หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ตัวแทนพิเศษของไทย กับเลขาธิการ OIC (1) ความสำคัญของไทยในOIC

มุมมุสลิม  จรัญ มะลูลีม  มติชนรายสัปดาห์  หน้า 20   วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1283

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2005 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นคือ คุณสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ได้แต่งตั้งให้ นายนิสสัย เวชชาชีวะ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำมาเลเซีย นายมหดี วิมานะ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำอิหร่าน และผมเป็นผู้แทนพิเศษไปพบกับ ศาสตราจารย์เอ็กมีลิดดีน อิห์ซาโนกลู (Prof. Ekmeleddin Ihsanoglu) เลขาธิการ องค์การการประชุมโลกอิสลาม (Organization of Ismamic Conference) ที่นครญิดดะห์ (Jeddah) หรือที่คนไทยคุ้นเคยว่าเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยมี นายนิสสัย เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าผู้แทนพิเศษในการเจรจาครั้งนี้

นอกจากนี้ คณะผู้ร่วมเดินทางยังประกอบไปด้วยนักการทูตจากกระทรวงการต่างประเทศอีกสามคน คือ นายไกรรวี ศิริกุล หัวหน้ากลุ่มผู้ประสานงานการเมือง สำนักงานรัฐมนตรีต่างประเทศ นายเกริกพันธ์ ฤกษ์จำนง ผู้อำนวยการกองข่าว และ นายสืบสกุล คำโมง ผู้อำนวยการกองตะวันออกกลางและแอฟริกา

ทั้งนี้ นักการทูตซึ่งประจำอยู่ที่ประเทศซาอุดีอาระเบียที่ประกอบด้วย นายสุวัฒน์ จีราพันธ์ อุปทูตไทยประจำกรุงริยาด (ริยาฎ) นายสุขเกษม โยธาสมุทร กงสุลใหญ่ประจำนครญิดดะห์ นายบัญญัติ ยุมยวง กงกุลประจำนครญิดดะห์ฮ์ และ นายฮารูน ล่ามประจำกงกุล เข้าร่วมพบปะกับเลขาธิการ OIC ในครั้งนี้ด้วย

ความสำคัญของ OIC

สําหรับโลกมุมลิมแล้ว องค์การการประชุมโลกอิสลาม (Organization of Islamic Conference) หรือ OIC นั้นถือได้ว่าเป็นสหประชาชาติของโลกมุสลิมก็ว่าได้ ปัจจุบัน OIC มีสมาชิก 57 ประเทศ รวมทั้งปาเลสไตน์ ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1971 แรงบันดาลใจสำคัญในการก่อตั้ง OIC มาจากความสำนึกร่วมกันเมื่อมัสญิด อัล-อักซอ (Al-Aqsa Mosque) แห่งนครเยรูซาเลม หรือที่ชาวอาหรับเรียกว่า อัล-กุดส์ ถูกชาวยิวบุกเผา เมื่อเดือนสิงหาคม 1969 ด้วยเหตุนี้กษัตริย์ฮัสซัสที่ 2 จึงเรียกร้องให้โลกมุสลิมทวงคืนนครเยรูซาเลมที่ถูกยึดครองในปี 1967 คืนมา จากเหตุการณ์นี้ทำให้การประชุมสุดยอดของประเทศมุสลิมครั้งแรกเกิดขึ้น

จุดมุ่งหมายของ OIC คือการส่งเสริมความร่วมมือในหมู่สมาชิก (ซึ่งบางครั้งก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคเนื่องจากสมาชิก OIC บางประเทศได้ก่อสงครามต่อสมาชิก OIC บางประเทศ อย่างกรณีอิรัก-คูเวต เป็นต้น) ขจัดการแบ่งแยกเชื้อชาติ และการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบ คุ้มครองศาสนสถานและหนุนช่วยการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิและปลดปล่อยดินแดนปาเลสไตน์จากการยึดครองของอิสราเอล สนับสนุนการต่อสู้ของชาวมุสลิมเพื่อปกป้องเกียรติภูมิ เอกราชและสิทธิแห่งชาติ

ที่สำคัญก็คือการส่งเสริมความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างประเทศสมาชิกกับประเทศอื่นๆ

ความสำคัญของไทยใน OIC

นับว่าประเทศไทยได้รับเกียรติจาก OIC มาก เพราะไทยได้รับสถานะสมาชิกผู้สังเกตการณ์ (Observer Status) ก่อนประเทศอื่นๆ โดยไทยได้รับสถานะของผู้สังเกตการณ์พร้อมกับอีก 2 ประเทศคือ บอสเนีย เฮอร์เซโกวินา สาธารณรัฐแอฟริกากลาง (Central African Republic) ชนกลุ่มน้อยในประเทศอื่นๆ ที่เพิ่มเข้ามาในตอนหลังได้แก่ ชนกลุ่มน้อยตุรกีตอนเหนือในไซปรัส (Turkish Republic of Northern Cyprus) และกลุ่มปลดปล่อยโมโรแห่งชาติ (Moro National Liberation-MNLF) ในภาคใต้ของฟิลิปปินส์

อย่างไรก็ตาม ในจำนวนสมาชิกที่ได้สถานะสังเกตการณ์นี้มีสมาชิกบางส่วนไม่สนับสนุนฟิลิปปินส์ ส่วนรัสเซียที่จะเข้ามาเป็นประเทศผู้สังเกตการณ์รายใหม่ก็ประสบปัญหาเช่นกัน เพราะสมาชิกบางประเทศไม่สบายใจ ในบทบาทของรัสเซีย ในกรณีการปราบปรามชาวเชชเนีย แม้ว่าในการประชุมสุดยอด OIC ที่เมืองใหม่ ปุตราจายาของมาเลเซีย อันเป็นการประชุมครั้งที่ 10 ประธานาธิบดีปูตินแห่งรัสเซียและอาร์โรโยแห่งฟิลิปปินส์จะได้รับเชิญเข้าร่วมก็ตาม

จึงไม่น่าแปลกใจว่า OIC จะนำเอาปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในดินแดนที่ชาวมุสลิมเป็นชนส่วนน้อยมาพิจารณาเสมอว่า ความเป็นจริงคืออะไร ในกรณีความรุนแรงในภาคใต้ของไทยซึ่งมีชาวมุสลิมเป็นชนส่วนใหญ่ก็ได้รับความสนใจเช่นกัน ที่ผ่านมา OIC ให้ความสำคัญกับปัญหาชนกลุ่มน้อยมุสลิมมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นชาวมุสลิมในพม่า อาเซอร์บัยญาณ โคโซโว หรือไซปรัส ก็ตาม ดังนั้น การที่ OIC ให้ความสำคัญต่อปัญหาในภาคใต้ของไทยก็ด้วยเหตุผลหลักที่ว่า ไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกสังเกตการณ์ของ OIC

ซึ่ง OIC ยืนกรานว่าสมาชิกสังเกตการณ์มิได้มีสถานะด้อยกว่าสมาชิกอื่นๆ หากแต่มิได้เป็นประเทศที่มีมุสลิมเป็นชนส่วนใหญ่เท่านั้น

ตำแหน่งเลขาธิการ OIC

เลขาธิการ (Secretary General) เป็นหัวหน้าสำนักเลขาธิการ ได้รับเลือกจากประเทศสมาชิกอย่างเป็นเอกฉันท์ วาระ 4 ปี มีผู้ช่วยเลขาธิการ 4 คน (ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สังคม วัฒนธรรม สารสนเทศ การเมืองและเศรษฐกิจ) เลขาธิการคนแรกของ OIC คือ ตนกูอับดุรเราะห์มาน อดีตนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย

ส่วนเลขาธิการคนปัจจุบันคือ ศาสตราจารย์เอ็กมีลิดดีน อิห์ซาโนกลู แห่งตุรกี

แถลงข่าวของ OIC สาเหตุของการเดินทางของผู้แทนพิเศษ

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2005 OIC ได้ออกแถลงข่าวหลังจาก อับดุลลอฮ์ บะดาวี ประธานของ OIC ได้เดินทางมาพบเลขาธิการของ OIC ที่นครญิดดะห์ (Jeddah) ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นสำนักงานเลขาธิการของ OIC โดยมีเนื้อหาของการแถลงข่าวสรุปได้ดังต่อไปนี้

ประธานการประชุมสุดยอดอิสลามครั้งที่ 10 อับดุลเลาะฮ์ บะดาวี นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ได้พบกับเลขาธิการ OIC ศาสตราจารย์เอ็กมีลิดดิน อิห์ซาโนกลู ที่สำนักงานเลขาธิการ OIC เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2005 ด้วยการพูดถึงประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกมุสลิม ในตอนท้ายของการพบปะกัน เลขาธิการ OIC ได้ประกาศว่าเขาได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเกี่ยวกับโลกมุสลิมหลายเรื่อง รวมทั้งสถานการณ์ของมุสลิมในเมืองอาระกัน (Arakane) ของพม่า และเหตุการณ์นองเลือดในภาคใต้ของไทย

เลขาธิการ OIC ได้แสดงความไม่พอใจต่อปฏิบัติการนองเลือดที่กระทำต่อชาวมุสลิมในภาคใต้ของไทย ซึ่งมีความรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง ทั้งๆ ที่ได้มีการเรียกร้องหลายครั้งจาก OIC และชุมชนระหว่างประเทศไปยังรัฐบาลไทย ให้ยุติความรุนแรงซึ่งทำให้คนนับร้อยในหมู่ประชาชนต้องตกเป็นเหยื่อ เลขาธิการ OIC ได้เรียกร้องไปยังรัฐบาลไทยอีกครั้ง เกี่ยวกับความจำเป็น ที่จะให้มีการสอบสวน ด้วยความเป็นธรรมและเร่งด่วนเพื่อให้เหตุการณ์เหล่านี้ยุติลง รวมทั้งความจำเป็นที่จะให้ความสำคัญในการได้มาซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในภาคใต้ของไทยโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ และโดยไม่คำนึงถึงผลของการเลือกตั้งที่มีขึ้นในประเทศ

เลขาธิการ OIC ยังได้เรียกร้องให้มีการเตรียมพร้อมถึงสิ่งแวดล้อมทางด้านความมั่นคง ที่จะนำไปสู่ความสงบทางสังคม และความมั่นคงในภาคใต้ของไทย

ในแถลงข่าวฉบับนี้ยังได้มีการพูดถึงสถานการณ์ในประเทศอื่นๆ ด้วย เช่น ปฏิบัติการทางทหาร ที่ขยายตัวออกไปในภาคใต้ของฟิลิปปินส์ ซึ่งทำให้คนบริสุทธิ์นับร้อย ต้องกลายเป็นเหยื่อในส่วนที่เกี่ยวข้องกันนี้ เลขาธิการ OIC ได้เรียกร้องอีกครั้งหนึ่งให้รัฐบาลฟิลิปปินส์และฝ่ายต่างๆ ยุติการหยุดยิงลงโดยด่วน โดยไม่ขยายความรุนแรงออกไป และให้เลือกเอาการเจรจาเป็นวิถีทางสำคัญที่จะนำไปสู่ความมั่นคงและเสถียรภาพในภาคใต้ของฟิลิปปินส์

เลขาธิการ OIC ได้เรียกร้องให้คณะกรรมการของ OIC ตรวจสอบเหตุการณ์ในภาคใต้ของฟิลิปปินส์ และให้มีการประชุมโดยด่วน เพื่อที่จะได้พูดถึงแนวทางและหนทางที่จะนำไปสู่การสิ้นสุดของการขยายตัว และการก้าวไปสู่การเมืองและการเจรจาที่สร้างสรรค์ต่อไป

อนุสนธิจากแถลงข่าวดังกล่าว คณะผู้แทนพิเศษจึงได้เข้าพบเลขาธิการ OIC ที่สำนักงานเลขาธิการ OIC เมืองญิดดะห์ โดยมี นายอิซซัต มุฟตี (Ezzat K.Mufti) ผู้ช่วยเลขาธิการฝ่ายการเมือง นายอับดุลลอฮ์คัรบัช (Abdullah A.Kharbash) ซึ่งดูแลเรื่องชนกลุ่มน้อย และ นายฏอฮีร อะห์มัดซาอีฟ (Taher Ahmed Saif) ซึ่งดูแลชุมชนมุสลิมและชนกลุ่มน้อยของ OIC ร่วมด้วย โดยสรุปสาระสำคัญของการหารือได้ ดังนี้

ฝ่ายไทยได้แจ้งความปรารถนาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีมายังเลขาธิการ OIC พร้อมทั้งได้แจ้งวัตถุประสงค์ของการเยือนครั้งนี้ว่า เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดำเนินการของไทย เกี่ยวกับสถานการณ์ในภาคใต้ โดยเฉพาะในประเด็นที่ทาง OIC ได้ออกแถลงข่าว หลังการหารือระหว่างเลขาธิการ OIC กับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียที่กล่าวพาดพิงถึงเหตุการณ์ภาคใต้ของไทยว่ามีการหลั่งเลือดอันเนื่องมาจากความรุนแรง (bloody act of violence) ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นการกระทำของรัฐบาล ทั้งนี้ ตามข้อเท็จจริงเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ก่อการความไม่สงบ (Militant Groups)

เลขาธิการ OIC ได้ขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และได้ส่งคณะผู้แทนพิเศษไปเยือน OIC เพื่อทำความเข้าใจที่ถูกต้อง อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา OIC ได้รับทราบจากข่าวสารทั่วไป รวมทั้งรายงานของ Human Rights Watch ที่อ้างว่ามีชาวมุสลิมในไทยเสียชีวิตไปแล้วกว่า 600 คนในรอบ 1 ปี ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการรายงานการลงโทษผู้กระทำผิด

พร้อมกันนี้เลขาธิการ OIC ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า OIC ให้ความเคารพต่ออธิปไตยและการดำเนินการของรัฐบาลไทย และในฐานะที่ไทยเป็นผู้สังเกตการณ์ของ OIC จึงเป็นพันธะหน้าที่และความรับผิดชอบของ OIC ที่ต้องดูแลชาวมุสลิม ในการนี้ OIC มีความสนใจที่จะรับทราบข้อมูลโดยตรงและเยี่ยมเยียนพบปะชาวไทยมุสลิมในภาคใต้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของรัฐบาลไทย

ทั้งนี้ OIC มีท่าทีที่ชัดเจนไม่เห็นด้วยและไม่สนับสนุนแนวคิดการแบ่งแยกดินแดน (separatism) และการแบ่งแยกทางศาสนา (sectarianism)

นอกจากนี้ OIC ยังคัดค้านการฆ่า/ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด

ฝ่ายไทย กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการเยือนครั้งนี้ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประทเศได้มอบหมายให้เชิญเลขาธิการ OIC เยือนไทย ทั้งนี้ ไทยเข้าใจในความกังวลของ OIC ถึงแม้ไทยจะไม่ใช่ประเทศมุสลิมก็ตาม แต่มีความภูมิใจในการเป็นประเทศผู้สังเกตการณ์ของ OIC และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับ OIC ในทุกด้าน

เลขาธิการ OIC ได้แสดงความสนใจที่จะส่งคณะผู้แทนล่วงหน้าเยือนไทย ประมาณเดือนเมษายน ปี 2005 เพื่อเป็นการปูทางสำหรับการเยือนของตนในลักษณะ Goodwill Mission ต่อไป สำหรับประเด็นที่ได้สอบถามเกี่ยวกับข่าวการเสียชีวิตของชาวมุสลิม 600 คนนั้น ฝ่ายไทยได้ให้ความกระจ่างว่า เหตุการณ์ความรุนแรงที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนั้น ผู้ที่เสียชีวิตมีทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม ส่วนเหตุการณ์ซึ่งมีชาวไทยมุสลิมเสียชีวิตเป็นส่วนใหญ่นั้น ได้แก่เหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2004 ซึ่งมีชาวไทยมุสลิมเสียชีวิต 107 ราย (เหตุการณ์กรือเซะ มีผู้เสียชีวิต 32 ราย และในพื้นที่อื่นๆ อีก 75 ราย) และกรณีตากใบ ซึ่งมีชาวไทยมุสลิมเสียชีวิต 85 ราย

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยได้สรุปสถิติผู้เสียชีวิต/บาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2004 - 26 กุมภาพันธ์ 2005 ว่า ที่มีทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมเสียชีวิต 390 ราย และบาดเจ็บ 807 ราย พร้อมกันนี้ ฝ่ายไทยได้มอบหนังสือของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่มีถึงเลขาธิการ OIC สองฉบับ เรื่องการแต่งตั้งผู้แทนพิเศษฯ และการชี้แจงสถานการณ์ภาคใต้

พร้อมทั้งได้มอบข้อมูลรวบรวมลำดับเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ นับตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2004 - 26 กุมภาพันธ์ 2005 รวมทั้งสถิติผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตให้แก่เลขาธิการ OIC หลังการพบปะกันอีกด้วย


ตัวแทนพิเศษของไทยกับเลขาธิการ OIC (จบ)

มุมมุสลิม  จรัญ มะลูลีม  มติชนรายสัปดาห์   หน้า 34  วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1284

ฝ่ายไทย ได้สรุปเหตุการณ์ และการดำเนินการของรัฐบาล ในกรณีกรือเซะและตากใบว่า ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระ ในทั้งสองกรณี โดยย้ำว่าสมาชิกของคณะกรรมการทั้งสอง ได้ดำเนินการสอบสวน และได้จัดทำรายงาน พร้อมทั้งข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล โดยในกรณีกรือเซะพบว่ามีการกระทำเกินกว่าเหตุ (excessive use of force) ส่วนในกรณีตากใบ ปรากฏว่ามีการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ (negligence of duties) ระดับสูง ในส่วนข้อเสนอแนะนั้น รัฐบาลก็ได้พิจารณาดำเนินตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ได้แก่ การกำหนดมาตรการช่วยเหลือเยียวยา ชดใช้ค่าเสียหาย และการดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้กระทำผิด ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยด้วยแล้ว

เลขาธิการ OIC ขอบคุณที่ฝ่ายไทยได้ให้ข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้น และได้ย้ำว่า OIC ไม่สนับสนุนแนวคิดการแบ่งแยกดินแดน (separatism) และการแบ่งแยกทางศาสนา (sectarianism) และคัดค้านการฆ่า/ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด พร้อมนี้ เลขาธิการ OIC แสดงความสนใจต่อการดำเนินการลงโทษผู้กระทำผิด โดยหวังว่า การพิจารณาคดีต่อผู้กระทำผิดในทั้งสองเหตุการณ์คงจะแล้วเสร็จก่อนการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของ OIC ครั้งที่ 32 ที่กรุงสะนาอะอ์ เยเมน ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 28-30 มิถุนายน ปี 2005 ซึ่งจะสามารถชี้แจงต่อประเทศสมาชิกได้

เลขาธิการ OIC ขอทราบข้อเท็จจริงจากข่าวสารที่กล่าวว่า พื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้รับความสนใจ และด้อยกว่าภูมิภาคอื่นๆ ในระดับของการพัฒนา ซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายไทยได้แจ้งนโยบาย และมาตรการระยะยาว ในการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา โดยเฉพาะการจัดตั้งวิทยาลัยอิสลามศึกษาในมหาวิทยาลัยนราธิวาส ราชนครินทร์ โดยมีคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร (AI-Azhar) ของอียิปต์ และคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติ (IIUM) ของมาเลเซีย ซึ่งอยู่ในสังกัดของ OIC มาช่วยในการพัฒนาหลักสูตร การจัดตั้งธนาคารอิสลาม การจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมสินค้าฮาลาลที่จังหวัดปัตตานี ฯลฯ

นอกจากนี้ ไทยมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับมาเลเซีย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในจังหวัดภาคใต้ โดยมีความร่วมมือภายใต้กรอบ Joint Development Strategy (JDS) ซึ่งเรื่องนี้ เลขาธิการ OIC เห็นว่าโครงการต่างๆ ที่ได้รับทราบจากฝ่ายไทยเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ต่อชาวไทยมุสลิม และ OIC สามารถให้ความร่วมมือ และให้การสนับสนุนในหลายๆ เรื่องข้างต้นได้ ซึ่งทั้งสองฝ่าย ควรแสวงหาแนวทางในความร่วมมือระหว่างกัน

บรรยากาศในการพบปะกันในครั้งนี้เป็นไปด้วยมิตรไมตรี ตรงไปตรงมา ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูล และสอบถามข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ในภาคใต้ รวมทั้งการสอบสวนของคณะกรรมการทั้งสองชุด โดยฝ่ายไทยได้ตอบชี้แจงข้อสงสัยในประเด็นต่างๆ ของฝ่าย OIC อย่างครบถ้วนทุกประเด็น ซึ่งทางฝ่าย OIC ก็ได้ยอมรับว่ายังไม่เคยทราบข้อมูลโดยละเอียดเช่นนี้มาก่อน

การเยือนของคณะผู้แทนพิเศษของไทยครั้งนี้เป็นการดำเนินการอย่างทันท่วงที ซึ่งได้สร้างความเข้าใจ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมทั้งความตั้งใจของรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของความโปร่งใส และความจริงใจ

เลขาธิการ OIC ให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อการดำเนินการของรัฐบาลตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระ ซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงการดำเนินการของภาครัฐตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระ โดยเฉพาะการดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้กระทำผิด

ซึ่งหากมีความคืบหน้าในเรื่องนี้ก่อนที่จะมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของ OIC ในเดือนมิถุนายน 2005 ย่อมจะช่วยให้เลขาธิการ OIC ลดแรงกดดันจากประเทศสมาชิกลงไปได้

การขานรับจาก OIC

แถลงข่าวเกี่ยวกับประเทศไทยฉบับล่าสุดของ OIC มีขึ้นในวันที่ 5 มีนาคม 2005 ซึ่งมีเนื้อหาโดยสรุป กล่าวถึงการพบปะกันระหว่าง เลขาธิการ OIC และตัวแทนระดับสูง เกี่ยวกับสถานการณ์ในจังหวัดภาคใต้ของไทย องค์การการประชุมโลกอิสลาม (OIC) ให้การต้อนรับการมาเยือน OIC ของตัวแทนระดับสูงของไทย นำโดย นายนิสสัย เวชชาชีวะ ตัวแทนพิเศษของ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย (ในเวลานั้น)

แถลงข่าวของ OIC กล่าวว่า การมาเยือนเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากความริเริ่มของรัฐบาลไทย เพื่อตอบสนองต่อข้อกังวลในส่วนของ OIC เกี่ยวกับสถานการณ์ในจังหวัดภาคใต้ของไทย คณะผู้แทนได้รับการต้อนรับโดยเลขาธิการ OIC นายเอ็กมีลิดดีน อิห์ซาโนกลู ที่สำนักงานเลขาธิการ OIC เมื่อวันเสาร์ที่ 5 มีนาคม 2005 (วันที่ 24 เดือนมุหัรร็อม ฮิจญ์เราะห์ศักราช 1426)

แถลงข่าวของ OIC กล่าวว่า ผู้แทนไทยได้บรรยายสรุปถึงความจริง ที่ห้อมล้อมถึงความรุนแรง ที่ระเบิดขึ้นในจังหวัดภาคใต้ของไทย ตลอดจนขั้นตอนที่รัฐบาลไทย ได้นำมาใช้ในการฟื้นฟูความสงบ และความมั่นคงในส่วนที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่น่าเศร้าซึ่งเกิดขึ้นที่มัสญิดกรือเซะ และตากใบเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2003 และ 25 ตุลาคม 2004 ตามลำดับ ตัวแทนไทยได้รายงานต่อเลขาธิการ OIC ถึงผลการสอบสวนของคณะกรรมการไต่สวนอิสระ รวมถึงมาตรการด้านความช่วยเหลือต่างๆ ที่รัฐบาลนำมาใช้ ซึ่งคณะกรรมการได้เสนอแนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับแนวทาง และกฎหมายที่นำมาใช้ต่อผู้ที่พบว่า จะต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งมาตรการในการชดใช้ต่อผู้ที่ตกเป็นเหยื่อและครอบครัวของพวกเขา

ยิ่งไปกว่านั้น ตัวแทนของไทยยังได้ยืนยันถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาล ที่จะส่งเสริมความสงบ และความปรองดองในภาคใต้ ของประเทศไทย ด้วยการกล่าวถึงความจำเป็นด้านเศรษฐกิจ การศึกษาและสังคมของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรอบของโครงการ ซึ่งอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาร่วมกัน (JDS) กับมาเลเซีย ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการยกระดับมาตรฐานการครองชีพ ของประชาชนที่อยู่ตายชายแดนของสองประเทศ

เลขาธิการ OIC ได้แสดงความยินดีต่อผู้แทนไทยสำหรับข้อมูลที่นำมาให้ ซึ่งจะช่วยในการอธิบายสถานการณ์ต่อสมาชิก OIC เนื่องจากสถานการณ์ของชาวไทยมุสลิมมิได้เกี่ยวข้องเฉพาะกันเลขาธิการ OIC เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับรัฐสมาชิก และมติมหาชนของรัฐเหล่านั้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าประเทศไทยเป็นสมาชิกสังเกตการณ์ของ OIC และเพื่อผลที่ดีของชุมชนมุสลิมของประเทศไทยเอง

เลขาธิการ OIC ย้ำว่า OIC ให้ความเคารพต่ออธิปไตยของประเทศไทย และไม่สนับสนุนปฏิบัติการใดๆ เพื่อการแบ่งแยกดินแดน การแบ่งแยกทางศาสนา รวมทั้งได้แสดงความเสียใจต่อการสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นคนของศาสนาใดก็ตาม เลขาธิการ OIC ยังได้ร้องขอให้รัฐบาลไทยบอกกล่าวต่อ OIC ถึงพัฒนาการล่าสุด ที่เกี่ยวกับการนำเอาข้อแนะนำ ของคณะกรรมการอิสระมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้รับผิดชอบ ต่อเหตุการณ์ที่น่าเศร้าอันจะนำไปสู่ความโปร่งใสต่อไป

เลขาธิการ OIC ยังได้ย้ำต่อไปถึงจุดยืนของ OIC ว่า OIC พร้อมที่จะขยายความร่วมมือ และการช่วยเหลือ ในความพยายามของรัฐบาลไทย ที่จะพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนไทยมุสลิมในภาคใต้ของไทย เลขาธิการ OIC ยังได้แสดงความยินดีและตอบรับการเชื้อเชิญ จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ไปเยือนประเทศไทย เลขาธิการ OIC ได้ย้ำถึงความสำคัญของการนำเอาข้อเสนอแนะ ของคณะกรรมการไต่สวนอิสระมาใช้ โดยเฉพาะกับผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

การมาเยือนภาคใต้ของไทยของคณะจาก OIC ก็เพื่อจะได้รับรู้ถึงสถานการณ์ในภาคใต้ของประเทศไทย และความเป็นอยู่ของชาวไทยมุสลิม ก่อนที่จะมีการประชุมของ OIC ของคณะรัฐมนตรี (ICFM) ครั้งต่อไป ซึ่งจะมีขึ้นที่กรุงสะนะอะอ์ ประเทศเยเมน ในตอนปลายของปี 2005

ตัวแทนของไทยยืนกรานว่าประเทศไทยในฐานะผู้สังเกตการณ์ของ OIC ได้ให้ความสำคัญต่อบทบาทของ OIC และความสัมพันธ์ที่มีต่อสมาชิกของ OIC ทั้งหมด

ทั้งหมดนี้คือภารกิจของผู้แทนพิเศษของไทย ซึ่งเชื่อว่า อย่างน้อยก็น่าจะทำให้โลกมุสลิม เข้าใจประเทศไทยได้มากขึ้นไม่มากก็น้อย