หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ประชานิยมในเมืองไทยจะไปทางไหน?

คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ  โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร   มติชนรายวัน  วันที่ 02 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9853

นักวิชาการหลายคนรวมทั้งข้าพเจ้าด้วย เคยวิเคราะห์ว่าการขึ้นสู่อำนาจของนายกฯทักษิณนั้นเกี่ยวโยงกับภาวะเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 กล่าวคือ ผู้คนคาดหวังให้เข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลก่อนหน้าไม่อาจจัดการได้เป็นที่น่าพอใจอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อพรรคไทยรักไทยประสบชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้ ได้สำแดงให้เห็นถึงความนิยมต่อตัวนายกฯ และทำให้อำนาจยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก และก็เป็นช่วงที่ภาวะวิกฤตหมดความหมายไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นการโยงคุณทักษิณกับภาวะวิกฤตจะทำให้เราละเลยไปว่า ยังมีประเทศอื่นๆ อีกหลายแห่งในโลก ซึ่งมีผู้นำทางการเมืองในลักษณะคล้ายๆ กับกรณีนายกฯทักษิณกล่าวคือ ภาวะผู้นำแบบประชานิยมที่เกิดในเมืองไทยไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเป็นเอกลักษณ์แต่อย่างใด กลับเป็นภาวะปกติที่เกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศในโลกเสียอีก โดยเฉพาะในละตินอเมริกาและประเทศอื่นๆ

ผู้นำแบบประชานิยมในละตินอเมริกาที่เราคุ้นเคยก็คือ กรณีของประธานาธิบดีเปรอนที่อาร์เจนตินาเมื่อทศวรรษ 1950 (ซึ่งนักวิชาการบางคนเรียกว่า คลาสสิค ป๊อปปูลิสม์- classic populism) ลักษณะเด่นของรัฐบาลประชานิยมในสมัยนั้นคือ ลักษณะเฉพาะของตัวผู้นำจับใจประชาชน(เช่น มีความเด็ดขาด ปราศรัยเก่ง ฯลฯ) ว่าสามารถนำความรุ่งเรืองมาสู่ประเทศหรือนำประเทศให้พ้นภาวะวิกฤต คือความนิยมผู้นำพรรคเป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่าเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมือง ลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งคือ ฐานเสียงสนับสนุนของเปรอนมาจากกลุ่มคนงานอุตสาหกรรมที่รวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงานเป็นหลัก นโยบายประชานิยมมุ่งไปที่การเพิ่มค่าจ้างและสวัสดิการให้กับกลุ่มสหภาพแรงงานเหล่านี้ และรัฐบาลเปรอนดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตามแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า โดยใช้การปกป้องอุตสาหกรรม เศรษฐกิจแบบนั้นมักประสบกับปัญหาหนี้สาธารณะบานปลายและมีภาวะเงินเฟ้อสูง เพราะว่ารัฐบาลพยายามเอาใจทั้งคนงานและฝ่ายนายจ้าง

รัฐบาลประชานิยมรุ่นต่อมาในทศวรรษ 1980 และ 1990 นักวิชาการเรียกว่า ประชานิยมใหม่(neo-populism) กรณีของประธานาธิบดีฟูจิโมริที่เปรูเมื่อทศวรรษ 1990 เป็นตัวอย่างของรัฐบาลประชานิยมใหม่ที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วโลก มีความแตกต่างไปจากประชานิยมแบบเก่า(เปรอน)อย่างสิ้นเชิง

ฟูจิโมริเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เขาสร้างคะแนนนิยมให้ตัวเองโดยเสนอตัวเป็นผู้แก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของเปรู รัฐบาลของเขายกเลิกยุทธศาสตร์ทดแทนการนำเข้า และรับเอานโยบายเสรีนิยมใหม่ที่เน้นให้ตลาดเป็นตัวกำหนดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และลดบทบาทของรัฐ นโยบายดังกล่าวนำเสถียรภาพมาสู่เศรษฐกิจเปรูในระยะปานกลางหลังจากนั้นก็นำเอานโยบายประชานิยมหลายอย่างเข้ามาใช้ เช่น ก่อตั้งธนาคารเพื่อทำธุรกิจขนาดเล็กขนาดย่อมรวมทั้งหาบเร่ แผงลอย เพิ่มโบนัสให้กับข้าราชการ ประกาศ "สงครามกับความจน" แจกเครื่องคอมพิวเตอร์ให้โรงเรียน ฯลฯ

นโยบายประชานิยมเหล่านี้มุ่งไปที่กลุ่มคนระดับล่างในเศรษฐกิจนอกระบบ(หาบเร่ แผงลอย คนขับแท็กซี่ คนสลัม ธุรกิจขนาดย่อม) ไม่ได้มุ่งไปที่กลุ่มสหภาพแรงงานเหมือนในกรณีของเปรอน เนื่องจากกลุ่มคนจนในภาคเศรษฐกิจนอกระบบของเปรู เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เมื่อพวกเขาได้ประโยชน์จากนโยบายประชานิยมของฟูจิโมริ พวกเขาจึงสนับสนุนฟูจิโมริให้คะแนนกับฟูจิโมริกลับเข้าเป็นประธานาธิบดีครั้งที่ 2 อย่างถล่มทลาย

ผู้นำแนวประชานิยมใหม่ที่ดำเนินรอยแบบเดียวกับฟูจิโมริในทศวรรษ 1990 ก็มีอีก เช่น เมเนนที่อาร์เจนตินา เดอ เมลโลที่บราซิล และในระยะเร็วๆ นี้ ก็มีตัวอย่างของประธานาธิบดีลูลาที่บราซิล และชาเวซที่เวเนซุเอลา ปี 2004 นี้เองที่ตุรกี เออร์โดวานนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ก็มาจากพรรคการเมืองซึ่งมีฐานเสียงอยู่ที่ผู้ผลิตรายย่อย ชาวนารายย่อย และคนหาเช้ากินค่ำในภาคเศรษฐกิจนอกระบบ และคนสลัม เออร์โดวานสนับสนุนนโยบายเสรีนิยมใหม่บางระดับ และดำเนินนโยบายประชานิยมแบบลด แลก แจก แถม คล้ายๆ กับกรณีของฟูจิโมริ

ลักษณะเด่นประการสำคัญประการหนึ่งของผู้นำแนวประชานิยมใหม่ คือ การฉีกตัวเองออกจากกลุ่มนักการเมืองรุ่นเก่า พวกเขาจะโจมตีนักการเมืองรุ่นเก่าและ "กลุ่มอำนาจเก่า" ว่าเป็นอุปสรรค หรือเป็นศัตรูตัวสำคัญที่ปิดกั้นไม่ให้พวกเขาดำเนินนโยบายเพื่อประชาชน ทั้งๆ ที่พวกเขาได้รับคะแนนเสียงข้างมากจากประชาชน ผู้นำแนวประชานิยมใหม่จะเป็นญาติดีกับกลุ่มทหาร พยายามทำลายสถาบันทางการเมืองแนวประชาธิปไตย ปราบปรามกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล และควบคุมสื่อสารมวลชนด้วยยุทธวิธีต่างๆ

นักวิชาการของละตินอเมริกาวิเคราะห์ว่า ผู้นำแนวประชานิยมใหม่หาเสียงสนับสนุนจากกลุ่มคนที่แตกต่างไปจากผู้นำแนวประชานิยมเก่าแบบเปรอน

เขาไม่สนใจคนงานภาคอุตสาหกรรม หรือกลุ่มสหภาพแรงงาน แต่จะมุ่งไปที่ชาวนารายย่อยและคนทำงานในภาคเศรษฐกิจนอกระบบ กลุ่มคนเหล่านี้ คือ คนส่วนใหญ่ของประเทศ พวกเขามักถูกละเลยจากรัฐบาลยุคก่อนๆ และได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจในยุคก่อนๆ ค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับคนชั้นกลาง หรือคนงานในภาคเศรษฐกิจทางการ (โรงงาน ข้าราชการ คนงานนั่งโต๊ะ ฯลฯ)

ในระบบการเมืองประชาธิปไตยที่พึ่งการเลือกตั้ง กลุ่มชาวนารายย่อยและคนงานในเศรษฐกิจนอกระบบ เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่กุมคะแนนเลือกตั้ง ดังนั้นพรรคการเมืองที่หวังจะชนะการเลือกตั้ง เพื่อเข้าเป็นรัฐบาลจำเป็นต้องฟังเสียงพวกเขา

ดังนั้น เราจึงพบว่าที่ละตินอเมริกาและที่อื่นๆ ซึ่งรัฐบาลแบบประชานิยมใหม่พุ่งขึ้นสู่อำนาจ และดำเนินนโยบายประชานิยมต่างๆ เป็นไปได้ เพราะว่ารัฐบาลเหล่านี้ตอบสนองต่อความต้องการของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่มาจากชาวนารายย่อย และคนในภาคเศรษฐกิจนอกระบบในเมืองทั้งสิ้น

ที่เมืองไทยก็เช่นเดียวกันจากการสำรวจเศรษฐกิจนอกระบบของทางการเมื่อกลางทศวรรษ 1990 ได้ข้อมูลว่าผู้ผลิตรายเล็กรายย่อยในภาคชนบท และคนทำงานในภาคเศรษฐกิจนอกระบบ(หาบเร่ แผงลอย ธุรกิจขนาดย่อม คนทำงานส่วนตัว) รวมกันแล้วคิดเป็นประมาณสามในสี่ของแรงงานทั้งหมด

ขณะที่คนชั้นกลางผนวกกับคนงานโรงงานในภาคเศรษฐกิจทางการรวมกันมีเพียงร้อยละ 25 หรือหนึ่งในสี่

โครงสร้างของสังคมเช่นนี้ เป็นผลมาจากการพัฒนาอุตสาหกรรมภายใต้ภาวะของโลกาภิวัตน์สมัยปัจจุบัน ซึ่งมีฐานหลักอยู่ที่บทบาทและการลงทุนของบรรษัทข้ามชาติของต่างประเทศ บรรษัทข้ามชาติลงทุนโดยใช้เทคนิคการผลิตที่ใช้คนงานน้อยแต่ใช้เครื่องจักรมาก ดังนั้นจึงจ้างคนทำงานได้น้อยไปด้วย

คนทำงานในภาคเศรษฐกิจทางการเหล่านี้จึงขยายตัวอย่างเชื่องช้า คนงานกลายเป็นคนส่วนน้อยของแรงงานทั้งหมดต่างจากที่ประเทศพัฒนาแล้ว เช่นที่ญี่ปุ่น

นายกฯทักษิณเมื่อเริ่มเข้าสู่การเมืองไม่ได้ตั้งตัวเป็นผู้นำแนวประชานิยมแต่อย่างใด

เมื่อทักษิณก่อตั้งพรรคไทยรักไทยปี พ.ศ.2541 นั้น จุดมุ่งหมายก็เพื่อช่วยนักธุรกิจที่ประสบปัญหาจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 และเพื่อนำเศรษฐกิจไทยให้รุ่งเรือง เช่น อดีตสมัยเศรษฐกิจฟองสบู่อีกครั้งหนึ่ง

แม้เมื่อเข้าเป็นรัฐบาลเมื่อปี พ.ศ. 2544 นายกฯทักษิณยังอธิบายว่านำนโยบายประชานิยมเข้ามาใช้ ก็เพื่อลดทอนปัญหาสังคมที่เกิดจากช่องว่างของคนรวยและคนจนเท่านั้น

อย่างไรก็ตามนายกฯทักษิณลื่นไถลเข้าสู่ผู้นำแนวประชานิยมใหม่อย่างรวดเร็ว ทั้งจากแนวทางของนโยบาย การใช้ถ้อยคำโวหารที่สามารถเข้าถึงผู้คนระดับล่างได้อย่างถึงอกถึงใจ(ดูการปราศรัยที่สนามหลวงเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ เป็นตัวอย่าง) ล้วนแล้วแต่มีจุดมุ่งหมายหาแรงสนับสนุนจากคนระดับล่างดังที่กล่าวมาตามแบบอย่างของผู้นำประชานิยมที่ละตินอเมริกา

นอกจากนั้นเขายังแสดงความไม่เชื่อถือหลักการประชาธิปไตย หลักการสิทธิมนุษยชน หลักการนิติรัฐ(rule of law) อย่างโจ่งแจ้ง โดยกล่าวว่าหลักการเหล่านี้ไม่สำคัญแต่อย่างใดรังแต่จะปิดกั้นไม่ให้ผู้นำทำงานให้กับประชาชนที่เลือกเขามาเท่านั้นเอง

ลักษณะเช่นนี้คล้ายคลึงกับทัศนคติของผู้นำแนวประชานิยมที่เปรู และที่อื่นๆ ในทศวรรษ 1990 ด้วยเช่นกัน

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าประชานิยมใหม่ที่เมืองไทย ก็เกิดจากการพยายามตอบสนองความต้องการของสังคมเช่นกัน เป็นสังคมที่เป็นผลจากกระบวนการพัฒนาอุตสาหกรรมในสมัยของโลกาภิวัตน์ปัจจุบัน

ที่น่าสนใจก็คือ ประสบการณ์ของรัฐบาลแนวประชานิยมใหม่ที่ละตินอเมริกาและที่อื่นๆ บอกให้เราเห็นช่องทางการพัฒนาการของประชานิยมใหม่ในเมืองไทยอย่างไรบ้าง?

ผู้เขียนขอพิจารณาไปได้สี่แนวทาง

หนึ่ง ในบางประเทศรัฐบาลแนวประชานิยมใหม่ เผชิญกับปฏิกิริยาจากกลุ่มชนชั้นกลางอย่างรุนแรง เนื่องจากพวกเขารู้สีกว่าได้รับประโยชน์จากรัฐบาลประเภทนี้น้อย และอาจจะมีฐานะตกต่ำลงไปเสียอีก ตัวอย่างสำคัญก็คือเสียงต่อต้านประธานาธิบดีชาเวซที่เวเนซุเอลลา

สอง มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดความขัดแย้งระหว่างสองนโยบายที่ขัดกันในกรณีของพรรคไทยรักไทย คือ นโยบายที่สนับสนุนนักธุรกิจขนาดใหญ่ และนโยบายที่สนับสนุนคนระดับล่างซึ่งเป็นนโยบายที่ต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมาก ในโครงการประชานิยมต่างๆ มาถึงจุดหนึ่ง นโยบายประชานิยมอาจจะขัดแย้งกับนักธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่งต้องการใช้เงินเพื่อการขยายตัวของธุรกิจมากกว่า

สถานการณ์นี้จะถึงจุดเสี่ยงเมื่อเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง ทำให้การแก่งแย่งงบประมาณเป็นประเด็นขัดแย้งที่สำคัญ นักธุรกิจขนาดใหญ่อาจจะต้องการหันเหพรรคไทยรักไทยออกจากประชานิยม แล้วเดินเข้าสู่แนวทางการพัฒนาเป็นพรรคเพื่อนักธุรกิจขนาดใหญ่อย่างแท้จริงตามแนวทาง เช่น ของพรรครีพับลิกันที่สหรัฐอเมริกาก็ได้

สาม มีความเป็นไปได้ว่าภาวะวิกฤตอาจจะก่อตัวขึ้น จากองค์ประกอบของความล้มเหลวด้านนโยบายเศรษฐกิจผนวกกับเรื่องอื้อฉาวด้านคอร์รัปชัน ดังที่เกิดขึ้นในกรณีของประธานาธิบดีฟูจิโมริที่เปรู จนทำให้ฟูจิโมริต้องลี้ภัยไปญี่ปุ่น และถูกข้อหาคอร์รัปชั่น ฆาตกรรมและค้ายาเสพติดร่วมกับหัวหน้าตำรวจลับของเขา คือ มองเตสชิโน

เรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นเพราะว่า แนวโน้มของการใช้อำนาจจากตำแหน่งแสวงหารายได้จากการคอร์รัปชั่น(คอร์รัปชั่นเชิงนโยบายด้วย) นอกจากนั้นยังเกิดจากความจำเป็นที่จะต้องหาเงินจำนวนมาก เพื่อเอามาใช้จ่ายในการบริหารจัดการการเมืองแนวประชานิยม

ในกรณีของฟูจิโมริเขาใช้เงินจ่ายสินบนเพื่อซื้อ ส.ส.ฝ่ายค้าน ผู้พิพากษา เจ้าของโทรทัศน์ และสื่อหนังสือพิมพ์ต่างๆ (ด้วยราคาที่แพงมาก) เพื่อที่ว่าจะไม่มีใครคัดค้านเขา(ทำให้การเมืองนิ่ง) ทำให้เขาอยู่ในอำนาจได้ยาวนาน(อยู่ได้ประมาณ 10 ปี)

ในเมืองไทยวิธีการจัดการกับสื่อไม่จำเป็นต้องเหมือนกับที่เปรู ที่เปรูฟูจิโมริต้องจ่ายสินบนให้กับสื่อโทรทัศน์เป็นเงินมหาศาลเพราะว่าที่นั่นโทรทัศน์เป็นของเอกชนทั้งสิ้น ในเมืองไทยไม่ต้องเพราะว่าส่วนใหญ่อยู่ในมือของรัฐอยู่แล้ว หรือไม่ก็ดำเนินการโดยธุรกิจครอบครัวของรัฐมนตรีในพรรครัฐบาลอยู่แล้ว

ถ้าหากรายงานเกี่ยวกับว่า ส.ส.ได้รับเงินอุดหนุนจากพรรครัฐบาลเป็นประจำจำนวนเท่าไรเป็นจริง ต้นทุนในการบริหารจัดการ ส.ส.ในพรรครัฐบาลก็ไม่เกินปีละประมาณสองพันล้านบาท แต่นี่ก็ไม่ใช่จำนวนเงินที่เหลือบ่ากว่าแรงที่กำไรของบริษัทในพรรครัฐบาลจะช่วยจ่ายไม่ได้

ความเป็นไปได้แนวทางที่สี่คือ นายกฯทักษิณท้าทายให้เกิดการแข่งขันกันเป็นผู้นำประชานิยม แล้วมีการก่อตัวของผู้นำประชานิยมที่มาจากคนชั้นล่างจริงๆ และสามารถทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศจับใจได้อย่างแท้จริงว่า ผู้นำคนนี้เป็นตัวแทนของเขาได้

หน้า 6