดกี่แห่งเปิดบริการวันเสาร์-อาทิตย์ และเปิดบริการวันธรรมดาหลังสี่โมงเย็น สนามกีฬาประชาชนก็ไม่สะอาด พอฝนตกก็เล่นไม่ได้ อยากตั้งคำถามว่า เมื่ออบายมุขเติบโตได้โดยไม่มีสมาคม แต่ทำไมผู้ใหญ่กลับไม่สามารถทำงานแบบสร้างสรรค์แข่งขันได้ นายกิตติรัตน์กล่าวว่า ทุกวันนี้โลกมีแนวคิดเศรษฐกิจเสรี ดังนั้นประเทศไทยจึงไม่สามารถปฏิเสธ ไม่ให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกจำหน่ายได้ แต่อาจใช้กลไกภาษีสรรพสามิตมาช่วย การให้โอกาสบริษัทเหล้า-เบียร์ เข้าตลาดหลักทรัพย์ จะทำให้บริษัทเหล่านี้สามารถระดมทุนได้ นำไปสู่การมีระบบบัญชีที่ได้มาตรฐาน หากมีความเบี่ยงเบน เช่น เลี่ยงภาษีถือว่ามีความผิดทางอาญา เป็นต้น การจะได้เข้าตลาดหรือไม่จึงอาจไม่ใช่คำตอบ แต่สิ่งที่สำคัญคือ บริษัทดังกล่าวจะทำงานเพื่อสังคมหรือไม่ และจะสร้างผลเสียทางสังคมให้น้อยกว่าที่เป็นอยู่ได้อย่างไร นพ.บัณฑิตกล่าวว่า มีเหตุผล 8 ประการที่บริษัทเหล้า-เบียร์ไม่ควรเข้าตลาดหลักทรัพย์ คือ 1.สุราไม่ใช่สินค้าธรรมดา แต่เป็นสินค้าที่ให้โทษแก่ประชาชน 2.รายได้จะไม่คุ้มกับรายจ่าย ถ้ามองที่ปัญหาทางสังคมที่จะเกิดตามมา โดยไม่มองไปที่เงินเพียงอย่างเดียว 3.ยิ่งบริษัทเหล่านี้มีเงินทุนมาก จะยิ่งผลิตมาก ใช้การตลาดมาก มีผู้บริโภคมาก และสร้างผลกระทบมากตามลำดับ 4.ถ้าบริษัทเหล่านี้เข้าตลาดหลักทรัพย์ มหาชนจะมีส่วนได้เสียมากขึ้น ป้องกันธุรกิจดังกล่าวมากขึ้น จนส่งผลกระทบต่อมาตรการควบคุมการบริโภคสุราในที่สุด 5.จะสร้างค่านิยมใหม่ในทางลบ ให้สังคม และเป็นการนำร่องให้ธุรกิจสีเทาอื่นๆ เข้าสู่ตลาด 6.นายกรัฐมนตรีเคยกล่าวว่า การทำให้เด็กถูกเอารัดเอาเปรียบ และถูกทำลายเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ถือเป็นสิ่งเลวร้ายทางจริยธรรม แม้ไม่ผิดกฎหมาย ธุรกิจพวกนี้ก็ต้องอยู่ไม่ได้ เพราะถ้าอยู่ได้ สังคมก็จะอยู่ไม่ได้ 7.องค์การอนามัยโลกจัดให้บุหรี่และสุรา เป็นสิ่งที่ทำลายสุขภาพคนในอันดับที่ 4 และ 5 ตามลำดับ หากนำสองสิ่งนี้รวมกันก็จะมีอันตรายมากเป็น 10 เท่าของยาเสพติด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำลายสุขภาพคนอันดับที่ 17 และ 8.รัฐไม่ควรดำเนินการที่ขัดแย้งกับนโยบายต่างๆ ของตัวเอง ที่ระบุว่าจะให้โอกาสด้านต่างๆ แก่ประชาชน อยากตั้งคำถามว่า โอกาสเพื่อสังคมที่ปลอดภัยกับโอกาสทางเศรษฐกิจที่สดใสจะสามารถอยู่คู่กัน โดยมีการค้าเสรีที่ปลอดอบายมุขได้หรือไม่ จากนั้นผู้ดำเนินการสัมมนาได้เชิญ พล.ต.จำลองเข้ามาร่วมพูดบนเวที โดย พล.ต.จำลองกล่าวว่า "ที่กล่าวกันว่า คนที่ต่อต้านเรื่องนี้รับเงินต่างชาติมานั้น อยากบอกว่า ทุกคนทุกองค์กรมาเพราะจิตสำนึก ส่วนผมนั้นกินข้าวแค่วันละมื้อ ดังนั้นจะรับเงินต่างประเทศมาทำลายประเทศของตัวเองทำไม ต้องถามอีกฝ่ายสิว่าทำไม่เขาถึงนิ่งเฉยอย่างนี้" พล.ต.จำลองกล่าว หน้า 1
|