หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
คลื่นยักษ์สึนามิ

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2  วันที่ 10 มกราคม 2548  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3652 (2852)

เหตุการณ์ทิ้งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่น่าเศร้าสลดใจอย่างยิ่งของชาวไทย ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ และชาวโลกทั้งหมด คือเหตุการณ์คลื่นยักษ์หรือชาวโลกขนานนามว่า สึนามิ ตามภาษาญี่ปุ่น คงจะเป็นเพราะเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นบ่อยครั้ง

เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้เลย เพราะบันทึกทางประวัติ ศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นของจีนซึ่งเก่าแก่กว่า 4,000 ปี หรือของใครที่ไหนก็ไม่เคยมี

ด้วยเหตุนี้เมื่อมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นถึง 9.0 ริกเตอร์ ประเทศที่ถูกผลกระทบรวมทั้งประเทศที่ก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ยุโรปทั้งหมด รวมทั้งอเมริกา ก็ไม่ได้เอะใจว่าจะมีคลื่นยักษ์โหมเข้าหาชายฝั่ง เพราะที่พังงา ภูเก็ต กระบี่ ระนอง ตรัง และสตูล มีนักท่องเที่ยวทุกชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวสแกนดิเนเวีย ชาวเยอรมัน รวมทั้งชาวอเมริกัน ผู้คนที่เสียชีวิตในประเทศไทยก็เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเสียกว่าครึ่ง

ถ้าเหตุการณ์เช่นว่านี้เคยมีบันทึกไว้ในเอกสารประวัติศาสตร์ แม้จะเป็นเมื่อ 2,000 ปีก่อนก็ตาม ประเทศต่างๆ ทั่วโลกก็คงจะประกาศเตือนประชาชนของตนที่เดินทางมาเที่ยวบริเวณนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะทางโทรทัศน์ วิทยุ โทรเลข หรือทางอินเทอร์เน็ต คงไม่ยอมให้ประชาชนของตนที่มาท่องเที่ยวอยู่ในบริเวณนี้ต้องตายอย่างไม่รู้ตัวอย่างที่เราเห็นอยู่ เหตุการณ์เช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ

ความสูญเสียอันน่าเศร้าสลดใจในครั้งนี้ เราได้สูญเสียคุณพุ่ม เจนเซ่น โอรสในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ นับเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของประชาชนชาวไทยทั้งชาติ

เคยตามเสด็จทูลกระหม่อมไปกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี พร้อมกับ คุณพุ่ม ได้เคยเห็นการอภิบาลคุณพุ่มโดยทูลกระหม่อมบนเครื่องบินทั้งคืน รู้สึกซาบซึ้งใจ เพราะทูลกระหม่อมทรงเป็น "แม่" ที่ประเสริฐที่สุดที่เคยเห็นมา ยากจะหา "แม่" คนไหนเปรียบเทียบได้ และได้ทำหน้าที่ของ "แม่" ที่ดีที่สุด แม้หลังจากคุณพุ่มได้จากไปแล้ว

รัฐบาลจึงประกาศลดธงครึ่งเสา เรียกร้องให้ประชาชนตั้งแต่นายกรัฐมนตรีลงมาแต่งกายไว้ทุกข์เป็นการไว้อาลัยเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องเหมาะสมแล้วด้วยประการทั้งปวง

ในความสูญเสียและความโศกเศร้าอย่างหนักของพวกเรา ประเทศของเราก็ได้ให้อะไรหลายอย่างไว้กับชาวโลกด้วย

ทั่วโลกคงจะตื่นตัวระมัดระวังภัยพิบัติจากคลื่นยักษ์สึนามิมากขึ้น ต้องขอชมเชยรัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่สามารถประสานงานจัดให้มีการประชุม ประเทศที่มีผลกระทบได้ ที่จาการ์ตาในวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งคงจะทำให้มีการร่วมมือที่สำคัญในการลงทุนติดตั้งระบบเตือนภัยในทะเลอันดามัน และมหาสมุทรอินเดีย

ที่สำคัญรัฐมนตรีสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ท่านสามารถดึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา คอลิน พาวเวลล์ และผู้ว่าการมลรัฐฟลอริดา เจฟ บุช น้องชายแท้ๆ ของท่านประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ในฐานะตัวแทนประธานาธิบดีสหรัฐ ให้เดินทางมาเยี่ยมประชาชน และบริเวณที่มีความสูญเสียมากที่สุดของประเทศไทย และจะสนับสนุนผลักดันให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ การป้องกันภัยธรรมชาติทางทะเล ซึ่งนับว่าเป็นเกียรติยศและน่าจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศไทยและภูมิภาค ทั้งทางเทคโนโลยี ทางวิทยาศาสตร์ทางทะเล ทางการท่องเที่ยว การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและอื่นๆ

เหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้ ชื่อเสียงของประเทศไทยและประชาชนคนไทยแทนที่จะเสียหาย กลับได้รับการชมเชยไปทั่วโลก ว่าเป็นประเทศที่จัดการดูแลคนบาดเจ็บ คนสูญหาย ผู้เสียชีวิตได้ดีที่สุดในบรรดา 6 ประเทศที่ได้รับความเสียหาย สื่อมวลชนต่างประเทศทั้งซีเอ็นเอ็น บีบีซี ซีซีทีวี เอ็นเอชเค และอื่นๆ เช่นสวิตเซอร์แลนด์ เสนอข่าวชมเชยประเทศไทยและคนไทยไปทั่วเป็นเวลาหลายวัน

ตั้งแต่วันเกิดเรื่อง คนไทยทุกคนตั้งแต่องค์พระประมุขของชาติ พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ รัฐบาล องค์กรของรัฐบาล องค์กรเอกชน ข้าราชการทุกหมู่เหล่า เรื่อยไปถึงประชาชนทุกคน ต่างก็แสดง "น้ำใจ" ทำงานช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ สละทรัพย์ แรงงาน แรงกาย อย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ไม่รังเกียจ ข้าวของที่ร่วมกันบริจาคก็มากมาย จนรัฐบาลต้องประกาศว่าพอแล้ว ถ้าจะบริจาคก็ขอเป็นเงินแทน คำสัมภาษณ์ของชาวต่างประเทศที่รอดชีวิตกับสื่อมวลชนทั่วโลก ล้วนแต่สรรเสริญชมเชยคนไทยเราทั้งนั้น เมื่อเปิดโทรทัศน์ได้ยินเข้าก็อดภาคภูมิใจในฐานะคนไทยคนหนึ่งไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ประเทศไทยจะซื้อหาด้วยเงินงบประมาณเท่าไหร่ก็ไม่ได้

สิ่งหนึ่งที่ดีใจก็คือ ได้ยินมาว่าทางรัฐบาลจะถือโอกาสจัดผังเมืองการท่องเที่ยวเสียใหม่ให้สวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อยตามหลักวิชา ไม่ให้รกรุงรังอย่างที่ผ่านมา

ถ้าเราสามารถจัดผังแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลอันดามันตั้งแต่ระนอง ตรัง พังงา กระบี่ ภูเก็ต เกาะพีพี เกาะลันตา รวมทั้งเกาะแก่งทั้งหลายเสียใหม่ได้ ก็จะเป็นมรดกที่ล้ำค่าให้กับคนไทยและชาวโลกทั้งหมดได้ใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ เพราะทั้งโลกมีสถานที่อย่างนี้ไม่มากนัก

ได้ยินรัฐบาลและสื่อมวลชนพูดถึงเรื่องอนุสรณ์สถาน ซึ่งก็น่าจะทำแต่ไม่อยากให้รูปแบบเป็นแบบฝรั่ง อยากให้ทำแบบตะวันออก เหมือนที่ญี่ปุ่นทำ ญี่ปุ่นเขาเรียก "ศาลเจ้า" เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า "Shrine" เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ มีสวนดอกไม้ สนามหญ้าร่มรื่น จะมีที่เก็บอัฐิผู้ตาย รายชื่อผู้ตายหรือสุสานนิรนามก็แล้วแต่ มี "ศาล" ไว้ให้คนจุดธูปเทียนบูชา มีการบริหารจัดการให้มีชีวิตชีวาอยู่ตลอด ให้มีอาคารขนาดเล็กๆ เมื่อเทียบกับพื้นที่ที่กว้างใหญ่ เคยเห็นที่กรุงโตเกียวและเกียวโตแล้ว ในที่สุดก็จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของโลก เช่นเดียวกับสุสานทหารพันธมิตรของสงครามโลกครั้งที่สองที่จังหวัดกาญจนบุรี ที่ญาติพี่น้องลูกหลานของผู้ตาย จะต้องแวะมาเยี่ยม มาคารวะดวงวิญญาณของพี่ป้าน้าอาที่มาเสียชีวิตที่นี่ อย่าทำเป็นอนุสรณ์สถานแบบฝรั่งที่เก็บข้าวของ หรือนิทรรศการของความย่อยยับพินาศเลย หากจะทำก็ไปทำที่อื่นในที่เล็กๆ "ศาลเจ้า" อย่างว่าก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุจนเกินไปนัก จะเสียบรรยากาศของการมาพักผ่อนสนุกสนาน ผมก็ฝันไปอย่างนั้น ถ้ามีเหตุผลอย่างอื่นดีกว่าก็แล้วไป

อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นแล้วชื่นใจก็คือ ความสมัครสมานรักใคร่กันของบรรดาพี่น้องคนไทย ทุกเชื้อชาติศาสนาทุกกลุ่มเหล่า เมื่อมีภัยพิบัติมาถึงตัว ทุกกลุ่มเหล่ามีความห่วงใยเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน วัดวาอาราม สุเหร่า มัสยิด โบสถ์คริตส์ ฮินดู ซิก คนไทยเหนือใต้ อีสาน ตะวันตก ตะวันออก ภาคกลาง ต่างเห็นอกเห็นใจลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครเข้าไปช่วย พร้อมแรงพร้อมใจกันไปหมด

ทั้งๆ ที่ใกล้เป็นเวลาหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งซึ่งจะมีขึ้นต้นเดือนกุมภา พันธ์นี้แล้ว พรรคการเมืองทุกพรรค ประกาศหยุดการหาเสียง และลงไปช่วยบรรเทาสาธารณภัยกันหมดทุกพรรค ทำให้บรรยากาศในสังคมไทยดีขึ้นมาก ไม่ต้องรกหูรกตากับการต่อว่าด่าทอกันของนักการเมือง ซึ่งสร้างวัฒนธรรมที่ไม่ดีให้กับเยาวชน ลูกหลานของเรา

ถ้าบรรยากาศการเมืองจะเป็นอย่างที่เป็นกันอยู่นี้ก็จะดีมาก สุขภาพจิตของคนไทยทั่วไป (อย่างน้อยก็ของผม) ก็จะดีกว่าที่เป็นอยู่นี้เป็นอันมาก

ที่ดีใจอีกอย่างก็คือประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีแต่เข้าไปยุ่งกับความขัดแย้ง ข่มขู่ ทำสงครามกันไม่หยุดหย่อน เที่ยวนี้เพิ่งเห็นประเทศตะวันตกแสดงจิตใจของความเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แสดงความเศร้าโศก มีน้ำใจให้ความช่วยเหลือกับประเทศและประชาชนเอเชีย รัฐบาลอเมริกัน ยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝรั่งเศส ถูกประชาชนของตนต่อว่ารัฐบาลของตนที่ประกาศให้ความช่วยเหลือด้วยเศษสตางค์เล็กน้อยเกินไปและไม่ฉับไว เล่นเอารัฐบาลสหรัฐและยุโรปต้องรีบขมีขมันลุกขึ้นมาแสดงความเห็นอกเห็นใจจัดสรรงบประมาณมาช่วยเหลือให้มากขึ้น

ที่น่าภูมิใจก็คือ เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลไทยประกาศว่าประเทศไทยจะไม่ขอความช่วยเหลือจากใคร เราดูแลตัวเอง และชาวต่างประเทศ ที่มาเมืองไทยได้ด้วยตัวของเราเอง แต่หากประเทศใดมีน้ำใจอยากจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เราก็ยินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

เป็นการสร้างจิตสำนึกของพวกเราชาวไทยว่า เราแข็งแรงพอที่จะดูแลตัวเองได้ ไม่ใช่คิดแต่จะขอผู้อื่นท่าเดียว ต่อไปเราควรจะเป็นประเทศที่ให้ความช่วยเหลือประเทศอื่น เพราะในยามทุกข์ยากที่สุดเราก็ดูแลตัวเองได้ ถ้าจะให้ความร่วมมือก็มาทางเทคนิค เทคโนโลยี ส่วนเงินทองเราดูแลตัวเองได้ เป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้ว ไม่หยิ่งเกินไป ไม่ลดศักดิ์ศรีของตัวเองไปเป็นผู้แบมือขอแต่ถ่ายเดียว

ต่อมารัฐบาลอินเดียก็ประกาศว่าจะไม่รับความช่วยเหลือจากใคร แต่อินเดียยินดีจะให้ความช่วยเหลือประเทศอื่น ฟังดูเหมือนหยิ่งเกินไปแต่ก็ต้องเห็นว่าเป็นศักดิ์ศรีของชาวเอเชียด้วยกัน พวกเราชาวเอเชียดูแลกันได้ ไม่เหลือบ่ากว่าแรงอะไร เหลือแต่ศรีลังกาและอินโดนีเซียที่เสียหายหนัก ยังไม่ได้พูดอะไร ความจริงญี่ปุ่น จีน น่าจะดูแลสองประเทศนี้ได้ สิงคโปร์ไม่ได้รับผลกระทบอะไร และน่าจะมีส่วนช่วยเหลืออินโดนีเซีย ทั้งๆ ที่ตนทำมาค้าขายได้ประโยชน์จากอินโดนีเซียมากมาย ถ้าเราเอเชียดูแลกันได้ ก็จะมีศตวรรษใหม่ของทวีปเอเชีย

ปฏิกิริยาของสหรัฐและยุโรป เป็นเครื่องวัดได้ดีว่าเขามองความสำคัญของประเทศเราและภูมิภาคนี้อย่างไร เมื่อเทียบกับการเกิดแผ่นดินไหวที่อิหร่าน คนตายไป 3 หมื่น เงินช่วยเหลือจากตะวันตกมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งๆ ที่รายได้ประชาชาติต่อหัวของอิหร่านสูงกว่าอินโดนีเซียและศรีลังกามากมาย แต่อิหร่านเป็นประเทศที่มีน้ำมันมากที่สุดของโลกประเทศหนึ่ง และอยู่ติดกับอิรัก ในทางรัฐศาสตร์เรื่องนี้ก็น่าคิด เราจะได้วางตัวให้ถูกต้องในเวทีการเมืองของโลก

ในความสูญเสียในความเศร้าสลดใจจากภาพที่เห็นทางหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ ก็เลยพยายามนึกถึงสิ่งดีๆ และโอกาสดีๆ เอาประโยชน์มาจากแง่มุมต่างๆ ไม่อยากให้มองแต่ด้านลบอย่างเดียว ว่าทำให้จิตใจหดหู่ สติปัญญาไม่เกิด

จำได้ว่าเคยมีพระบรมราโชวาทในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อหลายปีก่อนข้อหนึ่ง พวกเราคนไทยต้องจดจำให้ได้ว่า

"ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา"

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2