|
||||||||||
|
หัวเลี้ยวหัวต่อของทักษิโณมิคส์
คอลัมน์ ดุลภาพดุลยพินิจ โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร มติชนรายวัน วันที่ 05 มกราคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9797 การถกเถียงกันระหว่างท่านนายกฯทักษิณกับผู้ว่าแบงก์ชาติ ว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจเมื่อก่อนสิ้นปี ดูเผินๆ อาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อย และอาจจะสะท้อนเพียงความระหองระแหง ระหว่างนายกรัฐมนตรี กับผู้ว่าการแบงก์ชาติ ที่ดูออกจะเป็นเรื่องปกติธรรมดา ของการเมืองไทยในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา แต่เมื่อพิจารณาดูให้ลึกๆ แล้ว ข้อถกเถียงนี้มีความสำคัญมากทีเดียว ข้อถกเถียงดังกล่าวมีนัยบอกให้เห็นถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของทักษิโณมิคส์ หรือนโยบายเศรษฐกิจไทยสมัยปัจจุบัน ผู้ว่าแบงก์ชาติกล่าวใจความว่า พื้นฐานของเศรษฐกิจไทยสำหรับปี 2548 นี้ใช้ได้ และเศรษฐกิจไทยจะไปได้ดี ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ประชาชนควรเลือกพรรคที่สามารถเพิ่มขีดการแข่งขันของประเทศ แทนที่จะเลือกพรรคที่เพิ่มหนี้ของครัวเรือน ท่านนายกฯตอบโต้อย่างเผ็ดร้อน โดยโต้เถียงใจความว่า เศรษฐกิจไทยจะเจริญเติบโตไม่ได้อยู่ที่พื้นฐานเศรษฐกิจ (economic fundamentals) แต่อยู่ที่นโยบายเศรษฐกิจกำหนดโดยผู้บริหารประเทศ ผู้ว่าแบงก์ชาติเป็นเพียงซีเอฟโอ (Chief financial officer หรือ CFO) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนนักบัญชี แต่ซีอีโอ (Chief executive officer หรือ CEO) และกรรมการบริหารเป็นผู้กำหนดนโยบาย และทำกำไรให้กับบริษัทประเทศไทย ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สำแดงตัวเลขสถิติเน้นย้ำให้เห็นเป็นใจความว่า นโยบายเศรษฐกิจของพรรคไทยรักไทย เช่น OTOP และนโยบายส่งเสริมความสามารถแข่งขัน (competitiveness) อันได้แก่ เรื่องแฟชั่น ร้านอาหารไทยในต่างประเทศ และอื่นๆ กำลังไปได้สวย คนไทยทั้งประเทศควรเลือกพรรคไทยรักไทย กลับเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกเพื่อดำเนินนโยบายแบบเดิมที่พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จ อันที่จริง นโยบายที่พรรคไทยรักไทยกำลังรณรงค์หาเสียงเพื่อการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์นี้นั้น ก็ไม่ใช่เป็นเพียงนโยบายแบบเดิมเท่านั้น แต่แตกลูกออกเป็นนโยบายทำนองเดียวกันอีกเป็นจำนวนมาก ได้แก่ โครงการขนาดใหญ่ มาตรการต่างๆ ที่เสนอให้เครดิตใหม่ๆ แก่ครัวเรือน และโครงการประชานิยมต่างๆ ที่เตรียมให้ตั้งแต่เด็กแรกเกิด ไปจนถึงโครงการจ้างงานสำหรับคนชรา คนไทยทุกกลุ่มอายุจะได้ประโยชน์ กล่าวได้ว่า นโยบายเศรษฐกิจของพรรคไทยรักไทยมีสองมิติสำคัญ มิติแรก ในช่วงระยะสั้นนโยบายดังกล่าว กระตุ้นการบริโภค และช่วยฉุดเศรษฐกิจออกจากภาวะวิกฤตเมื่อปี 2540 ตามแนวทางของเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ และโดยการโยกย้ายสภาพคล่องที่ล้นเกินออกจากระบบธนาคาร มาเป็นการใช้จ่ายและเครดิตของครัวเรือน มิติที่สอง สำหรับช่วงระยะยาว พรรคเสนอว่าเศรษฐกิจไทยต้องพัฒนาพลวัตภายใน และลดทอนการพึ่งพาภาคต่างประเทศลง ด้วยการเพิ่มรายได้ต่อหัว ส่งเสริมผู้ประกอบการทุกประเภท ทุกขนาด และพัฒนาขีดการแข่งขันในระดับระหว่างประเทศทุกด้าน โดยเน้นไปที่ขีดแข่งขันของเศรษฐกิจจริงของประเทศ(6 สาขา) มิติแรกของชุดนโยบาย ประสบความสำเร็จอย่างสูงอาจจะมีความเสี่ยงสูงด้วย และอาจจะโชคดี แต่ต้องยอมรับว่า ประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง เศรษฐกิจไทยเจริญเติบโตในอัตราสูงกว่าที่ใครๆ คาดการณ์กันไว้สำหรับปี 2545 ถึงปี 2547 แต่มิติที่สองของชุดนโยบายไม่ประสบความสำเร็จเท่ามิติที่หนึ่งเป็นเพราะว่า นโยบายเหล่านี้ต้องการเวลา อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า รัฐบาลเองไม่ได้ให้ความสำคัญกับมิติที่สองนี้มากนัก อาจเป็นไปได้ว่า เป็นส่วนของนโยบายที่ยากกว่า และจึงมีแนวโน้มที่จะเสียสละเป้าประสงค์ระยะยาว และคว้าเอาผลได้ระยะสั้นที่ง่ายกว่าเอาไว้เป็นหลัก ขณะนี้เรายืนอยู่ ณ หัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ มิติแรกของชุดนโยบาย กำลังเผชิญกับอุปสรรคขวากหนาม การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเน้นเพิ่มการบริโภคของครัวเรือน กระทำได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว หากไม่สามารถเพิ่มการลงทุนได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ก็จะถึงทางตันในระยะเวลาอันสั้น ปัญหาอีกส่วนหนึ่ง คือ ผลสำเร็จของนโยบายดังกล่าวขึ้นอยู่กับสภาวะสภาพคล่องที่ล้นเกิน ในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยต่ำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต้นทุนของหนี้ครัวเรือนและหนี้รัฐบาลจึงต่ำ แต่ภาวะที่เอื้ออำนวยเช่นว่านี้กำลังหดหายไป นอกจากนั้นราคาน้ำมันยังกำลังพุ่งสูงขึ้น ส่งแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อ มิหนำซ้ำภาวะถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐจะยิ่งทำให้สถานการณ์เสื่อมทรุดลงได้อีก กล่าวได้ว่าในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ดูเหมือนว่ารัฐบาลพยายามเลี่ยงที่จะบอกข่าวร้ายต่างๆ กับประชาชน เพราะว่าเป็นช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ที่น่ากลัวก็คือ ขณะนี้เราเชื่อกันว่าความสำเร็จของเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน (และอนาคต) อยู่ที่มิติที่สองของทักษิโณมิคส์ นั่นคือ ความพยายามเพิ่มรายได้ต่อหัว การกระตุ้นผู้ประกอบการภายในโครงการเช่น OTOP และการพัฒนาขีดแข่งขันในสินค้าออก เช่น แฟชั่น และร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ความเชื่อเช่นนั้น เป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะว่ามันไม่จริง เศรษฐกิจไทยโตได้ในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี ไม่ใช่เพราะว่า กลุ่มแม่บ้านที่ยโสธรสานตะกร้าเพื่อส่งออก หรือเพราะว่าน้ำพริกเผาไทยกำลังขายดี ความจริงก็คือ เศรษฐกิจไทยเติบโตในอัตราสูงได้ ก็เพราะว่าเราส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เช่น รถยนต์และชิ้นส่วน คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน และสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า ระหว่างปี 2545 ถึงปี 2546 อัตราความเจริญเติบโตที่สูงของเศรษฐกิจไทย สามารถอธิบายได้ด้วยสินค้าออกเหล่านี้ ถึงระหว่างร้อยละ 60 ถึงร้อยละ 100 และสำหรับปี 2547 และปีต่อๆ ไป ก็จะยังเป็นเช่นนั้นอยู่ นโยบายของรัฐบาลมีผลต่อการส่งออกที่ดีขึ้นอยู่บ้าง โดยเฉพาะความพยายามขยายตลาดต่างประเทศ ไปอินเดีย และตะวันออกกลาง แต่ส่วนใหญ่แล้วการส่งออกที่เป็นไปได้ดีในช่วงที่ผ่านมา ก็เพราะสินค้าไทยมีราคาถูกลงในตลาดโลก ทั้งนี้เนื่องจากเงินบาทลดค่าลงหลังวิกฤตปี 2540 และเพราะว่าแบงก์ชาติ บริหารอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อทำให้ราคาของสินค้าไทยแข่งขันได้ในตลาดโลกนั่นเอง ซึ่งในกรณีหลังนี้ บางทีแบงก์ชาติก็ยังต้องโต้เถียงกับท่านนายกฯ ที่มีความเห็นแตกต่าง โดยมีความพยายามผลักดันให้ค่าเงินบาทสูงขึ้น หากจะก้าวถอยหลังสักนิดเพื่อวิเคราะห์ภาพให้ชัดเจน เราจะพบว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่ง คือ เศรษฐกิจภาคส่งออกที่ส่วนใหญ่อยู่ในมือของบรรษัทข้ามชาติ เป็นส่วนที่สำคัญต่อความเจริญเติบโต ของระบบเศรษฐกิจ และเป็นส่วนที่รัฐบาลไม่มีบทบาทอะไรมากนัก อีกส่วนหนึ่งคือเศรษฐกิจภายในประเทศ ในส่วนที่สองนี้ รัฐบาลดำเนินนโยบาย 2 บทบาท บทบาทแรกคือ เข้าปกป้องและกระตุ้นการลงทุนของนักลงทุนไทยในภาคบริการ และภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เช่น OTOP บทบาทที่สองคือ ช่วยกระจายรายได้และบริการไปสู่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งไม่ได้รับประโยชน์ทั้งทางตรงหรือทางอ้อมจากภาคเศรษฐกิจส่งออกเท่าใดนัก ประชาชนส่วนใหญ่ที่ว่านี้ ประกอบด้วยชาวนารายเล็กรายย่อย และผู้ที่หาเช้ากินค่ำ อยู่ในภาคเศรษฐกิจไม่เป็นทางการ (informal sector) ในย่านสลัมและเขตเมืองต่างๆ ทักษิโณมิคส์มักเป็นนโยบายที่เกี่ยวกับส่วนที่สองนี้ เท่าที่กล่าวมาคือความเป็นจริงของทักษิโณมิคส์ ย้อนกลับมาที่ข้อถกเถียงระหว่างท่านนายกฯทักษิณกับผู้ว่าแบงก์ชาติ ผู้เขียนเห็นว่า ผู้ว่าแบงก์ชาติกำลังพูดถึงสิ่งที่สำคัญมากทีเดียว ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ นั่นคือ หนึ่ง มิติแรกของชุดนโยบายเศรษฐกิจของพรรคไทยรักไทย หรือทักษิโณมิคส์ กำลังจะหมดลม ความพยายามที่จะเพิ่มการใช้จ่าย และหนี้ของครัวเรือน อันเป็นส่วนสำคัญของนโยบายส่วนนี้ต่อไป จะยิ่งเป็นอันตราย เพราะว่าในสภาวะของสภาพคล่องที่ตึงตัวขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่ผงกหัวขึ้น และแรงกดดันต่อเงินเฟ้อจากภาวะราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อาจจะนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจย่อย ที่โยงกับวิกฤตหนี้ครัวเรือน สอง เพื่อที่จะส่งเสริมภาคเศรษฐกิจส่งออกให้ไปได้ตลอดรอดฝั่งในอนาคต เศรษฐกิจไทย จะต้องสามารถดึงดูดให้บรรษัทข้ามชาติ ลงทุนทำการผลิตเพื่อส่งออกต่อไป อะไรจะเป็นตัวดึงดูดบรรษัทข้ามชาติเหล่านี้ ปัจจัยสำคัญคือราคาที่เหมาะสม กำลังคนที่เหมาะสม และสาธารณูปโภคที่พรั่งพร้อมและราคาถูก นี่หมายถึงการมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีและเหมาะสม ยังเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะว่ามีความสำคัญต่อการมีราคาที่เหมาะสม ซึ่งหมายถึงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมและการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภค และเรายังจะต้องให้ความสนใจกับนโยบายการศึกษาอย่างจริงจัง เพราะว่านี่เป็นตัวกำหนดขีดความสามารถแข่งขันของประเทศในอนาคต แต่นี่เป็นส่วนของนโยบายที่รัฐบาลนำโดยพรรคไทยรักไทยประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น หากท่านต้องการออกเสียงเลือกตั้งเพื่อเลือกนโยบายเศรษฐกิจที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย ภายใต้ภาวะความยุ่งยากที่เริ่มจะส่อเค้าลางให้เห็นกันแล้ว มันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก ท่านอาจจะเลือกพรรคไทยรักไทย เพราะท่านเชื่อว่าซีอีโอผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจของพรรคนี้ฉลาดกว่า นโยบายเศรษฐกิจที่พรรคนำเสนอและเศรษฐกิจไทยจะยังไปได้สวย แม้ว่าผู้ว่าแบงก์ชาติท่านปัจจุบัน อาจจะต้องกระเด็นออกจากตำแหน่ง หลังจากพรรคไทยรักไทยเข้าจัดตั้งรัฐบาลเทอมที่ 2 ทางเลือกนี้อาจจะเสี่ยงกันหน่อย หรือท่านอาจจะเลือกพรรคอื่นๆ เพราะเชื่อว่าพรรคอื่นๆ มีนโยบายเศรษฐกิจที่ค่อนไปตามแนวทางที่ผู้ว่าแบงก์ชาติพูดถึง และจะสามารถดำเนินนโยบายได้ตามที่เสนอไว้ ทางเลือกนี้ก็เสี่ยงเหมือนกัน จะเลือกพรรคไหน ก็เสี่ยงทั้งนั้น น่าจะต้องไปบนบานศาลกล่าวเจ้าพ่อเจ้าแม่หลายๆ แห่งด้วย ! หน้า 6
|