หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
คิดใหม่กับระบบอุปถัมภ์

คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย นวพร เรืองสกุล มติชนรายวัน วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9867

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2548 มีการแสดงปาฐกถาพิเศษ ครั้งที่ 9 ชื่อเรื่อง "ระบบอุปถัมภ์กับการพัฒนาสังคม: ด้านหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย" โดย ดร.ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ ได้แง่คิดมาอีกมุมหนึ่ง เป็นมุมของนักมานุษยวิทยา (Antropologist) ที่มีต่อสังคมไทย

ในปาฐกถาครั้งนี้มีบทความทางวิชาการของอาจารย์แจกให้กับผู้ฟังทุกคน ในบทความนั้น อาจารย์ได้ยกความคิดและคำอธิบายความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยจากนักคิดหลายๆ ท่านทั้งไทยและฝรั่งมาประกอบด้วย พร้อมทั้งให้ภาพของระบบอุปถัมภ์จากประวัติศาสตร์สังคมของไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ระบบอุปถัมภ์คืออะไร

โดยกว้างๆ กล่าวได้ว่าระบบนี้เป็นระบบความสัมพันธ์ที่บุคคลสองฝ่ายที่มีสถานภาพทางสังคมไม่เท่าเทียมกัน แต่อยู่ด้วยกันได้เพราะมีลักษณะต่างตอบแทนกันและกัน มีผลประโยชน์ร่วมกัน และมีความเป็นเพื่อนระหว่างกันอยู่ด้วย

ในการนี้ ฝ่ายผู้อุปถัมภ์มีทรัพยากรในครอบครองมากกว่า เช่น มีทรัพย์สิน เงินทอง ที่ดิน อำนาจ มากกว่า จึงสามารถให้การอุปการะและคุ้มครองแก่ผู้รับการอุปถัมภ์จากการถูกกดขี่จากผู้อื่น และจากอันตรายต่างๆ ได้ ส่วนผู้ได้รับการอุปถัมภ์ก็ตอบแทนด้วยการให้ความนิยมชมชอบ ให้ข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับแผนการร้ายของผู้อื่น และเป็นฐานที่ให้การสนับสนุนทางการเมืองต่อผู้อุปถัมภ์

ความสัมพันธ์นี้ยั่งยืนเพราะมีคุณธรรมของผู้ให้ และความภักดีของผู้รับเป็นตัวสนับสนุน

นี่เป็นการมองของนักมานุษยวิทยา ซึ่งมองระบบนี้ในความสัมพันธ์ทุกด้านระหว่างบุคคลในสังคม

ต่อมาเมื่อมีการซื้อขายสินค้ากันด้วยเงินตราผ่านระบบตลาดในสังคมมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในระบบอุปถัมภ์เริ่มเปลี่ยนแปลงไป

ในระบบตลาดความสัมพันธ์ไม่ใช่ความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่เป็นการแลกเปลี่ยนสิ่งที่รู้ชัดว่าอะไรเป็นอะไร และมีกฎกติกาที่ชัดเจน เพื่อให้คนที่แปลกหน้ากันสามารถแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างกันและกันได้

แต่คนไทยเราได้นำเอาระบบอุปถัมภ์มาประยุกต์ เพื่อใช้ซื้อขายสินค้าและบริการบางอย่างหรือทุกอย่างที่ปกติไม่มีการซื้อขายกัน หรือห้ามซื้อขายกันในระบบตลาด ตัวอย่างสิ่งที่นำมาซื้อขายกันโดยใช้ระบบอุปถัมภ์เคลือบไว้ คือการซื้อขายคะแนนเสียง

นักรัฐศาสตร์เอาคำว่าระบบอุปถัมภ์มาใช้เฉพาะในด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในการเมืองและการบริหารราชการ สำหรับนักรัฐศาสตร์ระบบอุปถัมภ์คือ วิถีการหรือช่องทางที่นักการเมืองจัดสรรตำแหน่งงาน หรือสิ่งอื่นใด อันเป็นของรัฐ และทรัพยากรของส่วนรวมให้กับผู้อื่น เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือพรรคของตนในการได้คะแนนเสียง

ระบบอุปถัมภ์ของไทยมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ในที่นี่แยกวิเคราะห์เป็นสามเรื่องด้วยกันคือ ระบบอุปถัมภ์ที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทั่วๆ ไป ระบบอุปถัมภ์ในวงราชการ และระบบอุปถัมภ์ระหว่างข้าราชการกับนักธุรกิจ

ในสมัยที่พระมหากษัตริย์ใช้อำนาจสูงสุดในการปกครอง ระบบอุปถัมภ์ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม คือพระมหากษัตริย์เป็นสัญลักษณ์แห่งธรรม การให้ยศตำแหน่งหน้าที่แก่ขุนนางจึงควบคู่ไปกับคุณธรรม และมีระบบอุปถัมภ์เป็นกลไกหนึ่งที่ใช้เพื่อคานกับความโน้มเอียงที่ผู้มีอำนาจเหนือกว่าจะกดขี่ขูดรีดไพร่ผู้อยู่ในอำนาจ

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ระบบอุปถัมภ์ในเชิงของนักมานุษยวิทยาก็ยังคงอยู่ในสังคม เช่นในกรุงเทพฯ ความสัมพันธ์ไม่ใช่ระหว่างไพร่กับนาย แต่เป็นระหว่างผู้มีอำนาจ คือเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ กับผู้อยู่อาศัยในละแวกใกล้เคียง ความสัมพันธ์ในทำนองนี้ แม้จะมีตัวอย่างไม่มากนัก แต่ก็เป็นความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนระหว่างผู้ให้ที่มีความเมตตาปรานีเป็นฐาน และผู้อยู่ในความอุปถัมภ์ที่ตอบแทนด้วยความกตัญญูและจงรักภักดี

ความสัมพันธ์ในระบบราชการ เป็นเรื่องที่ผู้น้อยเอาใจผู้ใหญ่เพราะหวังการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง การได้เงินเดือนที่สูงขึ้น ส่วนเจ้านายหวังการสนับสนุนช่วยเหลือการงานพิเศษและบริการอื่นๆ การที่ต้องเลี้ยงลูกน้องเช่นนี้ทำให้ผู้ให้การอุปถัมภ์ต้องมีรายได้พิเศษ นอกเหนือจากเงินเดือนข้าราชการ ทำให้เกิดคอร์รัปชั่นหรือวิธีการหารายได้แบบอื่นๆ

ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการกับนักธุรกิจ ที่รู้จักกันทั่วๆ ไปคือ ในสมัยโบราณ คนจีนอพยพต้องพึ่งความคุ้มครองของขุนนาง ต่อมาในสมัยพัฒนาการเศรษฐกิจ นักธุรกิจต้องพึ่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ให้ช่วยเหลือในเรื่องสัมปทาน หรือให้ได้งานจากภาครัฐ เช่นการรับเหมาก่อสร้าง นับว่าเป็นระบบอุปถัมภ์ เพราะมีพื้นฐานอยู่ที่ความเอื้ออาทร และความกตัญญู ข้าราชการผู้ให้การอุปถัมภ์ยังเลือกที่จะรับหรือไม่รับสิ่งที่ผู้รับการอุปถัมภ์หยิบยื่นมาให้

เมื่อระบบตลาดขยายตัวมากขึ้น นักธุรกิจมีอำนาจทางการเงินสูงขึ้น ความมั่งคั่งเริ่มกลายเป็นที่มาของอำนาจ และถึงเวลานั้นระบบอุปถัมภ์ก็เปลี่ยนกลับหน้ามือเป็นหลังมือ พ่อค้านักธุรกิจซึ่งเคยเป็นผู้รับการอุปถัมภ์ กลายเป็นผู้อุปถัมภ์ชนชั้นนำในวงราการ และเป็นหัวคะแนนให้ ส.ส.เท่ากับว่าเป็นผู้ถืออำนาจอธิไตย โดยมีข้าราชการและนักการเมืองจำนวนหนึ่งเป็นผู้แทนได้

ระบบที่อำนาจเงินเป็นอำนาจสูงสุดเช่นนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนแบบตลาดมากกว่าระบบอุปถัมภ์ เพราะความสัมพันธ์ไม่ได้มีพื้นฐานอยู่ที่คุณธรรม คือความเมตตา และความเอื้ออาทรของฝ่ายผู้ให้ แต่เป็นความโลภ ความต้องการร่ำรวย และการหวังประโยชน์โดยตรงเช่นต้องการความสะดวก ต้องการอำนาจผูกขาด เป็นต้น ส่วนผู้รับก็ไม่ได้มีความความภักดีหรือความกตัญญูตอบแทนให้ แต่ตกอยู่ในภาวะจำยอมด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ เช่น ด้วยความจำเป็นด้านการเงิน หรือด้วยความกลัวเป็นต้น

มีการใช้ความรุนแรงมากขึ้น ในความสัมพันธ์เชิงธุรกิจที่เคลือบมาภายใต้ระบบอุปถัมภ์ที่กล่าวมานี้ ถ้าหากว่าผู้รับการอุปถัมภ์ไม่ได้ประพฤติหรือปฏิบัติตนให้ตรงตามข้อตกลง เช่น ลูกไร่บอกว่าไม่กล้าขายผลผลิตให้กับผู้อื่น เพราะกลัวตาย เจ้าพ่อในต่างจังหวัดก็ใช้วิธีรุนแรงเพื่อกำจัดคู่แข่งที่จะเข้ามาแย่งชิงสิ่งที่ตนเคยมีอำนาจและอิทธิพลแต่ผู้เดียว

อาจารย์อคินฯทิ้งท้ายไว้โดยอ้างคำจำกัดความของนักวิชาการฝรั่งว่า ทัวร์นกขมิ้นของของท่านนายกทักษิณ เป็นส่วนหนึ่งของระบบอุปถัมภ์แบบของนักรัฐศาสตร์

ถึงตรงนี้ก็พอจะแยกแยะความแตกต่างระหว่างระบบอุปถัมภ์ ระบบตลาด และระบบอุปถัมภ์แบบนักรัฐศาสตร์ออกจากกันได้ และเมื่อย้อนกลับมามองปรากฏการณ์สังคมในระยะนี้ก็จะเข้าใจมากขึ้น

เราจะเห็นว่า ในปัจจุบันนี้เรามีนายกรัฐมนตรีที่รู้จักใช้ระบบอุปถัมภ์อย่างยิ่ง

เราจะเห็นว่า อำนาจเปลี่ยนมืออีกครั้งจากนายทุนนักธุรกิจที่เคยเป็นผู้อุปถัมภ์ขุนนางผู้ใหญ่และอยู่เบื้องหลังนักการเมือง กลับมาสู่ผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินในยุคประชาธิปไตย คือคณะรัฐบาลอีกครั้ง เป็นความสัมพันธ์แนวดิ่งดังเดิมในอดีตที่ผู้ใหญ่มีอำนาจเหนือผู้น้อย เป็นผู้ให้คุณให้โทษกับผู้น้อยทั้งในระบบราชการและในกลุ่มธุรกิจ

สังคมการเมืองในปัจจุบัน เป็นระบบอุปถัมภ์แบบรัฐศาสตร์ที่ก้าวไกลยิ่งขึ้น คือผู้ให้การอุปถัมภ์ไม่ได้ให้เฉพาะตำแหน่งหน้าที่แก่ผู้ที่มุ่งหวังให้กระทำการตอบแทนเท่านั้น ผู้อุปถัมภ์ใช้อำนาจที่เนื่องจากตำแหน่งหน้าที่ที่มีอยู่ เช่น การอนุมัติงบประมาณเพื่อกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ ที่ได้ผลประโยชน์ตรงกับกลุ่มคนบางกลุ่มตามที่ประสงค์

ถ้าหากวิธีการที่ใช้ เลยไปถึงว่าเป็นการแลกเปลี่ยนกันที่ชัดเจนแบบหมูไปไก่มา และไม่ใช่การแลกเปลี่ยนในสิ่งที่ปกติมีการซื้อขายกันในท้องตลาด หรือไม่ได้ซื้อขายกันตรงๆ อย่างเปิดเผย ก็คงจะต้องเรียกว่าเป็นระบบอุปถัมภ์แต่เปลือกหรือระบบนายทุนที่แฝงมาในคราบของระบบอุปถัมภ์มากกว่า

นายกรัฐมนตรีอาจจะเป็นเจ้านาย ขุนนางหรือผู้อุปถัมภ์แบบพระมหากษัตริย์ในสมัยโบราณที่ปกครองโดยธรรมก็ได้ หรือนายกรัฐมนตรีอาจจะเป็น "เจ้าพ่อ" ในความหมายของระบบอุปถัมภ์ยุคเริ่มเบี่ยงเบน คือเจ้าพ่อซึ่งใช้อำนาจและอิทธิพลทุกประการทั้งในที่ลับที่แจ้ง ทั้งถูกต้องและไม่ถูกต้อง เพื่อเรียกร้องความภักดีต่อหน้า(คือความกลัวที่ถูกเคลือบแฝงไว้) เพื่อรักษาและสร้างสถานะแห่งความเป็นเจ้าพ่อผู้มีอำนาจผูกขาด ไม่มีเจ้าพ่ออื่นเป็นคู่แข่งหรือเข้ามาเทียบรัศมีการเป็นเจ้าพ่อ ก็ได้ ขึ้นอยู่กับพื้นฐานแห่งศีลธรรมและแรงจูงใจที่กระทำ

เราแต่ละคนไม่อาจรู้ได้แน่ในระยะเวลาอันสั้น หรือในเวลาเฉพาะหน้า แต่คนที่รู้แน่คือตัวผู้ถืออำนาจนั้นเอง

หน้า 6