|
||||||||||||||
|
ไม่รับ "เงินนอก" ช่วยสึนามิ?
คอลัมน์ เดินหน้าชน โดย นงนุช สิงหเดชะ มติชนรายวัน วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9811 อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิด เรื่องที่ท่านนายกฯพูดแล้วพูดอีกว่า จะไม่รับ "เงิน" บริจาคจากต่างชาติ ที่ประสงค์จะช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยคลื่นสึนามิในประเทศไทย อ้างว่าไทยช่วยตัวเองได้ และการพูดนี้ท่านก็ไม่ได้แยกให้ชัดเจนว่า ไม่รับเงินต่างชาติระดับไหน ระดับรัฐบาลหรือระดับเอกชน การที่รัฐบาลไทยส่งสัญญาณเช่นนี้ จะทำให้ไทยชวดเงินรับความช่วยเหลือจากสหประชาชาติ(ยูเอ็น) เพราะเงินบริจาคของประเทศต่างๆ นั้นจะถูกโอนเข้าสู่ยูเอ็น แล้วให้ยูเอ็นเป็นผู้จัดสรรให้กับประเทศผู้ประสบภัย ถ้าผู้นำออกมาพูดเช่นนี้เราคงอดแน่นอน และบรรดาเราผู้เสียภาษีก็ต้องรับภาระหน้ามืด เพราะแค่ขั้นต้น ครม.ก็อนุมัติเงินเป็นค่าฟื้นฟูไปแล้ว 7 หมื่นล้านบาท ยังไม่รู้ว่าจะต้องถมอีกเท่าไหร่ เฉพาะค่าตรวจดีเอ็นเอศพ จำนวนกว่า 5 พันศพ ก็ปาเข้าไปศพละ 4 พันบาทแล้ว ในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งเป็นศพต่างชาติ เรารับภาระไหวหรือ ทำไมรัฐบาลไทยจึงไม่ยอมรับความช่วยเหลือ ถ้าหากความช่วยเหลือเหล่านั้นไม่มีเงื่อนไขผูกมัดอะไร อย่าลืมว่าเงินบริจาคของประเทศต่างๆ นั้น แบ่งเป็น 2 ส่วนคือระดับรัฐบาลและระดับประชาชนหรือเอกชน โดยเฉพาะในระดับประชาชนนั้นในหลายประเทศเขาประทับใจคนไทยมากที่ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวอย่างดีในช่วงประสบภัยคลื่นยักษ์ เขามีความรู้สึกดีๆ ต่อประเทศไทยและคนไทย เขาอยากช่วยคนไทย โดยเฉพาะชาวบ้านท้องถิ่นผู้มีน้ำใจงาม คนเหล่านี้เขาให้ด้วยความเมตตากรุณา เอื้ออาทรที่มนุษยชาติพึงมีให้กัน การบริจาคเป็นธรรมขั้นสูงสุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่น่าสรรเสริญ และสังคมโลกจะต้องสนับสนุนและชื่นชมคนใดหรือประเทศใดก็ตามที่มีจิตกุศลงดงาม เราต้องคิดให้ก้าวข้ามไปจากเรื่องการเมือง โลกจึงจะน่าอยู่ แต่รัฐบาลไทยเล่นการเมืองมากไปหน่อย หาเสียงมากไปหน่อย เพราะถ้ายอมรับเงินบริจาค ก็จะเสียฟอร์ม เพราะจะสวนทางกับสิ่งที่รัฐบาลประกาศเอาไว้ว่า "ประเทศไทยรวยแล้ว รัฐบาลนี้ปลดประเทศพ้นจากไอเอ็มเอฟ" การประกาศไม่รับเงินต่างชาติครั้งนี้ ไม่ได้มีนัยอะไรมากไปกว่าการสร้างภาพลักษณ์ของรัฐบาลและผู้นำ และหลงไปว่านี่คือศักดิ์ศรีของประเทศ ถ้าไม่เอาก็แจ้งเป็นการภายในกับประเทศนั้นๆ ไปเสีย จำเป็นอะไรต้องออกมาประกาศ เรื่องนี้คงเข้าทำนองว่ารัฐบาลอยากเอาหน้า เลยทำชาวประชาผู้เสียภาษีเดือดร้อน แล้วที่เปิดทำเนียบรับซองเงิน รับเช็ค จากคนต่างประเทศ เช่น นักเทนนิส มาเรีย ชาราโพว่า หรืออีกหลายคนเกือบทุกวัน แปลว่าอะไร ไม่รับเงินต่างชาติหรือ น่าประหลาดตรงที่เรื่องควรทำกลับไม่ทำ เรื่องไม่ควรทำกลับทำ ทำไมไม่คิดว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชน ฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ หรือกรณีตากใบ ที่ถูกโลกประณามอยู่จนทุกวันนี้ เป็นเรื่องน่าละอายขายหน้า มากกว่าการรับเงินบริจาคช่วยผู้ประสบภัยเสียอีก การบอกว่าประเทศไทยรวยแล้ว เป็นเรื่องที่รัฐบาลอุปโลกน์ตัวเอง และจินตนาการเอาเอง คนที่รวยจริงก็คือนายกฯและคนใน ครม.ต่างหาก ส่วนประชากรอีก 80% ของประเทศยังชักหน้าไม่ถึงหลัง การส่งสัญญาณเช่นนี้ของรัฐบาล อาจจะทำให้ต่างชาติสับสนไขว้เขว พลอยทำให้องค์กรที่ยังต้องการรับบริจาคอย่างต่อเนื่อง อย่างสภากาชาดไทย หรือองค์กรกุศลอื่นที่ทำหน้าที่ช่วยผู้ประสบภัยครั้งนี้อาจจะพลาดโอกาสในการได้รับเงินบริจาคไปด้วย และยังเป็นการส่งสัญญาณคล้ายกับดูถูกประเทศเพื่อนบ้านที่รับเงินบริจาค เช่นอินโดนีเซีย และศรีลังกา ซึ่งเสียหายมาก ตอนเกิดเหตุใหม่ๆ ท่านทูตศรีลังกาประจำประเทศไทย ถึงกับออกทีวีช่อง 9 วิงวอนขอรับการบริจาคตรงๆ ถ้าหากเขาได้ยินผู้นำของเราพูดแล้วพูดอีก ว่าการแบมือขอเงินไม่มีศักดิ์ศรี ลองคิดดูว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร งานช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบครั้งนี้ใหญ่เกินกว่าที่รัฐบาลจะทำตัวเป็นพระเอกคนเดียว... เป็นการถูกต้องที่รัฐบาลบอกว่า จะไม่แบมือขอเงินต่างชาติ เป็นการถูกต้องที่เราจะช่วยตัวเราเองก่อน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เราไปแบมือขอ แต่เขาเป็นฝ่ายเสนอตัวช่วยเหลือ ดังนั้นมันเป็นคนละเรื่องกับการขอ ท่านนายกฯยังมีวิธีพูดอีกว่า ถ้าต่างชาติอยากช่วยก็ช่วยทางอื่น เช่น สร้างโรงเรียน สร้างบ้านดีกว่า แต่รัฐบาลจะไม่รับเป็นเงิน...เออ! ประหลาดแท้ แล้วการสร้างบ้านไม่ได้ใช้เงินหรือ ท่านบอกอีกว่า ถ้าอังกฤษอยากช่วย ก็ให้คืนสิทธิพิเศษภาษีศุลกากรให้กับสินค้ากุ้งจากไทยดีกว่า หรือญี่ปุ่นก็ช่วยซื้อไก่ต้มสุกดีกว่า นี่ก็ประหลาดอีก ทำไมเราไม่รับ 2 เด้งเลย คือรับเงินสดช่วยเหลือเฉพาะหน้าให้กับผู้ประสบภัยก่อน แล้วก็ขอให้เขาคืนสิทธิพิเศษทางภาษีด้วย อันที่จริงท่านนายกฯก็สับสนตัวเองอีก เพราะสิทธิพิเศษภาษีศุลกากร หรือจีเอสพีนั้น เขามักมีหลักเกณฑ์พิจารณา ให้แก่เฉพาะประเทศยากจน และประเทศที่เพิ่งก้าวสู่สถานะของประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้น ถ้าหากว่าไทยไปขอรับสิทธินี้อยู่ ก็เท่ากับยอมรับว่าไทยยังยากจน ถ้าหากจะมาอ้างว่าการรับความช่วยเหลือทางการเงินจากต่างชาติ จะทำให้เราเป็นหนี้บุญคุณ และจะทำให้การเจรจาระหว่างประเทศลำบาก ไม่มีข้อต่อรองนั้น เป็นเรื่องไม่สมเหตุผล เพราะไม่ว่าเราจะรับความช่วยเหลือในรูปแบบไหน มันก็สร้างบุญคุณทั้งนั้น เพราะสุดท้ายแล้วมันมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ดังนั้นต้องเอาให้แน่ อย่าเกลียดปลาไหลกินน้ำแกง ถ้าอยากให้ประเทศมีศักดิ์ศรี มีเรื่องใหญ่ๆ และสำคัญกว่านี้อีกเยอะให้ทำ เช่น กำจัดผลประโยชน์ทับซ้อน กำจัดคอร์รัปชั่น ความงดงามของมนุษยชาติ หาดูได้อย่างเป็นรูปธรรมที่พังงาและภูเก็ตนั่นเอง ที่ซึ่งอาสาสมัครจากทั่วโลก ทุกชาติทุกภาษา อาสามาทำงานช่วยผู้ประสบภัยด้วยความเต็มใจ ไม่แบ่งแยกเขา แยกเรา ดังนั้นผู้นำไทยอย่าพูดจาบั่นทอนกำลังใจผู้บริจาค หรือน้ำใจไร้พรมแดนจากนานาชาติเลย หน้า 6
|