หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
เก่าจะไป ใหม่จะมาใน WTO

พอล เลอมัง  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2548

31 ส.ค.2548 เป็นวันสุดท้ายที่ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ จะดำรงตำแหน่งในฐานะผู้อำนวยการใหญ่องค์กรการค้าโลก (WTO) ถ้าเป็นไปตามกระบวนการคัดเลือกที่วางเอาไว้ ผู้อำนวยการคนใหม่จะมารับหน้าที่ตั้งแต่ ก.ย. และมีภาระหน้าที่สำคัญรออยู่ก็คือ การประชุมระดับรัฐมนตรีการค้าในเดือน ธ.ค.นี้ที่ฮ่องกง

ตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ WTO ต้องถือว่ามีความสำคัญในเวทีระหว่างประเทศไม่แพ้องค์การระหว่างประเทศอื่น ซึ่งเป็นอีกตำแหน่งหนึ่งที่มีการเมืองระหว่างประเทศ และระหว่างภูมิภาคเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะถือว่าเป็นผู้บริหารองค์กรที่มีหน้าที่ดูแลความตกลงทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดของโลก จึงหนีไม้พ้นที่ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกทั้งหลาย จะต้องสนใจ และมีนโยบายชัดเจนในเรื่องนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนไว้

นับตั้งแต่ก่อตั้ง WTO มาในปี 1995 มีผู้อำนวยการใหญ่มาแล้ว 3 คน คือ นายปีเตอร์ ซูทเทอร์แลนด์ ชาวไอร์แลนด์ นายเรนาโต รักจีเอโร ชาวอิตาเลียน และนายไมค์ มัวร์ ชาวนิวซีแลนด์ หากนับกันตั้งแต่ยังเป็นแกตต์ คงมีแต่ชาวยุโรปที่ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้อำนวยการแกตต์ เป็นชาวอังกฤษ 1 คน และสวิส 2 คน

การที่ ดร.ศุภชัย สามารถฝ่าฟันอุปสรรคนานาชนิด จนได้เป็นผู้อำนวยการใหญ่ที่มีวาระดำรงตำแหน่างเป็นกรณีพิเศษ ต่อจากนายไมค์ มัวร์ ได้ เป็นเรื่องที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของประเทศกำลังพัฒนา และประเทศไทย

การเข้ามาของ ดร.ศุภชัย ถือเป็นวาระพิเศษจากเดิมที่วาระดำรงตำแหน่างผู้อำนวยการ 4 ปี แต่ตามที่ตกลงกับนายไมค์ มัวร์ ว่าจะแบ่งการทำหน้าที่ในวาระคนละ 3 ปี และเป็นวาระเดียวไม่มีการต่ออายุการทำงาน หมายความว่า ไม่ว่าจะทำหน้าที่ได้ดีเพียงใด ก็ไม่มีการต่อเวลาให้อีก

การคัดเลือกผู้อำนวยการใหญ่ครั้งล่าสุด ระหว่างนายไมค์ มัวร์ และ ดร.ศุภชัย ที่ชิงชัยกันดุเดือดเป็นเสมือนการต่อสู้ระหว่างโลกของคนรวย กับโลกของคนจน ทำให้สมาชิกเห็นความจำเป็นที่จะต้องกำหนดขั้นตอนคัดเลือกให้ชัดเจน

ในช่วง 9 เดือนก่อนหมดวาระ นั่นคือ 1 ธค.2547 ประธานมนตรีทั่วไปต้องแจ้งให้คณะมนตรีทราบถึงเรื่องการตั้งผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่ ประเทศสมาชิกมีเวลา 1 เดือน คือตั้งแต่วันที่ 1-31 ธ.ค.2547 ให้เสนอชื่อผู้สมัคร ผู้สมัครมีเวลา 3 เดือน คือ ตั้งแต่ 1 ม.ค. ถึง 31 มี.ค.2548 ที่จะหาเสียงกับสมาชิกคณะมนตรีทั่วไป โดยใช้เวลา 2 เดือน เพื่อคัดสรร ตลอดจนประชุมสรุปผล และตัดสินเรื่องการตั้งผู้อำนวยการคนใหม่ภายในวันที่ 31 พ.ค.นี้

การคัดเลือกครั้งนี้มีสมาชิกเสนอชื่อผู้สมัคร 4 ประเทศ คือ อุรุกวัย มอริเชียส บราซิล และฝรั่งเศส ซึ่งผู้สมัครทั้ง 4 คน ได้แก่  Carlos Perez del Castillo ที่ปรึกษาประธานาธิบดีอุรุกวัย , Jaya Krishna Cuttaree รัฐมนตรีต่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศและความร่วมมือระดับภูมิภาคของมอริเชียส, Luiz Felipe de Seixas Correa เอกอัครราชทูตบราซิลประจำ WTO และ Pascal Lamy อดีตกรรมาธิการการค้าของสหภาพยุโรป

ผู้สมัครทั้ง 4 คนนี้ สามคนเป็นมือเก่า หรือผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องการค้าระหว่างประเทศ และเป็นที่รู้จักดีในหมู่สมาชิกองค์การการค้าโลก ทั้ง 4 คนเป็นตัวแทน 3 ภูมิภาค คือ ละตินอเมริกา แอฟริกา และยุโรป แต่หากจะแบ่งตามระดับการพัฒนาประเทศ และความรวย ต้องบอกว่าทั้ง 4 คนเป็นตัวแทน 2 กลุ่ม คือผู้สมัครของฝรั่งเศสแทนกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่รวยมาก และที่เหลือมาจากกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาระดับหัวแถว และรวยพอสมควร

บทบาทของ ดร.ศุภชัย ในฐานะผู้อำนวยการใหญ่ชาวไทย กำลังหมดวารถที่มาจากประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียคนแรก และคนเดียวของ WTO ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่า คนไทยสามารถเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์การระหว่างประเทศที่สำคัญเช่นนี้ได้ เป็นความสามารถของคนเอเชียที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนของชาติที่พัฒนาแล้ว ได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษจากผู้อำนวยการใหญ่ ทำให้การเจรจาที่ผ่านมา ถือว่า มีความคืบหน้า และมีผลเป็นรูปธรรมหลายประการแม้จะไม่ได้เต็มที่ดังเช่นที่ทุกคนคาดหวัง

ยกตัวอยาง ข้อตกลงเดือน ก.ค.2547 ที่ทำให้การเจรจารอบโดฮาที่เรียกว่าชะงักงันไปนั้น กลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ดร.ศุภชัย เห็นวาเป็นข้อตกลงที่ดีที่สุดสำหรับสมาชิกโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา เพราะเป็นครั้งแรกที่มีการยอมให้มี การเข้าไปจัดระเบียบเรื่องสำคัญ อาทิ การอุดหนุนการเปิดตลาดสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรม การอนวยความสะดวกทางการค้า

การเจรจารอบโดฮา ดร.ศุภชัย กล่าวเสมอว่าจำเป็นที่สมาชิกต้องร่วมกันผลักดันให้สำเร็จให้ได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบการค้าพหุภาคี อันจะทำให้การค้าระหว่างประเทศขยายตัว และเป็นธรรมมากขึ้น รวมทั้งเกิดประโยชน์กับสมาชิกทุกกลุ่ม

องค์การการค้าโลกเป็นเวที่ที่ต้องแย่งชิงผลประโยชน์กัน จึงเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับประเทศพัฒนาแล้วเช่นเดียวกับ ประเทศกำลังพัฒนาที่จะต้องเลือกคนที่จะมาเป็นผู้อำนวยการให้ดี แม้ตามระเบียบจะระบุว่า ผู้อำนวยการไม่มีอำนาจตัดสินใจในการเจรจา และต้องเป็นกลาง แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป ประเทศใดกล้าเสนอตัวเข้าชิงตำแหน่งนี้จะต้องมีเป้าหมาย และผลประโยชน์ที่ชัดเจน

ดูจากผู้สมัครทั้ง 4 ประเทศแล้ว ต้องบอกว่าจะเป็นการต่อสู้ที่เข้มข้น นอกจากผู้สมัครของบราซิล ซึ่งเป็นประเทศแรกที่ประกาศตัวลงสมัครแล้ว ผู้สมัครของฝรั่งเศสดูจะเป็นที่กล่าวขวัญว่าน่ากลัวที่สุด เพราะมีความเชี่ยวชาญ และช่ำชองในเรื่องเจรจาการค้า และเป็นผู้รักษาผลประโยชน์ที่เข้มแข็งของสหภาพยุโรป มีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศสมาชิกจำนวนมาก ที่สำคัญคือได้รับสนับสนุนจากประเทศพัฒนาแล้ว

ในส่วนผู้สมัครของบราซิลนั้นถือว่าเป็นผู้ชิงตำแหน่งที่มีน้ำหนัก เพราะเป็นที่รู้จักดีของประเทศสมาชิก มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับองค์การดี รวมทั้งบราซิลก็มีบทบาทนำในการเจรจาที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่ม G20 ที่มีนโยบายต่อสู้กับประเทศพัฒนาแล้วในหลายเรื่อง โดยเฉพาะการลด/ เลิกอุดหนุนสินค้าเกษตรของประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งทำให้บราซิลมีภาพที่ยืนอยู่ข้างประเทศโลกที่สาม

บราซิล เองนั้นเคยสนใจ และจะส่งผู้สมัครชิงตำแหน่งนี้มาแล้วในอดีต แต่ด้วยปัญหาการเมืองภายในประเทศ จึงไม่ได้ส่ง และในครั้งนี้ด้วยฐานะประเทศผู้นำในภูมิภาคละตินอเมริกาที่มีขนาดของประเทศใหญ่ พลเมืองมาก เศรษฐกิจที่ใหญ่โต และมีบทบาทในเวทีการค้าระหว่างประเทศในกลุ่ม G20 ก็ทำให้มีความมั่นใจที่จะชิงตำแหน่งนี้ให้ได้

ในส่วนของ มอริเชียส และอุรุกวัย นั้น ต้องถือว่าเป็นคู่แข่งที่ตามมาในระยะไม่ห่าง ทั้งนี้มอริเชียสเป็นตัวแทนของกลุ่มประเทศแอฟริกา แคริเบียน และแปซิฟิก ซึ่งมีจำนวนสมาชิกไม่น้อยคือ 57 ประเทศ และได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกทั้งหมดแล้ว

ในส่วนของอุรุกวัยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มประเทศละตินอเมริกาเช่นเดียวกัน รวมทั้งบางประเทศในเอเชีย แต่เนื่องจากอยู่ในภูมิภาคเดียวกับบราซิล คงต้องแข่งกันเพื่อที่จะเป็นตัวแทนคนเดียวของภูมิภาคนี้ จึงคาดว่า ในที่สุดผู้สมัครจะเหลือเพียง 2 คนที่จะแข่งขันกัน

ตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ WTO มีความสำคัญต่อองค์การและการเจรจาค้าระหว่างประเทศ แน่นอนว่า มีผลต่อสมาชิกไม่มากก็น้อย แม้ว่าระเบียบจะระบุเอาไว้ว่า ต้องเป็นกลางแต่ในทางปฏิบัติ เช่น กรณีของ ดร.ศุภชัย ได้แสดงบทบาทในทางบวกต่อประเทศกำลังพัฒนาได้อย่าเหมาะสม ซึ่งถือเป็นการกระทำที่สร้างความสมดุล เนื่องจากที่ผ่านมา WTO ถูกมองว่าเป็นองค์การที่รักษาผลประโยชน์ทางการค้าของประเทศพัฒนา

จะเป็นการดี หากผู้อำนวยการใหญ่จะมาจากประเทศกำลังพัฒนา และเป็นผู้ที่มีแนวคิดนุ่มนวลเข้าใจประเทศกำลังพัฒนา เพื่อถ่วงดุลในองค์การที่ยังประโยชน์ให้กับทุกฝ่าย

ในส่วนของไทย เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO คือ นางพวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์ ได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการคัดเลือกผู้อำนวยการใหญ่ (ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการทบทวนนโยบายการค้า) เห็นว่า คงยังเร็วไปที่จะตัดสินใจในเรื่องนี้ ต้องรอให้ผู้สมัครทั้ง 4 คนได้แถลงวิสัยทัศน์ต่อสมาชิกก่อน

มีข้อน่าสังเกตว่า หากกระบวนการสรรหาผู้อำนวยคนใหม่ครั้งนี้มีปัญหา เช่นเกิดความขัดแย้งของสมาชิก มีความเห็นแตกต่างกันมาก และเกิดภาวะที่ทำให้กระบวนการคัดเลือกต้องชะงักงัน ซึ่งมีข่าวลือในหมู่สมาชิกว่า มีความเป็นไปได้ที่สมาชิกจะเสนอทางออกเฉพาะหน้าให้ ดร.ศุภชัย รักษาการในตำแหน่งนี้ต่อไป จนถึงการประชุมรัฐมนตรีที่ฮ่องกง ในเดือน ธ.ค.นี้

คงไม่มีใครอยากจะให้เกิดข้อขัดแย้งรุนแรงขึ้น แต่โลกในปัจจุบันมีสิ่งที่เหนือความคาดหมายเกิดขึ้นมากมาย จนสุดจะเดา ก็คงต้องรอจนกว่าจะถึงเวลานั้นจึงจะรู้