หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
"ลับ (ไม่) ที่สุด" วันลอยค่าเงิน (ตอนที่ 1)

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 มกราคม 2548 06:46 น.

" บันทึกลับ 2540 ความจริงที่ถูกปกปิดมาเป็นเวลานาน" ซึ่งเขียนโดย นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เป็นหนังสือที่ต้องการนำเสนอข้อมูลเหตุการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยนั่นคือ การลดค่าเงินบาท เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ว่า ใครคือต้นเหตุ และใครบ้างที่มีส่วนรับรู้ล่วงหน้าว่า จะมีการลดค่าเงินบาท "ผู้จัดการ"นำเนื้อหาบทที่ 13 และ 14 ซึ่งเป็นการลำดับเหตุการณ์และบุคคลที่เกี่ยวข้องในการตัดสินใจลดค่าเงินบาท มานำเสนอ

บทที่ 13

"ลับ (ไม่) ที่สุด" วันลอยค่าเงิน (ตอนที่ 1)

สำหรับการลงทุนและการเก็งกำไรแล้ว ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น ตลาดเงิน หากใครก็ตามได้มีโอกาสรู้ข่าวสารก่อนเพราะเป็นคนรู้ไส้ (Inside) แล้ว หากคนผู้นั้นขาดจรรยาบรรณในวิชาชีพก็สามารถที่จะนำข่าวสารที่รู้ก่อนคนอื่นไปแสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเองหรือพวกพ้อง และทำกำไรได้อย่างมหาศาล สามารถทำให้เศรษฐีกลายเป็นมหาเศรษฐี และมหาเศรษฐีก็กลายเป็นอภิมหาเศรษฐีได้เพียงชั่วข้ามคืน

ว่ากันว่าเรื่องที่ว่าลับที่สุดในวงราชการ บ่อยครั้งก็สามารถที่จะรั่วไหลออกมาสู่สื่อสารมวลชนได้อย่างไม่ยากเย็น บางครั้งข่าวสารมาจากคนส่งหนังสือ คนพิมพ์เอกสาร ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งการถูกดักฟังการสนทนาทางโทรศัพท์ข่าวสารลับ จึงมีโอกาสรั่วได้เสมอ หากไม่มีความระมัดระวังพูดเรื่องสำคัญๆ ว่า "หน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง" 

เพราะโดยธรรมชาติหากมีคนวงในที่รู้ข่าวสาร (Inside) ไปทำให้คนนอกวงกลายเป็นคนรู้ไส้เพิ่มขึ้นไปอีก คนนอกวงที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับข่าวสารนั้น ก็ย่อมต้องรักษาผลประโยชน์ส่วนตนหรือแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน ให้ได้มากที่สุดตามสัญชาตญาณของปุถุชน และนักธุรกิจทั่วไป 

ประชาชนจำนวนไม่น้อยเมื่อรู้ว่า ราคาน้ำมันวันพรุ่งนี้จะเพิ่มขึ้นก็คงจะรีบเติมน้ำมันเสียตั้งแต่วันนี้ให้เต็มถัง ในทางกลับกันหากประชาชนกลุ่มเดียวกันเมื่อรู้ว่าราคาน้ำมันจะลดลงในวันพรุ่งนี้ก็คงจะอดใจเอาไว้เติมในวันรุ่งขึ้น แม้ว่าในบางครั้งน้ำมันใกล้จะหมดถังเต็มทีแล้วก็ตาม 

แต่ถ้าเป็นเรื่องค่าเงินจะเป็นคนละเรื่อง เพราะหากประชาชนรู้ก่อน ก็จะทำให้ซื้อเงินเหรียญสหรัฐกันยกใหญ่จนหมดทุนสำรองระหว่างประเทศ ที่จะมาหนุนมูลค่าของเงินบาท และเงินบาทก็จะไร้ค่าไปโดยปริยาย 

การลดค่าเงินบาทจึงให้คนทั่วไปรู้ไม่ได้ แต่ก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะสามารถควบคุมจนทำให้คนทั้งประเทศไม่รู้เรื่องลดค่าเงินบาทก่อนแม้แต่คนเดียว!! 

อันที่จริงแล้วในวันลดค่าเงินในสมัยนายสมหมาย ฮุนตระกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อปี 2527 แม้ดูเหมือนว่าจะมีความสามารถในการเก็บความลับได้ดีเยี่ยมแล้วก็ตาม แต่ในยุคนั้นก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งได้กว้านซื้อเงินเหรียญสหรัฐเก็งกำไรล่วงหน้าก่อนมีการลดค่าเงินเพียง 1 วันเท่านั้น

 ค่าเงินที่แข็งและไม่สะท้อนความเป็นจริงย่อมมีการเก็งกำไรเสมอ!!

 เพราะนอกจากการรั่วไหลข่าวเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนจากคนภายใน ที่อาจทำให้คนบางกลุ่มรู้เป็นการล่วงหน้า จะสามารถเกิดขึ้นได้แล้ว การประเมินจากตัวเลขทางเศรษฐกิจจากผู้รู้ และมีความเข้าใจก็สามารถที่จะทำให้วิเคราะห์ได้ว่า สุดท้ายค่าเงินบาทจะเป็นไปในทิศทางใด ใครอ่านเกมนี้ออกบ้าง ก็สามารถอ่านได้ในบทที่ 9 เรื่อง ใครหนุน ใครต้าน ลดค่าเงิน?

 กรณีอย่างปี พ.ศ. 2539 และปี พ.ศ. 2540 ก็มีผู้ที่รู้ว่าค่าเงินบาทต้องลดค่าเงินอย่างแน่นอน เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดติดต่อกันมาเป็นเวลานานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 จึงไม่มีศักยภาพไปคืนหนี้ต่างประเทศที่มีอยู่สูงกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีผลมาจากความผิดพลาดการเปิดเสรีการเงิน ระบบอัตราแลกเปลี่ยน และการเปิดสินเชื่อวิเทศธนกิจกรุงเทพ BIBF มาตั้งแต่ในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ชุดที่ 1 และที่สำคัญหนี้ต่างประเทศระยะสั้นต้องคืนในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปียังมีสูงกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศเสียอีกด้วย

 เพราะรู้ว่าฐานะการเงินระหว่างประเทศของไทยอ่อนแอมาก ทุนสำรองอาจจะหมดประเทศไปเพราะถูกทวงหนี้ระยะสั้นจนหมด เมื่อเป็นเช่นนี้ค่าเงินบาทต้องอ่อนลง และเป็นที่มาของการเก็งกำไรโจมตีค่าเงินบาท

 เมื่อรู้ว่าค่าเงินบาทจะต้องอ่อนลง ก็อาจจะทำให้มีนักธุรกิจภาคเอกชนเทขายเงินบาทซื้อเงินเหรียญสหรัฐ หรืออาจจะเลือกคืนหนี้ต่างประเทศก่อนกำหนด ก็ยิ่งทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว ยังไม่นับประชาชนทั่วไปที่มีความตื่นตระหนกอยู่แล้วท่ามกลางกระแสข่าวว่า ประเทศไทยถูกโจมตีค่าเงินบาท หรือจะมีการลดค่าเงินบาทในอนาคต

 ยิ่งถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีการประชุมกันอยู่เป็นประจำเพื่อทำหน้าที่ดูแลเรื่องการปกป้องค่าเงินบาท ฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศและฐานะทุนสำรองสุทธิ (ที่ปิดเป็นความลับในเวลานั้น) ก็ยิ่งสมควรจะต้องรู้ก่อนคนอื่นเสียด้วยซ้ำ

 เพียงแต่ประชาชนและนักธุรกิจทั่วไปไม่ควรจะทราบก่อนว่า เมื่อไหร่และเวลาใดจะลดค่าเงิน? ดังนั้น เมื่อคิดจะลดค่าเงินหรือลอยค่าเงินบาทต้องทำให้เร็วและต้องประกาศให้เร็วที่สุด เมื่อมีการตัดสินใจเพื่อไม่ให้ข่าวสารรั่วออกไปได้

 เกริ่นมาพอสมควรเพื่อจะมาตั้งคำถามที่หลายคนอาจเคยเข้าใจว่า การที่ประเทศไทยได้ประกาศลอยค่าเงินบาทตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นมานั้น เป็นการประกาศโดยฉับพลันหลังจากตัดสินใจว่าจะลอยค่าเงินเพียงไม่กี่ชั่วโมง โดยไม่มีใครแม้แต่คนเดียวได้รับรู้ข่าวสารมาก่อนเลยใช่หรือไม่?

 และคำตอบคือ ไม่ใช่!!

 ขอให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายสังเกตช่วงระยะเวลาต่อไปนี้ให้ดีๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น? และมีคนที่รู้ว่าค่าเงินบาทจะลดลงเป็นการล่วงหน้ากี่คน? และมีอะไรผิดปกติหรือไม่?

 วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน 2540 นายอำนวย วีรวรรณ ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

 ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อสารมวลชนโดยทั่วไปว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน 2540 วันเดียวกันนั้นเองท่ามกลางกระแสที่มีความสับสนว่าใครจะเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ปรากฏว่า นายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และนายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เข้าพบ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี เพื่อยืนยันว่าจะไม่ลาออก และธนาคารแห่งประเทศไทยจะไม่ลดค่าเงินบาทอย่างแน่นอน และประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศที่มากเพียงพอ และขอให้ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ออกแถลงข่าวยืนยันในประเด็นดังกล่าวด้วย

 พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีที่เหลือ และพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศ ได้ออกแถลงข้อเท็จจริง โดยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้พูดถึงสาเหตุการลาออกของ นายอำนวย วีรวรรณ และนายณรงค์ชัย อัครเศรณี ว่า

 "ไม่ได้มาจากความขัดแย้งแต่อย่างใด เป็นการแสดงสปิริตของ ดร.อำนวยและทีมงานเพื่อเปิดโอกาสให้มีการปรับคณะรัฐมนตรีใหม่ตามความเหมาะสม และภายหลังที่ทีมของ ดร.อำนวยลาออกแล้ว สิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการไปก็คือ ตั้งผู้รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผมเองได้เข้าไปดูแลงานกระทรวงการคลังอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ในเมื่อยังไม่มีรองนายกเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังจึงต้องรายงานต่อผมโดยตรง"

 "และที่สำคัญการดำเนินนโยบายต่างๆ ของหน่วยงานสำคัญๆ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังคงดำเนินต่อไป ไม่มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งผมได้หารือกับผู้ว่าการฯ และรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยแล้วย้ำว่า จะรักษามาตรการที่ดำเนินไปแล้วไม่ปรับเปลี่ยนแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องของการรักษาค่าเงิน"

 และนี่เป็นเรื่องที่สำคัญมากว่า เป็นการยืนยันจากนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยว่า จะรักษาค่าเงินบาทต่อไปโดยการยืนยันจากผู้ว่าการฯ และรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

 ต่อมาวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2540 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ นายทนง พิทยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

 จากรายงานของ ศปร.ระบุว่า วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2540 วันเดียวกันที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ นายทนง พิทยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีการประชุมเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย 6 คน (โดยไม่มีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย) ซึ่งประกอบไปด้วย

 1. นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ รองผู้ว่าการฯ

 2. นางธัญญา ศิริเวคิน ผู้ช่วยผู้ว่าการฯ

 3. นายศิริ การเจริญดี ผู้ช่วยผู้ว่าการฯ

 4. นายบัณฑิต นิจถาวร ผู้อำนวยการฝ่ายการธนาคาร

 5. นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน หัวหน้าส่วนวิเคราะห์และธุรกิจตลาดเงิน

 6. นางเกลียวทอง เหตระกูล ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ

 มีการประชุมเรื่องระบบค่าเงิน ที่ประชุมได้มีความเห็นว่าระบบที่ดำเนินการอยู่นี้คงอยู่ไม่ได้ เนื่องจากทุนสำรองสุทธิเหลืออยู่น้อยมาก ที่ประชุมทั้งหมดจึงเห็นพ้องต้องกันอย่างเป็นเอกฉันท์ เปลี่ยนระบบค่าเงินเป็นแบบลอยตัว (การแลกเปลี่ยนเงินตราปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งดำเนินการกันเอง ตามกลไกของตลาดแทนธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเดิมเป็นผู้ดูแลอยู่) ซึ่งก่อนหน้านี้มีการหารือกันกับ นายสแตนลีย์ ฟิชเชอร์ แห่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศก็เห็นชอบกับแนวทางดังกล่าวนี้เช่นกัน

 หลังจากประชุมกันทั้งวัน นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ได้โทรศัพท์ไปเรียกนายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการฯ ว่าที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเป็นระบบลอยค่าเงินและได้มีการเตรียมการกันอยู่แล้ว

 ในวันเดียวกันนั้นเองที่ นายทนง พิทยะ ได้รับเข้าตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ก็ยังได้ย้ำอีกครั้งตามคำยืนยันของธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าจะไม่ลดค่าเงินบาท โดยธนาคารแห่งประเทศไทยก็ยังไม่ได้แจ้งให้ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ทราบอยู่ดี 

2 วันเท่านั้นหลังจากที่ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้แถลงข้อเท็จจริงผ่านสื่อสารมวลชน ธนาคารแห่งประเทศไทยก็มาประชุมแล้วมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดค่าเงินบาท ทั้งๆ ที่เป็นคนยืนยันว่าจะไม่ลดค่าเงินและยังให้ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ออกไปแถลงข่าวอีก

 น่าสังเกตมากขึ้นไปอีกเมื่อมีการหารือกันก่อนหน้านี้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศมาเป็นเวลาพอสมควรแล้วว่า การลอยค่าเงินบาทคือทางเลือกที่ดีที่สุด แล้วเหตุใดผู้บริหารสูงสุดทั้งสองคนจึงยังให้ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ไปยืนยันว่าจะไม่ลดค่าเงินบาทอีก?

 ในวันนั้นผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทย รู้มตินี้ 7 คน!! โดยที่ฝ่ายการเมืองยังไม่มีใครรู้ทั้ง 7 คนรู้ว่า ระบบอัตราแลกเปลี่ยนจะต้องเป็นแบบลอยค่าเงินบาทอย่างไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่นแล้ว เพราะเป็นมติเอกฉันท์ไปแล้ว ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2540

 ทิ้งช่วงไปอีก 3 วัน (วันเสาร์ที่ 31 ถึงวันพุธที่ 25 มิถุนายน 2540) ฝ่ายการเมืองยังคงไม่มีใครทราบแม้แต่คนเดียว โดยธนาคารแห่งประเทศไทยชี้แจงกับ ศปร.ว่าในช่วงที่นายทนง พิทยะ เข้ามารับตำแหน่งได้ใช้เวลา 3 ถึง 4 วันแรก ทำหน้าที่ดูแลให้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณผ่านสภาผู้แทนราษฎร และไม่มีโอกาสพบกับเจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย

 ไม่มีใครทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด วันพุธที่ 25 มิถุนายน 2540 และวันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน 2540 มีกระแสการเทขายเงินบาทและซื้อเงินเหรียญสหรัฐแรงมากขึ้น และหลังจากนั้นเงินทุนสำรองสุทธิลดลงอย่างมากทันที คงไม่มีใครตอบแทนผู้ซื้อเงินเหรียญสหรัฐทุกคนได้ว่าเกิดจากความตื่นตระหนกเพราะนายอำนวย วีรวรรณ ลาออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือเกิดจากการปล่อยข่าวลือ หรือมีคนคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าว่าจะมีการลดหรือลอยค่าเงินบาท หรือเป็นเพราะข่าวรั่ว!!

 จากรายงานของ ศปร.ระบุว่าวันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน 2540 ธนาคารแห่งประเทศไทยโดยมี นายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการฯ และนายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ รองผู้ว่าการฯ ได้มีโอกาสประชุมร่วมกับ นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายทนง พิทยะ ได้ขอให้ฝ่ายธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานสถานะของเงินสุทธิ เมื่อทราบสถานะแล้ว นายทนง ก็ตัดสินใจในการประชุมครั้งนั้นเลยว่า "จะต้องเปลี่ยนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน"

 ตามหลักแล้วเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยได้รู้สถานภาพเป็นอย่างดี และได้มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ในระดับผู้บริหารแล้วว่า ต้องลอยค่าเงินบาทตั้งแต่วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2540 และรู้ดีอยู่ว่าไม่ได้มีทางเลือกอื่นที่ดีว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ควรจะสนองแนวคิดของนายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยทันทีไม่ชักช้า เพราะหากต้องการมีการเปลี่ยนแปลงค่าเงินต้องรีบดำเนินการโดยทันที อย่างน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวรั่วออกไป

 แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น!!

 นายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการฯ กลับตอบ นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า จะขอไปปรึกษาหารือกับเจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยก่อน (นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเคยชี้แจงต่อ ศปร.เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2541)

 จึงนับว่าเป็นเรื่องที่แปลกมาก ที่ปล่อยเวลาทอดออกไปอีก!!

 หลังจากวันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน 2540 เงินสำรองสุทธิลดลงมากกว่าเดิมจาก 4-5 พันล้านเหรียญสหรัฐ มาเหลือเพียง 2.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในวันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน 2540

 จากวันพฤหัสบดีผ่านมาอีกประมาณ 2 วัน นายทนง พิทยะ ได้ตกลงกับ นายเริงชัย มะระกานนท์ และนายชัยวัฒน์ ว่าจะไปเรียนนายกรัฐมนตรีใช้เช้าวันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน 2540 ซึ่งเมื่อถึงวันดังกล่าวปรากฏว่า มีนายโภคิน พลกุล ร่วมประชุมอยู่ด้วย

นายเริงชัย มะระกานนท์ ได้เคยชี้แจงต่อ ศปร.ว่า นายเริงชัย ได้กราบเรียนนายกรัฐมนตรีในเช้าวันนั้นว่า

"จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นระบบ managed float โดยเร็วที่สุด โดยขอเสนอให้เปลี่ยนทันทีเมื่อปิดงวดบัญชี 30 มิถุนายน 2540 และกระผมได้นำมติดังกล่าวมาแจ้งให้ท่านรองผู้ว่าการฯ (ดร.ชัยวัฒน์) ที่มาทำงานล่วงเวลาร่วมกับผู้บริหารอื่นๆ ในวันนั้น โดยขอให้เตรียมการทุกอย่างให้พร้อมโดยเร็วที่สุด"

แต่นายเริงชัย มะระกานนท์ ได้ให้สัมภาษณ์อยู่ในหนังสือโลกสีขาวของ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ว่า "ท่านก็ตัดสินใจให้ดำเนินการเลย ทั้งๆ ที่ก็บอกว่าคืนนี้จะต้องไปออกทีวี ผมบอกว่าไม่มีทางเลือกเลย ท่านต้องยืนยันเพราะเรื่องระบบอัตราแลกเปลี่ยนจนนาทีสุดท้ายก็ต้องยืนยัน ถามผมก็ต้องยืนยันว่าเรารักษาระบบเดิม"

 นายเริงชัย มะระกานนท์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ยกตัวอย่างว่า นายกรัฐมนตรีวิลสัน (Harold Wilson) ของอังกฤษก็ยืนยันจนคืนสุดท้ายพอวันรุ่งขึ้นก็ประกาศลดค่าเงินปอนด์ (ปี ค.ศ. 1967) ไม่มีประเทศไหนที่ไปออกทีวีแล้วบอกผมกำลังพิจารณาเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งหากพูดอย่างนั้นคนนั้นก็จะถูกข้อหาประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้ประเทศเสียหายแน่นอน

 วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน 2540 นั้นเอง พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ต้องออกอากาศทางโทรทัศน์เพื่อยืนยันหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปิดสถาบันการเงิน 16 แห่งว่า จะไม่มีการปิดเพิ่มเติม รัฐบาลจะรับประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศของบริษัทเงินทุนทุกแห่งที่ไม่ได้สั่งให้หยุดดำเนินการ และย้ำว่าจะดูแลสภาพคล่องในระบบการเงินให้ดีขึ้น ตลอดจนแจ้งต่อประชาชนว่าการลดค่าเงินบาทเป็นเรื่องง่าย แต่จะมีผลกระทบตามมาอย่างมากเพราะประเทศมีหนี้สินอยู่ถึง 9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

 อย่างไรก็ดี มีข้อน่าสังเกตว่า ทำไมธนาคารแห่งประเทศไทยจึงต้องให้เปลี่ยนระบบเป็นการลอยค่าเงินบาทในวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ทำไมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้นไม่แนะนำให้ประกาศลอยค่าเงินบาทเสียตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2540 แทนที่จะประกาศว่า ไม่ลดค่าเงินบาทซึ่งน่าจะอยู่ในวิสัยที่จะทำได้!!?

 วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน 2540 นายเริงชัย มะระกานนท์ ก็เอาเอกสารรายละเอียดการลดค่าเงินบาทไปมอบให้ท่านที่ตึกบัญชาการ เพื่อให้ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ลงนาม พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เห็นนายเริงชัย มะระกานนท์ เดินเข้ามาถือกระดาษใบหนึ่งจึงถามว่า กระดาษอะไร ก็บอกว่ามาให้ท่านนายกฯ เซ็นลดค่าเงินบาทที พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ จึงกล่าวเอาไว้ในหนังสือโลกสีขาวของ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ว่า

 "คุณทำอย่างนี้ได้อย่างไร? ผมถามคุณแล้วนะไม่ลด เสร็จแล้วคุณก็มาลด นั่นแสดงว่าคุณมีเจตนาจะทำลายเกียรติยศชื่อเสียงผม"

 และจุดนี้เองคือเหตุผลอันสำคัญที่ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้ตัดสินใจลาออกในเวลาต่อมา หลังจากที่ได้คลี่คลายสถานภาพความปั่นป่วนจนอยู่นิ่งได้ระดับหนึ่งแล้ว

 แต่เรื่องนี้ยังไม่จบเพียงแค่นี้เพราะแทนที่จะประกาศวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2540 ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ยังไม่ได้ประกาศลอยค่าเงินบาทในวันนั้น หรือแม้ในคืนนั้นโดยทันที

 วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ยังไม่ประกาศอีก โดยให้เหตุผลว่า วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 เป็นวันหยุดของธนาคารแห่งประเทศไทย

 วันพุธที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นวันทำงานแรกหลังปิดงวดบัญชี

 03.00 น. ที่ตั้งของธนาคารแห่งประเทศไทย สี่แยกวังบางขุนพรหม เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเปิดประตูสำนักงานใหญ่รับผู้มาเยือนก่อนเวลาทำงานปกติ เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบสถาบันการเงินที่ถูกสั่งให้เข้ามาประจำการในเวลาดังกล่าว โดยที่เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ทราบว่า ถูกเรียกตัวมาด้วยเรื่องใด 

04.00 น. ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารพาณิชย์ได้รับการติดต่อสายตรงจากเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย และเป็นการเรียกตัวผู้บริหารอย่างเร่งด่วนอย่างที่ไม่เคยปรากฏว่า ทางธนาคารแห่งประเทศไทยเรียกตัวประชุมด่วนในเวลา 06.00 น. เป็นเรื่องสำคัญมากพลาดไม่ได้ 

การเรียกตัวครั้งนี้ต้องเป็นผู้บริหารหมายเลขหนึ่งคือ กรรมการผู้จัดการธนาคารพาณิชย์เท่านั้น ถ้าไม่มีต้องเป็นเบอร์สองรองลงมา เพื่อไม่ให้ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์เหล่านั้น ตื่นตระหนกกับการเรียกประชุมอย่างกะทันหัน ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงต้องใช้เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบ ที่มีความคุ้นเคยกับผู้บริหารธนาคารพาณิชย์เหล่านั้น เป็นคนสายตรงเข้าไปเรียก

 ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 70 ชีวิต ได้รับการชี้แจงจากนายเริงชัย และผู้บริหารระดับสูงของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยเปลี่ยนระบบแลกเปลี่ยนเงินตราจากระบบตะกร้ามาเป็นระบบค่าเงินบาทแบบลอยตัว

 จึงได้มีการประกาศให้ค่าเงินบาทลอยตัวเป็นครั้งแรก เช้าวันนั้นทุนสำรองระหว่างประเทศมีอยู่ประมาณ 32,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่มีทุนสำรองสุทธิที่ไม่ติดภาระผูกพันในการส่งมอบเงินตราต่างประเทศในอนาคตอยู่เพียง 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ 

รวมเวลานับแต่วันที่ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ลงนามให้ลอยค่าเงินบาทจนถึงวันประกาศจริงใช้เวลาประมาณ 2 วันหรือ 48 ชั่วโมง แต่หากนับเวลาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายทนง พิทยะ ได้ประชุมกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และเห็นว่าต้องเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ 26 มิถุนายน 2540 จนถึงวันลอยค่าเงินบาทรวม 6 วัน หรือประมาณ 144 ชั่วโมง และหากนับวันที่ผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทยมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าต้องลอยค่าเงินบาทตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2540 จนถึงวันที่ลอยค่าเงินบาทจริงใช้เวลารวม 11 วัน หรือ 264 ชั่วโมง 

ถ้าใครอยากรู้ว่าอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคิดอย่างไรกับเรื่องของเวลากับอัตราแลกเปลี่ยน ต้องมาดูคำสัมภาษณ์ของนายเริงชัย มะระกานนท์ ในหนังสือโลกสีขาว ของ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ในหน้าที่ 313 ว่า 

"การทำงานในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนต้องเป็นความลับสุดยอด เพราะหากใครรู้เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเพียง 1-2 ชั่วโมง ก็สามารถหาผลประโยชน์ได้แล้ว เพราะซื้อขายผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งนั้น ในเรื่องนี้เราได้ศึกษาและกำหนดเลยว่าเจ้าหน้าที่ที่จะศึกษาวางระบบนี้ต้องเป็นความลับสุดยอด ต้องรู้เลยว่ามีใครบ้างและหากรั่วไหลมีกี่คนที่จะต้องรับผิดชอบ"

 นายเริงชัย มะระกานนท์ มีความเข้าใจในเรื่องเวลากับการประกาศการลอยค่าเงิน และการเก็บรักษาความลับเป็นอย่างดีว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร!!?

( ติดตามอ่าน บทที่ 14 "ลับ ( ไม่ ) ที่สุด" วันลอยค่าเงิน ตอนที่ 2 วันพรุ่งนี้ )


"ลับ (ไม่) ที่สุด" วันลอยค่าเงิน (ตอนที่ 2)

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 มกราคม 2548 23:56 น.

"บันทึกลับ 2540 ความจริงที่ถูกปกปิดมาเป็นเวลานาน" ซึ่งเขียนโดย นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เป็นหนังสือที่ต้องการนำเสนอข้อมูลเหตุการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยนั่นคือ การลดค่าเงินบาท เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ว่า ใครคือต้นเหตุ และใครบ้างที่มีส่วนรับรู้ล่วงหน้าว่า จะมีการลดค่าเงินบาท "ผู้จัดการ"นำเนื้อหาบทที่ 13 และ 14 ซึ่งเป็นการลำดับเหตุการณ์และบุคคลที่เกี่ยวข้องในการตัดสินใจลดค่าเงินบาท มานำเสนอ

บทที่ 13

'ลับ (ไม่) ที่สุด' วันลอยค่าเงิน (ตอนที่ 1)

บทที่ 14

"ลับ (ไม่) ที่สุด" วันลอยค่าเงิน (ตอนที่ 2)

หลังจากวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ลงนามให้ประกาศลอยค่าเงินบาท ก็ได้ตัดสินใจคิดที่จะต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะได้ถูกเจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยหลอกให้ทำงานให้กับประเทศชาติ โดยการโกหกออกอากาศทางโทรทัศน์ว่า จะไม่ลดค่าเงินตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน 2540 แต่ต้องมาเป็นผู้ลงนามให้ลอยค่าเงินบาทเสียเองในเวลาเพียง 11 วันต่อมา

ยังมีคำถามค้างคาใจอีกหลายคนว่า เหตุใดธนาคารแห่งประเทศไทย ที่รู้ดีอยู่แล้วว่าสุดท้าย (ในอีก 2 วันข้างหน้า) จะต้องประกาศลอยตัวค่าเงินจึงไม่ให้ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลอยตัวค่าเงินเสียตั้งแต่คืนวันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน 2540? ซึ่งอยู่ในวิสัยที่น่าจะทำได้หรือไม่?

จะยิ่งผิดสังเกตมากกว่านี้ หากย้อนเวลาดูเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน 2540 ผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้เข้าพบ นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ซึ่งได้เห็นสถานภาพของเงินทุนสำรองสุทธิที่เหลือน้อยมาก และไม่มีความสามารถจะปกป้องค่าเงินได้ต่อไปแล้ว จึงได้ให้นโยบายกับผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทยไปเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเหตุใดจึงไม่ตอบสนองโดยทันที? ทั้งๆ ที่ผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทย 7 คน ได้มีมติเอกฉันท์แล้วตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน 2540 ว่า ต้องลอยค่าเงินบาทเท่านั้นและเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ดังนั้นถ้าได้มีโอกาสเห็นแผนภูมิว่า เกิดอะไรขึ้น ก็คงจะทำให้เกิดความเข้าใจขึ้นว่า เงินตราต่างประเทศเข้าออกอย่างไรในช่วงสุดท้ายของเดือนมิถุนายน 2540 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2540 จึงขอนำแผนภูมิที่ได้มาจากรายงานของ ศปร.มาเพ่งรายละเอียดกันดูบ้างว่าเป็นอย่างไร?

เหตุใดหลังจากวันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน 2540 ในเมื่อตัวแทนธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลังได้เข้าพบกับ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เพื่อแจ้งว่าจะต้องเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบลอยตัวแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยกลับยังไปทำสัญญา SWAP ผูกพันภาระล่วงหน้าที่จะส่งมอบเงินเหรียญสหรัฐ ในอนาคตเพิ่มเติมมากขึ้นไปอีก ในวันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน 2540 ถึงประมาณเกือบ 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้นประมาณ 25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก็คิดเป็นเงิน 85,000 ล้านบาท ในเวลาเพียงแค่ 1 วันเท่านั้น

SWAP มีกลไกการทำงานอย่างไรนั้น ได้เคยกล่าวเอาไว้ในรายละเอียดก่อนหน้านี้แล้วในบทที่ 11 เรื่องสงครามโจมตี-สงครามปกป้องค่าเงินบาทว่าทำไปด้วยเหตุผลใด โดยจะขอทบทวนเฉพาะหลักการได้ดังนี้

ด้วยระบบตะกร้าเงินของประเทศไทยที่มีอัตราแลกเปลี่ยนค่อนข้างคงที่เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ถ้าใครนำเงินบาทมาแลกเงินเหรียญสหรัฐ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็มีหน้าที่แลกให้ไป โดยนำเงินตราต่างประเทศจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปแลกเปลี่ยน หากมีความต้องการเงินเหรียญสหรัฐอเมริกามากขึ้นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศก็จะลดลง

เมื่อแลกเปลี่ยนขายเงินเหรียญสหรัฐ ออกไปมากก็ต้องได้เงินบาทกลับมามาก เมื่อเงินบาทอยู่กับบัญชีของธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ได้ไปสู่ตลาดของธนาคารพาณิชย์ ก็ทำให้เงินบาทในตลาดธนาคารพาณิชย์ลดน้อยลง เมื่อเงินบาทในตลาดธนาคารพาณิชย์ลดน้อยลงก็ทำให้มีความต้องการเงินบาทก็มากขึ้น และเมื่อมีความต้องการเงินบาทมากขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินบาทก็ต้องสูงขึ้นอย่างแน่นอน

หากปล่อยไว้เช่นนี้ดอกเบี้ยเงินบาทในประเทศย่อมสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนต้องประสบปัญหาแน่นอน ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงต้องหาทางทำให้เงินบาทกระจายกลับเข้าไปสู่ตลาดธนาคารพาณิชย์ ในขณะเดียวกันก็ดำเนินการหาเงินเหรียญสหรัฐกลับเข้ามาให้ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อมาช่วยทุนสำรองระหว่างประเทศที่ลดน้อยลงในปัจจุบัน

จึงเป็นที่มาของธนาคารแห่งประเทศไทยในการทำธุรกรรมสัญญาขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า ที่เรียกว่า SWAP นั่นเอง โดยมีหลักการอธิบายให้ง่ายขึ้นก็คือ

"ธนาคารแห่งประเทศไทยนำเงินบาทที่มีอยู่ในวันนี้ไปแลกเป็นเงินเหรียญสหรัฐ กับคู่สัญญากลับมาในวันนี้ก่อน ด้านหนึ่งเพื่อให้มีเงินเหรียญสหรัฐกลับมาเสริมทุนสำรองระหว่างประเทศที่ลดลง และในอีกด้านหนึ่งก็เท่ากับเป็นการระบายเงินบาทไปสู่ตลาดเพื่อป้องกันไม่ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินบาททะยานสูงขึ้น

แต่มีสัญญากันว่าเมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งในอนาคตที่ได้ตกลงกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยก็จะต้องส่งมอบเงินเหรียญสหรัฐ คืนให้คู่สัญญา และคู่สัญญาก็จะหาเงินบาทมาส่งมอบคืนให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ตามอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยที่ได้ตกลงกันเช่นกัน"

นั่นหมายความว่าเงินเหรียญสหรัฐ ที่ได้มาในวันนี้มีภาระผูกพันที่จะต้องส่งมอบคืนในอนาคตนั่นเอง

การทำ SWAP ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะมีเหตุผลตามที่กล่าวมาข้างต้น การทำธุรกรรม SWAP วันไหนๆ ก็อาจจะไม่น่าตั้งข้อสังเกตมากเท่ากับวันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน 2540 เป็นวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบดีอยู่แล้วว่า จะต้องมีการลดค่าเงินบาทแล้วอย่างแน่นอนแล้ว แต่ทำไมจึงกลับไปทำธุรกรรม SWAP ถึงประมาณเกือบ 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ในเวลาเพียงแค่ 1 วันเท่านั้น?

ไม่กลัวว่าจะขาดทุนหรืออย่างไร? ทั้งๆ ที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้รู้แล้วว่าจะต้องลอยค่าเงินบาทอย่างแน่นอนแล้ว หากไปทำสัญญา SWAP ผูกพันส่งมอบเงินเหรียญสหรัฐ ให้คู่สัญญาในอนาคตเพิ่มเติมอีกเช่นนี้ เงินเหรียญสหรัฐ ที่ได้มาเป็นการชั่วคราวจากการทำธุรกรรม SWAP นั้น เมื่อถึงเวลาส่งมอบหาเงินเหรียญสหรัฐ คืนกลับไปในอนาคต ราคาของเงินเหรียญสหรัฐ ต้องแพงขึ้นอย่างแน่นอนเมื่อเทียบกับเงินบาทไทย นั่นหมายความว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยที่น่าจะรู้อยู่แล้ว ใช่หรือไม่?

"อุปมาเหมือนนักธุรกิจเมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้จะลดค่าเงินบาท ก็คงไม่ไปทำการกู้เงินต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อให้ตัวเองขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น บางทีหากรู้เป็นการล่วงหน้าก่อนว่าจะมีการลดค่าเงินอย่างแน่นอนแล้ว ก็ควรจะคืนหนี้ต่างประเทศก่อนกำหนดเสียด้วยซ้ำไป"

หากย้อนเวลาไปไกลกว่านี้อีกไม่กี่วันคือวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่ผู้บริหารสูงสุดของธนาคารแห่งประเทศไทยทั้ง 6 คน ได้มีมติเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ว่าต้องเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา โดยที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยได้รับทราบมติแล้ว นับตั้งแต่นั้นวันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน 2540 ธนาคารแห่งประเทศไทยก็กลับยังมีการทำสัญญา SWAP ผูกพันส่งมอบเงินเหรียญสหรัฐ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากแผนภูมิจาก ศปร.แสดงให้เห็นว่า ภาระล่วงหน้าที่มีการทำสัญญากันว่า จะส่งมอบเงินเหรียญสหรัฐ มีการเพิ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2540 จนถึง 30 มิถุนายน 2540 รวมทั้งสิ้นประมาณ 6,670 ล้านเหรียญสหรัฐ

เรื่องนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยควรจะทำให้เกิดความกระจ่างชัดต่อสังคมไทยว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวเหตุใดต้องทำสัญญา SWAP ผูกพันการส่งมอบเงินเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น ทั้งที่เรื่องนี้ได้รับทราบกันอยู่แล้วว่า จะต้องมีการลอยค่าเงินบาทในที่สุด มีการทำสัญญาไปกับใคร? และจำนวนเท่าใด? ธนาคารแห่งประเทศไทย ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนในสัญญาเหล่านั้นหรือไม่ และเป็นจำนวนเท่าไร? และหากธนาคารแห่งประเทศไทยขาดทุนทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจะต้องขาดทุนก็ต้องมีคำถามตามมาเช่นกันว่า การขาดทุนเหล่านั้นทำไปเพื่อสิ่งใด? แล้วใครเป็นคนที่ได้กำไรจากการขาดทุนของธนาคารแห่งประเทศไทยกันบ้าง? และได้กำไรกันไปรายละเท่าไร?

อย่างไรก็ดี ในเรื่องนี้หากมองอีกด้านหนึ่ง มีเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยบางคนได้ให้เหตุผลในทำ SWAP ช่วงสุดท้าย และการไม่ประกาศลอยค่าเงินบาทก่อนวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ดังต่อไปนี้

1. ธนาคารแห่งประเทศไทยพยายามหลีกเลี่ยงผลกระทบทางบัญชีต่อฐานะการเงินของธุรกิจเอกชนในวันปิดงวดกลางปี 30 มิถุนายน 2540 (ซึ่งยังใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามระบบเดิมอยู่)

2. ที่ทำ SWAP กันมากอย่างผิดปกติในวันเดียวถึงประมาณ 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ในวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ก็เพื่อทำให้ทุนสำรองทางการเพิ่มขึ้นโดยทันที และอาจให้เหตุผลว่าเพราะวันที่ 30 มิถุนายน 2540 เป็นวันสิ้นเดือน เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศตัวเลขในทุกสิ้นเดือนตัวเลขทุนสำรองระหว่างประเทศจะได้เพิ่มมากขึ้นบัญชีจะได้ดูดี (แม้ว่าจะมีภาระส่งมอบเงินเหรียญสหรัฐ ล่วงหน้าที่อาจจะต้องขาดทุนในอนาคตก็ตาม)

หากเป็นไปตามข้อ 1 ก็ไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอเท่าไรนัก เพราะหากห่วงฐานะการเงินของเอกชนคนอื่นเพียงแค่ในวันปิดงวดกลางปี 30 มิถุนายน 2540 ผ่านไปเพียงอีก 2 วัน เอกชนเหล่านั้นก็ต้องเริ่มรับรู้ผลขาดทุนในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ดี และคงไม่น่าจะใช่เรื่องของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จะต้องเอาความเสี่ยงเรื่องเงื่อนไขเวลาที่ทอดยาวออกไป อันอาจทำให้ข่าวรั่วในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเพียงเพื่อไปช่วยงวดบัญชีกลางปี 30 มิถุนายน 2540 ของฐานะของเอกชนบางกลุ่มให้ดูดีเป็นการชั่วคราว (โดยเฉพาะคนกู้เงินต่างประเทศ)

หากเป็นไปตามข้อ 2 ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะถ้าหากธนาคารแห่งประเทศไทยมีเหตุอ้างว่าต้องทำ SWAP อย่างผิดปกติทุกสิ้นเดือน บัญชีจะได้มีทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นตอนสิ้นเดือน (แม้ว่าจะต้องมีภาระส่งมอบเงินเหรียญสหรัฐ ในอนาคต ที่รู้อยู่ว่าจะต้องมีความเสี่ยงในการขาดทุนก็ตาม) แต่ก็ไม่ปรากฏการทำ SWAP อย่างผิดปกติในวันสิ้นเดือนพฤษภาคม 2540 ในจำนวนมากๆ เหมือนกับที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2540 แต่อย่างใด

คำถามที่ตามมาที่น่าจะชวนให้คิดว่า หากธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศลอยค่าเงินบาทเสียตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2540 หรือเช้าตรู่ในวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องทำธุรกรรม SWAP ต่อไปหรือไม่?

หากจำเป็นต้องทำธุรกรรม SWAP จริงๆ ถ้าให้เลือกระหว่างการรู้อยู่แล้วว่าค่าเงินบาทลดอย่างแน่นอน และยังทำ SWAP ต่อไปโดยที่รู้ว่าจะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะต้องขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เปรียบเทียบกับการที่ปล่อยให้ค่าเงินบาทลอยตัวโดยที่เงินบาทลดลงไปก่อนแล้วจึงค่อยไปทำ SWAP ในภายหลัง ซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง อะไรจะดีกว่ากัน?

แต่บางทีการทำ SWAP ที่ไปเพิ่มทุนสำรองระหว่างประเทศโดยรู้อยู่ว่าจะมีความเสี่ยงในการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน จากภาระที่ส่งมอบเงินเหรียญสหรัฐ คืนกลับในอนาคตตามสัญญา อาจจะไม่จำเป็นเลยก็ได้เพราะทันทีที่ประกาศลอยค่าเงินบาทแล้ว เงินตราต่างประเทศที่ไหลออกนอกประเทศเพื่อการเก็งกำไรก็น่าจะลดลงโดยปริยาย ในทางตรงกันข้ามเงินตราต่างประเทศก็น่าจะไหลกลับเข้าในประเทศในภาคตลาดหุ้นที่มีราคาถูกลงโดยทันที อันมีส่วนสำคัญทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศสูงขึ้นได้ในวันที่ 30 มิถุนายน 2540

แม้ว่าการทำธุรกรรม SWAP ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีศักยภาพที่จะสามารถนำเงินเหรียญสหรัฐ ไปแลกให้กับผู้ต้องการเงินเหรียญสหรัฐ ได้มากขึ้น (แม้ว่าอาจจะต้องมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนในการส่งมอบเงินเหรียญสหรัฐ ในอนาคตก็ตาม) แต่มีข้อน่าสังเกตตารางเวลาและเหตุการณ์ ประมาณการไหลออกของเงินตราต่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2541 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน มีเงินสำรองสุทธิลดลงรวมทั้งสิ้น 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 50,000 ล้านบาท ทั้งที่ประเทศไทยในเวลานั้นขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเฉลี่ยเดือนละประมาณ 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เฉพาะเดือนนั้นเพียงเดือนเดียวเงินสำรองสุทธิกลับลดลงไปประมาณ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ตัวเลขเงินสำรองสุทธิที่ลดลงไม่ได้เป็นตัวเลขสุดท้ายที่พิสูจน์ได้ว่ามีเงินไหลออกผิดปกติเท่าไรหรือไม่? (เพราะเงินสำรองสุทธิที่ลดลงก็เพียงแค่บอกว่าส่วนต่างที่เงินไหลออกมากกว่าเงินไหลเข้านั้นเป็นจำนวนเงินเท่าไร) โดยเฉพาะช่วงสุดท้ายที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตัดสินใจแล้วว่า จะลอยค่าเงินบาท ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยก็น่าจะสืบค้นหาต่อกันไปว่า ใครซื้อเงินเหรียญสหรัฐ กันมากๆ ในช่วงเวลานั้นบ้าง? บางทีอาจจะทำให้ต่อภาพทั้งหมดชัดเจนได้มากขึ้นว่า เกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา

และที่สำคัญยังมีระบบการเงินนอกระบบโอนเงินใต้ดินอีกต่างหากที่ยังมีอยู่ในนาม "โพยก๊วน" ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะไม่สามารถรับรู้ได้เลยด้วยซ้ำไป

ไม่มีใครรู้ได้ว่ามีใครได้ประโยชน์จากสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่? และคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพิสูจน์ได้ว่ามีใครได้ประโยชน์จากการรั่วไหลของข้อมูลจริงๆ หรือไม่ ซึ่งหวังไว้ว่าจะไม่มี แต่หากสมมติว่ามีใครได้ประโยชน์จากตรงนี้ด้วยการทำงานร่วมกับคนรู้ไส้แล้ว ขออนุญาตฝากความระลึกตามประสาคนขี้สงสัยว่า

คนรู้ไส้ อยู่ที่ใด? ใครรู้บ้าง?

อยู่ว่างว่าง ก็รู้ไส้ ได้จากไหน?

กำไรมั้ย? มากมั้ย? ใครได้ไป?

อยู่ที่ไหน? ใครตอบได้? ช่วยตอบที

 

ใครหนอใคร ใช้บิ๊กจิ๋ว ไปพูดปด?

บาทไม่ลด หนึ่งสัปดาห์ หมดศักดิ์ศรี

สะสมมา คุณความดี ถูกย่ำยี

ใครได้ดี จากตรงนี้ มีไหมเอย?