หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
10 บริษัทห่วยแตกในโลก (1)

คอลัมน์ เดินคนละฟาก  โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2  วันที่ 14 มีนาคม 2548  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3670 (2870)

นิตยสาร Multinational Monitor ฉบับที่ 12 ประจำเดือนธันวาคม 2004 ได้จัดอันดับ 10 บริษัทห่วยแตกในโลกประจำปี 2004 ขึ้นมาอย่างน่าสนใจ

นิตยสารนี้จะจัดอันดับบริษัทห่วยแตกในโลกขึ้นทุกปี โดยมีเงื่อนไขว่าชื่อของบริษัทจะไม่ซ้ำกับที่เคยจัดอันดับมาแล้ว

ผู้รวบรวมและวิเคราะห์ชื่อ Russell Mokhiber, Robert Weissman ซึ่งได้เคยเขียนหนังสือร่วมกันมาชื่อ บริษัทโหดร้าย-ความละโมบและการทำลายระบอบประชาธิปไตย (On the Rampage : Corporate Predators and the Destruction of Democracy) จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Common Courage Press

หนังสือประเภทนี้ซิที่ท่านนายกฯทักษิณควรจะหามาอ่านบ้างเพื่อถ่วงดุลทางความคิด และการมองโลกธุรกิจในแง่เดียวเพราะท่านมักจะแนะนำให้คนใกล้ชิดได้อ่านหนังสือประเภทวิธีคิดและหลักการบริหารจัดการเท่านั้น เหรียญนั้นมี 2 ด้านเสมอ

หลักเกณฑ์ในการจัดอันดับที่กำหนดไว้ อาทิ การฉ้อโกงทำลายสังคม ความไม่โปร่งใส การให้สินบน การโก่งราคาค้ากำไรเกินควร การทำลายสิ่งแวดล้อม การผลิตสินค้า อาหาร หรือยาที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพ การทำลายและลิดรอนสิทธิสหภาพคนงาน การละเมิดสิทธิมนุษยชน การอุ้มชูช่วยเหลือรัฐบาลเผด็จการ เป็นต้น

จะขอลำดับถึงบริษัทห่วยแตกในโลกที่ติดอันดับในปี 2003 ซึ่งไม่ซ้ำกับปี 2004 ก่อนครับ คงจะเดากันไม่ผิด บริษัทฮัลลิเบอร์ตัน (Halliburton) ของรองประธานาธิบดีดิ๊ก เชนีย์ ติดอันดับ 1 โดยมีหลักฐานดังนี้

รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์สั่งปิดบัญชีเพราะได้นำเงินในบัญชีนี้ส่งไปให้สินบนรัฐบาลไนจีเรีย

การได้งานของกระทรวงกลาโหมอเมริกันอย่างมากมายโดยไม่ผ่านการประมูลที่โปร่งใสและเปิดเผย

เรียกเงินสินบนจากบริษัทรับช่วงเหมางานต่อในคูเวต

ใส่ชื่อคนงานรับเงินเดือนในคูเวตและอิรักเกินจริงถึงร้อยละ 30

ขายน้ำมันสูงกว่าราคาตลาดกว่า 1 เหรียญให้กระทรวงกลาโหมอเมริกัน

อันที่จริงมีรายการอีกหลายหน้ากระดาษที่ยืนยันถึงความไม่โปร่งใสและความไม่เหมาะสมที่บริษัทนี้ติดอันดับยอดห่วยแตกในโลก รวมทั้งการอยู่เบื้องหลังผลักดันให้ประธานาธิบดีบุชรุกรานอิรักเพื่อปล้นน้ำมันด้วย

บริษัทผลิตเครื่องบินโบอิ้งเป็นอีกบริษัทหนึ่งที่ติดอันดับในปี 2003 ด้วยข้อหาให้กระทรวงกลาโหมเช่าเครื่องบิน 767 เพื่อเติมน้ำมันบนอากาศให้เครื่องบินรบด้วยมูลค่า 27,000 ล้านเหรียญ โดยโก่งราคาสูงลิบลิ่วแลกกับการว่าจ้างนางดาลีน ดรูอัน เข้าทำงานกับโบอิ้งด้วยค่าจ้างสูงลิ่วเป็นการตอบแทน โดยที่นางดาลีนเป็นเจ้าหน้าที่ผู้อนุมัติสัญญานี้ของกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น และลาออกในเวลาต่อมาเพื่อทำงานกับโบอิ้งซึ่งได้ค่าตอบแทนสูงกว่าทำงานกับภาครัฐ

บริษัทผลิตยาไบเออร์ของเยอรมนีเป็นอีกบริษัทหนึ่งที่ติดอันดับในปี 2003 ด้วยหลายข้อหา เช่น การขายยาลดคอเลสเตอรอล Baycol ต่อไปทั้งๆ ที่พิสูจน์แล้วว่ามีผลร้ายข้างเคียงต่อสุขภาพ

การจ่ายเงินให้นักศึกษาทดลองกินอาหารที่มีสารยาฆ่าแมลงของบริษัทเพื่อดูผลข้างเคียง การทุ่มตลาดยารักษาโรคหลอดเลือดตีบตันที่เป็นอันตรายในประเทศกำลังพัฒนา

ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากในประเทศเปรูที่มีเด็กจำนวนมากตายเพราะยาฆ่าแมลงของบริษัทนี้

โรงงานของไบเออร์ในแอฟริกาใต้ได้ปล่อยน้ำเสียที่มีสารโครเมียมทำลายแหล่งน้ำ

เป็นผู้ผลักดันให้สั่งข้าวจีเอ็มโอเข้ามาขายในอียู

ในปี 2004 บริษัทโคคา-โคลา ผู้ผลิตน้ำอัดลมโค้กถูกจัดอันดับเป็นบริษัทห่วยแตก ในด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชน ของคนงาน มากถึง 179 กรณีใหญ่ๆ รวมทั้งมีส่วนรู้เห็นการฆาตกรรมผู้นำสหหภาพแรงงานในประเทศโคลัมเบีย 9 คน

บริษัทโคคา-โคลาในประเทศโคลัมเบียได้ว่าจ้างทหารพรานเข้ามาปราบปรามการประท้วงหยุดงานเรียกร้องสวัสดิการ และค่าจ้างที่เป็นธรรมของคนงาน

บริษัทค้าปลีกยักษ์วอล-มาร์ตของอเมริกาถูกคนงานหญิงจำนวน 1.6 ล้านคนร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องบริษัท ในข้อหาเลือกปฏิบัติ ไม่ยอมให้ก่อตั้ง สหภาพคนงาน

วอล-มาร์ตจ่ายค่าจ้างคนงานชั่วโมงละ 8.23 เหรียญ โดยมีสวัสดิการเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปจ่ายชั่วโมงละ 10 เหรียญ บวกสวัสดิการครบเครื่อง

บริษัทถูกชุมชนต่างๆ ประท้วงขับไล่หรือฟ้องศาลไม่ให้เข้ามาตั้งบริษัทเพราะเป็นการทำลายเศรษฐกิจของชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชน วอล-มาร์ตแพ้คดีและต้องย้ายหรือหยุดสร้างห้างซูเปอร์สโตร์ของตนกว่า 200 แห่ง

เป็นเรื่องแปลกที่ชุมชนคนไทยกลับยอมรับห้างยักษ์โดยดุษฎี โดยไม่คำนึงถึงระบบการผูกขาดในการจัดซื้อสินค้าเข้าห้างในราคาที่ห้างกำหนด และการกำหนดราคาขายที่ห้างต้องการ ในระยะยาวเมื่อร้านค้าย่อยหรือตลาดสด ตลาดนัดถูกทำลายหมด ผู้ด้อยโอกาสจำนวนมากจะสูญเสียอาชีพ ชาวไร่ ชาวสวน รวมทั้งโรงงานที่ไม่มีอำนาจต่อรองจะเดี้ยงกันหมด

ทุกวันนี้รายจ่ายค่าอาหารทุกๆ 5 เหรียญของคนอเมริกัน วอล-มาร์ตมีส่วนแบ่ง 1 เหรียญ หรือร้อยละ 20 ยอดขายของวอล-มาร์ตคิดเป็นร้อยละ 2 ของ จีดีพีอเมริกา วอล-มาร์ตเป็นแหล่งจัดจำหน่ายซีดี วิดีโอ และดีวีดีที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกา รวมทั้งเป็นผู้ขายเครื่องอัญมณีที่ใหญ่ที่สุดด้วย

ในอนาคตภาพเช่นนี้ก็คงจะเกิดขึ้นในประเทศไทย โดยชะตาชีวิตคนทั้งประเทศต้องไปขึ้นต่อบริษัทค้าปลีกยักษ์ 3 บริษัท เหมือนกับชะตากรรมในการเดินทางของคนกรุงเทพฯ 6 ล้านคนต้องไปขึ้นต่อบริษัททางด่วนเพียงบริษัทเดียว

(สคบ.ควรจะต้องเข้ามาดูแลด้วย เพราะว่าลูกค้าจ่ายเงินแล้วไม่ได้สินค้าที่มีคุณภาพคุ้มค่าราคา เช่น จ่ายเงินแล้วรถบนทางด่วนก็ยังติด มีทางขึ้น-ลงน้อย ทางลงก็มักจะแคบ ติดไฟแดง หรือติดรางรถไฟ ไม่มีการปรับปรุงสร้างทางขึ้น-ลงเพิ่ม บางเส้นทางสั้นแต่คิดราคาแพง เช่น พระรามที่ 9 ศรีนครินทร์ ระยะ 6 ก.ม. คิด 25 บาท เป็นต้น)

ธนาคารริกส์ในเมืองวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นธนาคารเก่าแก่ที่อยู่คู่และรับใช้การเมืองอเมริกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1840 มีลูกค้าที่สำคัญที่เป็นประธานาธิบดีไม่ต่ำกว่า 20 คน เช่น ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น หรือนางคลารา บาร์ตันผู้ก่อตั้งองค์กรกาชาดสากล

นอกจากนี้ ธนาคารริกส์ยังเป็นผู้ให้รัฐบาลอเมริกันยืมทองคำแท่งเพื่อนำไปซื้อรัฐอะแลสกาจากรัสเซีย ธนาคารริกส์มีชื่อเสียงในด้านเป็นธนาคารของบรรดาสถานทูตนานาชาติในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ถ้าหากว่าเป็นเพียงธนาคารที่ให้บริการบรรดาสถานทูต ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ธนาคารริกส์ได้ให้บริการ ธุรกรรม การเงินกับบรรดาจอมเผด็จการทั่วโลกที่ยักยอกฉ้อโกงเงินภาษีอากร หรือเงินสกปรกทั้งปวงที่ได้มาอย่างไม่ชอบด้วยศีลธรรม หรือกฎหมายด้วย

ตัวอย่างเช่น ในปี 1994-2002 อนุกรรมาธิการของวุฒิสภาอเมริกันได้ตรวจสอบพบว่า ธนาคารริกส์ได้ยอมเปิดบัญชีถึง 6 บัญชีและออกตั๋วเงินจำนวนหลายครั้งให้กับประธานาธิบดีปิโนเช่ แห่งชิลีทั้งๆ ที่กักตัวอยู่ในประเทศ ในข้อหาคอร์รัปชั่น และอยู่เบื้องหลังการฆาตรกรรมหมู่นักศึกษา และประชาชนหลายหมื่นคน ในช่วงที่ก่อการรัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาลของนายอัลเยนเด้ ซึ่งได้รับการเลือกตั้งมาตามระบอบประชาธิปไตย

การตรวจสอบของกรรมการตรวจสอบการดำเนินงานของธนาคาร หรือ โอซีซี (Office of the Comptroller of the Currency-OCC) พบว่า เฉลี่ยเงินที่ผ่านเข้า-ออกบัญชีของปิโนเช่ครั้งละไม่ต่ำกว่า 4-8 ล้านเหรียญ หรือ 16-32 ล้านบาท ธนาคารริกส์ยังได้เปิดบัญชีนอกพรมแดนในนามอื่นเพื่อทำธุรกิจให้กับปิโนเช่โดยปิดชื่อจริง เพื่อทำธุรกรรมที่หลบเลี่ยงการจ่ายภาษีให้กับรัฐบาลอเมริกันอีกด้วย พฤติกรรมนี้เป็น การร่วมปกปิดและร่วมถ่ายเทเงินที่ผิดกฎหมาย ธนาคารริกส์ยังได้ทำธุรกรรมที่เลี่ยงกฎหมายเช่นนี้ให้กับเผด็จการอีกหลายประเทศในแอฟริกาใต้ 


10 บริษัทห่วยแตกในโลก (จบ)

คอลัมน์ เดินคนละฟาก  โดย กมล กมลตระกูล  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2   วันที่ 28 มีนาคม 2548  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3674 (2874)

หากใช้หลักเกณฑ์นี้ในการจัดอันดับบริษัทที่ห่วยแตกในโลกที่กำหนดไว้ ประเทศไทยคงมีบริษัทที่ติดอันดับเป็นพันๆ บริษัท หลักเกณฑ์ที่ว่า คือ การฉ้อโกงทำลายสังคม ความไม่โปร่งใส การให้สินบน ฉ้อราษฎร์บังหลวง การค้าหาผลประโยชน์จากรัฐ การโก่งราคาค้ากำไรเกินควร การทำลายสิ่งแวดล้อม การผลิตสินค้า อาหาร หรือยาที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพ การทำลาย และลิดรอนสิทธิสหภาพคนงาน การละเมิดสิทธิมนุษยชน การขาดความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคต่อชีวิตและสังคม การทำธุรกิจแทนรัฐบาลเผด็จการ หรืออดีตเผด็จการ เป็นต้น

ล่าสุดผมเจอด้วยตนเอง ได้นำโทรศัพท์มือถือโนเกียไปให้ศูนย์บริการที่ซีคอนสแควร์ตรวจดู ทางศูนย์ก็ตรวจข้อมูลส่วนกลาง และบอกว่า ประกันหมดแล้ว ทั้งๆ ที่ประกันยังไม่หมด แต่บังเอิญผมไม่ได้เอาใบประกันไป จึงจำไม่ได้ และไม่ได้โต้แย้ง มารู้เอาอีกทีก็เมื่อกลับมาเปิดดูที่บ้าน

สาเหตุที่นำไปให้ตรวจ เพราะพูดแล้วฝ่ายรับไม่ได้ยิน ซึ่งที่จริงเกิดจากเจ้าสายหูฟังเสีย และเมื่อถอดออก ตัวโทรศัพท์ไม่รีเซต หรือปรับเปลี่ยนเป็นปกติ ทางศูนย์ก็คิดเงินทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรเสีย โดยอ้างว่าต้องทำความสะอาดเครื่อง ซึ่งวิธีการเช่นนี้เป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค และค้ากำไรเกินควร ทางสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค ควรจะเข้ามากำกับด้วยในเรื่องข้อมูลประกันที่ไม่ตรงกับความจริง รวมทั้งการคิดเงินลูกค้าทั้งๆ เครื่องไม่เสียก็น่าจะเอาผิด หรือปรับให้เข็ด เพราะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างไม่เป็นธรรม

ในด้านพนักงานก็เป็นเด็กๆ ที่คุยไม่ค่อยรู้เรื่อง ต้องการรักษาผลประโยชน์ของบริษัทลูกเดียว เหมือนกรณีรถฮอนด้า เรื่องเล็กก็เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่

กรณีของศูนย์โนเกียต่างจากศูนย์บริการของบริษัทโซนี่อย่างฟ้ากับดิน ทางโซนี่ให้บริการอย่างยอดเยี่ยม และเมื่อตรวจแล้วเครื่องไม่เสีย ก็ไม่คิดเงิน โดยทำความสะอาดให้ฟรีด้วย ก็เล่าสู่กันฟังให้ระวังตัวกันไว้บ้าง

เรามาพิจารณากันต่อไปดีกว่า เรื่องข้างต้นก็บ่นให้ฟังเท่านั้น ยังมีบริษัทระดับโลกอะไรอีกที่ติดอันดับ แอบบอทท์ แล็บ (Abbot Laboratories) เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่ได้รับเกียรติเป็นหนึ่งใน 10 บริษัทห่วยแตกในโลก โดยในปี 2003 ได้ขึ้นราคายา ริตาโนเวียร์ (Ritanovir) ซึ่งเป็นตัวยาสำคัญในการรักษาโรค เอชไอวี -เอดส์ 400 เปอร์เซ็นต์

ตัวยานี้มีความสำคัญในการใช้ร่วมกับตัวยาอื่นๆ แต่ในขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ก็ได้พบว่าผลข้างเคียง จากตัวยานี้มีอันตรายค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามแอบบอทท์ แล็บจะขึ้นราคาก็ต่อเมื่อผู้ใช้ไม่ยอมใช้ร่วมกับตัวยา Karetra ของตนเท่านั้น

ผลคือพฤติกรรมเช่นนี้ทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกับยารักษาโรคเอชไอวี-เอดส์ตำรับอื่นๆ ทางด้านแอบบอทท์ แล็บ อ้างว่าตนต้องใช้เงินในการวิจัยมากมาย แต่กลุ่มผู้บริโภคได้พบข้อมูลว่า เงินสนับสนุนการวิจัยส่วนใหญ่ ได้มาจากเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง

บริษัทประกันเอไอจี หรือ American International Group เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่โดนข้อหาจากกระทรวงยุติธรรมอเมริกัน และคณะกรรมการควบคุม ตลาดหลักทรัพย์ในข้อหาปล่อยเงินกู้จำนวน 750 ล้านเหรียญให้บริษัทในเครืออย่างไม่โปร่งใส และไม่ได้มีการบันทึกในบัญชีอย่างถูกต้อง

บริษัทประกันเอไอจีถูกสั่งปรับเป็นเงิน 80 ล้านเหรียญ และต้องวางเงินมัดจำไว้กับกรรมการตลาดหลักทรัพย์อีก 46 ล้านเหรียญ

บริษัทเดาว์เคมิเคิล เป็นผู้ผลิตยาฆ่าหญ้าสูตร 2-4 ดี ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเอเย่นต์ออเร้นจ์ หรือสารสีส้มที่ใช้ฉีดทำลายป่าในเวียดนามเพื่อไม่ให้เวียดกงอาศัยต้นไม้เป็นที่ซ่อนตัว ผลข้างเคียงที่ตามมา คือ 30 ปีผ่านไป พื้นดินในเวียดนามก็ยังไม่ฟื้น และประชาชนที่โดนสารนี้ก็เป็นโรคมะเร็งและภูมิแพ้อีกนับล้านคน

บริษัทเดาว์เคมิเคิลเป็นเจ้าของบริษัทยูเนียน คาร์ไบน์ในอินเดีย ซึ่งระเบิดส่งสารพิษกระจายไปทั่วทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 8,000 คน และอีก 150,000 คนรวมทั้งเด็กๆ ด้วยที่ประสบปัญหาทั้งโรคมะเร็ง โรคทางเดินหายใจ โรคสมองเสื่อม และโรคอื่นๆ

บริษัทเดาว์เคมิเคิล เป็นผู้ผลิตสารคลอรีนด้วยกรรมวิธีใช้โมเลกุลตะกั่วเป็นองค์ประกอบ และสารตะกั่วนี้ได้แปรสภาพอยู่ในน้ำและเมื่อถูกปล่อยเป็นน้ำเสียออกไปจึงไปทำลายสภาพแวดล้อม

สารซิลิโคนที่ใช้ในการฉีดเสริมหน้าอกผู้หญิงและก่อให้เกิดโรคมะเร็งก็ผลิตโดยบริษัทเดาว์เคมิเคิล เช่นเดียวกัน บริษัทเดาว์เคมิเคิลยังเจอข้อกล่าวหาว่าพยายามทำลายสหภาพแรงงานมาตลอด ได้จ้างมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียทดลองยารักษาโรคผิวหนังกับนักโทษที่เมืองโฮล์มเบิร์ก

บริษัทแกล๊กโซสมิทไคลน์ ผู้ผลิตยาแพกซิล Paxil (Paroxetine) เป็นยาผ่อนคลายประสาทแก้โรคเครียด ซึ่งสถานีโทรทัศน์บีบีซีทำรายการเสนอว่ามีผลข้างเคียงทำให้เยาวชนฆ่าตัวตายในหลายประเทศ

นิตยสารทางการแพทย์ Lancet ได้ตีพิมพ์บทความทางวิชาการ ถึงอันตรายของยานี้หากว่าใช้กับเด็ก วุฒิสภาอเมริกันก็ได้ตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบยานี้ FDA ของสหรัฐ ห้ามใช้กับเด็กและเยาวชน แต่บริษัทแกล๊กโซสมิทไคลน์ผู้ผลิตยาแพกซิล ก็ยังดึงดันขายต่อไป รวมทั้งใช้งบประมาณมหาศาลในการโฆษณา เพื่อแก้ข่าวหรือปกปิดข่าวต่างๆ ข้างต้น ก็เลยต้องติดอันดับบริษัทห่วยแตกด้วยประการฉะนี้

บริษัทฮาร์ดี้ ผู้ผลิต แฮมเบอร์เกอร์ยักษ์ (Monster Thickburger) มีน้ำหนัก 2 ส่วน 3 ของหนึ่งเปาด์ โดยมีแคลอรี 1,420 ส่วนเส้นมันทอดที่มากับแฮม เบอร์เกอร์มีแคลอรีอีก 600 รวมกันแล้วมื้อหนึ่งผู้ซื้อจะได้รับแคลอรีถึง 2000 เต็มๆ ฮาร์ดี้ มีวิธีหลบหลีกการขายสินค้าที่ไม่คำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภค โดยไม่เคยโฆษณาว่าสินค้าของตนมีผลดีต่อสุขภาพ แต่กลับโฆษณาว่า "ให้ระวัง ให้ระวังให้มากๆ" ผิดกับบริษัทเคเอฟซีที่ถูกคณะกรรมการควบคุมการค้า (The Federal Trade Commission) ฟ้องและปรับเงินในข้อหาโฆษณาไม่ตรงกับข้อเท็จจริงว่า "กินไก่ทอดมีผลดีต่อสุขภาพมากกว่ากินแฮมเบอร์เกอร์"

บริษัทเมอร์ก ผู้ผลิตยาที่มีชื่อเสียงของโลก ได้ผลิตยารักษาโรคหัวใจ Vioxx และถูกวุฒิสภาอเมริกันตั้งกรรมการสอบสวน ดร.เดวิด เกรแฮม จาก FDA (องค์การอาหารและยา) ให้การว่า ยานี้เป็นยาตัวเดียวในประวัติศาสตร์ ที่ได้คร่าชีวิตคน จากผลข้างเคียงเป็นจำนวนประมาณ 88,000-139,000 คน โดยเพิ่มโอกาสการตายอาการหัวใจล้มเหลว หรือหยุดทำงานอย่างฉับพลัน

ดร.เกรแฮมกล่าวว่า ร้อยละ 40 ของผู้ตาย หรือ 35,000-55,000 ตายจากการแพ้ยานี้โดยตรงด้านนิตยสาร Lancet ซึ่งเป็นวารสารทางการแพทย์ที่เก่าแก่และได้รับความเชื่อถือมากที่สุดของโลก ก็ได้ศึกษาตัวอย่างคนไข้จำนวน 25,273 คน ในโรงพยาบาล 18 แห่ง พบว่าคนไข้ที่กินยานี้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมากถึง 2.3 เท่า บริษัทเมอร์กได้ใช้อำนาจทุกอย่าง โดยเฉพาะอำนาจเงินในการทำลายความเชื่อถือของ ดร.เกรแฮม โดยสามารถชักชวนให้ ส.ส.จำนวน 22 คน ส่งจดหมายถึง FDA เพื่อทักท้วงคำรายงานของ ดร.เกรแฮม แปลกไหมครับที่เรื่องเช่นนี้ก็เกิดขึ้นในประเทศอเมริกาได้ ไม่ต่างจากสภาผู้แทนในประเทศโลกที่ 3 ในที่สุดเมอร์กก็ยอมถอนยาออกจากตลาด เพราะแม้แต่ในหน่วยวิจัยของบริษัทเอง ก็ได้พบว่า รายงานของ ดร.เกรแฮมและ Lancet เป็นความจริงครับก็ได้รางวัลเป็นบริษัทห่วยแตกไปตามระเบียบ

บริษัทสุดท้ายที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ คือ แม็กเวน ผู้ผลิตเลื่อยและท่อน้ำ ในรัฐแอละแบมา แต่มีสาขาทั่วประเทศรวมทั้งในรัฐนิวยอร์กด้วย ผู้สื่อข่าวหัวเห็ด เดวิด บาร์สโตว์ และโลเวล เบอร์กแมน แห่ง น.ส.พ.นิวยอร์ก ไทมส์ ได้รายงานว่า ตั้งแต่ปี 1995 มา มีคนงานในบริษัทนี้ได้รับอุบัติเหตุในที่ทำงานเป็นจำนวนมากถึง 4,600 กรณี และตายไป 9 ราย ทั้งๆ ที่โรงงานนี้มีคนงาน เพียงแค่ 5,000 คน สถิตินี้หมายความว่าคนงานทุกๆ คนไม่มีใครรอดพ้นที่จะประสบอุบัติเหตุครั้งหนึ่ง ในชีวิตการทำงานในบริษัทนี้ แม๊กเวนก็เลยติดอันดับไปด้วย

ในประเทศไทยเราน่าจะมีสื่อมวลชน หรือองค์กรพัฒนาเอกชนออกมาเฝ้าระวัง วิจัย และทำรายงานออกมาทุกปีว่า บริษัทต่างๆ ที่มีบทบาท ห่วยแตกตามมาตรฐานข้างต้นนี้มีใครบ้าง