หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
นอกกรอบประชานิยม

อัมมาร  สยามวาลา  open  เดือนมกราคม พ.ศ. 2548  
ถอดความจากปาฐกถาเรื่อง "นอกกรอบประชานิยม" ณ สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย วันที่ 15 พฤศจิกายน 2547 

สวัสดีครับท่านขาประจำที่แท้จริงทั้งหลาย ผมเป็นขาจร วันนี้ผมมาพูดเรื่องนอกกรอบประชานิยม ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจนิดหนึ่งว่า การพูดครั้งนี้เป็นการค้านไม่เห็นด้วยกับประชานิยม ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อไหนก็ตาม เพราะความเห็นของผมคือ ตั้งแต่การเลือกตั้งในปี 2544 เป็นต้นมา กติกาการเมืองได้เปลี่ยนกลายเป็นว่า ประชานิยมนั้นเป็นเกมที่ทุกคนต้องเล่น

ความเป็นอัจฉริยะของพรรคไทยรักไทยอยู่ที่การเปลี่ยนเกมให้เป็นเกมประชานิยม ปัจจุบันพรรคประชาธิปัตย์ก็ประชานิยมเหมือนกัน สิ่งที่ไทยรักไทยทำคือ การใช้การตลาดทางการเมืองที่เก่งกาจมาก ในการที่จะสัญญากับประชาชนว่าจะทำ 1 ,2 ,3 ,4 ให้  เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค พักชำระหนี้ 3 ปี  หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท ประโยคเดียวติดป้ายเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด

เพื่อให้แฟร์กับไทยรักไทย สัญญาเกือบทั้งหมดที่ไทยรักไทยรับปากแล้ว ไทยรักไทยมีสิทธิ์ที่จะรักษา เพราะว่าไทยรักไทยได้รับเลือกตั้งมาอย่างท่วมท้น คะแนนเสียงก็ได้ด อาจจะไม่ดีมากเหมือนจำนวนที่นั่งที่ได้ เพราะระบบการเลือกตั้งภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญใหม่นั้น ให้ความลำเอียงแก่พรรคที่ได้คะแนนเสียงมาก

สมัยก่อนพรรคที่ได้คะแนนเสียง 37 เปอร์เซ็นต์ จะไม่ได้ที่นั่ง 49 เปอร์เซนต์เหมือนอย่างที่ไทยรักไทยได้ จะได้ประมาณ 38-39% มองดูตัวเลขแล้วทำให้ไทยรักไทยสามารถรักษาสัญญาได้ เพราะฉะนั้นเกมการเมืองเดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปหมดแล้ว

เมื่อสักครู่ได้บอกไปแล้วว่า ไทยรักไทย รักษาสัญญาได้เกือบทุกสัญญา จะเห็นว่ามีข้อบกพร่องอยู่ 2 สัญญา เพราะว่าในบรรดาป้ายที่ไทยรักไทยติดทั้งหมด คือจะมีการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งไม่ได้ให้คำขวัญที่ชัดเจนทีเดียว และปฏิรูปการศึกษาฟังแล้วไม่ใช่ประชานิยมเท่าไร สิ่งที่ผมหรืออาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง หรือหมอประเวศ วะสี บอกว่าต้องมีการปฏิรูปการศึกษา แต่ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับ 30 บาทรักษาทุกโรค ไม่จับใจเท่าอีกอันหนึ่งที่น่าจะจับใจเท่า แต่ว่าไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะรักษาสัญญาได้ คือเขาจะปราบคอร์รัปชั่น นั่นเป็นอีกสัญญาหนึ่งที่ไทยรักไทยไม่ได้รักษาไว้ เป็นแค่ประเด็นที่คงจะนึกไว้ แต่ได้ข่าวว่าเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา รัฐบาลสัญญาแล้วว่าจะปราบคอร์รัปชั่น ขอเวลา 4 ปีที่จะหากินก่อน พยายามจะปราบคนอื่นที่เข้ามาหากิน พูดอย่างนี้ไม่ทราบว่าจะโดนฟ้องหรือเปล่าว เวลาพูดเรื่องคอร์รัปชั่นต้องระวังมาก เดี๋ยวนี้ฟ้องกันสนุกสนาน

อย่างไรก็ตาม ที่อยากจะพูดเรื่องนอกกรอบประชานิยม เพราะว่าเดี๋ยวนี้ถือเป็นเกมการเมือง การขับเคื่ยวกันบนเวทีทางการเมืองนั้น เป็นเรื่องประชานิยม แต่ประชานิยมผมไม่ได้บอกว่าเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาที่ผิด แต่แน่นอนว่ามันไม่ใช่ทั้งหมด

ถามผมว่า 30 บาทรักษาทุกโรคเป็นของดีหรือเปล่า ผมต้องบอกว่าผมเชียร์เต็มที่ ถือเป็นของที่ดี เป็นของที่ควรจะทำ แม้อาจจะไม่ใช่ลักษณะที่เขาทำ แต่ว่าหลักการหรือแม้แต่วิธีการปฏิบัติส่วนใหญ่ ผมคิดว่าควรแก่การชื่นชมและสรรเสริญ

ถามว่าแม้กระทั่งกองทุนที่ให้หมู่บ้านละล้านเป็นของดีหรือเปล่า เวลานี้ผมยังไม่มีคำตอบ แต่ผมยังคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะตอบว่า เป็นทางที่ควรแก่การสรรเสริญ ที่ไม่พยายามตอบในเวลานี้ เพราะการประเมินการอะไรต่ออะไรต่างๆ ในโครงการนี้ยังบกพร่องอยู่มาก ทั้งจากฝ่ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย เนื่องจากยังไม่ได้มีการประเมินอย่างเป็นระบบ

ถามรัฐบาลว่าประเมินออกมาอย่างไร เขาก็บอกว่าดี แต่พอดูในรายละเอียด เราก็รู้สึกว่ากระท่อนกระแท่นอย่างไรพิกล เช่นเดียวกันทุกอย่างมีเหตุผล และมีข้อที่เถียงกันได้ว่าดีหรือไม่ดี แต่ผมคิดว่านโยบายนี้ ประชาชนได้ให้ข้อวินิจฉัยไปแล้วว่า เป็นของที่เขาอยากได้ แถมเป็นของที่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ให้คะแนนเสียงกับพรรคไทยรักไทย ทั้งในระยะก่อนเลือกตั้งครั้งที่แล้ว และในระยะต่อมาด้วย

ทุกวันนี้ประชานิยมเป็นส่วนหนึ่งของกลไกทางการเมือง การขับเคื่ยวในแนวทางประชานิยมนั้นกลายเป็นเกมการเมือง กลายเป็นกติกาข้อหนึ่งไปแล้ว เพราะฉะนั้น พวกเราที่ไม่ใช่นักการเมืองคิดว่า จะไปสอดแทรกเกมตรงนี้คงจะยาก เขาจะอ้างได้ แล้วพวกเราคงเถียงลำบาก เพราะอันนี้อยู่ที่ตลาดการเมืองแล้ว ถ้าไทยรักไทยบิดอย่างหนึ่ง ประชาธิปัตย์บิดอย่างหนึ่ง ก็ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าเขาจะเอาอะไร

อย่างที่บอกไปว่า ประชานิยมไม่ใช่ทั้งหมดของการบริหารบ้านเมือง ไม่ใช่ทั้งหมดของวิธีการที่สังคมจะทำให้บ้านเมืองก้าวหน้าไปได้ มีอีกหลายๆอย่างตามมา มีสิ่งที่จะต้องตรวจสอบ สิ่งที่จะต้องตามดู สิ่งที่จะต้องเช็ค สิ่งที่จะต้องดูแล และผมคิดว่าตรงนี้เป็นบทบาทที่นักวิชาการอย่างผมควรจะเริ่มดำเนินการ คือส่วนหนึ่งเป็นการติดตามประเมินผลแนวนโยบายประชานิยมของพรรคการเมืองต่างๆ แต่อีกส่วนหนึ่งต้องบวกเลขดูว่ามีต้นทุน มีอะไรต่ออะไรบ้าง มีผลกระทบมากน้อยอย่างไร แล้วอีกส่วนหนึ่งคือมีวาระของสังคมอะไรอีกหรือเปล่าที่ควรแก่การติดตามพิจารณา

ดูจากหัวข้อต่างๆ ที่สมาคมนักข่าวได้ร่วมกับ 9 องค์กรในการจัดการ คิดว่าเป้นที่น่าชื่นชมว่าวาระที่ตกกรอบของประชานิยมนั้น ได้รับการหยิบยกขึ้นมาพิจารณา และควรที่จะสนับสนุน ควรแก่การตีฆ้องร้องป่าว

ผมไม่ทราบว่ายุทธวิธีในการทำให้วาระเหล่านี้ถูกบรรจุเป็นวาระการเมืองในการเลือกตั้งในรัฐสภา เมื่อมีการเลือกตั้งแล้วจะดำเนินการอย่างไร เป็นเรื่องที่พวกเราทั้งหลายที่อยู่นอกวงการการเมือง วงการตะลุมบอน อาจจะมองเห็นปัญหาที่ตกจากการพิจารณา ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เราควรจะพิจารณา

เนื้อหาส่วนใหญ่ที่ผมอยากจะพูดนั้น ไม่ใช่เรื่องปัญหาสิทธิมนุษยชนที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก และควรแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง แต่เห็นว่ามีหลายคนที่พูดเรื่องนี้ และพูดได้ดีกว่าผมเยอะ ผมจะไม่ขอพูดเรื่องนี้ แต่จะบอกว่าปัญหานี้เป็นปัญหาหลัก ตั้งแต่การฆ่าตัดตอนเรื่องค้ายาเสพติดเป็นต้นมา รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ใช้ความรุนแรงเป็นสรณะมาโดยตลอด และเป็นเรื่องที่ควรมีการเผยแพร และที่สำคัญกว่านั้นคือ มีการเสนอทางออกที่ดีกว่านี้

ส่วนที่จะพูดต่อไปนี้ หากเปรียบเทียบแล้วเล็กมาก แต่เป็นเรื่องที่ผมพูดได้อย่างเต็มที่ และละเอียดถี่ถ้วนกว่า คือปัญหาเรื่องเศรษฐกิจต่างๆ ที่จำเป็นต้องมีการพิจารณา

ขอเท้าความกลับไปเมื่อรัฐบาลนี้เข้ามา รัฐบาลมองโจทย์ว่าในด้านเศรษฐกิจนั้น ปัญหาของประเทศไทยเป็นปัญหาของกำลังผลิตที่มีมากไป และกำลังซื้อที่มีไม่พอ ถ้าใช้ศัพท์เศรษฐศาสตร์คือ อุปสงค์ไม่เพียงพอ เป็นปัญหาที่ทางเศรษฐศาสตร์มีแนวทางในการแก้ไขกันมานานแล้ว

ถ้าพูดกันให้ยุติธรรมแล้ว แนวทางนี้เป็นแนวทางที่พรรคประชาธิปัตย์ดำเนินการในช่วง 6 เดือนแรกหลังจากที่เข้ามาเป็นรัฐบาล เพราะว่าช่วง 6 เดือนแรก ไอเอ็มเอฟยังหลงทาง พยายามจำกัดอุปสงค์ด้วยการปรับนโยบายการคลัง หลังจากนั้นมารัฐบาลได้มีการผลักดันที่จะปั๊มอุปสงค์ให้เพิ่มขึ้น แล้วพรรคไทยรักไทยก็ยึดแนวนั้นเป็นแนวปฏิบัติ ดังนั้นประชานิยมที่เกิดขึ้นมาก็สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจตอนนั้น ซึ่งส่งผลให้พรรคไทยรักไทยสามารถใช้เงินอย่างไม่อั้นในการดำเนินการต่างๆ

ความจริงแล้ว พรรคไทยรักไทยก็ฉลาดพอที่จะไม่ใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดิน สิ่งที่ไทยรักไทยทำคือ ไปฝากปัญหาไว้กับองค์กรต่างๆ พักชำระหนี้นั้น รัฐบาลเพียงแค่ควักกระเป๋าปีละหมื่นล้านบาทเป็นค่าดอกเบี้ย แต่ตัวที่ค้างห้อยต่องแต่งอยู่นั้น ไปห้อยต่องแต่งอยู่ในงบดุลของ ธ.ก.ส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร)

ด้านโครงการหมู่บ้านละล้าน เงินเยอะมาก 75,000 ล้านบาท พบในงบประมาณแผ่นดินปีนั้นหรือเปล่า ไม่พบ เพราะไปกู้เงินจากธนาคารออมสินมา กว่าจะพบก็เมื่อรัฐสภาต้องอนุมัติให้จ่ายคืนกับธนาคารออมสินเป็นรายปี ปีละหมื่นกว่าล้านบาท ตอนนั้นรัฐสภาปฏิเสธได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะว่าเป็นหนี้เขาแล้ว เป็นวิธีการเลี่ยงกติกาทางการคลัง สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลทำเพื่อปั๊มอุปสงค์ขึ้นโดยดำเนินการในหลายๆ ด้าน

ส่วนด้าน 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นนโยบายที่ค่อนข้างนอกคอกนิดหน่อย แต่ก็ได้เสียง และประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง สิ่งต่างๆเหล่านี้ช่วยให้อุปสงค์ชองคนไทยที่ต้องการซื้อข้าวของเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นนโยบายที่เหมาะสมในช่วงต้นๆ

คราวนี้รัฐบาลได้ใช้แนวทางกระตุ้นอุปสงค์ค่อนข้างเพลิน ประชานิยมเลยกลายเป็นกระแสหลักตั้งแต่นั้นมา แต่เศรษฐกิจนั้นไม่ได้เกิดจากอุปสงค์อย่างเดียว ความจริงในการกระตุ้นให้คนใช้เงินมาก เป็นเรื่องที่ทำไม่ยาก แต่การทำให้คนผลิตของได้มากขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่ยากกว่าพอสมควร ถามว่าอย่างหลังรัฐบาลทำหรือเปล่า ถ้าจะบอกว่ารัฐบาลทำ อาจจะพูดได้ส่วนหนึ่ง โดยส่วนที่รัฐบาลทำในภาคการผลิตนั้น เขาไม่ได้ให้นายทุนผลิต ไม่ว่าจะเป็นโครงการโอท็อป หรือกระทั่งโครงการหมู่บ้านละล้าน ล้วนเพื่อสนับสนุนให้คนไปเป็นผู้ผลิต คิดจะสร้างทักษิณออกมา 60 ล้านคน คือให้เป็นคนคิดริเริ่ม ให้สร้างเอสเอ็มอี ให้ระดับรากหญ้าเป็นผู้ผลิต ไม่ใช่นายทุนใหญ่ แนวคิดเหล่านี้คือสิ่งที่เขาใช้ในการหาเสียง

ทว่าปัญหาที่เราต้องตั้ง โดยคิดนอกกรอบจากที่เขาคิด คือว่าวิธีการอันนี้ดีหรือเปล่า ได้ผลหรือเปล่า มีข้อเสี่ยงอะไรบ้าง ตรงนี้ผมก็ยืนยันมาโดยตลอดว่า การที่จะให้รากหญ้ามาเป็นผู้ผลิต มาเป็นเอสเอ็มอี ถือเป็นของน่ารัก เป็นของที่ควร แต่หากมองในมุมกว้าง ถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะว่าของที่เขาทำกันอยู่แล้ว แล้วประสบความสำเร็จด้วยตัวของมันเอง รัฐบาลไม่ต้องไปกระตุ้น ไม่ต้องไปทำอะไรไม่รู้กี่ร้อยรัฐบาลทำมาแล้ว

เวลาพูดถึงเอสเอ็มอี ผมในฐานะนักเศรษฐศาสตร์เคยเห็นรายงานของผู้เชี่ยวชาญ ของใครต่อใคร มีงานวิจัยออกมาเป็นตั้งๆว่า เอสเอ็มอีมีปัญหาอะไรบ้าง จะเจอวาปัญหามีหลากหลาย มีด้านทรัพยากรมนุษย์ ด้านการตลาด และมีเรื่องสินเชื่อ เพราะทุกรัฐบาลเวลาดำเนินโยบายเกี่ยวกับเอสเอ็มอี มีปัญญาทำได้เรื่องเดียวคือแจกสตางค์ให้สินเชื่อ

ปัญหาเรื่องสินเชื่อของเอสเอ็มอีนั้นเป็นปัญหาที่ต้องเข้าใจว่า เอสเอ็มอีโดยเฉพาะรายใหม่ๆ นั้นมีความเสี่ยงสูง ที่บ้านผมมีคนรับใช้บ้าง คนขับรถบ้าง อยากจะไปเปิดร้านค้าเล็กๆ อยากไปเปิดร้านอาหาร ยืมเงินผมไปไม่รู้เท่าไรแล้ว มีหลายราย อัตราส่วนของความสำเร็จที่ผมเห็น กับคนที่ผมให้กู้ไปนั้น ตัวเลขสวยมาก ศูนย์เปอร์เซนต์ ในที่สุดแล้วมีปัญหาทุกราย แต่เขาคงมองเห็นว่าผมเป็นคนใจดีหรืออย่างไรไม่ทราบ อาจเป็นเพราะว่าผมไม่ค่อยพิถีพิถันเท่าที่ควร แต่ว่าอัตราความเสี่ยงของธุรกิจใหม่นั้นสูงมาก การที่จะให้คนในระดับรากหญ้าเข้าไปเสี่ยงอยางนั้นโดยการกู้เงิน เป็นของที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ในต่างประเทศ เวลาจะตั้งธุรกิจใหม่ เขามีสิ่งที่เรียกว่า เวนเจอร์แคปปิตัล (Venture Capital) คือมีเงินทุน หมายความว่าไม่ได้คิดว่าจะเอาคืน แต่คิดที่จะลงทุนถาวร ถ้าได้กำไรก็ได้ไป ถ้าขาดทุนก็สูญไป แต่การกู้เงินไม่ได้เพราะมีกำหนดต้องจ่ายคืน แต่นี่คือสิ่งที่รัฐบาลทำ ผมไม่แน่ใจว่ารัฐบาลตั้งใจจะเอาคืนหรือไม่อย่างไร หรือว่าธนาคารเป็นอย่างไร แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าสร้างความทุกข์ไม่น้อย

โครงการหมู่บ้านละล้านก็เป็นโครางการที่ใน่ที่สุดแล้วก็ก่อให้เกิดหนี้ ปัญหาของโครงการหมู่บ้านละล้านที่ได้ยินมาคือ ยังไม่มีการประเมินที่สมบูรณ์ และถี่ถ้วน ไม่มีกลุ่มตัวอย่างที่กว้างเพียงพอที่จะคลุมทุกกรณีได้ มีอยู่หลายกรณีที่กลายเป็นหนี้อมตะ

มีคนใน ธ.ก.ส. หลายคนที่เห็นด้วยกับนโยบายพักชำระหนี้ว่า มีการอ้างว่าหนี้ของ ธ.ก.ส.จำนวนมากนั้นถือว่า เป็นหนี้เอ็นพีแอล คือเกษตรกรไม่มีวันจ่ายคืน ทุกปีก็ผลัดผ้าเข้ามาจ่าย เพราะ ธ.ก.ส.ต้องการให้มาจ่าย เกษตรกรก็ต้องไปกู้เงินนายทุน ยอมเสียให้นายทุน 10% หรือเท่าไร่ก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นถึงจำเป็นที่จะต้องพักชำระหนี้

ผมไม่รู้ว่าส่วนที่จำเป็นจริงๆ ในการพักชำระหนี้นั้นมีกี่เปอร์เซนต์ของหนี้ ธ.ก.ส. แต่ยกให้ว่าเป็นจริง เสร็จแล้วรัฐบาลทำอะไร รัฐบาลก็ไปปล่อยหนี้กันใหม่ บอกว่าชาวบ้านมีหนี้มากแล้ว ก็โอเค แต่แล้วทำไมถึงได้ปล่อยหนี้ใหม่ สิ่งต่างๆเหล่านี้ เป็นเรื่องนอกกรอบประชานิยมที่เราต้องพูด คือ หนี้ที่ก่อขึ้นนั้น เจ้าหนี้คือใคร แล้วเจ้าหนี้ของเจ้าหนี้คือใคร จะเห็นได้ว่าบทบาทของธนาคารของรัฐได้เพิ่มขึ้นมาอย่างมากมาย

บทบาทของธนาคารของรัฐได้เพิ่มขึ้นมา ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบสืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540 ทำให้จำนวนเงินของธนาคารของรัฐเทียบกับเงินของธนาคารทั้งหมดได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก

คราวนี้จะต้อพูดถึงส่วนบนหรืออีกรางหนึ่งในรางคู่ของรัฐบาล คือ ปัญหาของนายทุนไทย ปัญหาของระบบทุนของเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ปัญหาที่เกิดขึ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจที่เรื้องรังมาจนถึงทุกวันนี้ ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจได้ฟื้นขึ้นในแง่ของจีดีพี หรือในแง่ของอะไรก็ตามที่ท่านนายกชอบพูด คือระบบการเงินของเรานั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก สมัยก่อนระบบทุนนิยมในประเทศไหนก็ตาม ลักษณะของมันถูกกำหนดโดยตอบต่อคำถามว่า ใครเป็นผู้จัดสรรทุน ระบบทุนนิยมไทยก่อนปี 2540 ผู้จัดสรรทุนคือนายธนาคาร ซึ่งมีบทบาทสูงมาก แต่ช่วงฟองสบู่นั้น นายธนาคารทำลายตนเอง ทำลายบทบาทของตนเอง โดยการไปกู้เงินจากต่างประเทศแล้วมาแย่งกันปล่อยกู้ จนระบบทั้งระบบพังทลายไปโดยรวมถึงตัวเองด้วย

ปัญหาของฟองสบู่นั้นคือ การที่เรามีเศรษฐกิจที่ไม่พอเพียง ทุกคนลงทุนเกินตัว ทุกคนใช้จ่ายเงินเกินตัว เงินที่ระบบธนาคารใช้สนับสนุน ก็ไม่ใช่เงินของประชาชนคนไทยเท่านั้น แต่ด้วยการกู้เงินจากต่างประเทศเข้ามาปล่อยกู้ต่อ ทำให้เราสามารถลงทุนในอัตราที่สูงมาก เมื่อเทียบกับเงินออมของเรา พอเกิดวิกฤต ตัวที่เคยเชื่อมระหว่างเงินออมของพวกเรากับการลงทุนของนายทุนได้ขาดสะบั้นลง อย่าลืมว่านายทุนเมืองไทยไม่โง่ที่จะใช้เงินของตัวเอง หรือใช้เงินของตัวเองไม่มาก ส่วนใหญ่ใช้เงินของคนอื่นทั้งนั้น แล้วก็มีระบบที่จะรวบรวมเงินออมของประชาชนคนไทยเข้าไปให้พวกเหล่านี้ลงทุน ระบบเชื่อมต่ออันนั้นมันขาดลงหลังปี 2540

อันนี้เป็นโจทย์นอกกรอบประชานิยมซึ่งประชานิยมไม่ได้พูดถึง เพราะรัฐบาลที่อ้างตัวว่าเป็นประชานิยม ตั้งหน้าตั้งตาที่จะใช้ระบบที่หลงเหลืออยู่สร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง เพราะเมื่อระบบของนายธนาคารพังทลายลงไปแล้ว รัฐบาลนี้เลยไปหวังพึ่งธนารคารของรัฐ ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในธนาคารกรุงไทย ซึ่งต้องยอมรับว่าไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ ธนาคารกรุงไทยเป็นถังขยะของหนี้สินทั้งหลายในประเทศมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เป็นธนาคารที่สั่งได้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

รัฐวิสาหกิจที่กู้กับใครไม่ได้ เช่น ขสมก. จะกู้กับธนาคารกรุงไทยได้ การรถไฟจะไปกู้กับธนาคารกรุงไทย แล้วนายทุนหลายคนก็กู้ทำนองเดียวกัน รัฐบาลชุดนี้ตั้งหน้าตั้งตาใช้ธนาคารของรัฐในการกระตุ้นอุปสงค์ด้านการลงทุน ปัญหาทั้งหมาดที่เกิดขึ้นจึงเป็นปัญหาของการเล่นแร่แปรธาตุกับกระบวนการทางการเงิน เพื่อที่จะกระตุ้นจะเรียกว่ากระตุ้นทางการเงินก็ไม่ได้อีก เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วการใช้เงินของธนาคารของรัฐนั้น ไม่ได้ใช้ไปเพื่อสร้างกำลังการผลิตที่แท้จริง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจนั้น ส่วนสำคัญอย่างหนึ่งคือ กระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมนั้นตกไปอยู่ในมือของต่างชาติมาก รัฐบาลนี้ก็อ้างตัวเองว่าเป็นรัฐบาลชาตินิยม ที่พยายามสนับสนุนให้คนไทยทำไอ้โน่น ทำไอ้นี่ ใช้สำเนียงว่าจะพยายามกีดกันชาวต่างชาติ แต่เอาเข้าจริงแล้ว ไม่ได้ทำอะไรที่จะให้นายทุนไทยมีศักยภาพเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด โดยเฉพาะนายทุนไทยที่ไม่ได้เป็นพรรคพวกของตัวเอง และส่วนที่เป็นพรรคพวกของตัวเอง ส่วนใหญ่ก็มีศักยภาพทางด้านการตลาด ทางด้านการเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน แต่ถ้ามองถึงเทคโนโลยีการผลิต หรือขีดความสามารถในการผลิตแล้วก็จะมีน้อย

ผมอ่านหนังสือพิมพ์ทุกเช้าในหน้าธุรกิจของหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น เขาจะมีข่าวเกี่ยวกับเรื่องคนหนุ่มๆสาวๆ สังเกตได้ว่านอกจากลูกชายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เข้ามารับช่วงธุรกิจของพ่อ รุ่นหนุ่มๆสาวๆ ที่เข้ามาในธุรกิจที่เพิ่งเริ่มก่อตั้ง จะอยู่ในธุรกิจการตลาด ธุรกิจการโฆษณา ธุรกิจการบริการ ธุรกิจสนุก ซึ่งผมคิดว่าไม่ได้เสียหายอะไร เป็นของที่ควรแก่การสนับสนุนเป็นวิธีทำเงินวิธีหนึ่ง แล้วอะไรที่เป็นเรื่องสนุก คนไทยมีความถนัดเป็นพิเศษ เราถึงสามารถหากินจากธุรกิจการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ทั้งๆที่ทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวของเรา ก็ไม่ได้ดีเด่นไปกว่าประเทศอื่นๆ แต่เรารู้จักวิธีการที่จะทำเงินขึ้นมาได้

แต่ถ้าหันมาทางด้านอุตสาหกรรม หันมาด้านธุรกิจที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ในการเพิ่มผลผลิต เพราะว่าอย่าลืมคำว่า จีเอ็นพีที่ท่านนายกฯ รักหนักหนานั้น คือ Gross National Product ต้องมีโปรดักซ์  แต่ถ้าถามว่าโปรดักซ์ที่พรั่งพรูออกมาจากท่าน ส่งออกเราก็เพิ่มขึ้นเยอะ แต่ถามดูว่าใครเป็นผู้ส่งออก ก็จะเห็นว่าบทบาทของบริษัทข้ามชาติได้เพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ขีดความสามารถในด้านการส่งออกนั้นมากจากบริษัทข้ามชาติ และแรงงานไทย และนี่เป็นนอกกรอบประชานิยม เพราะจะไม่มีใครพูดถึง ยกเว้นนักธุรกิจเท่านั้น ที่จะพูดถึงเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่จะไปหาเสียงในเรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขันกับประชาชน ขายไม่ออกหรอก เพราะฉะนั้นจะต้องมีคนที่คิดถึงเรื่องพวกนี้

ถามว่าระบบการศึกษาของเราได้รับการเยียวยาและแก้ไขแค่ไหน ผมคิดว่าเวลานี้ก็มีแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาหลายด้าน แต่สิ่งหนึ่งที่ตอบได้เลยคือ การศึกษาของเราไม่ได้ทำให้คนไทยรวมทั้งคนที่เป็นแรงงานคิดอ่านออกเป็นในเรื่องต่างๆ แม้กระทั่งเจ้าของโรงงานก็ไม่ต้องการแรงงานที่คิดอ่านออกไม่เป็น เพราะระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่นั้น คนที่จะนั่งอยู่กับเครื่องต้องมีความสามารถในการดำเนินการ ต้องคิดแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง

อุตสาหกรรมทอผ้า อุตสาหกรรมอะไรต่างๆ แบบดั้งเดิมนั้น เครื่องทำงานเกือบทั้งหมด แม้กระทั่งเครื่องทอผ้าสมัยใหม่ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยี เป็นเรื่องที่จะต้องใช้ขีดความสามารถที่สูงกว่าที่เป็นอยู่ สิ่งเหล่านี้ต้องได้รับการดูแล และต้องมีการปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง ซึ่งรัฐบาลก็ยังไม่ได้ทำ ขีดความสามารถของเราด้านนี้ก็ยังบกพร่องอยู่

รัฐบาลกำลังบอกว่า ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางของการรักษาโรค จะเชื้อเชิญคนไข้ทั่วโลกมารักษาที่ประเทศไทย ขณะที่เวลานี้หมอที่เรามีอยู่ในประเทศ จำกัดจำเขี่ยเหลือเกิน มีแทบไม่พอแล้ว คนไทยถ้ามีโอกาสได้คุยกับคุณหมอประมาณครึ่งนาที หรือสองนาทีต่อครั้งหลังจากรอเป็นชั่วโมงก็ถือว่าโชคดีแล้ว ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เวลาเราจะขายของพวกนี้ เราจะต้องดึงเอาจากคนไทยไป ตรงนี้ไม่ทราบว่ารัฐบาลชาตินิยมมองอย่างไร จึงคิดที่จะทำอย่างนี้ ผลประโยชน์ของไทยอยู่ที่ใด  ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบชาตินิยม พูดกันจริงๆแล้ว เกลียดชาตินิยมด้วยซ้ำ แต่ผมรู้สึกว่ามีความอิลักอิเหลื่อ ในวิธีการที่รัฐบาลมองโลกภายนอก คือชอบหาเสียงโดยการด่าต่างชาติ แต่ขณะเดียวกันก็หากิน แล้วก็หาผลประโยชน์จากต่างชาติ และที่หนักที่สุดคือ ร่วมกับต่างชาติมาหากินกับคนไทย

สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องพิจารณาว่ากำลังการผลิตของเรา ซึ่งหมายรวมไปถึงขีดความสามารถของคนไทย จะต้องได้รับการปรับปรุง มีการพูดกันมากถึงเทคโนโลยีสมัยก่อน รัฐบาลนี้พูดน้อยหน่อย แต่ก็พูด เพราะว่านายกรัฐมนตรีท่านนี้ ท่านชอบของใหม่ๆ ชอบเทคโนโลยีใหม่ๆ ชอบของเล่นใหม่ๆ แล้วท่านเป็นคนมองอนาคต มีวิสัยทัศน์อะไรต่างๆ แต่ว่าสิ่งที่จะต้องเริ่มต้นตรงจุดนี้ ในการที่เราคนไทยจะสามารถเป็นเจ้าของโทคโนโลยี ไม่ใช่เป็นผู้ตามเทคโนโลยี หมายความว่า ต้องเข้าใจ และดำเนินการสร้างเทคโนโลยี หรือว่าจะซื้อเขามา ผมไม่ได้ปฏิเสธว่าเราไม่สามารถซื้อได้ แต่ต้องซื้อด้วยความเข้าใจ

ที่ใช้คำว่าเป็นเจ้าของเทคโนโลยีคือ ไม่ตกเป็นทาสของเทคโนโลยี เป็นความเข้าใจที่มาจากส่วนจริงที่ว่า อันนี้เราเอามาใช้ได้ อันนี้เรานำมาดัดแปลงได้ อันนี้เรามาดำเนินการอย่างเดียว เราเริ่มต้นอย่างนั้นจนในที่สุดเราสามารถผลิตเทคโนโลยีของเราเองได้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เราไม่ได้มีการคิดอ่านอย่างเข้าใจ เพราะมัวแต่ไปกระตุ้นอุปสงค์ ปัญหาต่างๆ เหล่านี้เป็นปัญหาที่จะต้องสร้างอุปทาน เป็นการสร้างซัพพลายให้เกิดขึ้น สร้างกำลังผลิตให้เกิดขึ้น สร้างขีดความสามารถของคนไทย เพราะว่านายกรัฐมนตรีอยากให้คนไทยรวย ความรวยนั้นไม่ได้มากจากการใช้เงินเยอะๆ ความรวยนั้นได้จากการหาเงิน หาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง และขีดความสามารถ สิ่งต่างๆ เหล่านี้รู้สึกว่ารัฐบาลไม่อยากที่จะสนับสนุน

วิธีการตรงนี้เป็นเรื่องที่คิดนอกกรอบประชานิยม คิดเลยไปกว่าประชานิยม ผมยืนยันได้เลยว่าจะไม่เป็นวาระในกการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ควรจะเป็นวาระของสังคมที่ต้องตั้งคำถามกับคนที่เขาตะลุมบอนกันอยู่ในเวทีการเมือง และขอเน้นว่าเวทีการเมืองขณะนี้ ประชานิยมไม่ได้จำกัดอยู่แค่พรรคไทยรักไทยเท่านั้น แต่เป็นโรค เป็นเชื้อที่แพร่ติดไปยังพรรคการเมืองทุกพรรค ผมคิดว่าพรรคไทยรักไทยพบสูตรสำเร็จที่สำคัญมากอันหนึ่ง นั่นก็ต้องให้เครดิตเขา เพราะว่าอย่างน้อยก็มีคนตามกันเยอะ นี่ก็ถือเป็นความสำเร็จ แต่เป็นเรื่องที่เราไม่ควรจะตาม เพราะเราไม่ใช่นักการเมือง เราไม่ได้หาเสียง สิ่งหนึ่งที่คิดว่าสื่อจะทำได้ คือให้ประชาชนตระหนักว่า ถ้าจะซื้อประชานิยมของพรรค X มากกกว่าพรรค Y ก็ขอให้ซื้อด้วยการดูคุณภาพ ดูอะไรต่างๆ อย่าดูแต่วงเงินที่เขาจะให้ ดูด้วยว่ามีต้นทุนอะไรบ้าง มีปัจจัยเสี่ยงอะไรอยู่บ้าง และอะไรที่เขาไม่ขาย เป็นเรื่องที่กระทบกับคนไทยไม่น้อยไปกว่าสิ่งที่เขากำลังขายอยู่ อย่าให้โจทย์นั้นถูกกำหนดโดยวาระของพรรคการเมือง