|
||||||||||||||
|
มองการเมืองไทยผ่านปาร์ตี้ลิสต์
โลกทรรศน์ อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1274 เป็นเวลานานมากกว่า 4 ปีที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคพยายามสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับการเมืองไทย นั่นคือ การนำเสนอ นโยบาย นัยว่า เมื่อการเลือกตั้งเมื่อปี 2544 นโยบาย ของพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคไทยรักไทย เป็นจุดชี้ขาดชัยชนะทางการเมือง และก่อผลต่อพัฒนาการทางการเมืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายของพรรคไทยรักไทยยังเป็นเครื่องชี้วัด วิสัยทัศน์หรือความฉลาดของพลพรรค โดยเฉพาะท่านหัวหน้าพรรคว่ามีมากกว่าใคร หลังจากนั้นมา ไม่เพียงแต่คนไทย แม้แต่ฝรั่งก็ยังใส่ป้ายชื่อให้กับพรรคไทยรักไทยว่า เป็นพรรคการเมืองประชานิยม (Populist) ก็เพราะพรรคไทยรักไทยมีนโยบายเอาไว้หาเสียง หลังจากนั้นมา พรรคการเมืองแต่ละพรรคต่างผลิตนโยบายของตัวออกมาไม่เว้นแต่ละวัน พรรคไทยรักไทยได้ผลิตนโยบาย SML พรรคชาติไทยกลายเป็นพรรคการเมืองที่ประกาศ สัจนิยม ส่วนพรรคประชาธิปัตย์และพรรคการเมืองน้องใหม่อย่างพรรคมหาชนก็ประกาศตัวว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีแนวประชานิยม แต่พอเวลาเหลืออีกไม่ถึงเดือน เมื่อแต่ละพรรคมีการประกาศ ส.ส.ระบบบัญชีหรือปาร์ตี้ลิสต์กลับแสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงของพรรคการเมืองแต่ละพรรคว่านโยบาย ที่ผลิตออกมาไม่มีความสำคัญอีกต่อไป แต่กลุ่มอำนาจและผลประโยชน์ในพรรคยังคงความสำคัญอย่างเป็นด้านหลักซึ่งจะขยายความดังต่อไปนี้ พรรคไทยรักไทย พรรคไทยรักไทยนับว่าเป็นพรรคการเมืองที่น่าผิดหวังมาก อาจจะกล่าวได้ว่า พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกๆ ที่นำเอานโยบายมาเป็นจุดขายและแสดงความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเมื่อการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2544 นโยบายการพักชำระหนี้เกษตรกร นโยบายกองทุนหมู่บ้าน นโยบายวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprise-SME) นโยบายหนึ่งผลิตภัณฑ์ หนึ่งตำบล นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค รวมทั้งการเสนอแนวทางการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่แตกต่างจากแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ และตามข้อเสนอของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ นับเป็นทั้งจุดเปลี่ยนนโยบายของประเทศ และของพรรคไทยรักไทยจนนำมาสู่การเรียกขานว่าพรรคไทยรักไทยคือ พรรคประชานิยม ยิ่งไปกว่านั้น พรรคไทยรักไทยยังผลิตชุดนโยบายออกมาแทบจะทุกวัน หลายนโยบายสานต่อจากนโยบายหลักของพรรค ในช่วงการหาเสียง หลายนโยบายมีความขัดแย้ง หรือยุ่งยากต่อความเข้าใจ เช่น นโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน อย่างไรก็ตาม นโยบายเหล่านี้เป็นผลดีต่อการพัฒนาทางการเมืองในแง่ของการนำเสนอนโยบาย แต่แกนนำของพรรคไทยรักไทย ก็ได้ลบล้างความสำคัญของนโยบายของตัวเองเมื่อประกาศรายชื่อ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ออกมา ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคไทยรักไทยแสดงว่าพรรคไม่ได้สนใจการหาเสียงผ่านนโยบายพรรคแต่ให้ความสำคัญกับกลุ่มอำนาจ และผลประโยชน์ที่ค้ำยันพรรคอยู่ แต่น่าสนใจ กลุ่มอำนาจและกลุ่มผลประโยชน์ดังกล่าวเป็นกลุ่มที่เข้ามาใหม่ เป็นกลุ่มของนักการเมืองที่มีแบบแผนทางการเมืองและเศรษฐกิจแบบเดิมคือ เป็นกลุ่มที่มีฐานเสียงในต่างจังหวัด มีฐานทางเศรษฐกิจในภาคการผลิตอุตสาหกรรมบางประเภท รวมทั้งเป็นกลุ่มที่เป็น "โบรกเกอร์" (broker) โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐมาหลายหลายยุคหลายสมัยแล้ว ดังนั้น เมื่อยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง นโยบายใหม่ๆ เช่น นโยบาย SML นโยบาย 4 ปี ซ่อม 4 ปี สร้างยิ่งไม่มีความสำคัญอะไรทั้งสิ้น นโยบายเหล่านี้เป็นเพียงคำสวยหรูที่พ่นกันออกมาเพียงเพื่อให้ผ่านการเลือกตั้งกันไปที แต่พอเลือกตั้งกันเข้ามาแล้ว ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งจริงๆ ก็เป็นนักการเมืองหน้าเก่าทั้งนั้นแต่เป็นกลุ่มบุคคลที่คุมทั้งเงิน และอำนาจของพรรค ก็จะมาบริหารประเทศภายใต้การประสานผลประโยชน์ภายในกันเอง ครั้นเมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อ 4 ปีก่อน องค์ประกอบของรัฐบาลจะยิ่งหน้าผิดหวัง ไม่เพียงแต่พรรคไทยรักไทยไม่ได้สนใจนโยบายเท่านั้น กลุ่มนักการเมืองหน้าเก่าเหล่านี้จะเข้ามาบริหารประเทศในแบบเก่าๆ ในขณะที่เมื่อ 4 ปีก่อนยังพอมีนักการเมืองและนักบริหารหน้าใหม่เข้ามาร่วมบริหารประเทศในระยะแรกอีกด้วย การมีระบบบัญชีหลายบัญชีของพรรคไทยรักไทย ไม่ว่าจะเป็นบัญชีของคณะรัฐมนตรี บัญชีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือบัญชีผู้ที่ทำหน้าที่ในรัฐสภาและที่ปรึกษาต่างๆ เป็นบัญชีที่จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองการทำงานของแต่ละฝ่ายของพรรคไทยรักไทย เป็นการตอบแทนบุญคุณทางการเมืองกันตลอด 4 ปีที่ผ่านมาอย่างตรงไปตรงมา ถ้ามองในแง่ดี อย่างน้อยๆ เราก็จะรู้กันล่วงหน้าว่า หน้าตาของรัฐบาลภายใต้พรรคไทยรักไทยอัปลักษณ์ขนาดไหน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปัตย์ก็น่าผิดหวัง พรรคประชาธิปัตย์ใช้ความพยายามอย่างมากในการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ และการบริหารพรรคโดยมีการเปลี่ยนหัวหน้าพรรค เปลี่ยนวิธีการทำงาน และพยายามเร่งการต่อสู้พรรคคู่แข่ง อย่างพรรคไทยรักไทย อย่างหนึ่งที่เราพอมองเห็นคือ พยายามดึงนักบริหารและนักธุรกิจหน้าใหม่เข้ามาในพรรคให้มากขึ้น รวมทั้งการติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ผลที่ติดตามมาจากความเปลี่ยนแปลงของพรรคประชาธิปัตย์คือ พรรคสามารถเรียกคะแนนนิยมของพรรคกลับคืนมาได้ระดับหนี่งดังเช่นผลที่ได้จากการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานครครั้งล่าสุด แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ทำได้เพียงเท่านั้น พรรคประชาธิปัตย์เสียเวลามากไปกับการแสวงหาคำต่างๆ มากมายในการสร้างนโยบายขึ้นมาต่อกรกับพรรคไทยรักไทย พรรคเสียเวลาและใช้ทรัพยากรไม่น้อยในการสร้าง คุณบัญญัติ บรรทัดฐาน ขึ้นมาใหม่ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม คุณบัญญัติก็ยังเป็นเหมือนคุณบัญญัติเมื่อ 20 ปีที่แล้ว นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่จะช่วยเตือนให้เรารู้ว่า การตลาดและการโฆษณาไม่สามารถทำอะไรได้มากนักสำหรับผลิตภัณฑ์เก่า โดยเฉพาะ นักการเมือง แต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ประกาศรายชื่อ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แล้วแทบจะเป็นลม ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์คือ บัญชีรายชื่อกรรมการบริหารพรรคดีๆ นี่เอง แล้วกรรมการบริหารพรรคคนเดิมๆ และประสบการณ์เดิมจะเข้าไปบริหารประเทศภายใต้ความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ และสถานการณ์ใหม่ๆ ได้อย่างไรเล่า ก่อนหน้านี้มีนักวิเคราะห์ทางการเมืองไม่น้อยพยายามจุดประเด็นความเปลี่ยนแปลงในพรรคประชาธิปัตย์ นั่นคือ การก่อตัวใหม่ของกลุ่มทุนเก่า ผมได้ติดตามเรื่องกลุ่มทุนเก่าของพรรคประชาธิปัตย์ไม่น้อย ผมกลับเห็นว่าเป็นการตีความเกินไปของแนวทางการวิเคราะห์ นักบริหารหน้าใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์อาจจะมีเชื้อสายของเจ้าขุนมูลนายเดิม แต่คนเหล่านี้ผ่านระบบการศึกษาจากประเทศตะวันตกและได้กลับมาทำงานในภาคธุรกิจสมัยใหม่กันหมดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ฐานทางเศรษฐกิจของทุนเก่าเหล่านี้เป็นเพียงฐานเศรษฐกิจเล็กๆ และขาดพัฒนาการที่เชื่อมโยงกับพรรคการเมือง รวมทั้งสังคมเศรษฐกิจไทยด้วย ดังนั้น นี่ไม่ใช่การเผชิญหน้ากันระหว่างทุนเก่าที่เลือกข้างพรรคประชาธิปัตย์กับทุนใหม่อย่างแน่นอน พรรคชาติไทยและพรรคมหาชน ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า น่าเห็นใจพรรคชาติไทย ซึ่งพยายามจะเอาตัวรอดจากการเมืองในระบบพรรคใหญ่ ซึ่งต้องอาศัยทั้งเงิน และคนจำนวนมากเพื่อช่วยให้พรรคอยู่รอดได้ ดังนั้น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคชาติไทย จึงไม่ได้หวือหวาอะไรคือ เป็นนักการเมืองจำนวนน้อยที่ทุ่มเทให้กับพรรคชาติไทยจริงๆ มาโดยตลอด และพรรคชาติไทยเอง ก็ประกาศรายชื่อ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ออกมาจำนวนไม่มาก ส่วนหนึ่งเป็นกระเป๋าของพรรค อีกส่วนหนึ่งเป็นคนทำงานให้กับพรรคมาตั้งแต่ต้น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็ได้ว่า นี่อาจจะเรียกว่า พรรคชาติไทยยึดหลัก สัจนิยม จริงๆ ผิดกับพรรคมหาชน พรรคมหาชนได้สร้างความหวือหวาทางการเมือง โดยวางเป้าว่าจะตัดทอนคะแนนของพรรคไทยรักไทย ในบางภาคของประเทศ ทั้งหมดนี้เป็นเป้าหมายทางการเมืองระยะสั้นของแกนนำของพรรคมหาชน กล่าวคือ ท่าน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ และขุนพลคู่ใจคือ ดร.อเนก เหล่าธรรมทัศน์ ได้ตัดสินใจแล้วว่า ชีวิตทางการเมืองของพวกเขา มีแต่จะดับมืดลง ถ้าหากขืนอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้น การออกมาตั้งพรรคมหาชน จึงเป็นความจำเป็น และความอยู่รอดทางการเมือง ของกลุ่มพวกเขา อีกประการหนึ่ง การสามารถตัดคะแนนเสียงของพรรคไทยรักไทยซึ่งกำลังอยู่ในช่วงขาลง อาจจะเป็นโอกาสในการสร้างพันธมิตรทางการเมือง ให้กับกลุ่มที่ไม่ใช่พรรคไทยรักไทยได้ ความจริงแล้ว เป้าหมายทางการเมืองระยะสั้นนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่การประกาศรายชื่อ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่มีกลุ่มบุคคลที่ใกล้ชิดแต่ พล.ต.สนั่นนับเป็นจุดที่สร้างความขัดแย้งในตัวเองที่ทางแกนนำของพรรคมหาชนวางเอาไว้คือ นโยบาย ทิศทางที่อยู่ข้างหน้าของเศรษฐกิจการเมืองไทยช่างเป็นทิศทางที่โหดร้ายของประชาธิปไตยไทยเสียนี่กระไร ในที่สุด สิ่งที่พอจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยไทยบ้างคือ นโยบายพรรค นโยบายซึ่งเป็นแค่คำสัญญาของนักการเมืองก็ยังดีก็ยังไม่มีเลย เรามองเห็นรูปร่างหน้าตารัฐบาลสมัยหน้ากันแล้วคือ กลุ่มอำนาจและผลประโยชน์ของพรรคนั่นเอง กลุ่มเหล่านี้เป็นอำนาจเก่าที่ครองอำนาจมากว่า 2 ทศวรรษแล้ว ไม่มีอะไรใหม่เลยในการเมืองไทยยุคปฏิรูปการเมือง หน้า 25
|