หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
"สมคิด" ประกาศอนาคตไทย 4 ปีจากนี้ "ไม่เลวกว่าเดิมแน่"

รายงาน  มติชนรายวัน  วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9871

ที่มา - การอภิปรายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัยและวางแผน บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด และนายอัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย จากวงสัมมนา "อนาคตประเทศไทยในมือทักษิณ 2" จัดโดยสถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ และสมาคมศิษฐ์เก่าสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ณ ห้องประชุมทวี บุณยเกตุ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

"เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ในสมัยรัฐบาลทักษิณ 1 เคยบอกว่าจะต่อสู้กับความยากจน ยาเสพติด การคอร์รัปชั่น ฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นในเวทีต่างประเทศ จากวันนั้นจนถึงวันนี้รัฐบาลพยายามทำงานอย่างหนัก โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี เพราะการเข้ามารับหน้าที่ดังกล่าว เข้ามาด้วยใจ ไม่ใช่ผลประโยชน์ 4 ปีที่ผ่านมายอมรับว่าทุกคนเหนื่อยแบบไม่ธรรมดา แต่ก็คุ้มค่า เพราะหากเปรียบเทียบวันนี้กับ 4 ปีที่แล้ว ภาพรวมของประชาชน และประเทศชาติดีขึ้นมาก แม้จะมีบางอย่างที่ขาดหายไปบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดาของการทำงานหากทำมากก็มีผิดพลาดมาก แต่ถ้าไม่ทำเลยก็จะไม่มีผิดพลาดเลย

ในปีที่แล้วเศรษฐกิจมีการเติบโต 6.1% จากปีก่อนหน้านี้ที่เติบโตอยู่ที่ 6.9% โดยสาเหตุที่ทำให้มีการเติบโตที่ 6.1% เพราะมีปัญหาเกิดขึ้น เช่น ไข้หวัดนก และปัญหาภัยภาคใต้ เป็นต้น แต่ก็พอใจแล้ว ขณะเดียวกันก็เห็นว่าเรื่องจีดีพี(ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือจะทำอย่างไรให้ประชาชนดีที่สุดในเชิงคุณภาพ ทั้งนี้ ยังเห็นว่าปัญหาเศรษฐกิจที่ผ่านมาไม่ได้เกิดขึ้นจากใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเพราะโครงสร้างไม่เคยเปลี่ยน ทั้งที่การเปลี่ยนแปลงถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ประเทศชาติอยู่รอดในสังคมปัจจุบัน

ดังนั้น ใน 4 ปีหลังจากนี้จะเป็น 4 ปีแห่งการสร้างประเทศให้สมบูรณ์ แข็งแรง ทันสมัย สังคมความเป็นอยู่ต้องดีขึ้น หากตั้งใจจะทำจริงเชื่อว่าจะต้องทำได้อย่างแน่นอน อย่างน้อยก็ต้องดีขึ้นกว่าเดิมรับรองว่าไม่เลวลงกว่าเดิมแน่ ถ้าทำอย่างซื่อสัตย์ โดยสิ่งที่จะทำจะต้องเอาชุมชนมาเป็นตัวหลัก เพราะคนไทยมีฐานะไม่เท่าเทียมกัน การทำให้คนส่วนรวมได้ประโยชน์จึงถือเป็นเรื่องที่ดี

สำหรับอนาคตประเทศไทยจะเป็นอย่างไรในมือทักษิณ 2 ตามหัวข้อสัมมนา ตอนนี้คงตอบไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของอนาคต แต่หวังไว้ว่าคนยากจนในประเทศจะน้อยลง

4 ปีที่ผ่านมา หากมองดูองคาพยพของชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธ.ก.ส.(ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) จะเห็นว่าต่างคนต่างทำงาน ไม่มีเจ้าภาพที่จะเข้ามาดูในเรื่องต่างๆ ให้เกิดความชัดเจน ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงไม่สามารถแก้ไขได้ ประชาชนก็มีหนี้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ธ.ก.ส.ก็มีฝ่ายติดตามหนี้ แต่ไม่มีการส่งเสริมให้ประชาชนปลอดหนี้ ด้านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ก็ทำเรื่องของตัวเองอย่างเดียว ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ก็ไม่เคยคิดว่าจะส่งเสริมสินค้าต่างๆ ออกสู่ตลาดโลกให้ได้อย่างไร ทั้งที่ทุกอย่างมีความเชื่อมโยงกันแต่ไม่ได้คุยกัน การทำงานที่ผ่านมาจึงเป็นการทำงานตามตำแหน่ง ตามพรรคการเมือง จึงทำให้คนบริหารเหนื่อย แต่ก็สุดวิสัยที่จะแก้ไขปัญหาได้ เพราะต่างคนต่างก็ต้องการดูแลกระทรวงของตัวเองให้ดีที่สุด

อย่างไรก็ตาม ก็เห็นว่าในอีก 4 ปีข้างหน้า ธ.ก.ส.จะเข้ามามีบทบาทกับชุมชนมากยิ่งขึ้น โดยอาจจะต้องเปลี่ยนให้ทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรฯเพื่อดูแลชุมชนด้วย โดยอาจจะเป็นการรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียวแต่จะเป็นเรื่องอื่นที่ทำให้ชุมชนอยู่ได้ ขณะเดียวกันก็จะมีการประสานงานกันในกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการผลิตจนถึงการส่งออกเพื่อจำหน่ายในตลาดโลก ซึ่งทั้งหมดจะพิจารณาร่วมกัน

โดยในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ คงไม่มีปัญหาเรื่องการดำเนินงานอย่างแน่นอน เพราะมีนายทนง พิทยะ ซึ่งเคยเป็นอาจารย์ดูแลอยู่ ขณะเดียวกันก็จะพยายามส่งเสริมให้สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์(โอท็อป) เป็นรายได้เสริมของชุมชน ให้ ธ.ก.ส.เป็นที่พึ่งของคนจนในชนบทให้มากยิ่งขึ้น โดยยืนยันว่าจะทำให้ได้ภายใน 4 ปีข้างหน้า

เรื่องสังคมก็เป็นเรื่องใหญ่ จะต้องส่งเสริมให้ครอบครัวมีความอบอุ่นมากยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันลูกกับพ่อแม่ไม่มีเวลาให้กันอย่างแท้จริง จึงเกิดปัญหาต่างๆ ขึ้น ขณะที่เด็กในยุคนี้ก็ไม่ชอบเล่นกีฬาแต่หันไปเล่นเกมแทน หากจะมองจริงๆ แล้วการเล่นเกมร้ายแรงกว่าการสูบบุหรี่อีก ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องคิดแล้วว่าทำลายสังคมหรือไม่ หากไม่ทำผมก็จะเข้าไปจี้เอง

สำหรับเรื่องการศึกษาในอนาคต จะต้องทำแบบก้าวกระโดด เพราะหากยังเป็นอยู่อย่างนี้ ก็คงจะไม่ต้องไปแข่งกับต่างประเทศ แต่จะได้แข่งกับประเทศเพื่อนบ้านแทน เพราะโรงเรียนในขณะนี้มีประมาณ 3 หมื่นกว่าแห่ง ไม่มีคอมพิวเตอร์ 2 หมื่นแห่ง หากปล่อยให้เป็นแบบนี้คงแข่งใครไม่ได้ แนวคิดทำโครงการให้เด็กนักเรียนสามารถยืมเงินเรียนแล้วตัดบัญชีทีหลังเมื่อมีงานทำแล้ว ถือเป็นโครงการที่ดีอีกโครงการหนึ่ง แต่ต้องหาจุดอ่อน เพื่อไม่ให้เกิดภาวะทางการเงินกับประเทศ ซึ่งในเรื่องนี้จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

เรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจะต้องทำให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจ และไม่ทำลายวัฒนธรรม ธุรกิจไหนที่เราถนัด บีโอไอ(คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) ต้องเข้าไปดูแล โดยจะต้องพิจารณาโครงการที่เป็นประโยชน์กับประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาฉวยโอกาส พอเกิดปัญหาก็ออกไปอย่างนี้ไม่ต้องการ และเห็นว่าการดำเนินงานของกระทวงอุตสาหกรรมกับกระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ จะต้องมีการจัดทำโครงสร้างแบบไม่เป็นทางการขึ้นมาเพื่อให้เกิดความร่วมมือกันมากยิ่งขึ้น โดยจะต้องเข้าไปดูแลทั้งระบบตั้งแต่กระบวนการวิจัย จนถึงการออกสู่ตลาดโลก โดยธุรกิจขนาดใหญ่จะต้องส่งเสริมให้แข่งกับต่างประเทศได้ ส่วนเอสเอ็มอี(ธุรกิจขนาดกลางและย่อม) ที่สามารถนำสู่ตลาดโลกได้ก็ต้องทำ ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้เด็กนักเรียนนักศึกษาอยากเป็นเจ้าของธุรกิจมากยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันมีการสอนให้เด็กเป็นลูกจ้างเท่านั้น

เรื่องการปฏิรูปราชการ จะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าเปลี่ยนโครงสร้าง เพราะรัฐวิสาหกิจถือเป็นหน่วยงานที่สำคัญของประเทศชาติ งบฯลงทุนในแต่ละปีประมาณ 85% อยู่ในกลุ่มนี้ หน่วยงานที่ยังเป็นหนี้อยู่ เช่น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) หรือการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) ก็ต้องพยายามให้มากยิ่งขึ้น การแปรรูปรัฐวิสหากิจก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรแข็งแรง และตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันผู้ที่สามารถตรวจสอบได้มีเพียงตัวแทนจากกระทรวงคลังเท่านั้น เรื่องราคาน้ำมันก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันต่อไป หากขึ้นไปอยู่ในเกณฑ์ที่เกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ก็ต้องพิจารณาว่าจะปรับเพิ่มหรือไม่

การดำเนินงานทุกอย่างรัฐบาลได้วิเคราะห์ไว้หมดแล้ว จะสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับประชาชนที่จะช่วยเหลือด้วย โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ จะต้องช่วยกันประหยัดน้ำมัน อนาคตทักษิณ 2 ไม่ได้อยู่ในมือทักษิณ แต่อยู่ในมือทุกคน"

**ศุภวุฒิ สายเชื้อ

"ระวังฟองสบู่สหรัฐ-จีนแตก"

"รัฐบาลต้องมาคิดว่าประเทศไทยจะวางตัวและเดินไปข้างหน้าอย่างไรให้ตัวเองอยู่ในโลกที่มีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ที่กำลังจะเกิดภาวะฟองสบู่ในสหรัฐ ซึ่งเกิดจากการที่เกิดฟองสบู่อินเตอร์เน็ตในสหรัฐ แต่ธนาคารกลางไม่ยอมลดดอกเบี้ยเพื่อไม่ให้เกิดฟองสบู่แตก ทำให้เกิดฟองสบู่ใหม่แต่ที่ยังไม่แตก เพราะสินค้าจากจีนยังเข้าไปในสหรัฐอยู่ ส่วนจีนก็มีส่วนเกินแรงงานมาก มีได้อีก 10 ปี จึงนำทุนจากต่างประเทศเข้ามากๆ เพื่อสร้างให้มีงานทำ เฮดฟันจ์ก็รู้ ใครก็อยากเอาเงินมาลงทุน ตอนนี้ก็ไหลเข้ามาเยอะ ทำให้ค่าเงินหยวนแข็งขึ้น ธนาคารกลางก็ต้องซื้อเพื่อกดค่าเงินหยวนแล้วไปซื้อพันธบัตรสหรัฐ เป็นการกดค่าเงินหยวนเกินความเป็นจริง จีนยอมทำให้ทุนเข้ามาได้กำไร 20% เขาได้จากพันธบัตร 4-5% เป็นแนวทางการลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศ แต่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ เกิดฟองสบู่ในจีน และทำให้สหรัฐใช้จ่ายเกินตัว

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยต่างๆ จากภายนอกอีก ทั้งดอกเบี้ย ราคาน้ำมัน ซึ่งไทยใช้เพิ่มขึ้นสูงมาก เรื่องความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกที่เอกชนจะระวัง เรื่องความมั่นคง ความเสี่ยงทางการเมือง

สิ่งที่จะเป็นตัวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยคือการลงทุน ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ตัดภาคการเกษตร การบริโภค และการส่งออก ออกไปได้เลย เพราะการบริโภคจะมากขึ้นตามรายได้ ส่วนการส่งออกก็ค่อยๆ ถอยลง จะขาดดุลต่อเนื่อง การลงทุน ถ้ามีแรงลงทุน 5 แสนล้านบาท จะทำให้ขับเคลื่อนได้ โดยการลงทุนภาครัฐนั้น รัฐบอกว่าจะลงทุนแต่ไม่ได้ลงทุน ปกติรัฐบาลไทยลงทุนที่ 8-10% ของจีดีพี แต่รัฐบาลนี้ลงทุน 5% ของจีดีพี รัฐบาลยังลงทุนเพิ่มได้อีกประมาณ 1 แสนกว่าล้านบาท แต่ต้องเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ไม่เช่นนั้นจะเป็นภาระถึง 20-30 ปี ส่วนภาคเอกชนนั้น ขณะนี้ลงทุน 20% ของจีดีพี น่าจะเพิ่มได้ถึง 25% ของจีดีพี

ขณะนี้การออมภาคประชาชนต่ำมาก คือ 4% ของจีดีพี รัฐบาลจึงเร่งให้มีการออม แต่ในภาคธุรกิจ เงินออมมีเยอะมาก ประมาณ 6% ของจีดีพี ประเด็นสำคัญ ดอกเบี้ยจะต้องปรับปรุงสูงขึ้นอีกมาก เพราะขณะนี้อยู่ที่ 2% แต่เงินเฟ้ออยู่ที่ 3% ติดลบอยู่ 1% ควรปรับให้เท่ากับจีดีพีคือ 6% หากไม่ปรับ จะทำให้โครงการผลตอบแทนต่ำจะไม่นำมาลงทุน"

**อัมมาร สยามวาลา

"(รบ.)สุดแสนจะซิลลี่(Silly-โง่)"

"เมื่อปี 2544 ยังภูมิใจที่เรียกตัวเองเป็นคนไทย อยู่ในสังคมที่มียุทธศาสตร์ชัดเจน มีเสรีภาพ ฝ่ายที่ค้านรัฐบาลมีเสรีภาพมากกว่ารัฐบาล แต่หลังปี 2544 ไม่ภูมิใจแล้วที่จะเป็นคนไทย เพราะมีบางอย่างที่น่าเกลียดในด้านการเมือง สุดยอดจริงๆ คือ เรื่องตากใบ คนต้องตายลง 78 คน แต่ตราบใดที่อยู่ในอารักขาของรัฐบาล รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบ แต่บ่ายเบี่ยงเลี่ยงไม่รับผิดชอบ บอกไม่อยากทำอะไรมาก กลัวฝ่ายความมั่นคงเสียกำลังใจ บอกจะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศในต่างประเทศเสียหาย สุดแสนจะซิลลี่(Silly-โง่) เพราะการไม่ทำอะไรเสียหายมากกว่า หากไม่ทราบเรื่องสั้นง่ายๆ อย่างนี้ แสดงถึงระดับความสามารถในการคิดของคนในรัฐบาลนี้

วิธีการหาเสียงของรัฐบาลในครั้งแรก เป็นการให้สัญญาที่ชัดเจนมาก เช่น การบอกเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค กินใจ เป็นมาร์เก็ตติ้งที่ดี และทำตามสัญญาเกือบทุกอย่าง มีข้อยกเว้นที่เกิดในรัฐบาลทุกชุด ข้อแรก คือ สัญญาทุกนักการเมืองแต่ทำตัวตรงข้าม คือ สัญญาจะปราบคอร์รัปชั่น ข้อสองจะปฏิรูปการศึกษา เป็นโอลด์ สแตนบาย แต่ไม่เคยทำ มั่นใจว่ารัฐบาลนี้ก็จะไม่ทำเช่นเดิม ให้แต่เงินอย่างเดียว

เกิดปฏิกิริยาที่คาดได้ คือ เขาบอกว่า โกงไม่ว่า ขอให้มีผลงาน ไม่ปฏิเสธว่ารัฐบาลนี้มีผลงาน จะมาร์เก็ตติ้งหรือไม่ ยากที่จะพูด จะเป็นผลงานหรือวัฏจักรเศรษฐกิจ แต่มาร์เก็ตติ้งเขาดีมาก การมาสวมเป็นของตัวเอง หากผมเป็นนายกฯและสนใจมาร์เก็ตติ้งผมก็ทำอย่างนั้น ที่สำคัญคือให้คนไทยไปคิด เห็นใจคนที่คิดว่าโกงไม่ว่า ขอให้มีผลงาน เพราะนักการเมืองถ้าจับมายืนเรียงแถวแล้วสุ่มจับออกมา ผมก็ต้องบอกว่าคนนี้โกง เพราะความคาดหวังของคนไทยนั้น นักการเมืองอย่างไรก็โกงอยู่แล้ว แต่ถึงเวลาต้องทำอะไรสักอย่าง คำสัญญาของนายกฯเมื่อ 3-4 เดือนก่อนว่าจะขจัดคอร์รัปชั่น ตอนนี้ไม่ได้ยินแล้ว ขณะนี้ได้ยินเรื่องสิทธิมนุษยชน ก็รู้สึกแปลกๆ ดี ที่มาจากปากของท่าน"

ระบอบทักษิณไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้สร้างขึ้นมา แต่ทำลายระบอบที่มีอยู่จนเหี้ยนเตียน ไม่เชื่อว่าพรรคไทยรักไทยจะสมบูรณ์ มีฐานรากในสังคมจริงๆ มีแต่ซีอีโอ ทั้งนี้ สถาบันเป็นเรื่องถาวรที่คนไทยจะอยู่ร่วมกันได้ด้วยสันติสุข ต้องมีกฎเกณฑ์ กติกาพอสมควร ต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจ แต่ 6 เดือนแรกของพรรคไทยรักไทย สถาบันและองค์กรถูกปัดไปอยู่ข้างๆ เริ่มจากศาลรัฐธรรมนูญลงท้ายที่วุฒิสภา ซึ่งความไว้เนื้อเชื่อใจหรือทรัสต์ ที่รองนายกฯสมคิดเรียกร้องจากประชาชนนั้น ท่านก็ต้องไว้ใจประชาชนด้วย คำถามก็คือ ท่านไว้ใจหรือเปล่า ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านไว้ใจหรือไม่ จะอ้างว่าได้ 377 เสียงแล้วจะเอาอะไรอีก แต่ต้องไว้วางใจขีดความสามารถของคนไทย ต้องให้ความไว้วางใจสถาบันต่างๆ ไม่ใช่ไม่ทำตามใจตัวก็ปัดไปข้างๆ เมื่อไว้ใจกันแล้วจะได้ทำงานร่วมกันภายใต้สันติสุขของทุกคน"

หน้า 2