|
||||||||||||
|
"ธีรยุทธ
บุญมี" วิเคราะห์
ประเทศไทยภายใต้ "ซุปเปอร์นายกฯ"
แนะแยกอำนาจ "อามิสฤทธิ์-ธรรมฤทธิ์"
รายงาน มติชนรายวัน วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9872 หมายเหตุ-- สมาคมนักข่าวนักหน้งสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดราชดำเนินเสวนาประจำปี 2548 โดยเชิญ นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "อนาคตการเมืองไทยและนโยบายของรัฐบาลทักษิณ 2" ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 1.การเมืองไทยก้าวสู่จุดใหม่เป็นระบบพรรคเดียวซึ่งพิจารณาได้แล้วว่าไม่ใช่โครงสร้างชั่วคราว แต่เป็นโครงสร้างถาวร ต้องมองให้พ้นตัวบุคคลไปสู่ระดับโครงสร้าง จึงควรเปลี่ยนการเรียกจากระบอบทักษิณเป็นระบบซูเปอร์การเมือง ซึ่งการเมืองมีอำนาจเหนือภาครัฐ (ระบบราชการ) อย่างสิ้นเชิง ชี้นำภาคสังคมและครอบงำประชาชนรากหญ้าได้มาก มีอำนาจพลังผลักดันทุกๆ มิติของประเทศ จากบทเรียนต่างประเทศระบบซูเปอร์การเมืองถ้าเกิดขึ้นแล้ว จะสามารถอยู่ได้อย่างยาวนาน มีเสถียรภาพมากถ้าไม่พาประเทศไปซูเปอร์เสี่ยง ด้วยนโยบายประชามหานิยมล้นเกิน จนเศรษฐกิจมหภาคล้มเหลว และไม่ทำให้รัฐบาลองค์กรการเมืองต่างๆ เป็นซูเปอร์เทา ซึ่งอาจสะสมวิกฤติคุณธรรม จนสังคมลุกขึ้นมาต่อต้านได้ ในอนาคตแม้ทรท. จะเสื่อมในที่สุดประเทศไทย ก็จะไม่หวนไปสู่ระบบการเมืองเก่าอีก สังคมจึงต้องยกระดับการวิเคราะห์ไปดูผลดี-ผลเสีย ความดี-เลวในระดับโครงสร้าง 00ปัจจัยความสำเร็จของ "ระบบซูเปอร์การเมือง" (พรรคเดียว) และความล้มเหลวของระบบการเมืองเก่า (หลายพรรค) 1.กลุ่มทุนของซูเปอร์การเมืองคล่องตัวสอดคล้องกับโลกโลกาภิวัตน์มากกว่า เพราะเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตสูง เน้นการเก็งกำไร จึงมีลักษณะการตัดสินใจที่รวดเร็ว กล้าเสี่ยง กล้าจัดการ กล้าเปลี่ยนขนบ เช่น ตั้งเสี่ยแก๊ส เนติบริกรเป็นรัฐมนตรี จะมีกลุ่มทุนอาชีพเข้ามาสนับสนุนซูเปอร์การเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ คล้ายในญี่ปุ่น ส่วนกลุ่มทุนเก่าที่สนับสนุนระบบพรรคการเมืองเก่า เติบโตจากการพึ่งพานโยบายรัฐมาตั้งแต่ต้น มีลักษณะอนุรักษ์นิยม 2.ซูเปอร์การเมืองมีนวัตกรรมทางความคิดและการกระทำเพื่อผลักตัวเองเป็นผู้นำความคิดสังคม เพราะมีเป้าหมายเปลี่ยนประเทศให้เป็นทุนอย่างรวดเร็ว จึงต้องสร้างฐานะผู้นำความคิดให้สังคมคล้อยตาม กล้านำและปรับเปลี่ยนระบบราชการแบบสัมบูรณ์ ซึ่งสอดคล้องกับโลกาภิวัตน์ที่ต้องการให้องค์กร รัฐ เอกชน คล่องตัว รวดเร็ว จึงเป็นภาพต่างแบบขาวกับดำกับระบบการเมืองเก่า ซึ่งในอดีตไม่นำพาความคิดกระทั่งล้าหลังทางความคิด 3.คนไทยต้องการก้าวพ้นการแตกแยกแก่งแย่งของกลุ่มก๊วนการเมืองเก่า ซึ่งเป็นผลสะท้อนจากโครงสร้างอำนาจของทุน กลุ่มอิทธิพล และตัวกองทัพในอดีต การเมืองเก่าจึงมีลักษณะเป็นการบริหารอำนาจให้แต่ละกลุ่มไปแสวงผลประโยชน์กันเอง ระบบซูเปอร์การเมืองบริหารทั้งอำนาจและผลประโยชน์กลุ่มก๊วน จึงควบคุมการแก่งแย่งได้ผลพอสมควร ถือเป็นความชอบธรรมหนึ่งของการเมืองใหม่ 4.ประเทศไทยปัจจุบันเป็นสังคมข่าวสารเต็มตัว การเมืองซูเปอร์ของทรท. ใช้ข่าวสารสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงความคิด การทำงาน ให้ตัวเอง จึงสร้างความเหนือกว่าระบบพรรคเก่าที่ในอดีตใช้สื่อเป็นเครื่องมืออวดสถานะและโวหารซ้ำอยู่กับที่ 5.โลกปัจจุบันอุดมการณ์การเมืองไม่ว่าจะเป็นซ้าย-ขวา อนุรักษ์-เสรีนิยม ลดความสำคัญลง ที่ประชาธิปัตย์ ชาติไทย มหาชน แพ้ทรท. ไม่ใช่เพราะไม่มีนโยบาย แต่เป็นเพราะคนไทยส่วนใหญ่ต้องการความมั่นคงก้าวหน้าทางวัตถุเป็นพื้นฐาน ทรท.ซึ่งเน้นปัญหาเศรษฐกิจโดยใช้แนวมาร์เก็ตติ้ง (Marketing) ปรับนโยบายไปตามกระแส ประชาชนจึงนิยมมากกว่าพรรคเก่าซึ่งอาศัยระบบคิดที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัย เช่น ความมีหลักการ ความเป็นคนใต้ คนกรุงเทพฯ ปชป ต้องเพิ่มเนื้อหา ยึดกุมโอกาสมากขึ้น ไม่เช่นนั้นจะสูญเสียฐานสนับสนุนไปเรื่อยๆ 6. 4 ปีที่ผ่านมาคนมองทรท. เป็นฟองสบู่การเมืองคล้ายฟองสบู่เศรษฐกิจ ซึ่งในระยะยาวต้องแตกในที่สุด แต่ในช่วงระยะสั้น-กลางนี้ ซูเปอร์การเมืองจะมีเสถียรภาพเพราะอาศัยค่านิยม 2 ระดับของสังคม คือ ค่านิยมเชิงวัตถุของชนชั้นกลาง ค่านิยมของชาวบ้านซึ่งชื่นชมอำนาจของผู้นำมาปราบยุคเข็ญ ผู้มียศศักดิ์ที่มาเจือจานเอื้ออาทรด้านวัตถุ อย่างไรก็ตาม ประเทศต้องจ่ายค่าบริหารจัดการ ให้กับซูเปอร์การเมืองค่อนข้างแพงมาก 00ซูเปอร์การเมืองเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจและโครงสร้างกลุ่มสังคม แต่ท้ายที่สุดชาวบ้านจะมีอำนาจเพิ่มมากขึ้น 1.ระบบซูเปอร์การเมืองมีพลังสูงในการผสานขับเคลื่อนข้าราชการและกลุ่มทุนทั้งระดับชาติและท้องถิ่น จึงเป็นโมเดลการเมืองของประเทศพัฒนาหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ และมาเลเซีย แง่ที่ดีคือ (ก) การประสานความร่วมมือ (coordinate) การเมือง รัฐ ธุรกิจ จึงพัฒนาเศรษฐกิจได้ไว (ข) กำหนดทิศทางเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น เกาหลีใต้ทางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ไต้หวันทางคอมพิวเตอร์ (ค) สร้างความได้เปรียบประเทศคู่แข่งได้ ข้อเสียคือ (ก) หลายประเทศต้องเผชิญอำนาจเผด็จการ อำนาจเบ็ดเสร็จ ต้องเสียสละสิทธิ เสรีภาพ การมีส่วนร่วมของประชาชน (ข) โครงสร้างร่วมของการเมือง ข้าราชการ ธุรกิจ ไม่ได้เกิดโดยธรรมชาติ แต่เกิดจากผลประโยชน์ และความจำเป็น จึงไม่เข้มแข็งและมักขาดประสิทธิภาพ (ค) ทิศทางและอนาคตประเทศขึ้นอยู่กับตัวบุคคลมากเกินไป การตรวจสอบของสังคม ทั้งสถาบันวิชาการ สื่อ องค์กรอิสระถูกทำให้อ่อนแอ (ง) มีความเป็นไปได้ที่ซูเปอร์การเมืองจะผิดทิศ พาประเทศเป็นประเทศซูเปอร์ล้มเหลว เช่น เม็กซิโก อาร์เจนตินา ฟิลิปปินส์ 2.ระบบซูเปอร์การเมืองจะชักนำให้การเมืองการปกครองภูมิภาคสำคัญขึ้น เพราะ (ก) มีการแบ่งระดับผลประโยชน์ ระดับแกนนำได้ผลประโยชน์ระดับสูงจากการทับซ้อน สัมปทาน ตลาดหุ้น ส.ส. ข้าราชการทั่วไปจะถูกกดดันให้สนใจ เฉพาะประโยชน์ท้องถิ่นด้วยการดึงงบประมาณ โครงการเข้าภูมิภาคตน เพื่อคอมมิชชั่น ค่าศึกษาโครงการ (ข) เป้าหมายของซูเปอร์การเมืองคือเชื่อมโยงชนบทเข้ากับเทคโนโลยีการสื่อสาร ทุน และกลไกตลาดโลกาภิวัตน์ (ค) การเชื่อมโยงนี้จำเป็นต้องกระจายอำนาจแก่กลุ่มการเมืองที่กุมพื้นที่ ข้าราชการภูมิภาค ซึ่งจะช่วยให้ความเจริญ ความสนใจประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค ในลักษณะผิวเผินดีขึ้นโดยปริยาย ในช่วงราวปลายยุคทักษิณ 2 ภาคประชาชนต้องเสริมในแง่ความลึกซึ้ง 3.เกิดระบบทุกนคราประชาธิปไตยหรือการเมืองประชานิยมระดับรากหญ้า เพื่อแย่งชิงทรัพยากรจากรัฐ นโยบายประชานิยม ถ้าทำมากเกินไปจะส่งผลเสียด้านคุณธรรมและเศรษฐกิจ แต่ก็ได้ปลุกชาวบ้าน ซึ่งเป็นเหมือนยักษ์หลับ ให้ตื่นขึ้นมารับรู้ความสำคัญของตัวเอง และได้รับส่วนแบ่งที่ควรจะได้จากผลของการพัฒนา ยักษ์ตัวนี้จะเรียกร้องส่วนแบ่งที่ควรได้จากทุกพรรคทุกรัฐบาล อนาคตจะก่อตัวมีโครงสร้างองค์กร เครือข่าย ผู้นำของตนขึ้นมา ทรท.เองมีนโยบายปลุกเร้าการเมืองประชานิยมรากหญ้าชัดเจน ในอีกราว 1-2 สมัย การเมืองประชานิยมรากหญ้าจะทวีความสำคัญจนทฤษฎี 2 นคราประชาธิปไตย (ชนบทเลือกรัฐบาล กรุงเทพฯล้มรัฐบาล) ต้องเปลี่ยนเป็นทฤษฎีทุกนคราประชาธิปไตย ซึ่งทำให้โครงสร้างอำนาจในประเทศกระจายดีขึ้น แง่ไม่ดีคือการกระจายทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพ การเมืองรากหญ้าใหม่เน้นผลประโยชน์เชิงวัตถุ มากกว่าการเน้นความเป็นชุมชน การอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่โครงการต่างๆ ของ ทรท ถมลงไปเพื่อให้ชนบทไทยกินอยู่ เร่งทำมาหากิน เร่งเสี่ยงเอาสินทรัพย์มาแลกเงินจากรัฐอาจส่งผลให้ครอบครัว ชีวิตล้มเหลว ล้มละลายจำนวนมาก ที่ทำกิน ทรัพยากร ทรัพย์สินรัฐเปลี่ยนมือ อนาคตของลูกหลานเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ได้ NGO ต้องทำงานขนานกันไปเพื่อช่วยปรับแนวคิดที่ผิดพลาดเพื่อให้เกิดสมดุล 4.การเมืองภายในซูเปอร์พรรค (intra party politics) สำคัญมากขึ้น การเมืองระหว่างพรรคลดความสำคัญลง ระบบซูเปอร์พรรคเกิดจากการดูด ควบรวมพรรค กลุ่ม ก๊วนอิทธิพลเก่า สลายกลุ่มอิทธิพลตรงข้าม จึงไม่ต่างไปจากพรรคการเมืองเก่าอื่นๆ แต่รัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้มีการเปลี่ยนโครงสร้างพรรคการเมือง จากกลุ่มก๊วนที่แตกออก เป็นดาวกระจายเมื่อขัดแย้งประโยชน์ มาเป็นโครงสร้างแบบใหม่ที่ยังมีก๊กเหล่า แต่เป็นแบบกลุ่มดาวที่ไม่แตกออกเมื่อขัดแย้ง เพราะพวกกลุ่มการเมืองมองตรา/แบรนด์ทรท. กับโครงสร้างใหม่ ให้ประโยชน์แก่ตนมากกว่า จึงจะใช้การรวมพันธมิตรภายในพรรคเพื่อสร้างศูนย์อำนาจและหาตัวนายกฯ จากศูนย์ใหม่มากกว่าแยกตัวออก ขณะนี้ดูคล้ายว่าทักษิณ (ชินวัตร) มีอำนาจสมบูรณ์ ซึ่งเป็นภาพลวงตา เพราะในช่วงขาลง เช่น ภาวะเงินเฟ้อที่จะเกิดขึ้นแน่ภายในปีนี้ หรือภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หรือในช่วงปลายทักษิณ 2 จะเริ่มมีการพูดถึงการสืบต่ออำนาจ เราจะได้เห็นการเมืองภายในทรท. เข้มข้นขึ้น ต้องจับตาดูการชิงไหวพริบของเกมรวมศูนย์อำนาจอยู่ในแกนนำของทักษิณ สุดารัตน์(เกยุราพันธุ์) ธรรมรักษ์ (อิศรางกูร ณ อยุธยา) กับเกมสร้างกลุ่มพันธมิตรของผู้นำรุ่นใหม่อย่าง สุริยะ (จึงรุ่งเรืองกิจ) สุริยา (ลาภวิสุทธิสิน) สมศักดิ์ (เทพสุทิน) สุวัจน์ (ลิปตพัลลภ) พินิจ(จารุสมบัติ) เนวิน(ชิดชอบ) สนธยา (คุณปลื้ม รวมทั้งการเคลื่อนไหวจากสมาชิกทรท. เอง ประสานกับฝ่ายค้านและประชาชน เพื่อแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ ส.ส.มีอิสระมากขึ้น 00ยุคอับเฉายาวนานของฝ่ายค้าน ฝ่ายค้านจะมีฐานะเพียงครึ่งพรรค ต้องมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ จึงจะมีโอกาสพลิกกลับมาเป็นรัฐบาลได้อีก ผู้นำปชป.และคนรุ่นใหม่ เช่น อภิสิทธิ์(เวชชาชีวะ) อภิรักษ์ (โกษะโยธิน) อภิมงคล (โสณกุล) กรณ์ (จาติกวนิช) ต้องทำงานหนักเพื่อผลิตเนื้อหา เพื่อตรวจสอบ ให้สติรัฐบาลและประชาชน ต้องกล้าแสดงความเห็นต่อสาธารณะ ระดับเดียวกับที่ทักษิณทำ และต้องอดทนรอคอยเวลาเป็นทางเลือกในอนาคต ซึ่งอาจยาวนานมากกว่า 4-8 ปี อย่างไรก็ตาม สังคมจะให้โอกาสแสดงบทบาทการเป็นฝ่ายค้านที่ดี ซึ่งในสภาพปัจจุบันควรจะพึงพอใจ พรรคชาติไทยแม้จะมีคนรุ่นใหม่ เช่น นิกร จำนง, สมศักดิ์ ปริศนานันทุล, วราวุธ ศิลปอาชา แต่ในสมัยหน้าหรืออย่างช้าอีก 2 สมัย ก็คงถูกดูดเข้าไปอยู่ในซูเปอร์พรรค เพื่อแลกกับอนาคตให้คนรุ่นใหม่ของพรรค 00ยุคสร้างพลวัตและนวัตกรรมใหม่ของภาคสังคม/ประชาชน 4 ปีที่ผ่านมา ทักษิณลุแก่อำนาจหลายหน โชคดีที่บ้านเรามีสถาบันสื่อ และระบบการวิจารณ์ที่มีประวัติศาสตร์การต่อสู้ยาวนาน จึงฉุดรั้งรัฐบาลเอาไว้ได้ อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวระบบซูเปอร์การเมือง จะลดบทบาทภาคสังคม และการเคลื่อนไหวภาคประชาชน เพราะควบคุมกลไกและทรัพยากรทุกด้าน ถนนทุกสายวิ่งเข้าหาการเมือง ทำให้ภาคสังคมอ่อนแอ ภาคสังคม/ประชาชนต้องปรับตัวเพราะโลกได้เชื่อมโยงข้อมูล ข่าวสาร ทุน สินค้า อย่างกว้างขวางทั่วถึง จึงอาจเปลี่ยนความหมายของโครงสร้างชนชั้น จากการแบ่งเป็น รวย-จน นายทุน-กรรมกร เป็น มี-ไม่มี หรือ มี-มีน้อย (the Have กับ the Have not และ Have less) ชนชั้นกลางพอใจกับความเติบโตเศรษฐกิจ โอกาส วิธีคิดใหม่ๆ ที่ทักษิณนำเสนอ คนจนเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร มีมือถือ วีซีดี มีสินค้าวัฒนธรรมทั้งวัตถุและบันเทิงให้บริโภคในราคาถูก เกิดความพอใจในภาวะที่มีน้อย ความขัดแย้งชนชั้นทางสังคมแบบจน-รวยลดลง กลุ่มเคลื่อนไหวภาคสังคม ต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ของการเคลื่อนไหวเพิ่มเติมจากกรอบจน-รวย (ซึ่งยังเป็นช่องว่างใหญ่มาก) ขยายมาสู่การต่อสู้เพื่อคุณภาพชีวิต สุขภาพ สิทธิการบริโภค ของทั้งชนบทและชนชั้นกลาง เปิดพื้นที่วิพากษ์ซูเปอร์การเมือง ในแง่ที่เน้นผู้บริหารจัดการมากกว่าประชาชน เน้นการพัฒนาที่ขาดคุณภาพและความยุติธรรม การต่อสู้ไม่ควรเริ่มต้นจากการเป็นคู่ตรงข้าม แต่เน้นการรักษาพื้นที่ภาคประชาสังคม บทบาทของสื่อ คัดค้านคอรัปชั่น รักษาคุณธรรมของสังคม ตามแก้ไขสิ่งที่ ทรท ผิดพลาด ผลักดันภายในทรท เพื่อให้มีการปฏิรูป ปรับเปลี่ยนนโยบาย ฯลฯ 00วิเคราะห์นโยบายและแนวทางบริหารประเทศของทักษิณ 2 ซูเปอร์การเมืองอยู่นานมีอำนาจมากปฏิบัตินโยบายได้ง่าย สังคมจึงจำเป็นต้องสนใจปรัชญา และนโยบายของการเมืองใหม่มากกว่าในสมัยการเมืองยุคเก่า ซึ่งแยกพิจารณาได้ดังนี้ 1.ทักษิณเลี้ยว 180 องศา ในด้านเศรษฐกิจได้ดี นโยบายของทักษิณ 2 ได้ส่งสัญญาณที่ดีมากในทางเศรษฐกิจต่อต่างประเทศ และประชาชนไทย เพราะการหักเลี้ยวกลับ 180 องศา จาก 4 ปี กินจ่าย มาเป็น 4 ปี อึด ออม สร้าง เนื่องจาก 4 ปีแรก มีดัชนีที่น่ากังวลเกิดขึ้น 4 ตัวคือ แนวโน้มการออมจะต่ำกว่าการลงทุน หนี้สินประชาชนเพิ่มขึ้นจาก 6 เท่า เป็น 7.1 เท่า ของรายได้ต่อเดือน การขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด และราคาตลาดพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นสูงขึ้นใกล้เคียงระยะยาว (แสดงว่านักลงทุนไม่มั่นใจอนาคตระยะยาว) ทักษิณจึงเน้นการหักเลี้ยวกลับของประเทศ (The Turn around of Thailand) มาให้ความสำคัญกับ (ก) การประหยัดลดต้นทุนด้านต่างๆ เช่น การบริหาร พลังงาน การขนส่ง ต้นทุนด้านสังคม ลดงบองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นจาก 35% เหลือ 24% ลดต้นทุนที่เป็นเงินตราต่างประเทศ เน้นการบริโภค การลงทุน พึ่งพาเศรษฐกิจภายในมากขึ้น พยายามมีวินัยการคลัง คุมหนี้สินสาธารณะไม่ให้เกิน 45-50% ของ GDP (ข) เพิ่มรายได้ จากการท่องเที่ยว บริการ การส่งออก สร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ไทย (ค) การสร้างโอกาส การศึกษาวิจัย การเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์ของประเทศ การเปลี่ยนต้นทุนเป็นพลังผลิต การสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้ 2.แก้ความยากจนแต่ไม่มีนโยบายแก้ซูเปอร์ช่องว่าง (super divide) แนวปฏิบัติในการแก้ภาวะยากจนของรัฐ ยังไม่น่าประทับใจนัก เช่น การตั้งเครื่องมือเฉพาะกิจ สหกรณ์ คาราวานแก้จน และยังไม่มีการพูดถึง ซูเปอร์ช่องว่างของความมั่งคั่ง หรือความมี-ไม่มี ความรวย-จน ซึ่งเห็นได้ชัดจากการกระจุกตัวทรัพย์สินอยู่ในกลุ่มนักการเมือง นักธุรกิจระดับนำ โดยเฉพาะในกลุ่มพวกพ้องรัฐบาลเอง 3.ปรัชญาเศรษฐกิจของทักษิณ 2 คือ เสรีนิยมใหม่ เชื่อว่าถ้าคนเป็นผู้บริโภคที่ดี กินใช้ ทำมาหากิน เศรษฐกิจก็จะดีเอง รัฐจึงทุ่มเงินทุนขยายกลไกตลาดเพื่อเชื่อมโยง หมุนเวียนคน ที่ทำกิน ทรัพยากร วัฒนธรรม เครดิต ทักษะในภาคชนบท เข้ากับระบอบทุนนิยม เพิ่มกลไกเครื่องมือการเงินใหม่ๆ เช่น การจำนำราคาหรือซื้อขายพืชผลล่วงหน้า ผ่าน SPV (special purpose vehicle) และการเปลี่ยนทรัพย์สินรัฐ (วิสาหกิจ) เป็นทุน การเปลี่ยนทรัพย์สิน เครดิตซึ่งจมทิ้งอยู่มาเป็นตราสารหนี้ ซึ่งซื้อขายลงทุนได้ (securitization) ทุกฝ่ายไม่ปฏิเสธระบบทุนนิยม แต่นักวิชาการมองพลังสังคม วัฒนธรรม ชุมชน เป็นเครื่องมือช่วยถ่วงดุลทุนนิยม ทักษิณมองเป็นต้นทุนหรือสินทรัพย์ให้กับระบบทุนนิยม ต้องการให้ชาวบ้านเร่งทำมาหากินแก้ปัญหาความจน โดยไม่สนใจโครงสร้างความไม่เป็นธรรมซึ่งแฝงอยู่ในระบบทุน 4.รัฐบาลทักษิณ 2 เน้นการจัดการ ซึ่งทักษิณได้มาจากแนวคิดการปฏิวัติการจัดการและความคิดหลังสมัยใหม่ โดยมองภาพกว้างพ้นขอบเขตประเทศ เน้นภูมิทัศน์ในระดับโลกและภูมิภาคของการผลิต การเงิน วัฒนธรรมการสื่อสาร เน้นการจัดการทรัพยากร พื้นที่ ระยะทาง เวลา โอกาส เหตุการณ์ อย่างเปลี่ยนแปลง ไม่ติดยึดตายตัวกับศูนย์กลางหรือลำดับขั้นหรือการแบ่งแผนกงาน จึงเน้นการลดขั้นตอนการตัดสินใจ การหมุนเวียนบุคลากร ตำแหน่ง การจัดเป็นทีม เครือข่าย กลุ่ม มากกว่าเป็นองค์กรลำดับขั้นแบบยุคเก่า การให้ความสำคัญแก่ความรู้ การเชื่อมโยงเครือข่ายมากกว่าตัวบุคคลหรือแรงงาน นักวิชาการมองว่าการจัดการสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง แต่ของจริงต้องทำในกรอบวัฒนธรรม ค่านิยม จนบางครั้งก็ไม่มีประสิทธิผลจริงหรือเป็นฟองสบู่ที่ไม่มีราคาจริง 5.ทักษิณนำเอาแนวคิดใหญ่ๆ มาชี้นำการปฏิบัติของรัฐบาล แต่ทักษิณควรมองแนวคิดความรู้ใหม่ๆ นี้ในระดับที่ลึกขึ้น เช่น การทำภูมิสารสนเทศแบบหลายขั้น (GIS 6,000 ล้านบาท) การเชื่อมโยงระบบข้อมูลราชการเป็นแบบระบบประสาทดิจิตอล รัฐมนตรีต้องเป็น Macro-man ไม่ใช่ Micro-man หรือนโยบายแบ่งประชาชน 3 โซน 3 สี เบื้องลึกคือการมองประชาชน สังคม วัฒนธรรม เป็นข้อมูล ข่าวสาร เป็นฝ่ายถูกกระทำมากกว่าการให้พวกเขามีส่วนร่วมหรือเป็นผู้ผลิตความรู้ หรือแนวคิดสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต (ทุกอาชีพ ทุกวัยรวมทั้งคนชรา) ฟังดูดี แต่ลึกๆ คือการมองคนเป็นต้นทุน จึงต้องผลิตตลอดชีวิต ไม่เห็นคุณค่าชีวิตละทิ้งการให้โอกาสให้คนได้พักผ่อน มีชีวิตทางศิลปวัฒนธรรม ครอบครัวที่ดี ฯลฯ 00ข้อเสนอแนะแบบสมานฉันท์ 1.การเลี้ยว 180 องศา ของทักษิณในทางเศรษฐกิจ ในด้านสังคมประชาธิปไตย ประชาสังคมและองค์กรเอกชน เป็นสิ่งที่ดี ขอสนับสนุน 2.ทักษิณจะต้องจำแนกระหว่างอำนาจมากกับอำนาจมืด อำนาจกับการปฏิบัติจริง อามิสฤทธิ์ กับธรรมฤทธิ์ อริยฤทธิ์ กับฤทธิ์ที่ไม่อริยะ การมีอำนาจมากจากการเลือกตั้งเป็นความชอบธรรม อำนาจมากทำแทบตายอาจได้ผลเพียงเล็กน้อย แต่อำนาจมืดทำนิดเดียวเป็นตราบาปไปตลอด เพราะอำนาจประชาธิปไตยต้องโปร่งใส รวมทั้งต้องระวังว่ามีช่องว่างระหว่างความคิดของทักษิณกับการปฏิบัติจริงของรัฐมนตรี ข้าราชการ อย่างมาก ต้องจำแนกว่าอำนาจหรือฤทธิ์มี 2 แบบ อามิสฤทธิ์ คือความสำเร็จรุ่งเรืองทางวัตถุ มีวัตถุเป็นแรงบันดาลใจ ธรรมฤทธิ์ คือ ความรุ่งเรืองของธรรม ความดีงาม 3.วัฒนธรรมประจบประแจงเกิดพร้อมกับอำนาจรวมศูนย์อยู่กับซูเปอร์นายก การประจบประแจงเป็นวัฒนธรรมแฝงของคนไทยต่อทักษิณและเครือญาติจะมีมาก เกิดเนติบริกร สภาบริกร รัฐมนตรีบริกร ปลัด-อธิบดีบริกร โฆษกบริกร 4.ต้องก้าวพ้นกับดักผลประโยชน์อำนาจซึ่งมีอยู่เกินพอแล้ว ทักษิณประสบความสำเร็จด้านธุรกิจการเมืองและครอบครัว โดยไม่ต้องเพิ่มพูนอะไรอีกแล้ว ทักษิณมีข้ออ่อนหลายด้าน แต่ก็พิสูจน์ว่าตัวเองทำงานหนัก นำเอาหลักคิดความรู้ใหม่ๆ มาใช้ในการบริหารราชการ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ สะท้อนความยืดหยุ่นไม่ดึงดันของทักษิณ เป็นข้อดี เพราะนักเศรษฐศาสตร์และนักวิจารณ์ได้พยายามเสนอไว้หลายครั้ง ความริเริ่มหลายอย่างของทักษิณเปิดโลกคนไทยให้กว้างขึ้น แต่ก็น่าวิตกกังวลเพิ่มขึ้น ทักษิณอยู่ในจุดที่จะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ได้ จึงเป็นการตัดสินใจของนายกทักษิณคนเดียวที่จะลด ลบล้างข้ออ่อน เช่น การทับซ้อน การลุแก่อำนาจ มีสติโปร่งใสในการนำพาประเทศหรือไม่ หน้า 2 "ธีรยุทธ"ชี้ทักษิณ 2 อยู่ยาว ซุปเปอร์เสี่ยง มติชนรายวัน วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9872 ถ้าประชานิยมล้น-ใช้อำนาจมืด ยุดูหนัง "หลวงพี่เท่ง" แก้เครียด เด็กวัด"ธีรยุทธ"ชวนเจ้าอาวาส"แม้ว" ไปดูหนังเรื่อง "หลวงพี่เท่ง"คลายเครียด ออกบทวิเคราะห์ระบบซุปเปอร์การเมือง มีพลังอำนาจมาก ชี้มีข้อดี แต่ให้แยกแยะ "อามิสฤทธิ์"กับ"ธรรมฤทธิ์" ติงมองคนเป็นต้นทุน ต้องผลิตตลอดเวลา ไม่เห็นคุณค่าชีวิต เชื่อยากที่จะมีพลังการล้ม ทรท.ได้ ยกเว้นตรวจสอบคอร์รัปชั่นถึงตัว"ทักษิณ" เมื่อวันที่ 20 มีนาคม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดราชดำเนินเสวนาประจำปี 2548 โดยเชิญนายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "อนาคตการเมืองไทย และนโยบายของรัฐบาลทักษิณ 2" ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายธีรยุทธกล่าวถึงบทวิเคราะห์ เรื่อง "ประเทศไทยภายใต้ระบบซุปเปอร์การเมือง ซุปเปอร์นายก ซุปเปอร์พรรค ระวังอย่าให้เป็นประเทศซุปเปอร์ล้มเหลว" โดยระบุว่า การเมืองไทยก้าวสู่จุดใหม่เป็นระบบพรรคเดียว ซึ่งไม่ใช่โครงสร้างชั่วคราว แต่เป็นโครงสร้างถาวร จึงควรเปลี่ยนการเรียกจากระบอบทักษิณเป็นระบบซุปเปอร์การเมือง มีอำนาจพลังผลักดันทุกๆ มิติของประเทศ มีเสถียรภาพมากถ้าไม่พาประเทศไปซุปเปอร์เสี่ยง ด้วยนโยบายประชามหานิยมล้นเกิน จนเศรษฐกิจมหภาคล้มเหลว "ส่วนนโยบายและแนวทางบริหารประเทศของ "ทักษิณ 2" นั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เลี้ยว 180 องศาในด้านเศรษฐกิจได้ดี จาก 4 ปี กินจ่าย มาเป็น 4 ปี อึด ออม สร้าง ปรัชญาเศรษฐกิจของทักษิณ 2 คือ เชื่อว่าถ้าคนเป็นผู้บริโภคที่ดี กินใช้ ทำมาหากิน เศรษฐกิจก็จะดีเอง โดยมองคนเป็นต้นทุน จึงต้องผลิตตลอดชีวิต ไม่เห็นคุณค่าชีวิตละทิ้งการให้โอกาสให้คนได้พักผ่อน มีชีวิตทางศิลปวัฒนธรรม ครอบครัวที่ดี การเลี้ยว 180 องศา ของ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นสิ่งที่ดี ขอสนับสนุน แต่จะต้องจำแนกระหว่างอำนาจมากกับอำนาจมืด ต้องจำแนกว่าอำนาจหรือฤทธิ์มี 2 แบบ อามิสฤทธิ์ คือ ความสำเร็จรุ่งเรืองทางวัตถุ มีวัตถุเป็นแรงบันดาลใจ ธรรมฤทธิ์ คือ ความรุ่งเรืองของธรรม ความดีงาม" ภายหลังปาฐกถา นายธีรยุทธตอบข้อซักถามสื่อมวลชนถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้นายกฯทักษิณเปรียบว่านายธีรยุทธเป็นเด็กวัด และนายกฯทักษิณเป็นเจ้าอาวาส ว่า "ผมต้องย้ายห้องสมุดไปอยู่วัดมหาธาตุฯ ถ้านายกฯเครียดก็ควรจะไปดูหนังคลายเครียด เช่น เรื่องหลวงพี่เท่ง" เมื่อถามว่าทำไมถึงให้นายกฯไปดูภาพยนตร์เรื่องหลวงพี่เท่ง นายธีรยุทธกล่าวว่า "ที่แนะนำให้นายกฯ ไปดูเรื่องหลวงพี่เท่ง เพื่อคลายเครียด ผมยังไม่ได้ดู แต่ครอบครัวไปดูแล้ว เสร็จงานนี้ผมจะไปดู เด็กวัดชวนเจ้าอาวาส จะไปดูด้วยกันหรือเปล่า" ผู้สื่อข่าวถามว่า จะให้ข้อเสนอแนะสื่อมวลชนในการทำหน้าที่ใน 4 ปีข้างหน้าอย่างไร นายธีรยุทธกล่าวว่า ถ้าไม่ใช่สื่อมวลชนทักท้วงกันไว้ สื่อมวลชนไม่เปิดพื้นที่ให้กับภาคสังคม ประชาชน นักวิชาการ นักวิจารณ์ ตนคิดว่าการเหลิงอำนาจจะมีสูงมากไปแล้ว มันมีแววหลายหน การที่สื่อมวลชนแข็ง ภาคสังคม มันก็พยามยามแข็งพอสมควรที่จะยืนหยัดสู้อยู่ ทำให้ซุปเปอร์การเมืองจะต้องคำนวณว่าท่าทีคนจะเป็นอย่างไร ในการดำเนินนโยบาย ช่วงนี้จึงเห็นการหักเลี้ยวค่อนข้างชัด ข้อแนะนำของตนก็คือขอให้ขยายบทบาทอันนี้ต่อไป บทบาทในการสนับสนุนภาคสังคม ภาคการวิจารณ์ นายธีรยุทธกล่าวว่า ตนอยากให้มีการตรวจสอบเพิ่มมากขึ้น สื่อมวลชนอาจต้องช่วยประสานกับสถานบันวิชาการต่างๆ ว่าการตรวจสอบอย่างเป็นมาตรฐาน เป็นทางการจะทำได้อย่างไร เพราะนโยบายที่รัฐบาลทำไป ตนเห็นว่าได้ผลไม่มาก เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการบริโภคเท่านั้น เหมือนมิยาซาว่าแพลน การตรจสอบนโยบายรัฐจำเป็นต้องช่วยกันมากขึ้น อยากเห็นการขยายประเด็นใหม่ๆ พื้นที่ใหม่ๆ แง่มุมใหม่ๆ ของการวิจารณ์ หรือการตรวจสอบซุปเปอร์การเมืองมากขึ้น รัฐมนตรีควรจะให้สมาคมนักข่าวเป็นผู้สร้างประเด็นขึ้นไปด้วย ไม่ใช่เพียงให้แต่นายกฯเป็นฝ่ายกำหนดประเด็นแล้วเราก็พัฒนาให้เป็นประเด็น "อย่างเช่นผมเปรียบเทียบนายกฯทักษิณเป็นเจ้าอาวาส ให้สอดคล้องกับภาพสังคมแบบศาลาวัด แกจะมีมุขว่าผมเป็นเด็กวัดนั้น ผมไม่ขัดข้อง ก็ถือว่าสนุกดีเป็นอารมณ์ขันแบบการเมืองไทย แต่ผมอยากเห็นประเด็นที่นายกฯ ทักษิณต้องตอบในเรื่องที่มันซีเรียสจริงจังด้วยว่า สังคมที่ขยายฐานกว้างขึ้น นโยบายเขาอยากเห็นมันขยายฐานกว้าง หรือเขาอยากจะรวบให้มันแคบลง เขาจะปรับโครงสร้างตัวนี้อย่างไร หรือผมวิจารณ์ว่านโยบายเขามันไม่มีมนุษยธรรม มันจะผลักคนให้เป็นผู้ผลิต ผู้บริโภคอย่างเดียว ด้านความเป็นมนุษย์ ความเป็นคนคุณเอาไปไว้ตรงไหน ผมอยากให้เขาตอบประเด็นเหล่านี้ แทนที่จะตอบว่าไม่ดูแล้วหลวงพี่เท่ง ผมดูมาแล้วจากญี่ปุ่นหรืออะไรเหล่านี้ก็แล้วแต่ คืออันนี้เป็นมุขตอบได้ แต่ว่าเรื่องซีเรียสก็ควรจะเกิดขึ้น" นายธีรยุทธกล่าว และว่า พูดง่ายๆ คือว่าตนในฐานะนักวิจารณ์ นักวิชาการ ตนตรวจสอบ ตรวจสอบแล้วส่วนหนึ่งสื่อก็ไปถ่ายทอดการตรวจสอบนี้ต่อ ก็เท่ากับว่าสังคมได้ทำหน้าที่ตรวจสอบ ไม่เช่นนั้นมันจะเป็นเรื่องของการสร้างวาระหรือการทำมาร์เก็ตติ้งฝ่ายเดียวของรัฐ ตนคิดว่าสี่ปีนี้จำเป็นมาก นายธีรยุทธกล่าวว่า ศัพท์เทคนิคที่ พ.ต.ท.ทักษิณใช้ไม่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่จริงๆ มันอยู่ในกรอบย่อยๆ ไม่กี่อันนี้ เพราะส่วนใหญ่มันมาจากแนวปรัชญาใหญ่ และพวกหนังสือที่แกอ่านที่แกแนะนำ เป็นพวกกูรู้คือพวกที่เขียนหนังสือขายดีประเภทโนฮาวทั้งหลายแหล่ พยายามเขียนหนังสือให้มันขายดีเข้าไว้ง่ายๆ มีหนึ่งสองสามสี่ห้า ในทางวิชาการเราไม่ค่อยให้น้ำหนักมากนัก แต่ว่าฝ่ายปฏิบัติชอบเพราะว่ามันง่ายดี มันสะดวก แต่ที่จริงมันมีรากที่มาจากที่เดียวกัน มันมีที่มาเชิงปรัชญาเชิงความคิดใหม่ เพราะฉะนั้นอันนี้จับความคิดให้ได้ ตนว่าเราก็จับ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ว่าเขาเอาอะไรมาพูด ชาวบ้านก็จะได้ตามทัน อันนี้ตนว่าดีเป็นสังคมเรียนรู้จริงๆ คือชาวบ้านได้เรียนรู้ทันกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่ พ.ต.ท.ทักษิณบอกให้รู้อย่างเดียว นายธีรยุทธกล่าวว่า ตนไม่เห็นพลังที่จะต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เห็นพลังที่จะต้านซุปเปอร์การเมือง จุดยืนของวิชาการที่ออกมาให้สติ ให้ความรู้คน ก็ไม่ใช่ล้มประชาธิปไตย หรือรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย ตนมีความหวังอยู่ว่าภาคสังคมมันจะไปโตในเรื่องของสิทธิต่างๆ ย่อยๆ มากมาย เพราะว่ามันมีเชื้อที่ดีที่ผ่านมาพรรคไทยรักไทย ซุปเปอร์พรรคเองก็สามารถปรับโครงสร้างข้างในเขามาเพื่อรองรับประเด็นนี้ได้ ประเด็นเรื่องผู้บริโภค เรื่องความปลอดภัย ทำขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นตนไม่เห็นว่าพลังนี้เป็นพลังที่จะไปล้มล้างรัฐบาล "การที่จะล้มพรรคไทยรักไทย การตรวจสอบคอร์รัปชั่นต้องถึงตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ถึงจะล้มได้ อีกอย่างเศรษฐกิจโลกต้องพังล่ม เอเชียต้องแย่ แต่ถึงอย่างไรยังมองไม่เห็นว่าจะล้มได้" นายธีรยุทธกล่าว นายธีรยุทธกล่าวว่า ส่วนพรรคฝ่ายค้านผมชมว่าปรับตัวได้ดีพอสมควรในช่วงหลังการเลือกตั้ง ความจริงมันควรจะปรับตัวตั้งแต่หลังการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร แต่ว่าประมาทเกินไป คือยังยึดหลักการของตัวเอง แต่ไม่เคยคิดว่าหลักการของประเทศควรจะเป็นอย่างไร เขาจะเป็นอย่างนี้ตลอด จึงไม่เปลี่ยนแปลงเลยตั้งแต่หลังเลือกตั้งผู้ว่าฯ โมเมนตัมมันขาดหายไป หน้า 1
|