|
||||||||||||||
|
สังคมไทยสมควรได้รับรู้"ผลสอบสึนามิ"
ประวิตร โรจนพฤกษ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18 มีนาคม 2548 ผ่านไปแล้วอย่างเงียบๆ โดยที่สาธารณะส่วนใหญ่ แทบจะไม่ได้ยินข่าว หรือรับรู้เลย ได้แก่ ผลการสอบสวนบทบาทกรมอุตุนิยมวิทยา ในเช้าวันที่ 26 ธ.ค.2547 หรือเช้ามรณะ ก่อนคลื่นยักษ์สึนามิ จะพรากชีวิตคนที่ภาคใต้ของไทย ไปกว่า 8,000 คน (หากรวมผู้สูญหาย) คุณสมิทธ ธรรมสโรช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานการสอบสวนเรื่องนี้ของรัฐบาล ได้ออกมายอมรับเมื่อวันอังคารที่แล้ว (8 มี.ค.) ณ แพทยสมาคม ในงานสัมมนาเรื่อง บทเรียนจากสึนามิ ซึ่งจัดโดย รพ.กรุงเทพ ว่า "ผมจะลงโทษเขายังไง ผมก็ยังไม่ทราบ" โดยคุณสมิทธกล่าวต่อว่า "ถ้าเขาทำดีๆ มีเวลาเตือนล่วงหน้า หนึ่งชั่วโมง 15 นาที" เหตุที่คุณสมิทธสอบเสร็จแล้ว ไม่รู้จะสรุปผลเช่นไร ก็เพราะว่า คุณสมิทธอ้างว่า พวกญาติของฝรั่งที่เสียชีวิตในภาคใต้ของไทย ประมาณ 60 คน กำลังจ้องฟ้องรัฐบาลไทยอยู่ และอาจทําให้รัฐสูญเสียเงินเป็นพันล้านบาทได้ หากแพ้คดี ซึ่งเท่ากับเป็นการยอมรับทางอ้อมว่า กรมอุตุฯ อาจบกพร่องในหน้าที่หากผลสอบถูกเปิดเผย หลังจากสัมมนาผู้เขียนจึงเดินไปถามคุณสมิทธต่อว่า ตกลงจะเอาเช่นไรกันแน่ คุณสมิทธจึงบอกว่า สำหรับรายงานการสอบสวนการปฏิบัติหน้าที่ของกรมอุตุฯ ว่าบกพร่องหรือไม่ ที่ไม่ได้เตือนสาธารณะนั้น "ผมไม่เปิดเผย เปิดเผยไม่ได้ report ก็อาจจะไม่ออก ก็ไม่มีอะไร ก็เงียบไป" พร้อมย้ำว่าฝรั่ง "เขาไม่มีข้อมูลที่จะมาฟ้องเอาหรอก" แต่สิทธิในการรับรู้ของประชาชน โดยเฉพาะญาติผู้เสียชีวิต ทั้งไทยและเทศ รวมถึงความยุติธรรมได้ตายไปเสียแล้ว เพื่อรักษาผลประโยชน์แคบๆ ของชาติ ที่ว่า "แคบ" เพราะคุณสมิทธให้ค่ากับเงินพันล้าน ที่รัฐอาจต้องสูญเสีย (เพราะความบกพร่องในหน้าที่ขององค์กรบางองค์กรของรัฐเอง) มากกว่าความโปร่งใส สิทธิในการรับรู้ และความยุติธรรมในสังคม หากท่านผู้อ่านเชื่ออย่างที่เจ้าหน้าที่กรมอุตุฯ ชายผู้หนึ่งซึ่งให้ข่าวแก่ นสพ.เดอะเนชั่น (หน้าหนึ่ง, 28 ธ.ค.47) ว่าแท้จริงแล้วมีการประชุมในเช้าวันนั้น แต่กรมฯตัดสินใจที่จะไม่เตือน เพราะกลัวว่าถ้าเตือนแล้วไม่เกิด ผลกระทบต่อท่องเที่ยว และกรมฯ ผู้อ่านก็จะพบว่า ตรรกะนั้นมิต่างจาก "ความรักชาติ" ของคุณสมิทธสักเท่าไหร่ เพราะเอาประโยชน์ของชาติ (ธุรกิจท่องเที่ยว+รัฐ ซึ่งรวมถึงกรมอุตุฯ) ไว้เหนือสิทธิในการรับรู้ของประชาชน (โดยตัดสินใจไม่เตือน) เมื่อเป็นเช่นนี้ สังคม (และกรมอุตุฯ) จะได้บทเรียนอะไร? ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เช่น หนังสือหลายเล่มที่ถูกพิมพ์ เรื่องสึนามิ หากอ่านรวมกับคําบอกเล่าแหล่งข่าว นสพ.เดอะเนชั่น วันนั้นก็จะทำให้สังคมพอเข้าใจได้ว่า ทำไม กรมอุตุฯ จึงตัดสินใจที่จะไม่เตือนในเช้าวันนั้น (ซึ่งอาจ สมมติฐานได้ดังนี้ 1.คนในกรมอุตุฯ จำนวนหนึ่งไม่เชื่อจริงๆ ว่า จะเกิดสึนามิในไทยได้ ทั้งนี้ เพราะตีความเสี่ยงโดยข้อมูลประวัติศาสตร์ อย่างตื้นและแคบ (ข้อมูลหลักๆ ของไทย เลย 200 ปี ไปในอดีตมีหรือเชื่อถือได้แค่ไหน) และคุณสมิทธก็เคยเขียนในจดหมายถึงคุณอ๊อดเทอร์โบ (แห่ง นสพ.ไทยรัฐ) เมื่อปี 2541 หลังจากคุณสมิทธถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อ และสาธารณะอย่างหนัก เพราะออกมาเตือนว่า "ผมยังไม่เคยเห็นนักวิชาการท่านใดออกมายืนยันกับผมทางวิชาการอย่างชัดเจนเลยว่า จะไม่มีการเกิดคลื่นสึนามิในภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีแต่ออกมาพูดเลี่ยงบาลีว่า จะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก หรือบางท่านออกมาให้ข่าวว่าในอดีตยังไม่เคยมีการเกิดคลื่นสึนามิในทะเลอันดามันเลย แล้วก็สรุปเอาง่ายๆ ว่า ถ้าในอดีตไม่มีการเกิดคลื่นสึนามิในทะเลอันดามัน ในอนาคตก็ต้องไม่มีการเกิดคลื่นสึนามิในทะเลอันดามันเช่นเดียวกัน ผมได้แต่อธิษฐานว่า ขออย่าให้ได้มีเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนกับการเกิดพายุไต้ฝุ่นเกย์อีกเลย" (จากหน้า 70-71, สึนามิ : สัญญาณเตือนจากโลก, โดยสมัย สุทธิธรรม) 2. สำหรับคนในกรมที่เชื่อว่า โอกาสในการเกิดมีไม่น้อยในเช้าวันนั้นก็อาจต้องคิดหนัก เพราะนายเก่า ซึ่งก็คือคุณสมิทธนั้นได้เคยถูกทั้งข้าราชการระดับสูงในภูเก็ต สื่อมวลชน และแม้แต่สมาคมนักธุรกิจ โจมตีจนแทบเสียคน (เรื่องนี้น่าจะเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่ดีได้) เจริญ ธนสถิตกุล คนไทยหนึ่งในสอง (อีกคนคือคุณสมิทธ) ที่เคยเตือนเรื่องภัยสึนามิมาก่อน เขียนในหนังสือเล่มล่าสุด (สึนามิในประเทศไทย และวิธีเตรียมรับมือในอนาคต, 1 ก.พ.48) ว่า หลังจากคุณสมิทธ ออกมาเตือนในเดือน ส.ค. 2541 "ทำให้หลายฝ่ายออกมากล่าวโจมตีคุณสมิทธ ธรรมสโรจน์ อย่างรุนแรง ทั้งที่เป็นการวิเคราะห์จากข้อมูลทางด้านธรณีวิทยา...สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว และโรงแรมถึงกับเปิดแถลงข่าวที่จังหวัดภูเก็ต เรียกร้องให้คุณสมิทธ หยุดพูดเรื่องคลื่นยักษ์สึนามิ เวลานั้นผู้เขียนไม่เห็นนักวิชาการหรือนักธรณีวิทยาท่านใด ออกมาให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าว ทุกคนปิดปากเงียบ ทั้งๆ ที่เวลานั้นทุกคนก็รู้ในข้อมูลทางธรณีวิทยา ที่ผู้เขียนได้ยกขึ้นมากล่าวแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น ในฐานะที่เป็น "นักธรณีวิทยา" โดยวิชาชีพจึงคิดว่า ควรจะทำอะไรสักอย่างในสิ่งที่ควร เพื่อเป็นการบอกกล่าวให้คนในสังคมไทย ได้ตระหนักหรือรับรู้" (โดยการเขียนหนังสือที่ขายได้เพียง 500 เล่ม) เหตุการณ์เหล่านี้ รวมถึงการยอมรับของคุณสมิทธเองว่า คงทำให้เจ้าหน้าที่กรมอุตุฯ คิดหนักอย่างยิ่งในเช้าวันนั้น ว่าหากเตือนแล้วไม่เกิด จะเกิดอะไรตามมา และถึงแม้บางคนในกรมฯอาจจะอยากเตือน กรมอุตุฯ ณ เช้าวันที่ 26 ธ.ค.ก็อยู่ในสภาพที่ขาดการเตรียมการ ถึงแม้คุณสมิทธเองจะเคยได้เสนอ 10 มาตรการ ป้องกันภัยต่ออธิบดีกรมการปกครอง ในจดหมายลับ (ที่ ค.ค.0804/3157) ณ วันที่ 13 ต.ค.2536 (สมัยที่นายสมิทธยังเป็นอธิบดีกรมอุตุฯ) ว่า ควรมีการ "วางแผนในการฝึกซ้อมรับภัย" (ข้อ 7) มีการ "ประชาสัมพันธ์และให้ความรู้ประชาชน เรื่องการป้องกันและบรรเทาภัย" (ข้อ 9) และให้มีการ "วางแผนล่วงหน้า หากเกิดสถานการณ์ขึ้นจริง ในเรื่องการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง" ลูกหม้อเก่าของคุณสมิทธ ก็ไม่เคยเชื่อหรือเตรียมการเหล่านี้เลย เหตุการณ์วันนั้น จึงนำไปสู่ความวิปโยคอย่างที่เห็น และมาวันนี้สังคมก็ถูกลิดรอนสิทธิในการรับรู้และเรียนรู้ จากความอ่อนแอในการปฏิบัติหน้าที่ของกรมฯนี้ แถมยังพึงพอใจในการเชื่อและตื่นไปกับข่าวลือทั้ง "ราหู" และอื่นๆ ต่อไป คลื่นยักษ์สึนามิ... ไม่ต้องนัดมันก็จะมาอีก? กาแฟดำ : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18 มีนาคม 2548 อย่าทำเป็นเล่นไป เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับราหู ไม่เกี่ยวกับความงมงาย แต่เป็นคำเตือน จากนักวิทยาศาสตร์ ว่าด้วยเรื่องแผ่นดินไหว เขาเตือนว่าอาจจะเกิด "สึนามิ" ลูกใหม่ใกล้ๆ บ้านเราอีกครั้งก็ได้ เพราะเขาเจอว่า รอยแยกจากแผ่นดินไหววันที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมาตรงใกล้ ๆ กับเกาะสุมาตราของอินโดนีเซียนั้น มีสิทธิจะกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่อีกครั้ง และอาจจะตามมาด้วยคลื่นยักษ์สึนามิอีกรอบหนึ่งก็ได้ นี่ย่อมมิใช่ความตื่นตระหนกอย่างไร้เหตุผล เพราะมันมาจากนักวิจัยของ University of Ulster ที่เมือง Coleraine ที่อังกฤษที่เอาข้อมูลของเหตุการณ์สนั่นลั่นโลกเมื่อวันที่ 26 ธันวาคมมาวิเคราะห์ถึงผลข้างเคียงที่อาจจะเกิด และเขาก็สรุปว่า "มันทำท่าจะมาอีกรอบแล้ว..." เขาไม่ได้พูดลอยๆ ให้เป็นข่าวตื่นเต้นเท่านั้น แต่บทความเรื่องนี้ยังตีพิมพ์ในนิตยสารชื่อดัง Nature ที่ได้รับความเชื่อถือระดับสูงมาตลอดด้วย เหตุผลของเขามาจากการประเมินทางธรณีวิทยา เขาเจอว่า รอยแยกที่ก่อให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อ 26 ธันวาฯ นั้นไปกดทับเส้นเปลือกโลก Sumatran fault และ Sunda Trench ใต้ทะเล และอาจจะนำไปสู่รอยแยกใหม่ ที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7 ถึง 7.5 บนเครื่องวัดริกเตอร์บนดินและ 8 ถึง 8.5 ใต้ทะเล หากเป็นเช่นนี้โอกาสที่จะเกิดคลื่นยักษ์พลังทำลายมหาศาลอย่างที่ภูเก็ต, พังงาและกระบี่โดนมาเพียงเมื่อ 80 วันก่อนอีกครั้งก็มีความเป็นไปได้ โดยไม่เกี่ยวกับผีสางเทวดาที่ไหน หรือดาวเคราะห์ดวงไหน จะตัดกับดวงไหน จะมาทำให้มันเกิดหรือไม่ เพราะที่เกิดครั้งที่แล้วนั้น เกิดเพราะแผ่นเปลือกโลกอินเดีย หลุดลงไปอยู่ใต้แผ่นเปลือกโลกพม่า (อย่างที่เห็นในภาพประกอบนี้) คราวนั้น ความรุนแรงของแผ่นดินไหวอยู่ที่ 9.0 ในมาตรวัดริกเตอร์ คราวใหม่นี้หากมันแรงถึง 8 หรือ 8.5 ก็ย่อมน่ากลัวไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากมาตรการเตือนภัยชั่วคราวของเรายังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราวหลังจากประชุมกันทั้งระดับชาติ, ระดับภูมิภาคและระดับสากลมาแล้วหลายรอบ อินโดนีเซียทนไม่ไหว ต้องหันไปจับมือกับเยอรมนี เพื่อติดตั้งระบบเตือนภัยก่อนแล้ว เพราะรอให้มีการตัดสินใจของหลายๆ ประเทศพร้อมกันไม่ได้ ยิ่งเมื่อนักวิจัยคณะนี้บอกว่า อาการน่ากลัวว่าจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหม่ ต่อเนื่องจากครั้งที่แล้วนั้นอยู่ใกล้ๆ กับบันดา อาเจะห์ ซึ่งมีคนตายเป็นแสนคนจากเหตุการณ์ 26 ธันวาฯ และจนถึงวันนี้ก็ยังเจอศพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถามว่า นักวิจัยกลุ่มนี้บอกได้ว่าไหมว่าหากแผ่นดินไหวครั้งใหม่จะเกิด หรือสึมานิจะมาเยือนอีกครั้ง มันจะเกิดเมื่อไหร่? พวกเขาบอกว่า ไม่อาจจะระบุชัดแจ้งถึงวันเวลา แต่ดูจากประวัติของเหตุการณ์ละม้ายคล้ายๆ กันแล้ว มันอาจจะเกิดภายในไม่กี่ปี หรืออาจจะห่างกันเพียงไม่กี่เดือน เขาเรียนรู้จากญี่ปุ่นว่า แผ่นดินไหวครั้งใหม่เคยเกิดซ้อนกัน 5 ครั้งใน 5 ปี แต่อีกกรณีหนึ่งที่ตุรกี เกิดตามเพียง 3 เดือนให้หลังเท่านั้น กรณี Sunda trench ใกล้ๆ อาเจะห์นั้นเคยเกิดครั้งสุดท้ายเมื่อ 150 ปีก่อน แต่หลังเกิดเหตุร้าย 26 ธันวาฯ แล้ว วงจรอุบาทว์นี้อาจจะสั้นลงกว่าเดิม จะสั้นลงเหลือ 5 ปีหรือ 3 เดือนหรือ 3 สัปดาห์ ไม่มีใครล่วงรู้ธรรมชาติได้ ยิ่งทำให้เห็นว่า จะต้องเร่งให้ตั้งระบบเตือนภัยสึนามิในประเทศไทยเรา และเร่งซ้อมการอพยพผู้คนในยามวิกฤติมากยิ่งขึ้นมิใช่หรือ
|