|
||||||||||||
|
พิธีสารเกียวโต
: สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่
(1)
บทความพิเศษ วงกต วงศ์อภัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ wongkot_w@yahoo.com มติชนรายสัปดาห์ หน้า 30 วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1283 ตีห้าตรงตามมาตรฐานกรีนิชของวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งเป็นข้อตกลงประวัติศาสตร์ในระดับนานาชาติได้มีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ผลิตขึ้น อันเป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ (Climate change) ของโลกที่ทำให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นและประสบปัญหาภาวะโลกร้อน (Global warming) ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่สร้างความสูญเสียให้กับโลกอย่างมหาศาลในรอบหลายปีที่ผ่านมา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กรณีปี พ.ศ.2546 ซึ่งจากการประเมินของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ถือว่าเป็นปีที่ธรรมชาติมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงนั้น พบว่า โลกได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศคิดเป็นมูลค่าความเสียหายถึงราว 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นจากปัญหาคลื่นความร้อนในทวีปยุโรป ซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึงกว่า 2 หมื่นคน ภาวะภัยแล้ง หรือสภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ในแม่น้ำแยงซีเกียงในจีน และที่น่าตระหนกคือ ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นถึงราว 5% UNEP ยังรายงานด้วยว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ปัญหาคลื่นความร้อนจะสามารถเกิดขึ้นซ้ำได้อีกหลายครั้งภายในช่วงทศวรรษนี้ ผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ทำให้หลายประเทศต่างวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง ว่าหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป โอกาสที่โลกจะประสบปัญหาน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกละลาย ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และบริเวณพื้นดินบางส่วนอาจถูกน้ำทะเลท่วมหายไป รวมไปถึงปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น จากภูเขาน้ำแข็งที่อาจละลายไป ซึ่งจะทำให้ประเทศที่อาศัยทรัพยากรน้ำจากการละลายของธารน้ำแข็งอาจเกิดภาวะขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง และรวมไปถึงส่งผลให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดต่ำลง จากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ก็เป็นได้ ด้วยเหตุนี้ กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว นำโดยสหรัฐ สหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นลำดับต้นๆ ของโลก ได้พยายามที่จะสร้างกลไกหรือระบบในการป้องกันภาวะโลกร้อนขึ้น จุดเริ่มต้นของพิธีสาร ในปี พ.ศ.2535 ได้มีการประชุมสุดยอดของโลก (Earth Summit 1992) ขึ้นที่นครริโอ เดอ เจนาโร ประเทศบราซิล ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มแรกของแนวคิดป้องกันภาวะโลกร้อนในระดับนานาชาติ และเป็นจุดกำเนิดของการก่อตั้ง UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change) ซึ่งเป็นองค์กรกลางนานาชาติที่เปรียบเหมือนศูนย์กลางที่ดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศขึ้น โดยเริ่มดำเนินงานในปี 2537 หลังจากที่ UNFCCC ถือกำเนิดขึ้น นานาประเทศได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก (ประเทศไทย ได้ให้สัตยาบันแก่ UNFCCC ในวันที่ 28 ธันวาคม 2537 และเข้าร่วมในกิจกรรมหลักที่ทาง UNFCCC จัดขึ้นมาโดยตลอด โดยมีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นตัวแทนเข้าร่วมในนามของรัฐบาลไทย) UNFCCC ได้เคยรายงานว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกได้เพิ่มขึ้นราว 0.6 องศาเซลเซียส ในศตวรรษที่ผ่านมา และที่น่าตระหนกยิ่งคืออุณหภูมิโลกคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีก 5.8 องศา ภายในอีกราว 95 ปีข้างหน้า (ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต) ซึ่งนี่ถือว่าเป็นสิ่งที่ร้ายแรงอย่างมาก เพราะการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิขนาดนี้ จะมีผลกระทบโดยตรงถึงสิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิดในโลก กิจกรรมหลักที่ UNFCCC จัดขึ้นทุกปี คือ การประชุมพบปะและเจรจาระหว่างภาคีสมาชิกในลักษณะของ Conference of the Parties (COP) โดยเริ่มขึ้นครั้งแรกในปี 2538 ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เพื่อประชุมหารือในการสร้างกลไกร่วมในระดับนานาชาติ และแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการลดระดับก๊าซเรือนกระจกของโลกให้มีค่าที่ต่ำลง หลังจากการเจรจาอย่างหนักท่ามกลางความกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศ ในการประชุมครั้งที่ 3 หรือ COP-3 ซึ่งจัดขึ้นที่นครเกียวโต เมืองหลวงเก่าของประเทศญี่ปุ่นในปี พ.ศ.2540 นั้น ที่ประชุมของ COP ได้ให้การรับรอง "ระบบจัดการและควบคุม" ที่สำคัญยิ่ง ในชื่อพิธีสารเกียวโต (หรือในบางเอกสารจะเรียกว่า สนธิสัญญาเกียวโต) ซึ่งถือเป็นกลไกที่เป็นรูปธรรมในการลดก๊าซเรือนกระจกของโลก โดยอาศัยกลไกทางเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมหลายรูปแบบเป็นเครื่องมือในการสร้างแรงจูงใจ ในพิธีสารนี้ กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมของโลก ซึ่งหมายรวมถึงประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศในกลุ่มยุโรปตะวันออกเดิมรวม 41 ประเทศ (นิยมเรียกกลุ่มประเทศเหล่านี้รวมกันว่า กลุ่มประเทศในภาคผนวกที่ I ของพิธีสาร) ซึ่งมีเทคโนโลยีและขนาดเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวย จะเป็นประเทศผู้นำในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตน แก่นของพิธีสาร ในส่วนของพิธีสารสามารถสรุปได้คือ ประเทศอุตสาหกรรมในภาคผนวกที่ I เมื่อให้สัตยาบันต่อพิธีสารแล้ว จะถือเป็นกลุ่มประเทศแรกที่จะต้องมีพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองในอนาคต (ซึ่งหมายถึงเมื่อพิธีสารเกียวโตมีผลใช้บังคับแล้วเท่านั้น ในกรณีที่พิธีสารยังไม่ถูกใช้บังคับ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ประเทศเหล่านี้ ไม่จำเป็นที่จะต้องมีกิจกรรมเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกของตนแต่อย่างใด) เป้าหมายของพิธีสารคือ ต้องการลดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมของกลุ่มประเทศในภาคผนวกที่ I ให้มีปริมาณที่ลดลง 5.2% จากปริมาณที่เคยปล่อยในปี พ.ศ.2533 ให้ได้ภายในปี 2551-2555 (ทั้งนี้ แต่ละประเทศในกลุ่มภาคผนวก I ไม่จำเป็นต้องมีพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซที่เท่ากัน เช่น สวีเดนซึ่งเป็นประเทศที่มีบทบาทนำในพิธีสารเกียวโต จะมีภาระในการลดการปล่อยก๊าซลงถึง 8% หรือบางประเทศ เช่นไอซ์แลนด์มีสิทธิที่จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับระดับการปล่อยของตนในปี 2533) เพื่อให้อยู่ในระดับที่ไม่แทรกแซงอย่างเป็นอันตรายต่อสภาพภูมิอากาศที่มนุษย์ดำรงอยู่ ในขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั้น แม้จะให้สัตยาบันต่อพิธีสาร (หมายเหตุ ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันต่อพิธีสาร ในวันที่ 28 สิงหาคม 2545) แต่จะไม่ถูกกำหนดให้มีพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศตนเองแต่อย่างใด ยกเว้นว่าหากต้องการ ก็สามารถลดการปล่อยก๊าซด้วยความสมัครใจได้ กว่าจะบังคับใช้ เมื่อพิจารณาถึงความสำคัญของเนื้อหา รวมถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศที่จะเกิดขึ้นดังที่กล่าวมา แทบไม่มีข้อสงสัยเลยว่า พิธีสารนี้น่าที่ประชาคมโลกจะอ้าแขนต้อนรับด้วยดี หากแต่ในทางปฏิบัติจริงแล้ว ทุกอย่างไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้น เนื่องจาก ก๊าซเรือนกระจกมีหลายชนิด แต่ที่สำคัญและเป็นเป้าหมายหลักในการลดของทุกประเทศนั้น คือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาจากแหล่งผลิตสำคัญคือโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือ โรงไฟฟ้าน้ำมันเตา) โรงงานปูนซีเมนต์ โรงเหล็ก โรงงานอุตสาหกรรมหนักอื่นๆ และยานยนต์ทั่วไป แน่นอนว่า หากต้องการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งข้างต้น สิ่งที่จะตามมาทันทีคือ ต้นทุนในการติดตั้งหรือปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ให้มีเทคโนโลยีที่สูงขึ้น (เช่น เปลี่ยนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินไปใช้ก๊าซธรรมชาติ หรือเปลี่ยนไปเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เลย หรือเปลี่ยนจากการใช้รถยนต์ดีเซลไปเป็นรถยนต์ไฮบริด เป็นต้น) และการต่อต้านจากกลุ่มธุรกิจที่เสียผลประโยชน์จากพิธีสาร ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดของโลกและเคยร่วมผลักดันแนวคิดนี้ในช่วงต้น ได้มีการเปลี่ยนนโยบาย โดยในช่วงปีแรกที่ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ผู้ซึ่งเติบโตมาจากธุรกิจน้ำมันในรัฐเท็กซัสเข้ารับตำแหน่งในปี 2544 เขามีนโยบายให้สหรัฐถอนตัวจากพิธีสาร (ซึ่งสหรัฐ เป็นหนึ่งในประเทศในภาคผนวก I) ทันที โดยอ้างว่าการปฏิบัติตามพิธีสารนั้น จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ (ผู้ผลิตอเมริกัน จะต้องมีต้นทุนการผลิตเพิ่ม จากการที่ต้องมีเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกของโรงงานตนเอง) และยังอ้างเพิ่มเติมว่า พิธีสารมีช่องโหว่ที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากไม่ได้บังคับใช้กับประเทศกำลังพัฒนาที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ซึ่งในที่นี้ หมายถึง จีน (ซึ่งเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซสูงเป็นลำดับสองของโลก) และอินเดีย และนั่นย่อมทำให้ต้นทุนการผลิตที่ต่ำอยู่แล้วของทั้งจีนและอินเดีย ไม่ได้ถูกผลกระทบเหมือนที่กลุ่มประเทศในภาคผนวก I ได้รับอีกด้วย การถอนตัวโดยการไม่ยอมลงสัตยาบันแก่พิธีสารของสหรัฐนี้ ทำให้สถานะพิธีสารในช่วงนั้นอยู่ในสภาพง่อนแง่นทันที ทั้งนี้ เนื่องจากเงื่อนไขของพิธีสารกำหนดไว้ว่า พิธีสารจะมีผลบังคับใช้ได้ต่อเมื่อ หนึ่ง มีจำนวนประเทศภาคีที่ลงนามให้สัตยาบันเกินกว่า 55 ประเทศทั้งหมด และ สอง ประเทศเหล่านั้นต้องเป็นประเทศที่อยู่ในภาคผนวก I ของพิธีสารที่มีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 55 ของปริมาณก๊าซที่ปล่อยของกลุ่มประเทศในภาคผนวก I ในปี 2533 เงื่อนไขแรกได้ครบแล้วตั้งแต่ปี 2545 แต่เงื่อนไขที่สองไม่ผ่าน เนื่องจากสหรัฐและออสเตรเลียไม่ยอมให้สัตยาบัน ทำให้นานาประเทศพุ่งความหวังไว้ที่สาธารณรัฐรัสเซีย ซึ่งในที่สุด รัสเซียก็ได้ประกาศให้สัตยาบันต่อพิธีสารในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2547 ทำให้เงื่อนไขของพิธีสารครบสมบูรณ์ โดยมีประเทศที่ให้สัตยาบันรวมทั้งสิ้น 141 ประเทศ และมีผลใช้บังคับในอีก 90 วันต่อมา ซึ่งก็คือ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 ทำไมรัสเซียจึงยอม ?? นักวิเคราะห์ต่างกล่าวกันว่ามีสองเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของรัสเซียครั้งนี้ หนึ่ง การรับปากที่จะช่วยผลักดันให้รัสเซียเข้าสู่องค์กรการค้าโลก (WTO) จากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุนพิธีสารมาอย่างต่อเนื่อง และ สอง รัสเซีย สามารถสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตที่รัสเซียมีอยู่ อันเนื่องมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของรัสเซียในปัจจุบัน มีค่าที่ต่ำกว่าระดับที่เคยปล่อยในปี 2533 (ซึ่งเป็นปีฐานที่พิธีสารใช้เทียบ) อยู่ราว 40% ทั้งนี้ เนื่องมาจากว่าหลังจากปี 2533 รัสเซียเกิดปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก โรงงานอุตสาหกรรมหนักต่างชะลอหรือเลิกการผลิต ทำให้ระดับการปล่อยก๊าซของประเทศมีค่าลดต่ำลงเองโดยอัตโนมัติ (หมายเหตุ : พร้อมกันนี้ ในตัวพิธีสารเองนั้นก็ไม่ได้กำหนดให้รัสเซียต้องลดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2555 เหมือนที่ประเทศยุโรปตะวันตกต้องมีภาระแต่อย่างใดอีกด้วย) นั่นย่อมหมายความว่า รัสเซียมีสิทธิในการปล่อยก๊าซของตนเพิ่มจากที่ตนปล่อยอยู่ในสภาพปัจจุบัน เพราะมีสิทธิที่ "เหลือสะสม" อยู่เยอะ หรือ ไม่อย่างนั้น รัสเซียอาจจะหาประโยชน์จากสิทธิที่เหลืออยู่ในมือนี้ โดยขายสิทธิการปล่อยดังกล่าวของตนให้กับประเทศอื่นในภาคผนวก I ที่ต้องการไปใช้ได้ โดยกลไกที่เรียกว่าการค้าขายก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading) ที่มีอยู่ในพิธีสารนั่นเอง (เช่น ญี่ปุ่น หากไม่ต้องการลดการปล่อยก๊าซในประเทศของตน เพราะต้นทุนสูง อาจไปขอซื้อสิทธิการปล่อยส่วนของรัสเซียที่มีสะสมอยู่ มาเป็นสิทธิของญี่ปุ่นเอง) *ก๊าซเรือนกระจก ในพิธีสารเกียวโต ครอบคลุมก๊าซ 6 ชนิดคือ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO), Methane (CH), Nitrous Oxide (NO), Hydrofluorocarbons (HFCs), Perfluorocarbons (PFCs) และ Sulphur hexafluoride (SF) เมื่อเทียบทั้ง 6 ชนิดแล้ว พบว่าคาร์บอนไดออกไซด์คือก๊าซที่ถือกำเนิดจากกิจกรรมของมนุษย์มากที่สุด จึงทำให้เป็นก๊าซเป้าหมายหลักของพิธีสารที่ต้องการลดปริมาณการปล่อยลง (แม้ว่าเมื่อเทียบปริมาณที่เท่ากันแล้ว ความอันตรายจะต่ำกว่าก๊าซเรือนกระจกประเภทอื่นมากก็ตาม) และหน่วยวัดปริมาณของก๊าซเรือนกระจกทั้ง 6 จะถูกแปลงค่าให้มาอยู่ในรูปของปริมาณคาร์บอนเทียบเท่า เพื่อให้ง่ายต่อการวิเคราะห์ในแบบเดียวกัน พิธีสารเกียวโต: สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ (จบ) บทความพิเศษ วงกต วงศ์อภัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ wongkot_w@yahoo.com มติชนรายสัปดาห์ หน้า 75 วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1284 เป้าหมายที่ยากลำบาก เมื่อพิจารณาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศในภาคผนวก I ในปี พ.ศ.2543 เทียบกับปี 2533 พบว่าปริมาณก๊าซรวมของกลุ่ม ได้ลดลงราว 3% แต่ทั้งนี้ มีสาเหตุมาจากการลดการปล่อยก๊าซของกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก และรัสเซียเป็นหลัก อันเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก แต่หากเมื่อพิจารณาลึกไปเฉพาะในส่วนประเทศตะวันตกอื่นในกลุ่มแล้ว พบว่ามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 8% และคาดการณ์ว่า ในปัจจุบัน การปล่อยก๊าซในกลุ่มประเทศตะวันตกที่ไม่รวมยุโรปตะวันออก น่าจะเกินจากระดับที่เคยปล่อยในปี 2533 ไปแล้วถึง 10% (ในขณะที่ในพิธีสารกลับต้องการให้ลดการปล่อยก๊าซลงถึง 5.2%) ด้วยต้นทุนที่สูง ทำให้มีประเทศในยุโรปตะวันตกเพียงไม่กี่ประเทศที่มีความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซของตนลง เช่น สวีเดน ฝรั่งเศส และรวมถึงญี่ปุ่น ในฐานะที่เปรียบเสมือนเจ้าภาพของพิธีสารที่ต้องกระทำให้เป็นแบบอย่าง แม้กระนั้นก็ตาม ญี่ปุ่นเองก็ยังไม่มั่นใจที่จะสามารถลดระดับการปล่อยก๊าซของตนลงได้ตามที่ให้สัตยาบันไว้ในพิธีสาร ในขณะที่บางประเทศ เช่น สเปน โปรตุเกส ไอร์แลนด์ หรือ แคนาดา กลับไม่ได้แสดงความกระตือรือร้นมากมายนัก และแทบจะไม่มีแผนงานที่ชัดเจนในเรื่องนี้แต่อย่างใด นอกเหนือไปจากนั้น นักวิทยาศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศได้กล่าวว่า เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซ 5.2% ที่อยู่ในพิธีสารนั้น โดยแท้จริงแล้ว ยังอยู่ห่างจากความต้องการที่แท้จริงของโลกอีกมาก โลกที่น่าจะปลอดภัยนั้น ต้องการระดับก๊าซที่ต่ำกว่าระดับในปี 2533 ถึงราว 60% และเมื่อพิจารณาความเป็นจริงที่ว่า สหรัฐไม่ยอมให้สัตยาบันแก่พิธีสาร ผู้เขียนเห็นว่าศักยภาพของพิธีสารเองก็แทบจะสูญสิ้นไปกว่าครึ่งแล้ว อย่างไรก็ตาม แม้พิธีสารเกียวโตจะมีช่องโหว่และมีผลใช้บังคับไม่ครอบคลุมอย่างที่หลายฝ่ายหวังไว้ แต่การเดินทางทุกครั้งย่อมจะต้องมีจุดเริ่มต้น เมื่อโลกต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยลง พิธีสารเกียวโตก็คือก้าวแรกเพื่อไปสู่เป้าหมายนั้น สหรัฐกับท่าทีที่รอมชอมขึ้น หลังจากที่ถูกนานาประเทศกดดัน และกลุ่มนักอนุรักษ์ประณามอย่างหนัก ต่อท่าทีที่เป็นลบต่อการลดก๊าซเรือนกระจกและไม่ยอมเข้าร่วมในพิธีสาร ในปีนี้ รัฐบาลสหรัฐได้ออกมาประกาศว่า จะมีการเพิ่มงบประมาณในการสนับสนุนการวิจัย และดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศในปีนี้ถึง 5.8 พันล้านเหรียญ (ราว 232,000 ล้านบาท) ในจำนวนนี้ ราว 700 ล้านเหรียญ จะถูกใช้ในการสร้างแรงจูงใจในด้านภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในประเทศ ตามที่ทางนักวิชาการ และองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมได้เสนอความคิดและผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้ต้นทุนการใช้พลังงานหมุนเวียนลดต่ำลง และพอที่จะสามารถแข่งขันกับพลังงานฟอสซิลอื่นๆ ได้ อย่างไรก็ตาม จุดยืนเดิมของคณะทำงานของบุช ก็ยังอยู่ที่การปฏิเสธการให้สัตยาบันในพิธีสาร แต่ได้มุ่งเป้าไปสู่การลด "การปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Greenhouse gases intensity)" ให้มีค่าลดต่ำลงจากเดิม 18% ภายในปี 2555 แทน ความหมายที่แฝงอยู่โดยนัยของสหรัฐในส่วนนี้ คือ สหรัฐไม่ต้องการตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีตัวชี้วัดในลักษณะที่ยึดกับตัวเลขตายตัวว่าจะลดได้เท่าไหร่ เมื่อเทียบกับที่ตนเคยปล่อยในปี 2533 เหมือนที่พิธีสารกำหนด หากแต่สหรัฐจะใช้ตัวชี้วัดใหม่ โดยใช้แนวคิดว่า สหรัฐต้องการลดการปล่อยก๊าซของตน โดยจะเทียบกับการผลิตสินค้าและบริการภายในประเทศตนเองแทน เช่น เดิมสหรัฐเคยปล่อยก๊าซเรือนกระจก 100 ตัน (ตัวเลขสมมุติ) เพื่อผลิตสินค้ามูลค่าหนึ่งล้านเหรียญ ภายในปี 2555 สหรัฐต้องการที่จะลดการปล่อยก๊าซลงให้เหลือไม่เกิน 82 ตัน ในการผลิตสินค้ามูลค่าหนึ่งล้านเหรียญเท่าเดิมแทน ตัวชี้วัดเช่นนี้ ย่อมชัดเจนว่า สหรัฐไม่ต้องการให้การลดการปล่อยก๊าซ มากระทบการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่สหรัฐจะใช้นโยบายในการลดการปล่อยก๊าซโดยที่ไม่ขัดแย้งต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) แทน แนวคิดนี้ กำลังเป็นที่น่าสนใจในวงกว้าง และมีงานวิจัยออกมาค่อนข้างมากในปัจจุบัน ผู้เขียนเห็นว่า ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่ได้อยู่ในภาคผนวก I ของพิธีสาร และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซเป็นตัวเลขแน่นอนตายตัว ดังนั้นจึงน่าจะนำแนวทางของสหรัฐนี้ ไปใช้เป็นอีกหนึ่งดัชนีชี้วัดคุณภาพชีวิตของประชากรเพิ่ม และพยายามที่จะลดค่าดัชนีตัวนี้ลงให้ต่ำที่สุด เนื่องจากหากประเทศไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซลงได้ โดยสามารถผลิตสินค้าและบริการได้เท่าเดิม นั่นย่อมหมายถึงคุณภาพชีวิตของประชากรที่สูงขึ้นนั่นเอง บทบาทของประเทศกำลังพัฒนา ในส่วนของประเทศกำลังพัฒนา แน่นอนว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ย่อมมีค่าที่ต่ำกว่าในส่วนประเทศอุตสาหกรรม อย่างเทียบกันไม่ได้ แต่ประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ สูงกว่าประเทศอุตสาหกรรมอย่างมาก เนื่องจากความพร้อมในการรับมือกับปัญหาที่ต่ำกว่า และยากจนกว่านั่นเอง ภาระของประเทศกำลังพัฒนาต่อพิธีสารในปัจจุบันนั้น มีเพียงการรายงานด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศตน (เรียกรายงานนี้ว่า National Communication) ให้แก่ UNFCCC ในทุกๆ 5 ปีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั้น จีนและอินเดีย ถือเป็นชาติยกเว้นที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละปี เป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มว่าจะมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ทั้งสองชาตินี้ และรวมถึงชาติกำลังพัฒนาที่มีรายได้ประชากรปานกลางขึ้นไป ต่างถูกชาติในภาคผนวก I เริ่มทำการกดดัน ให้มีความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงบ้าง โดยประเทศกำลังพัฒนาที่มีศักยภาพเหล่านี้กำลังจะถูกขอให้มี "ข้อผูกมัด" ในการลดการปล่อยก๊าซ ซึ่งการเจรจาในเรื่องพันธกรณีของประเทศกำลังพัฒนานี้ คาดว่าจะเริ่มขึ้นในการประชุม COP-11 ในช่วงปลายปีนี้ที่เมืองมอนทรีออล แคนาดา ในฐานะประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นลำดับสองโลก ทางการจีนได้พยายามปรับตัว เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนให้ต่ำลงตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยจีนพยายามอย่างยิ่ง ที่จะนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในการผลิตไฟฟ้า แต่โดยพื้นฐานแล้ว ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นในจีนนั้น มีที่มาจากการใช้ถ่านหินจำนวนมหาศาลในโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่มีกำลังผลิตราวสามในสี่ของโรงไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศ ประกอบกับเทคโนโลยีที่ล้าสมัยในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และความเข้าใจรวมถึงจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมของประชากรจีนยังมีค่อนข้างต่ำอยู่มาก ที่น่าห่วงเพิ่มขึ้นคือ ภาคขนส่งของจีนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วพร้อมกันกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเมื่อปริมาณรถยนต์ในท้องถนน ซึ่งเป็นตัววัดระดับฐานะและรสนิยม มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น แน่นอนว่า ก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ย่อมเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว สิ่งเหล่านี้ ย่อมส่งผลให้จีนจะแซงสหรัฐ กลายเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลกอย่างแน่นอน ในอนาคต ไทยและพิธีสาร พิธีสารเกียวโต ได้บรรจุกลไกสำคัญไว้ 3 อย่าง โดยกลไกที่เกี่ยวข้อง กับประเทศกำลังพัฒนามีชื่อว่า กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism หรือ CDM) ซึ่งหมายถึงการดำเนินการร่วมกันระหว่างประเทศอุตสาหกรรม กับประเทศกำลังพัฒนา เพื่อช่วยให้ประเทศในภาคผนวก I ของพิธีสาร สามารถบรรลุเป้าหมายของการลดการปล่อยก๊าซ ให้ได้ตามพันธกรณี ควบคู่ไปกับการช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนา สามารถพัฒนากิจกรรมของตนอย่างยั่งยืน โดยประเทศพัฒนาแล้วจะมาลงทุนดำเนินโครงการเพื่อให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศกำลังพัฒนา เช่น กิจกรรมการปลูกป่าและปรับคุณภาพดิน หรือ การสนับสนุนการใช้พลังงานที่สะอาดทดแทนพลังงานจากฟอสซิล จากนั้นก็จะนำปริมาณก๊าซที่ลดได้จากการดำเนินกิจกรรมนั้น (เรียกว่าโครงการ CDM) มาคำนวณ เปรียบเสมือนกับว่า ประเทศตนได้ดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกไปแล้วในประเทศของตนเอง การดำเนินการนี้จะต้องดำเนินการอย่างสมัครใจ โปร่งใส และมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศพัฒนาแล้ว ให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาด้วย ตัวอย่างสมมุติเช่น ประเทศ A (ซึ่งอยู่ในภาคผนวก I) ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนตามที่กำหนดในพิธีสาร หากแต่พบว่า ต้นทุนการลดก๊าซจากแหล่งภายในประเทศของตนมีค่าที่สูงมาก กลไก CDM ได้เอื้ออำนวยให้ประเทศ A สามารถสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและงบประมาณในกิจกรรมให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา B ซึ่งเดิมมีแผน ที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่แถบภาคใต้ ทำให้ประเทศ B เปลี่ยนแผนไปก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลม ในขนาดเดียวกันแทน นี่ย่อมหมายถึงว่าประเทศ B ได้ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซของตน แต่เครดิตการลดของตนนี้นั้น ประเทศ A สามารถนำไปใช้เป็นของตนได้ (ประเทศ A ได้เครดิต และประเทศ B ได้เทคโนโลยีและงบประมาณ) ในปัจจุบัน ได้มีหลายประเทศที่พยายามติดต่อกับประเทศไทย เพื่อดำเนินกิจกรรมในลักษณะนี้ แต่ในทางปฏิบัตินั้น ได้มีมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ 10 สิงหาคม 2545 ที่สรุปว่า ทุกโครงการที่ต้องการดำเนินการเกี่ยวกับ CDM นี้ แม้จะไม่ปิดกั้นโอกาส แต่จะต้องผ่านการอนุมัติจาก ครม. ก่อนทุกครั้ง และประเทศไทยมีนโยบายที่จะเก็บคาร์บอนเครดิตของประเทศที่มีอยู่ไว้ใช้ในอนาคต เผื่อกรณีที่พิธีสาร บังคับให้ประเทศกำลังพัฒนา เช่นไทย ต้องทำการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตน ในลักษณะเดียวกับที่ประเทศอุตสาหกรรมกำลังดำเนินการ กิจกรรมเพื่อความยั่งยืน ท่ามกลางการเจรจาอย่างยาวนาน ในที่สุดพิธีสารเกียวโตได้ถูกประกาศใช้อย่างสมบูรณ์แล้ว ในส่วนของประเทศไทยนั้น สามารถเลือกได้ว่าสนใจจะเข้าร่วมในโครงการ CDM หรือไม่ ผู้เขียนเห็นด้วยกับทางรัฐบาลที่ว่า สิ่งที่สำคัญสำหรับประเทศไทย ไม่ใช่อยู่ที่การตัดสินใจโดยง่าย เพียงอาศัยผลประโยชน์เบื้องต้นที่ได้รับจากประเทศอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว หากแต่ว่า เมื่อไทยต้องตัดสินใจในโครงการ CDM ไม่ว่าโครงการใดก็ตามนั้น ประเทศไทยต้องพิจารณาให้ละเอียด และใช้จังหวะและโอกาสที่เอื้อนี้ ในการคัดเลือกโครงการ CDM ที่มีอรรถประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ ทั้งต่อรัฐบาล และภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถ่ายทอดองค์ความรู้ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ทำให้ไทยสามารถสานต่อการพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องได้ด้วยตัวเอง การตัดสินใจในการเข้าร่วมโครงการ CDM หนึ่งนั้น อาจทำได้โดยการสร้างระบบการพิจารณา ระดมความคิดจากหลายฝ่ายและหลายระดับ เช่น ตัวแทนจากภาครัฐ องค์กรเอกชน และนักวิชาการในด้านนั้นๆ รวมถึงกลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านบวกและลบจากโครงการ CDM ดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า โครงการ CDM ที่ประเทศไทยให้ความสนใจนั้น ต้องเป็นโครงการที่ช่วยให้การพัฒนาประเทศเป็นไปด้วยความรวดเร็วยิ่งขึ้น และ ยั่งยืนกว่าเดิม หมายเหตุ กลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา NASA ได้คาดการณ์ว่า ปี 2548 นี้มีแนวโน้มว่าจะเป็นปีที่ร้อนที่สุดตั้งแต่ NASA เคยเก็บข้อมูลภูมิอากาศของโลกนี้มากว่าร้อยปี (เดิมทีสถิติปีที่ร้อนที่สุดของโลกคือปี 2541, 2545 และ 2546 ตามลำดับ) นี่ย่อมเป็นข้อยืนยันถึงข้อเท็จจริงที่ว่า "โลกของเราได้เปลี่ยนแปลงไป" หากพวกเราทุกคน ยังคงนิ่งเฉย และใช้พลังงานกันอย่างฟุ่มเฟือยเช่นปรกติ ในอนาคต ธรรมชาติก็จะตอบโต้การกระทำของมนุษย์ ซึ่งผลการตอบโต้จากธรรมชาตินั้นย่อมมีอานุภาพรุนแรงเกินที่มนุษย์จะสามารถต้านทานได้
|