|
||||||||||||||
|
สัญญาณจากดุลบัญชีเดินสะพัด
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ มติชนรายวัน วันที่ 09 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9860 ทุกวันนี้ เรามักกังวลที่จะวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจในแง่ลบ อาจเพราะห่วงว่าการมองในแง่ร้ายจะกลับมาหลอกหลอน เหมือนช่วงวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2540 และการมองในแง่ดีน่าจะช่วยเป็นปัจจัยทางจิตวิทยาต่อการขยายธุรกิจและการลงทุน ความเชื่อมั่นทางจิตวิทยาอาจมีผลชัดในระยะสั้น แต่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นจริงในท้ายที่สุดก็จะปรากฏให้เห็น รัฐบาลต้องมิให้ความโน้มเอียงทางจิตวิทยาเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเพื่อป้องกันปัญหาล่วงหน้า ดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลอย่างหนักในเดือนมกราคม 2548 นี้ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ไม่ตรงกับความพยายามมองโลกในแง่ดี ทางการเคยเชื่อเสมอว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลอย่างต่อเนื่องหลายปี อีกทั้งจะไม่เป็นปัญหา หากมีโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ มูลค่ากว่า 1.5 ล้านล้านบาท ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า จากข้อมูลเบื้องต้นของธนาคารแห่งประเทศไทย ดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนมกราคม ขาดดุล 942 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการขาดดุลการค้าสูงถึง 1,475 ล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นการเกินดุลบริการเท่ากับ 533 ล้านเหรียญสหรัฐ ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกว่าการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่มีลักษณะฉับพลันนี้มิได้มาจากประมาณการอุบัติภัยสึนามิ เนื่องจากตัวเลขดุลบริการยังเกินดุลอยู่โดยต่ำกว่าแนวโน้มเดิมราว 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ดุลการค้าที่ขาดดุลในเดือนมกราคมเพียงเดือนเดียว มีมูลค่าเกือบเท่ากับการเกินดุลการค้าในปี 2547 ทั้งปี(หรือ 1,682 ล้านเหรียญสหรัฐ) จึงต้องนับว่าสูงมากและเป็นสาเหตุหลักของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แต่ในสายตาของนักการเมืองผู้รับผิดชอบ ยังเห็นว่าเป็นสถานการณ์ชั่วคราวและเป็นการขาดดุลที่เล็กน้อย ความจริงแล้ว การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามแนวโน้มการใช้จ่ายเกินตัวที่คาดการณ์ได้ เพียงแต่เกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนด ในช่วงระยะของการฟื้นตัวภายหลังวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในระดับร้อยละ 5.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และค่อยๆ ลดลงเหลือประมาณร้อยละ 3.5 ในปีที่ผ่านมา
การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี 9 เดือน จึงเป็นตัวเลขกระโดดที่ควรได้รับการวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมา เมื่อพิจารณารายละเอียดเราจะพบว่าการขาดดุลดุลการค้ามีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายประการประกอบกับทั้งทางด้านราคาน้ำมัน และการชะลอตัวของภาคส่งออก และที่สำคัญยิ่งก็คือ การขาดดุลนี้มีลักษณะพิเศษที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับสัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ นี่เป็นความแตกต่างอย่างมากจากสถานการณ์ในอดีตก่อนวิกฤตการณ์ชำระเงินปี 2540 ซึ่งการขยายตัวทางเศรษฐกิจนำไปสู่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ถ้าหากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมๆ กับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ทางการจะต้องปรับแนวนโยบายเศรษฐกิจมหภาคใหม่ และต้องเร่งป้องกันปัญหาเศรษฐกิจทั้งภาวะเงินเฟ้อสูงและการชะลอตัวทางเศรษฐกิจเป็นการล่วงหน้า ประเด็นสำคัญที่ควรเน้นหนัก ได้แก่ (1) การชะลอตัวของภาคส่งออก โดยทั่วไปแล้ว ภาคส่งออกของไทยและหลายประเทศในเอเชียมีอัตราการขยายตัวที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ มาก ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจการขยายตัวของภาคส่งออกนี้ก็ได้รับอานิสงส์จากการลดลงของค่าเงินภายในประเทศอีกด้วย อย่างไรก็ตาม มูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ก็เริ่มมิใช่การขยายตัวทางด้านปริมาณ ดังจะเห็นได้ว่าในปี 2547 ปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 6.2 เท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นการเพิ่มขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงด้านราคา ซึ่งอาจมีความไม่แน่นอนในอนาคตเมื่อทิศทางค่าเงินสหรัฐและนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงไป
การชะลอตัวทางด้านปริมาณของภาคส่งออกเห็นได้ชัดอย่างมากในเดือนมกราคม 2548 ซึ่งควรถือเป็นสัญญาณที่ภาครัฐ จะต้องเร่งยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตอย่างจริงจัง ไม่ฉาบฉวย และถูกจุดกว่าเดิม รัฐต้องระมัดระวังว่าการชะลอตัวนี้ อาจเกิดขึ้นจากการที่เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัว ตามต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น (Global Stagflation) ได้ (2) การชะลอตัวของภาคการผลิต ปกติแล้วการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมักเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งพึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบและเครื่องจักรอุปกรณ์ แต่ในขณะนี้ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัด ก็เริ่มส่งสัญญาณว่า มีการชะลอตัวของการลงทุนในเครื่องจักร และอุปกรณ์ ถึงแม้ว่าการขยายตัวของภาคการนำเข้าจะเพิ่มขึ้น ในอัตราที่สูงมากอย่างต่อเนื่อง แต่ปริมาณการนำเข้าในหมวดสินค้าทุนก็เริ่มชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2547 ซึ่งนับว่าทางการจะต้องมีความละเอียดมากขึ้นในการตีความข้อมูลการนำเข้าสินค้าทุน (3) การพึ่งพิงการนำเข้าน้ำมันปิโตรเลียม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้การนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ให้พึ่งพิงพลังงานปิโตรเลียมลดลง นโยบายราคาน้ำมันต่ำก็เป็นนโยบายที่ขาดความเหมาะสม เพราะจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจอ่อนด้อยและขาดการปรับเปลี่ยนทางเทคโนโลยีให้เหมาะสม กับพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจที่ต้องนำเข้าน้ำมันปิโตรเลียม เราจะสังเกตเห็นได้จากข้อมูลดุลบัญชีเดินสะพัดว่าปริมาณการนำเข้าหมวดผลิตภัณฑ์น้ำมันยังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยปริมาณการนำเข้าเติบโตถึงร้อยละ 17.5 ในปี 2547 ทั้งๆ ที่เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันโลกอยู่ในระดับที่สูงมาก ดังนั้น ความสามารถในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้พึ่งพิงผลิตภัณฑ์น้ำมันลดลง จะนำมาซึ่งความสำเร็จ ทั้งในแง่ยุทธศาสตร์การนำเข้า และในแง่การปรับตัวทางเทคโนโลยีด้วย (4) ประสิทธิผลของนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ดุลการค้าที่ลดลงอย่างรวดเร็วเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่ผู้กำหนดนโยบาย ควรตรวจสอบข้อจำกัดของนโยบายค่าเงินบาทที่ต่ำเป็นเวลานาน นโยบายค่าเงินบาทต่ำอาจช่วยอุดหนุนผู้ส่งออก และการกีดกันสินค้านำเข้า และมีผลกระทบสูงในช่วงระยะต้น แต่ภาวะเงินเฟ้อในอนาคตที่จะตามมา ก็จะทำให้ความได้เปรียบเชิงราคาของสินค้าส่งออก และสินค้าทดแทนการนำเข้าลดต่ำลง การพิจารณาผลกระทบของนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนนั้นจึงไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะค่าอัตราแลกเปลี่ยนเท่านั้น หากต้องคำนึงถึงอัตราแลกเปลี่ยนแท้จริง(real exchange rate) ซึ่งคำนึงถึงราคาสินค้าด้วย เพราะจะทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบเมื่อราคาสินค้าภายในประเทศแพงมากขึ้น นอกจากนี้การดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่หวังผลในเชิงการค้าระหว่างประเทศอาจนำไปสู่ผลเสียอย่างมากในกรณีที่มีปัญหา Stagflation ซึ่งประเทศผู้นำเข้าน้ำมันจะยิ่งต้องถ่ายเทส่วนเกินการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไปสู่ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันเพิ่มขึ้น ทางการนั้นไม่ควรประมาทกับตัวเลขการขาดดุลการค้าและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดแม้ว่าจะเริ่มเกิดขึ้นเพียงเดือนเดียว หากควรใช้เป็นสัญญาณเตือนให้มีการเตรียมความพร้อมที่จะป้องกันปัญหาเศรษฐกิจที่อาจมาเยือน บทเรียนในอดีตก็คือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพร้อมๆ กับการชะงักงันทางเศรษฐกิจนั้น เป็นปัญหาที่ยากต่อการแก้ไขเมื่อปล่อยให้เกิดขึ้นแล้ว รัฐบาลจะต้องตระหนักว่า การแข่งขันทางเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันนั้น เป็นการบริหารเศรษฐกิจภายใต้ความไม่แน่นอน และความเสี่ยง ซึ่งเศรษฐกิจไทยจะบอบช้ำอย่างหนักถ้าเราเปิดโอกาสให้เกิดวิกฤตการณ์ขึ้นอีก หน้า 6
|