|
||||||||||||||
|
ยุทธศาสตร์เอฟทีเอ
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ มติชนรายวัน วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9811ถ้าเปรียบการเปิดเสรีการค้าพหุภาคีเป็นสีขาว และการกีดกันทางการค้าเป็นสีดำ ข้อตกลงการค้าเสรีทวิภาคีหรือเอฟทีเอก็เป็นสีเทา เอฟทีเอเป็นส่วนผสมทั้งด้านที่ยอมรับการเปิดกว้างให้การค้าระหว่างประเทศมีมากขึ้น และด้านที่กีดกัน อันมีลักษณะที่เลือกปฏิบัติ จึงไม่ชัดเจนนักว่าเอฟทีเอจะมีผลดีมากกว่าผลเสียจริงๆ ทว่าในหลายประเทศกลับนิยมข้อตกลงการค้าเสรีทวิภาคีกันมากขึ้น บางประเทศเช่น รัฐบาลไทย มองเอฟทีเอเป็น "ยุทธศาสตร์เชิงรุก" และบางประเทศก็มีการจัดทำเอฟทีเอ ควบคู่ไปกับการเน้นบทบาท บนเวทีพหุภาคีขององค์การการค้าโลก ก่อนกลางทศวรรษ 1980 เอฟทีเอได้รับความสนใจไม่มากนักและมักเกิดขึ้นด้วยเหตุผลทางการเมืองเป็นหลัก ส่วนในทางเศรษฐกิจนั้น การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเคยให้บทเรียนอันเจ็บปวดแก่มนุษยชาติมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ซึ่งโลกถูกแบ่งออกเป็นฝักฝ่ายและมีการเลือกปฏิบัติทางการค้าอย่างมาก การแข่งขันทางเศรษฐกิจที่เข้มข้นอาจมีส่วนทำให้ประเทศที่ประสบความลำบากจากปัญหาการขาดดุลการค้า หันเหเข้าสู่แนวทางเอฟทีเอ ดังเช่นที่ประชาคมยุโรปสร้างยุโรปตลาดเดียวเพื่อลดแรงกดดันจากสินค้าญี่ปุ่น หรืออย่างในกรณีการรวมกลุ่มอเมริกาเหนือที่สหรัฐอเมริกาเผชิญกับอำนาจทางเศรษฐกิจที่ถดถอย ในปัจจุบัน สหภาพยุโรปขยายการรวมกลุ่มครอบคลุมการค้าเกือบครึ่งหนึ่งของโลก ในขณะที่สหรัฐเอง ได้จัดทำข้อตกลงทวิภาคีแล้ว 12 ประเทศ และกำลังดำเนินการอีก 10 ประเทศ แต่แนวทางดังกล่าวนี้ก็มิได้ทำให้สหภาพยุโรปและสหรัฐมีความสามารถในการแข่งขันทางการค้าที่สูงขึ้น สหรัฐนั้นอาจเข้าใจว่าความอ่อนแอทางเศรษฐกิจและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของตน มีสาเหตุมาจากการกีดกันทางการค้าของญี่ปุ่น (Japan Problem) และการเอาเปรียบของประเทศกำลังพัฒนา บนเวทีพหุภาคีของแกตต์ (free riders problem) มิใช่ปัญหาพื้นฐานของเศรษฐกิจสหรัฐเอง ดังนั้นจึงหันเหออกจากการเป็นเสาหลักของเวทีพหุภาคี และปรับยุทธศาสตร์ ให้มีการดำเนินแนวทางตอบโต้ทางการค้าฝ่ายเดียว ควบคู่ไปกับการจัดตั้งกลุ่มการค้าที่มีตนเองเป็นศูนย์กลาง การจัดทำเอฟทีเอมากมายในสมัยแรกของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช อาจทำให้หลายประเทศ เช่น ไทยเข้าใจว่าเอฟทีเอเป็นแนวโน้มใหม่และควรใช้เป็นยุทธศาสตร์เชิงรุก แต่ที่จริงแล้ว สหรัฐ มีผลประโยชน์มากมาย ที่ต้องรักษาบนเวทีพหุภาคี และยากที่จะละเลยบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ ในองค์การการค้าโลกได้ สหรัฐกำลังใกล้มาถึงจุดที่จะเริ่มตระหนักว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเอฟทีเอนั้นมิได้มีมากมายอย่างที่คิด นี่ก็หมายความว่า ในอีกไม่นานประธานาธิบดีบุชอาจต้องปรับยุทธศาสตร์การค้าให้เข้าหาแนวทางพหุภาคี และกลับไปสร้างบทบาทบนเวทีขององค์การการค้าโลกอย่างจริงจัง และนี่ย่อมมีความหมายอย่างยิ่งยวดต่อรัฐบาลไทยในปัจจุบันที่กำลังดำเนินรอยตามทางด้านนโยบายการเจรจาทางการค้า รัฐบาลไทยนั้นจะต้องศึกษาและคิดให้เท่าทัน เพราะแม้แต่ชิลี ซึ่งเป็นประเทศที่นิยมจัดทำเอฟทีเอมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ก็มิได้ละเลยบทบาทของตนบนเวทีพหุภาคีเหมือนที่รัฐบาลไทยกำลังดำเนินอยู่ ประธานาธิบดีลากอสเองก็มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีของระบบการค้าโลกอย่างลึกซึ้ง สำหรับประเทศไทยแนวทางเอฟทีเออาจมีประโยชน์บ้าง ถ้าใช้แนวทางนี้เพื่อเสริมสร้างแนวทางการเจรจาพหุภาคีและถ้าเลือกประเทศคู่สัญญาได้เหมาะสม แต่แนวทางนี้มิอาจเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อขยายตลาดอย่างกว้างขวางได้ เหตุผลสำคัญมีอย่างน้อย 3 ประการ ประการแรก แนวทางเอฟทีเอไม่สอดคล้องกับเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออก มีอัตราการขยายตัวของภาคส่งออกสูงกว่าประเทศโดยทั่วๆ ไปมาก เป้าหมายทางยุทธศาสตร์จึงควรเป็นการมุ่งเปิดตลาดโลกที่กว้างขวางทั้งตลาดหลักที่พัฒนาแล้วและตลาดอื่นๆ ที่เป็นตลาดใหม่ ประเทศสำคัญในการจัดทำเอฟทีเอ คือ สหรัฐและออสเตรเลีย มีขนาดตลาดส่งออกรวมกันไม่ถึงขนาดของตลาดอาเซียน หรือ 1 ใน 5 ของตลาดส่งออกทั้งหมด ปัญหาก็คือ การกีดกันทางการค้าใหม่ๆ ในตลาดหลักเช่นสหรัฐและสหภาพยุโรปนั้นมิได้อยู่ในรูปของภาษีศุลกากร ทำให้การเปิดตลาดจำเป็นต้องอาศัยระเบียบการค้าที่เป็นธรรมซึ่งเป็นเรื่องขององค์การการค้าโลก และยากที่จะเกิดขึ้นภายใต้เอฟทีเอที่ไทยมีอำนาจต่อรองอ่อนด้อยกว่ามาก ประการที่สอง แนวทางเอฟทีเอไม่เหมาะสมที่จะเป็นแนวทางหลัก ในขณะที่การเจรจาพหุภาคีดูเหมือนจะล่าช้าและต้องเลื่อนการเจรจาบ่อยครั้งจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ผลประโยชน์จากการเจรจาต่อรองของสมาชิกองค์การการค้าโลกนั้นก็มีมากมายมหาศาล แนวทางเอฟทีเอจึงเหมาะเฉพาะสำหรับกรณีที่ประสบความยากลำบากในการเจรจา เช่น การเปิดเสรีภาคการเกษตรกับประเทศคู่ค้าที่ปกป้องภาคการเกษตรอย่างหนัก ประการที่สาม แนวทางเอฟทีเอไม่สำคัญเท่ากับการจัดตั้งกลุ่มเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกมีการกีดกันทางการค้าด้วยภาษีศุลกากรมากที่สุดภูมิภาคหนึ่งของโลก การเปิดเสรีกับประเทศในภูมิภาคเดียวกันนี้จึงน่าจะให้ประโยชน์มากกว่าข้อตกลงการค้าเสรีทวิภาคี กับประเทศพัฒนาแล้วที่มีภาษีศุลกากรต่ำมากหรือประเทศห่างไกลที่สินค้ามีต้นทุนค่าขนส่งสูง การจัดตั้งกลุ่มเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกที่ขยายกว้างออกไปจากเขตการค้าเสรีอาเซียน จะช่วยให้การพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาคส่วนนี้ มีการเชื่อมโยงและขยายตัวมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญก็คือ จะทำให้เอเชียตะวันออก ที่มีความแตกต่างกันอย่างมากนั้นสามารถมีเอกภาพและอำนาจต่อรองร่วมกัน อันจะเป็นผลดีต่อการค้ำจุนระเบียบการค้าโลกบนเวทีพหุภาคีด้วย การที่รัฐบาลไทยกำหนดยุทธศาสตร์ผิดพลาด
ทำให้จำเป็นต้องดำเนินนโยบายให้ตรงกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และการค้าของไทยมากขึ้น
นั่นคือ ยุทธศาสตร์เอฟทีเอที่ไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศ จะนำไปสู่การสูญเสียพันธมิตรและอำนาจการต่อรองบนเวทีการค้าโลกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และการจัดทำเอฟทีเอก็จะเป็นการเร่งรัดที่สูญเปล่าและสับสน กลายเป็น "ยุทธศาสตร์สีเทา" ที่ออกนอกเส้นทางแต่ให้ความรู้สึกที่เพลิดเพลินเท่านั้น หน้า 6
|