|
||||||||||
|
วิวาทะเรื่องรัฐบาลกับเศรษฐกิจ
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9804 ก่อนจะส่งท้ายปีเก่า 2547 ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทยเผชิญกับเหตุการณ์ร้ายๆ หลายเรื่อง หนังสือพิมพ์หลายฉบับรายงานข้อคิด หรือทรรศนะของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ซึ่งกล่าวในงานสัมมนาเศรษฐกิจประจำปี ของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง "เศรษฐกิจหลังเลือกตั้ง ขึ้นต่อหรือชะลอ" ว่าการบริหารเศรษฐกิจในปีหน้าทำได้ไม่ยาก ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนเข้ามาเป็นรัฐบาล ก็สามารถบริหารบ้านเมืองให้ขยายตัวได้เท่ากัน เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศดี (เช่น มีเงินสำรองสูง การคลังเข้มแข็งเป็นต้น) พอที่จะรับวิกฤตได้ นอกจากนี้ผู้ว่าฯ ธปท. ยังให้คำแนะนำแก่ผู้เข้าฟังสัมมนาว่า ไม่ควรเลือกพรรคการเมืองที่เน้นนโยบายกระตุ้นการบริโภคเพราะอิ่มตัวแล้ว แต่ควรเลือกพรรคการเมืองที่เน้นด้านการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นหลัก โดยเฉพาะด้านการเกษตร การศึกษา เนื่องจากถูกละเลยมานาน ควรเลือกพรรคที่จะมาเป็นรัฐบาลที่ให้ความสำคัญทางด้านสังคม และมีผู้นำที่มีจริยธรรม แม้ข้อคิดเห็นจากคำบรรยายของผู้ว่าฯ ธปท. จะเป็นข้อคิดเห็นสั้นๆ แต่เนื่องจากจังหวะเวลา และโดยสถานภาพของตำแหน่ง คำพูดเล็กๆ น้อยๆ นี้ นอกจากจะทำให้ท่านนายกฯต้องออกมาตอบโต้แบบขุ่นเคือง ยังช่วยจุดประกายให้สังคมได้คิดต่อในประเด็นความสำคัญ และความแตกต่างของรัฐบาล ในระบอบประชาธิปไตยของไทยที่ผ่านมา และในอนาคตว่าจริงๆ สำคัญแค่ไหนต่อเศรษฐกิจไทย รัฐควรจะเล่นบทอะไร และอย่างไร วิวาทะที่ตอบโต้กันเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างผู้ว่าฯ ธปท. และท่านนายกฯ นั้น ฟังดูก็ถูกทั้งคู่แล้วแต่ว่าแต่ละฝ่ายพูดถึงอะไร และหมายถึงอะไร ปัญหาอยู่ที่ว่าท่านนายกฯเข้าใจสิ่งที่ผู้ว่าฯ ธปท.กำลังสื่อให้สังคมได้ถูกต้องแล้วหรือ เพราะถ้าความเข้าใจไม่ตรงกันสังคม ก็ไม่ได้ความรู้และเรียนรู้อะไรใหม่ ถ้าวิวาทะนี้ยังอยู่ในระดับเนื้อหาที่ตื้นเขิน ซึ่งมีแต่จะสร้างความสับสนให้แก่สังคม ผู้เขียนคิดว่าผู้ว่าฯ ธปท.ไม่ได้ตั้งสมมติฐานหรือมีข้อเสนอว่า พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหรือปัจจัยที่กำหนดความเจริญเติบโตนั้น ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคหรือความมั่นคงทางการเงินการคลังเท่านั้น แม้ว่าจากข้อเท็จจริงทั่วโลก ก็เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นแม้จะไม่เพียงพอหรือสำคัญที่สุดหรือสำคัญกว่านโยบายหรือยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านอื่นๆ ตามที่ท่านนายกฯเข้าใจและออกมาโต้แย้ง ตรงกันข้ามสิ่งที่ผู้ว่าฯ ธปท. ต้องการสื่อให้สังคมรับรู้ก็คือว่า ตั้งแต่เราเกิดวิกฤตมาตั้งแต่ปี 2540 นั้น อุปสงค์รวมจากภาคเอกชนทั้งการบริโภค และการลงทุนที่ชะงักงันลง จนทำให้ความเจริญเติบโตต่ำกว่าระดับที่ควรเป็นอยู่หลายปี จนกระทั่งทุกรัฐบาล ต้องใช้นโยบายกระตุ้นการใช้จ่าย ทั้งทางการคลัง และทางการเงิน จนหนี้สินของครัวเรือน และเอกชนรวมทั้งการบริโภคได้เพิ่มมากขึ้นนั้น เวลานี้ปัญหาเรื่องอุปสงค์ไม่พอเพียงค่อยๆ หมดไปแล้วโดยที่การลงทุนค่อยๆ ฟื้นตัวมาเรื่อยๆ อันเป็นสัญญาณที่ดี เพราะฉะนั้นในเมื่อขณะนี้ฐานะทางเศรษฐกิจการเงินและการคลังของประเทศดีขึ้นแล้ว กลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับรัฐบาลในอนาคตและสิ่งที่ประชาชนควรเลือกพรรคการเมืองก็คือ เรื่องของการให้ความสำคัญเรื่องการปรับปรุงคุณภาพ และการสร้างขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา ซึ่งไม่ควรจำกัดเฉพาะเรื่องความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่มาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านทางด้านอุปสงค์เท่านั้น ถ้าพินิจพิเคราะห์ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของท่านผู้ว่าฯ ธปท. ผู้เขียนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมท่านนายกฯ จะต้องมีอารมณ์บูด ทั้งๆ ที่ท่านนายกฯ และ CFO ของรัฐบาลคือรัฐมนตรีคลัง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็ออกมาพยายามขายไอเดียแทบจะทุกสัปดาห์ไม่ใช่หรือ ตั้งแต่ MICHAEL PORTER ถึง BOSTON MODEL รวมทั้งเรื่องที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในเรื่องโน้นเรื่องนี้ หรือเป็นศูนย์กลางของอะไรเยอะแยะไปหมด สิ่งที่ท่านนายกฯน่าจะพูดก็คือที่ผู้ว่าฯ ธปท.พูดมาทั้งหมดนั้นเราจะทำให้ได้ใน 4 ปีข้างหน้า ของการสร้างชาติตามที่พรรคไทยรักไทย ชูป้ายหาเสียงในขณะนี้ แต่ข้อสังเกตที่ผู้ว่าฯ ธปท.กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจมหภาคทางการเงินการคลังมีความมั่นคงแล้ว เศรษฐกิจไทยโดยพื้นฐาน ก็จะโต 5-6% โดยไม่ยาก ไม่ว่าจะเลือกพรรคใด นี่อาจจะเป็นการเหยียบตาปลาของท่านผู้นำของเรา เพราะมีนัยยะว่า โดยพื้นฐานโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และนโยบายที่ผ่านมาในอดีตไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล เมื่อทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยเข้าสภาวะปกติ การเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับอัตรา 6% ต่อปี เป็นเรื่องปกติ (พรรคไทยรักไทย ไม่ต้องทำการตลาดหรือพีอาร์มากก็ได้) แม้อาจจะดูอัศจรรย์จากสายตาของต่างประเทศเมื่อดูจากความต่อเนื่องในระยะยาวกว่า 40 ปี เพราะฉะนั้นถ้าจะมีพรรคการเมืองหรือรัฐบาลที่เด่นกว่าในอดีตก็จะต้องมีอะไรที่ทำให้ผู้ออกเสียงเลือกตั้งเชื่อว่า พรรคการเมืองนี้ (ถ้าพรรคการเมืองจะมีกึ๋นจริงๆ อย่างที่คุยไว้)จะสามารถทำให้ประเทศไทยและคนไทยเป็นสังคมที่ดี มีคุณภาพ ไม่ใช่เพียงเพราะเศรษฐกิจโตได้อย่างต่อเนื่องเหมือนในอดีตเท่านั้น นี่แหละเป็นข้อสังเกตหรือโจทย์ที่ผู้ว่าฯ ธปท.โยนให้กับสังคม ข้อสังเกตที่ผู้ว่าฯ ธปท.ให้ไว้ในทำนองว่า ใครมาเป็นรัฐบาลก็ได้ไม่ต่างกัน ถ้าจะให้เศรษฐกิจโตได้ในระดับ 6% นั้นมีข้อสนับสนุนจากข้อเท็จจริงในอดีตบ้าง แต่ข้อสังเกตนี้ไม่ถูกทั้งหมดและแม้จะเป็นจริงในอดีต แต่ก็อาจจะไม่เป็นจริงสำหรับอนาคตเสมอไป เพราะสิ่งต่างๆ จะไม่เหมือนเดิม และถึงแม้จะเคยเป็นจริง การกำเนิดของรัฐหรือรัฐบาล (เราใช้แทนกันในที่นี้แม้คำว่ารัฐจะมีขอบเขตในความหมายที่กว้างกว่า โดยมีรัฐบาลเป็นองค์กรหรือส่วนประกอบย่อย)มิได้เกิดจากสุญญากาศ แต่เกิดจากทางเลือกของสังคม ความเจริญเติบโตเป็นเพียงมิติหนึ่งเท่านั้นในสวัสดิการทางเศรษฐกิจ สังคมในระบอบประชาธิปไตย หรือประชาชนน่าจะเลือกรัฐบาล ที่ไม่เพียงแต่สามารถบริหารประเทศ ให้มีอัตราความเจริญเติบโตในอัตราที่น่าพอใจเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและรัฐบาลมีลักษณะที่กำหนดซึ่งกันและกัน ที่ผ่านมารัฐบาลแทบทุกประเทศที่ใช้ระบบตลาด รัฐบาลมีบทบาทในการประสานส่งเสริมสนับสนุนและแทรกแซงเศรษฐกิจและสังคมค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตลาดล้มเหลวในหลายเรื่อง แต่ความล้มเหลวของรัฐจากการแทรกแซงก็มีมากเช่นกัน ความพอดีหรือความเหมาะสม ในการให้ความสำคัญ ระหว่างบทบาทของตลาดกับการแทรกแซงของรัฐจึงมีความสำคัญ ที่ผ่านมานักวิชาการเชื่อว่ารัฐไทยสมัยใหม่มีบทบาทมากกว่าการเป็นเพียงรัฐที่วางกฎเกณฑ์กติกา และการบังคับใช้กติกา เพื่อให้ตลาดทำงานได้เอกชนมีแรงจูงใจรวมทั้งการจัดหาบริการสินค้าสาธารณะหรือที่เรียกว่า MINIMALIST STATE เช่น กรณีของฮ่องกง แต่ก็ไม่ใช่ DEVELOPMENTAL หรือ ACTIVIST STATE เหมือนกรณีของไต้หวันหรือเกาหลี (อย่างน้อยก่อนทศวรรษ 1990) ซึ่งรัฐบาลกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายสำหรับภาคอุตสาหกรรมโดยกำหนดเป้าหมาย และการคาดหวังสำหรับบริษัท (เช่นการส่งออก การไล่กวดญี่ปุ่นทางด้านเทคโนโลยี เป็นต้น) รัฐบาลมีบทบาทในการส่งเสริมทั้งทางตรง และทางอ้อมอย่างเป็นระบบ และจริงจังเป็นรายอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ และแม้เป็นระดับรายบริษัทโดยมีแรงจูงใจและบทลงโทษ ซึ่งต่างกับ BOI ของไทย ที่ให้แต่สิทธิประโยชน์แก่แทบทุกอุตสาหกรรมไต้หวัน มีการกระจายรายได้ที่ดี ที่มาจากการเจริญเติบโตอย่างน่าทึ่งมาก อย่างไรก็ตาม แม้ทั้งเกาหลีและไต้หวันรัฐจะทุ่มเทการส่งเสริมทางด้านเทคโนโลยี มากกว่ารัฐไทย แต่ประเทศทั้งสามมีจุดร่วมที่คล้ายกันที่สำคัญคือ การมีเศรษฐกิจที่เปิดทางด้านการค้ากับต่างประเทศ การมีรัฐซึ่งให้ความสำคัญกับการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งแต่ระยะต้นๆ และการให้ความสำคัญต่อทุนมนุษย์และคุณภาพแรงงาน นอกจากนี้โดยรวมแล้วเศรษฐกิจมหภาคก็มีความมั่นคง มีเงินเฟ้อต่ำ การออมการลงทุนอยู่ในระดับสูง คอร์รัปชั่นการก่อตัว และการแสวงหาค่าเช่าส่วนเกิน ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตเพราะมีการลงทุนสูง ซึ่งต่างกับที่พบในฟิลิปปินส์ และหลายประเทศในแอฟริกา และละตินอเมริกา มองย้อนกลับไปก่อนรัฐบาลทักษิณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมา เกิดขึ้นในบริบทของรัฐเข้มแข็งก็ไม่ใช่ อ่อนแอก็ไม่เชิง แต่ก็มีความสัมฤทธิผล รัฐบาลหลายพรรค และเสถียรภาพทางการเมืองไม่ได้ส่งผลลบต่อเศรษฐกิจ โครงสร้างอำนาจ ชนชั้นทางธุรกิจและการเมือง ราชการ มีลักษณะของการกระจายไม่กระจุกตัว พรรคการเมืองหลายๆ พรรคแบ่งกันกิน โครงสร้างหลวมๆ ของระบบอาจทำให้เราไม่สามารถกำหนด และบริหารยุทธศาสตร์ใหญ่ของภาคอุตสาหกรรม เหมือนที่พบในเกาหลี เรายังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างที่เกิดจากนโยบาย และการกำหนดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ จากรัฐบาลพรรคเดียวที่มีความเข้มแข็ง สี่ปีที่ผ่านมารัฐบาลอ้างว่าต้องซ่อมแซมแต่ก็เป็นสี่ปีที่หลายอย่างที่เป็นของดีๆ ในสังคมไทยถูกทำลาย คงต้องดูกันต่อไปว่าสี่ปีในการสร้างชาตินั้นรัฐบาลพรรคเดียว จะมียุทธศาสตร์ในการสร้างชาติต่างกับที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลหลายพรรคในอดีตอย่างไร หน้า 6
|