หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
สมบัติของชาติ ควรเป็นขุมทรัพย์ด้วยหรือไม่

โดย พอล เลอมัง   กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2548

ข่าวพบมงกุฎของกษัตริย์ไทยสมัยโบราณในต่างประเทศ กลายเป็นเรื่องดังระดับประเทศที่กำลังมีการพิจารณาตรวจสอบ รวมทั้งหาวิธีการนำกลับมาประเทศไทย ด้วยเหตุผลว่าของนั้นเป็นสมบัติของชาติ

สมบัติของชาติคือ ประวัติศาสตร์ และประวัติศาสตร์ชาติคือ ความคงอยู่ของชาติ ผมเองไม่ได้ขัดแย้งที่จะนำสมบัติดังกล่าวกลับมาประเทศไทย ถ้าได้ก็จะดีมาก แต่ที่ต้องเขียนถึงเรื่องนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่า เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนไทยทุกคน

ผมไม่ใช่นักประวัติศาสตร์หรือนักโบราณคดีแต่ในความเห็นของผม สมบัติของชาติคือ สิ่งที่จะบ่งบอกถึงประวัติศาสตร์ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของที่จับต้องได้ หรือไม่ใช่สิ่งของที่จับต้องได้ทั้งประเพณี วัฒนธรรม

เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์จากสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่เป็นหลักฐาน ก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างในแผ่นดินไทย และที่เกี่ยวกับไทย ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบันเป็นสมบัติของชาติไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ในส่วนที่เป็นสิ่งของจับต้องได้นั้นมีมากมายตั้งแต่ศิลาจารึก ศิลปวัตถุ หนังสือ ของใช้เครื่องใช้ ล้วนสามารถบ่งบอกถึงประวัติความเป็นมาของประเทศในช่วงใดช่วงหนึ่งได้ ก็ไม่ต่างจากนักโบราณคดีที่ต้องขุดคุ้ยซากกระดูกไดโนเสาร์ มิใช่เพื่อต้องการรู้ประวัติศาสตร์ของโลกหรอกหรือ

ประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ในสมบัติของชาตินอกจากจะเป็นหลักฐานด้านประวัติศาสตร์ ยังยืนยันถึงความมีอยู่ความเป็นตัวตนของชาตินั้นด้วย ซึ่งตรงนี้มีความสำคัญมากเพราะถือเป็นเกียรติภูมิ และความภูมิใจของประเทศที่สามารถอวดกันได้ในเวทีโลก ว่าประเทศของฉันมีประวัติศาสตร์อันยาวนานและมีอยู่จริงด้วย ไม่เชื่อก็ลองไปดูสมบัติของชาติในพิพิธภัณฑ์...ก็เพราะไม่เชื่อก็ไปลองดูนี่เอง ทำให้ประเทศที่มีพิพิธภัณฑ์ใหญ่ของโลกมีนักท่องเที่ยวพากันแห่ไปดูหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมาย

คุณค่าของสมบัติของชาติอยู่ที่ความรู้และการรับรู้

ใช่ว่าสมบัติของชาติทุกชิ้นจะมีคุณค่า และต้องนำกลับมาประเทศเสมอไป ผมเห็นว่าคงขึ้นอยู่กับความรู้เกี่ยวกับสมบัตินั้น และการรับรู้ของคนในชาติด้วย หากไม่มีสองอย่างนี้สมบัตินั้นก็คงไม่มีความหมาย และประโยชน์อันใด

ถ้าจะถามว่าของโบราณในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มากมายนั้น มีคนไทยเข้าไปดูแล้วซาบซึ้งได้ความรู้ออกมามากน้อยเพียงใด หรือว่าคนที่เข้าไปดูส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติ...ที่มีความสนใจเข้าไปดูแล้วเห็นคุณค่าจนต้องเกิดความคิดที่อยากจะเป็นเจ้าของ แล้วทำให้เกิดมีการนำสิ่งของเหล่านี้มาเป็นสินค้าเพื่อซื้อขาย หรือเพื่อแลกกับเงินที่คนไทยเห็นคุณค่ามากกว่า

ผมเคยสงสัยอยู่เสมอว่า ทำไมคนต่างชาติจึงรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทยดีกว่าคนไทย คำตอบคือ ความรู้ และความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการโดยเฉพาะของชาวตะวันตกดีกว่า ทำให้ตั้งแต่ในอดีตกาลมาแล้ว คนเหล่านี้เมื่อเดินทางไปตามประเทศต่างๆ รวมทั้งไทย ไม่ว่าจะเหตุผลทางการเมือง ทางศาสนา การค้า จะเรียนรู้จดจำสิ่งที่พบเห็น และเป็นระบบกล่าวคือ รู้จักบันทึกเก็บไว้เป็นหลักฐานไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย เขียนบันทึกเป็นเรื่องราว บันทึกด้วยการวาดภาพบนวัตถุ รวมทั้งเมื่อกลับไปประเทศของตนก็นำเอาสิ่งของที่สนใจ และมีค่ากลับไปด้วย

นักสำรวจชาวตะวันตกคนหนึ่งเคยกล่าวถึงคนสยามเมื่อร้อยกว่าปีว่า ไม่ค่อยจะรู้จักดูแลเก็บรักษาสมบัติของตนเอง ประกอบกับอากาศที่ร้อนชื้นทำให้ของส่วนใหญ่ชำรุดผุพังได้ง่าย จึงปรากฏว่าสิ่งของที่เป็นประวัติศาสตร์ของสยามตกไปอยู่ในมือของคนต่างชาติเสียเป็นส่วนใหญ่

คิดในแง่ดีคือ คนเหล่านี้คือ ผู้เก็บรักษาสมบัติของเราไว้... ผมคิดว่าหากเรามองด้วยใจเป็นกลางก็ดูจะเป็นเรื่องจริง ยกตัวอย่างหนังสือหรือเอกสารรวมทั้งภาพถ่ายในสมัยเก่าเช่น รัชกาลที่ 5 ถ้าไม่ได้มีการเก็บรักษาอย่างดีจากบรรดาฝรั่งที่ (จัดเก็บเองหรือหาซื้อมาก็ตาม) นำกลับไปยังประเทศของตนแล้ว เราคงไม่มีโอกาสได้เห็นเอกสารหรือหนังสือดังกล่าวอีกเลยในปัจจุบัน เพราะจะผุพังเปื่อยสลายไปแน่นอน

ความดีตรงนี้ยกให้ก็ในกรณีที่คนต่างชาตินั้นหาซื้อมาอย่างถูกกฎหมาย แต่หากลักลอบนำออกไปทั้งที่รู้ว่าไม่ถูกต้องก็สมควรประณามกัน

ผมกล่าวไว้ว่า ถ้าไม่มีความรู้เกี่ยวกับสมบัตินั้นหรือรู้แล้วไม่มีคุณค่าทางวิชาการ หรือไม่ได้รับความสนใจจากคนในชาติก็ไม่มีประโยชน์อันใด ตรงนี้จึงเป็นเรื่องที่คนในชาติต้องตื่นตัวในเรื่องประวัติศาสตร์ของตนเอง คนไทยต้องสนใจหาความรู้ในเรื่องสมบัติของชาติเสียก่อน และถ้ารู้แล้วมีความซาบซึ้งในความเป็นไทย และรับรู้ไปถึงความสำคัญ และความมีคุณค่าของสมบัตินั้นด้วยก็ยิ่งดี

มิฉะนั้นจะเกิดคำถามในใจได้ว่าการได้สมบัติที่อยู่ในต่างประเทศชิ้นนั้นกลับคืนมาประเทศ จะมีประโยชน์อันใด กล่าวคือ จะทำให้ประเทศเจริญขึ้นหรือไม่ จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นหรือ จะทำให้ประชาชนมีความรักชาติมากขึ้นหรือไม่ หรือจะทำให้ประชาชนสนใจประวัติศาสตร์ของชาติมากขึ้น หรือจะทำให้ยอดการเข้าไปดูพิพิธภัณฑ์สูงขึ้นหรือไม่

สมบัติของชาติในฐานะเป็นขุมทรัพย์ของชาติ ผมพยายามจะหาเหตุผลในการนำสมบัติกลับมา นอกเหนือไปจากเกียรติภูมิ และความภูมิใจของคนในชาติแล้วจะมีเหตุผลอะไรได้อีก

เราน่าจะมองสมบัติของชาติเป็นขุมทรัพย์ของชาติได้ในความหมายของการค้าโลก ก็พูดได้ว่าวัฒนธรรมของประเทศเป็นสินค้าบริการประเภทหนึ่ง ในความหมายนี้ สมบัติของชาติคือ สินค้าบริการที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมที่ครอบคลุมถึงพิพิธภัณฑ์ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งของที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์คือ องค์ประกอบ ดังนั้นถ้าเราต้องการจะนำสมบัติของชาติชิ้นใดก็ตามกลับประเทศ ผมอยากจะให้มองให้ตรงก่อนว่าเป็นสมบัติของชาติจริง และจะต้องสามารถปลุกการรับรู้ของคนในชาติได้ และที่สำคัญคือ จะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัฒนธรรมได้ด้วย

หากเข้าใจตรงนี้ การนำสมบัติของชาติชิ้นใดกลับมาจะเป็นขุมทรัพย์ของชาติที่สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างคุ้มค่า ประเทศฝรั่งเศสเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ ก็มิใช่พิพิธภัณฑ์ทั้งหลายในฝรั่งเศสหรอกหรือที่สร้างสมบัติของชาติ และประเทศต่างๆ ให้เป็นขุมทรัพย์ และดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ไปเยี่ยมชมจนกลายเป็นรายได้สำคัญของประเทศ

รัฐบาลจะต้องมองวัฒนธรรมให้เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องลงทุนในระยะยาว และกลายเป็นขุมทรัพย์ของประเทศในโอกาสแรก พิพิธภัณฑ์ใหม่ๆ และใหญ่ๆ ควรจะอยู่ในแผนงานของรัฐบาลด้วย มิใช่เพียงการสร้างสนามบินแห่งใหม่หรือระบบขนส่งมวลชนที่ทันสมัยเท่านั้น กระทรวงวัฒนธรรมจะต้องไม่ใช่ดูแลเรื่องประเพณีไทยหรือ คอยควบคุมเพลงไทยว่า จะขัดศีลธรรมหรือไม่ แต่ควรมีแผนลงทุนในการสร้างพิพิธภัณฑ์ตลอดจนสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมด้วย เพราะนี่คือ อนาคตของประเทศในตลาดโลกเสรี ที่ไทยเรามีจุดแข็งในเรื่องนี้ เช่น การท่องเที่ยว บริการเกี่ยวกับสุขภาพ สังคม และบริการด้านนันทนาการ วัฒนธรรมและการกีฬา

สมบัติของชาติยังคงมีอยู่ในต่างประเทศอีกมากมายนั้นแน่นอนการจะไปไล่ซื้อสมบัติทั้งหมดกลับคืนมายังประเทศไทยคงเป็นไปไม่ได้ กอปรกับคนไทยส่วนใหญ่เองยังไม่มีความสนใจในประวัติศาสตร์นัก ยังไม่รู้ซึ่งคุณค่าของสมบัติของชาติ ดังนั้นไม่ว่าจะนำสมบัติกลับมาอีกกี่ชิ้นก็ตามก็ไม่ทำให้คนไทยสนใจประวัติศาสตร์มากขึ้น หรือไปพิพิธภัณฑ์มากขึ้น

สมบัติของชาติจึงไม่มีทางกลายเป็นขุมทรัพย์ไปได้ และคงได้แต่โบราณวัตถุที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ในพิพิธภัณฑ์ บางทีการปล่อยให้เป็นสมบัติของโลกไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม ยังจะมีประโยชน์ต่อมนุษยชาติ