หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
มุมมองสตรีไทยกับ "วันสตรีสากล"

กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 08 มีนาคม พ.ศ. 2548

มาลีรัตน์ แก้วก่า ส.ว.สกลนคร ประธานชมรมรัฐสภาสตรีไทย แสดงความคิดเห็นเนื่องในโอกาส "วันสตรีสากล 8 มีนาคม" ว่า ในอดีตมีการจัดกิจกรรม เพื่อฉลองเนื่องในโอกาสวันสตรีสากล เพื่อระลึกถึงความเป็นมา แห่งการต่อสู้ เพื่อให้ได้ซึ่งความเสมอภาค ยุติธรรม สันติภาพ รวมทั้งความเสมอภาคด้านค่าแรงที่ไม่เท่าเทียมระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง

ปัจจุบันอยากให้ใช้วันนี้เป็นสัญลักษณ์ของความเท่าเทียม เราจะทำอย่างไรให้มีความเสมอภาคเกิดขึ้น ไม่เพียงแต่ผู้หญิงเท่านั้น อยากให้มีความเสมอภาคทางโอกาสให้กับผู้ด้อยโอกาส ให้สามารถทำอะไรได้เหมือนกับคนธรรมดา เพิ่มแต้มต่อให้กับผู้ด้อยโอกาส ไม่ว่าจะเป็นทางเดิน ลิฟต์

ด้านการเมือง อยากจะเรียกร้องให้มีสมาชิก อบต. 1 บ้าน สามารถเลือกผู้หญิงได้ 1 คน และชาย 1 คน ซึ่งในอนาคตชมรมประธานรัฐสภาสตรีไทย จะเข้ามาจับเรื่องนี้ เพื่อปรับสมดุล ให้เห็นมุมมองที่ต่างกัน

และเนื่องในวันสตรีสากล วันนี้ถือได้ว่าประเทศไทยกำลังเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของรัฐสภาไทย 72 ปีกว่า ขึ้นปีที่ 73 ที่มีผู้หญิง เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

ในอนาคต อยากจะเห็นผู้หญิงเดินเข้าสู่เวทีการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ใช้จริยธรรม คุณธรรม ทำให้การเมืองโปร่งใส ใสสะอาด และอยากเห็นรัฐมนตรีที่เป็นผู้หญิง กรรมาธิการที่เป็นผู้หญิง รวมทั้งตำแหน่งอื่นๆ ด้วย

ดร.รสพิมล จิรเมธาการ ส.ส.หญิง จากอุดรธานี เห็นว่า ปัจจุบันในพื้นที่ ผู้หญิงยังทำงานด้านการเมืองน้อยอยู่ แต่จริงๆ ผู้หญิงเป็นคนในพื้นที่ควรจะลุกขึ้นมาทำเพื่อพื้นที่ของตัวเองให้มากขึ้น เพราะผู้ชายและวัยรุ่นต่างก็ออกไปทำงานข้างนอก แต่กลับมีเสียงในการบริหารพื้นที่มากกว่าผู้หญิง จริงๆ มีผู้หญิงหลายคนที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่มีโอกาสโดยเฉพาะด้านการเมือง

เจิมมาศ จึงเลิศศิริ อดีต ส.ก.2 สมัย ปัจจุบันเป็น ส.ส.หญิงจากประชาธิปัตย์ อยากให้ผู้หญิงหมั่นพัฒนาตัวเอง เพื่อให้ผู้ชายยอมรับให้ได้ และต้องมีการแก้ไขเรื่องกฎหมายที่ผู้หญิงตกเป็นรองเป็นอันดับแรก ผู้หญิงต้องเข้ามามีเสียงในทางการเมืองมากขึ้น ต้องหมั่นหาความรู้และให้ความสนใจในเรื่องกฎหมายและเรื่องระบอบประชาธิปไตยมากขึ้นกว่านี้

วันเพ็ญ เปรมแก้ว ประธานสหพันธ์แรงงานโลหะแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล 8 มีนาคมปีนี้ สถานการณ์แรงงานหญิงในประเทศไทยยังไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะในปีนี้โควตาส่งออกสินค้าสิ่งทอเริ่มลดลงจนแทบไม่เหลือ ซึ่งจะทำให้เกิดการเลิกจ้างตามมา โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่จะจ้างแรงงานหญิงเป็นจำนวนมาก โดยช่วงที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเหล่านี้มักย้ายฐานการผลิตไปยังพื้นที่ชายแดน และภาคเหนือของประเทศ ซึ่งมีทั้งการจ้างในโรงงาน และการจ้างแบบเหมาช่วง

แรงงานหญิงเหล่านี้ล้วนไม่มีหลักประกันในการทำงาน และไม่ได้รับค่าจ้างที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีปัญหาจากการเปิดการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยมากน้อยแค่ไหน ขณะที่อุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูป ต้องมีการแข่งขันกันสูงในเรื่องค่าจ้าง ซึ่งจีนและเวียดนาม มีแรงงาน ค่าจ้างต่ำกว่าไทยมาก

โดยอยากเรียกร้องให้รัฐบาลปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และประกันสังคมให้มีความเหมาะสมกับสภาพการจ้างงาน และสถานการณ์ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการจ้างงานที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างแรงงานชายและหญิง ซึ่งกำหนดให้มีการเกษียณอายุไม่เท่ากัน โดยแรงงานหญิงจะเกษียณอายุประมาณ 55 ปี ขณะที่แรงงานชายเกษียณอายุที่ 60 ปี

+++++

ในการเคลื่อนไหวของกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรีร่วมกับองค์กรแรงงาน องค์กรพัฒนาเอกชน เตรียมเดินขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปที่ทำเนียบรัฐบาลในวันนี้ (8 มีนา) ยื่นข้อเรียกร้องของแรงงานสตรีปี 2548 กับรัฐบาลจำนวน 7 ข้อ ดังนี้

1.ให้รัฐบาลเร่งออก พ.ร.บ.จัดตั้งสถาบันคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการ ที่เป็นองค์กรอิสระของรัฐ มีการบริหารจัดการในรูปเบญจภาคี และให้โอนกองทุนเงินทดแทนมาอยู่ในสถาบันใหม่แห่งนี้

2.ให้รัฐบาลมีนโยบายรวมทั้งออกกฎหมายส่งเสริมสนับสนุน และจัดสรรงบประมาณในการจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กปฐมวัยในย่านอุตสาหกรรมและชุมชน โดยให้องค์กรแรงงานและองค์กรชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ปัญหาที่สืบเนื่องมาจากแรงงานหญิง

3.ให้รัฐบาลและสำนักงานประกันสังคมเร่งแก้ไขกฎหมาย ให้ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเพียง 1 ส่วนเท่านั้น และให้ขยายการคุ้มครองไปยังแรงงานนอกระบบ รวมทั้งให้รัฐบาลมีมาตรฐานในการคุ้มครองคนงานที่ติดเชื้อ HIV โดยไม่มีเงื่อนไข

4.ให้รัฐบาลยกเลิกการจ้างงานเหมาช่วง เหมาค่าแรงในสถานประกอบการ และขยายการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่างเคร่งครัด

5.ให้รัฐบาลหยุดขาย หรือแปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกรูปแบบ หลังการเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจปี 2540 ทำให้รัฐบาลไทยหันไปกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และคืนรัฐวิสาหกิจเหล่านั้นซึ่งเป็นสาธารณูปโภคให้กับประชาชนสืบไป

6.ให้รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมและพัฒนาแรงงานหญิง ให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบายทุกระดับ ว่าแรงงานหญิงนับเป็นกำลังสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจ สังคมของประเทศ

7.ให้รัฐบาลปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ โดยยึดหลักมาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ โดยขั้นต่ำไม่น้อยกว่ารายได้ของข้าราชการ คือ 7,000 บาทต่อเดือน เพื่อคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน