หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ตลาดหุ้นโตอย่างไร้คุณภาพ

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น โดย เศรษฐ์ สันติ psanti@matichon.co.th  มติชนรายวัน หน้า 20 วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9865

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังผูกพันกับตลาดหุ้นมาอย่างยาวนาน จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่า นโยบายสำคัญอันดับต้นๆ คือ ผลักดันให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเจริญเติบโต มีหุ้นที่มีคุณภาพ ซึ่งจะส่งผลมูลค่าตลาดของหุ้นอยู่ในระดับสูง

วิธีการหนึ่งที่นายสมคิดเห็นว่าน่าจะช่วยผลักดันให้ตลาดหลักทรัพย์เจริญเติบโตคือ เร่งผลักดันให้รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ เช่น บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน), การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทสไทย(กฟผ.) แปรรูปและนำหุ้นเข้าซื้อขายโดยเร็วที่สุด

ว่ากันตามจริงแล้ว การเร่งผลักดันให้รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ นำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์โดยอ้างว่า เพื่อดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาซื้อขายกันมากๆ ไม่ใช่วิธีการใหม่แต่อย่างใด แต่คิดกันมานมนานแล้ว แต่รัฐบาลที่ผ่านๆ มาไม่มีพลังทางการเมืองเพียงพอที่จะแปรูปรัฐวิสาหกิจและนำเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นได้สำเร็จ

นอกจากการนำสมบัติของชาติเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แล้ว สิ่งที่อยากเห็นนายสมคิดทำอย่างจริงจัง เพื่อมิให้ตลาดหลักทรัพย์เติบโตอย่างไร้คุณภาพมีอย่างน้อย 2 ประการ คือ

หนึ่ง การทำตลาดหลักทรัพย์ให้มีความโปร่งใสในทุกๆ ด้าน เน้นคุ้มครองนักลงทุนรายย่อย แม้ที่ผ่านมามีการตั้งคณะกรรมการบรรษัทภิบาลแห่งชาติขึ้นมาหลายปีแล้ว แต่ไม่มีการพัฒนาระบบธรรมาภิบาลในตลาดหลักทรัพย์ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเป็นกรณีการขายหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทไทยฟิล์ม อินดัสตรีย์ ที่ให้บริษัทในเครือ ซึ่งทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นผู้รับเงินในฐานะที่ปรึกษากว่า 250 ล้านบาท, กรณีบริษัทไทยน๊อคซ์ สแตนเลส เพิ่มทุนโดยอ้างว่าจะนำเงินไปลงทุนสร้างโรงงงานกว่า 14,000 ล้านบาท ไม่มีการระบุในหนังสือชี้ชวนการลงทุน เป็นการท้าท้ายระบบตรวจสอบและธรรมาภิบาลในตลาดหุ้นไทยเป็นอย่างดี

ทั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้แต่ทำตาปริบๆ ทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไร้น้ำยาของหน่วยงานทั้งสองว่าไม่กล้าแตะต้อง "ขาใหญ่" ผู้อยู่ใกล้ศูนย์กลางอำนาจทุนของพรรคไทยรักไทย

ก่อนหน้านี้มีเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่รวยติดอันดับโลก ขายทรัพย์สินบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ให้แก่บริษัทในเครือข่ายตัวเองหลายครั้ง ซึ่งมีการยื่นเรื่องกล่าวหาต่อสำนักงาน ก.ล.ต.ว่าเป็นการผ่องถ่ายทรัพย์สินหรือไซฟ่อน เนื่องจากทรัพย์สินราคาสูงถูกขายออกไปในราคาต่ำให้แก่บริษัทในเครือข่าย

วิธีการที่ทำให้เป็นการขายอย่างถูกกฎหมายคือ ให้ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นใหญ่รับรอง ซึ่งผู้ถือหุ้นใหญ่ย่อมอนุมัติอยู่แล้ว และให้บริษัทประเมินราคาทรัพย์สินประเมินราคาทรัพย์สินในราคาต่ำ (ซึ่งยากที่จะตรวจสอบได้) ทำให้บริษัทในเครือข่ายได้กำไรมหาศาล

ผมไม่เชื่อว่า ภายใต้ภาวะการนำที่อ่อนแอ สำนังาน ก.ล.ต.ไม่สามารถทำคดีนี้ให้กระจ่างได้

ตรงนี้แหละครับ ถ้านายสมคิดมีความจริงใจ ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ตามนโยบาย (คำพูด) ที่ประกาศ (ป่าวๆ) ว่า จะแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นให้สำเร็จ นายสมคิดต้องกล้าสั่งให้ลุยกรณีที่ไม่ชอบมาพากลด้วย ไม่ว่าจะเป็น "ขาใหญ่" นายทุนพรรค จนลูกได้ดิบได้ดี แม้ว่าพ่อจะเป็นบุคคลต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

สอง ภาษีกำไรหุ้น ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน นักเล่นหุ้นทั้งหลายซึ่งร่ำรวยจากบ่อนพนันขนาดใหญ่แห่งนี้ ได้รับอภิสิทธิ์ ได้รับการโอบอุ้มนานาชนิดและไม่ต้องเสียภาษี ทั้งๆ ที่มีรายได้อย่างมหาศาลจากกำไรหุ้น

ข้ออ้างประการเดียวที่รัฐบาลขวัญอ่อนทั้งหลายไม่กล้าเก็บภาษีกำไรหุ้นคือ จะเป็นการขัดขวางการพัฒนาตลาดหุ้น(แต่ความจริงกลุ่มทุน หรือกลุ่มพวกเดียวกับตัวเอง ล้วนมีผลประโยชน์อยู่ในตลาดหุ้น)

มาถึงรัฐบาลนี้ ที่เต็มไปด้วยนักเล่นหุ้นมากกว่าทุกรัฐบาล ต้องดูว่ากล้าที่จะดำเนินนโยบายที่ขัดแย้ง กับผลประโยชน์ส่วนตัว แต่มีประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นเดิมพันตามราคาคุยหรือไม่

มิเช่นนั้นตลาดหุ้นไทยคงเติบโตแบบบวมฝ่ามไม่แตกต่างจากในอดีต