หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
การเมืองโฉมใหม่ของเรา

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2  วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2548  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3664 (2864)

เมื่อวันก่อนได้มีโอกาสรับประทานอาหารและสนทนากับเพื่อนอเมริกันซึ่งเป็นอาจารย์สอนการปกครองของประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระดับปริญญาเอกที่แผนกวิชารัฐศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของอเมริกา

เขามีความเห็นว่าในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของเรา ได้ใช้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ปฏิรูประบบการเมือง ระบบพรรคการเมือง และทัศนคติของคนไทยไปไกลอย่างรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ เรื่องที่เขาตั้งข้อสังเกตมีหลายประการ ในการเลือกตั้งทั้งสองคราวที่ผ่านมา

เรื่องแรกที่เขาตั้งข้อสังเกตก็คือ เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลมีเสถียรภาพมั่นคงต่อเนื่อง สามารถทำงานประสบความสำเร็จหลายอย่าง เป็นต้นว่า การฟื้นฟูเศรษฐกิจจากการตกต่ำทางเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อยาวนาน การปราบปรามยาเสพย์ติด จนชื่อประเทศไทยถูกลบออกจากบัญชีดำของสหรัฐอเมริกา และได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนคนไทยอย่างมาก แม้ว่าจะมีการสูญเสียอยู่มากก็ตาม

เขาเล่าว่าหลังจากรัฐบาลป๋าเปรมแล้ว ประเทศไทยก็มีรัฐบาลที่อ่อนแอ เป็นรัฐบาลผสม 4-5 พรรคการเมือง ประชาชนคนไทยและเทศไม่มีความมั่นใจเลยว่ารัฐบาลจะล้มเมื่อไหร่ เพราะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีทุกปี ฟังดูแล้วน่ากลัวสำหรับชาวต่างประเทศ แม้แต่คนอังกฤษ เพราะนานๆ เขาจึงจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจสักครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่เคยเห็นรัฐบาลไทยล้มเพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะการอภิปรายค่อนข้างพร่ำเพรื่อ เรื่องที่สอง จำนวนพรรคการเมืองลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อมีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเพียง 2 ครั้ง ประเทศไทยก็เหลือพรรคการเมือง 3 พรรค เหมือนประเทศอังกฤษคือ มีพรรคที่มีสิทธิจะจัดตั้งรัฐบาลได้เพียง 2 พรรค คือพรรคอนุรักษนิยม พรรคกรรมกร และพรรคเล็ก 1 พรรค คือ พรรคเสรีนิยม ประเทศไทยก็จะมีพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทยรักไทยที่มีสิทธิจัดตั้งรัฐบาล และมีพรรคเล็กอยู่อีก 1 พรรค คือ พรรคชาติไทย ต่อไปเมื่อคะแนนเสียง 2 พรรคใหญ่ก้ำกึ่งกัน พรรคเล็กก็จะมีความสำคัญขึ้นทันที เพราะถ้าเข้าข้างใดข้างนั้นก็จัดตั้งรัฐบาลได้

ปรากฏการณ์เช่นนี้แสดงว่าคนไทยตอบสนองต่อกระแสการเปลี่ยน แปลงทางการเมืองได้เร็วและดีมาก ดีกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน

ประการที่สาม เขาเชื่อว่าการใช้เงินซื้อเสียงคราวนี้น้อยลงมาก สังเกตจากจำนวนการร้องเรียนน้อยลง และเขาเข้ามาสังเกตการณ์นานพอสมควร ออกถามประชาชนแถบชานเมืองบ้าง ในต่างจังหวัดทุกภาค ทั้งก่อนและหลังจากการเลือกตั้ง ชาวบ้านจำนวนมากที่เคยได้รับเงินคราวนี้ไม่ได้รับเงินซื้อเสียง

ถามเขาว่าเขาคิดว่าเป็นเพราะอะไร เขาบอกว่าอาจจะเป็นเพราะผู้สมัครกลัว กกต.แจกใบแดงใบเหลืองก็ได้ หรืออาจจะเป็นว่าพรรคการเมืองใหญ่ๆ 3 พรรครู้อยู่แล้วว่าใครจะชนะใครจะแพ้ พรรคการเมืองก็เลยจ่ายน้อยลงก็ได้ ถามผู้สมัครที่เขาคุ้นเคยเป็นการส่วนตัวก็ได้คำตอบอย่างนั้น ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลังก็ไม่ค่อยดี ถ้าคะแนนนิยมเกิดก้ำกึ่งกันอีก ในอนาคตการซื้อเสียงก็คงจะกลับมาใหม่

ประการที่สี่ การเลือกตั้งคราวหลังนี้ น่าจะเป็นครั้งแรกที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ เทคะแนนให้กับพรรครัฐบาล ปกติแล้วคนกรุงเทพฯจะเลือกพรรคฝ่ายค้าน คนต่างจังหวัดจะเลือกพรรครัฐบาล เที่ยวนี้เป็นครั้งแรกที่คนกรุงเทพฯ คนในเมืองและคนต่างจังหวัดเลือกพรรคเดียวกัน พรรคที่ชนะจึงได้ชนะอย่างท่วมท้น

ถามเขาอีกว่า เขาคิดว่าเพราะอะไร เขาก็คิดไม่ออก แต่ถ้าให้เดาก็คงจะเป็นเพราะว่า ประชาชนสนใจผลงานและนโยบายมากกว่าเรื่องอื่น พรรครัฐบาลได้เปรียบเพราะมีผลงาน ไม่เหมือนกับอดีตที่รัฐบาลไม่ได้สร้างผลงานอย่างเพียงพอ เพราะเป็นรัฐบาลผสมค่อยพะวงอยู่กับเสถียรภาพตัวเอง และต้องเอาใจพรรคร่วมรัฐบาลอยู่เสมอ จะตัดสินใจอะไรก็ไม่สะดวก ยกตัวอย่างเช่น นโยบายการปราบปรามยาเสพย์ติด หรือนโยบายหวยบนดินไม่มีทางเกิดขึ้นได้โดยรัฐบาลผสม นโยบายเปิดเสรีสุราพื้นบ้านก็คงเกิดขึ้นให้ทดลองดูไม่ได้

ประการที่ห้า การเลือกตั้งสองคราวหลังนี้เป็นการยืนยันพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของคนปักษ์ใต้ ว่ายึดมั่นในความเป็นภาคนิยม รักท้องถิ่นบ้านเกิด รักพวกรักพ้องซึ่งเป็นคุณลักษณะพิเศษของคนใต้ ซึ่งไม่เหมือนภาคอื่นของประเทศ คงจะดูว่าผู้นำพรรคเป็นคนภาคใต้หรือไม่เท่านั้น ไม่ใช่ดูที่พรรค

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ถ้ามีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคเป็นคนกรุงเทพฯ หรือเป็นคนภาคอื่นก็อาจจะเปลี่ยนใจไปเลือกพรรคอื่นก็ได้ ไม่แน่ ผมบอกเขาว่าต้องดูต่อไป

ประการที่หก มีปรากฏการณ์ใหม่ หัวหน้าพรรคใหญ่ที่แพ้การเลือกตั้งลาออกทันที เมื่อทราบผลการเลือกตั้งแม้จะยังไม่เป็นทางการ หัวหน้าพรรคใหญ่ที่แพ้การเลือกตั้ง กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ชนะและผู้ชนะกล่าวยกย่องผู้แพ้แบบเดียวกับที่อเมริกา

ต่างจากคราวก่อนหน้านั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ยอมลาออกหลังจากแพ้การเลือกตั้งแบบแผ่นดินถล่ม แม้จะไม่เท่าคราวนี้ หัวหน้าพรรคก็ไม่มีน้ำใจพอที่จะสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่ รออยู่กว่า 2 ปีจึงยอมลาออก ทำให้หัวหน้าพรรคคนใหม่ไม่มีเวลาเตรียมตัวเพียงพอ เมื่อออกไปแล้วก็ไม่ออกไปเลย ยังอยู่บดบังรัศมีของหัวหน้าพรรคคนใหม่ จนไม่ทราบชัดว่า ความเป็นผู้นำของหัวหน้าพรรคคนใหม่มีมากน้อยเพียงใด

การลาออกจากหัวหน้าพรรค เมื่อแพ้เลือกตั้งจะเป็นผลดีกับพรรคและประเทศชาติ เพราะพรรคจะได้เลือกคนรุ่นใหม่ขึ้นมาทำงานแทน ไม่ใช่อยู่เรื่อยๆ ไปจนเฒ่า คนรุ่นหลังในพรรคจะได้มีโอกาสไต่เต้าขึ้นมาทำงานเพื่อประเทศชาติ

พรรคไทยรักไทยควรจะสืบสานเรื่องนี้ให้เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของเราต่อไป พรรคชาติไทยก็ควรจะยึดถือเป็นแบบอย่าง การเมืองจะได้พัฒนาให้เร็วขึ้น ไม่ควรคิดว่าพรรคจะขาดตนเองไม่ได้ เพราะไม่จริง ถ้าพรรคเป็นสถาบันจริงๆ

ประการที่เจ็ด หากไม่นับประชาชนปักษ์ใต้แล้ว ผู้ที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ในกรุงเทพฯก็ดี ในเมืองใหญ่ๆ ก็ดี เพื่อนอเมริกันของผม หลังจากคุยกับคนนั้นคนนี้แล้วเข้าใจว่าเป็นพวกผู้ดีเก่า นักวิชาการ ปัญญาชน และคนที่มีอายุ เพราะทนความอหังการ ไม่นอบน้อมถ่อมตน การทำตัวล้ำสมัย และความเป็นคนรวยรุ่นใหม่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ ต่อไปพรรคประชาธิปัตย์อาจจะพัฒนาตัวเองไปเป็นพรรคอนุรักษนิยมของอังกฤษก็ได้ ส่วนผู้เลือกพรรคไทยรักไทยมักเป็นคนระดับกลาง อายุน้อย คนที่ต้องการความหวังว่าจะมีชีวิตที่ร่ำรวยขึ้น และพวกที่มีรายได้น้อยที่ต้องการบริการสาธารณะจากรัฐบาล ซึ่งต่อไปพรรคไทยรักไทยอาจจะพัฒนาไปเป็นแบบพรรคกรรมกรของอังกฤษก็ได้ หรือถ้าเป็นอเมริกา พรรคประชาธิปัตย์ก็จะเป็นพรรครีพับลิกัน พรรคไทยรักไทยก็อาจจะเป็นพรรคดิโมแครต

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง พรรคประชาธิปัตย์ก็จะชนะเลือกตั้งได้ยาก เพราะคนกลุ่มหลังมีมากกว่ากลุ่มแรกมากสำหรับประเทศไทย ผมแย้ง เพื่อนผมเขาตอบว่า ไม่จริง เพราะพฤติกรรมของคนกรุงเทพฯ และคนในเมืองในภาคอื่นๆ รวมถึงคนนอกเมืองในภาคอื่นๆ นั้นเปลี่ยนแปลงตามกระแสได้ง่าย แล้วก็โหดร้ายด้วย ไม่เหมือนกับคนภาคใต้

ประการที่แปด พฤติกรรมการเมืองของไทยเปลี่ยนไปมาก กล่าวคือ เรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับคนกรุงเทพฯ และคนภาคอื่นยกเว้นภาคใต้ แม้ว่ามีเรื่องไม่ดีที่เป็นข่าวอยู่เรื่อยๆ แต่คนก็อภัยให้เพราะเศรษฐกิจดีขึ้นอย่างมาก

ดูไปจะเหมือนอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ก็โชคดีอย่างเดียวกัน แม้จะมีข่าวฉาวโฉ่เรื่องชู้สาวกับนักศึกษาที่มาฝึกงาน ซึ่งสังคมอเมริกันถือว่าเป็นการผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง ประชาชนก็อภัยให้ รัฐสภาก็ลงคะแนนให้อยู่ต่อ ไม่ต้องถูกลงมติให้ขับออกจากตำแหน่ง เพราะแปดปีที่คลินตันดำรงตำแหน่ง เศรษฐกิจอเมริกาดีมาก ตรงข้ามกับรัฐบาลอินเดียที่แล้วที่ทำเศรษฐกิจอินเดียดีขึ้นมาก แต่รัฐบาลแพ้เลือกตั้ง

ประการที่เก้า เพื่อนอเมริกันของผมไม่เข้าใจว่าทำไมคนไทยจึงไม่ชอบรัฐบาลพรรคเดียว อเมริกามีรัฐบาลพรรคเดียวมาเกือบ 250 ปีแล้ว อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส สแกนดิเนเวีย ก็มีรัฐบาลพรรคเดียวเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้น อิตาลี ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้เป็นเวลานาน รัฐบาลจึงล้มลุกคลุกคลาน เศรษฐกิจของอิตาลีแย่กว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรปตะวันตกมานานจนบัดนี้

ในทวีปเอเชียก็ดี การจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวเป็นส่วนใหญ่ นานๆ จึงจะมีรัฐบาลผสมเสียที อย่างญี่ปุ่นตอนมีรัฐบาลผสม รัฐบาลก็อยู่ได้ไม่นาน ล้มลุกคลุกคลาน ในที่สุดก็กลับมาเป็นรัฐบาลพรรคเดียวอีก

ผมอธิบายว่า คนไทยเคยชินกับการมีรัฐบาลอ่อนแอและเละๆ มานาน ไม่เคยมีพรรคการเมืองใดสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เลย ครั้งนี้เป็นครั้งแรก นอกจากนั้นคนไทยไม่เคยชินกับนายกรัฐมนตรีที่มีลักษณะเป็นผู้นำ มักจะหมั่นไส้ คุณอานันท์ ปันยารชุน ก็เคยโดนอย่างนี้เหมือนกัน แต่โดนจากคนอีกระดับหนึ่ง

คนไทยชอบนายกรัฐมนตรีที่อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ก้าวร้าวอหังการ ต่างกับคนอเมริกันที่ไม่ชอบคนมีบุคลิกอ่อนแอเหมือนพระเอกลิเก แต่ชอบคนพูดจาฉะฉานและอหังการ แต่ต่อไปเขาคงจะปรับตัวเข้าหากันได้ทั้งสองฝ่าย

ประการที่สิบ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ปฏิรูปการเมืองและความคิดทางการเมืองของคนไทยอย่างมาก จนอาจจะเรียกว่าเข้าขั้น "ปฏิรูป" ความคิดทางการเมืองของไทยก็ได้ เป็นการยกระดับมาตรฐานการเมืองไทยขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง สำหรับเขาซึ่งเป็นชาวต่างประเทศที่รักเมืองไทย เขาพอใจ แต่คนไทยอาจจะไม่รู้สึก

ความกดดันทางการเมืองที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์จะสูงมาก ทั้งในแง่โครงสร้างบุคลากร ทัศนคติ ประสบการณ์ในการทำงาน จะอาศัยรูปหล่อพูดจาหลักแหลม อาศัยเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองอย่างเดียวไม่พอ ขนาดหัวหน้าพรรคไทยรักไทยพูดจาไม่เข้าหูคนเลยก็ยังเอาชนะมาได้อย่างท่วมท้น ระดับการเมืองได้ก้าวมาอีกก้าวหนึ่ง ประชาธิปัตย์ยังมีเวลาอีก 4 ปีที่จะ "ปฏิวัติ" ไม่ใช่ "ปฏิรูป" ตัวเอง

ขณะเดียวกันพรรคไทยรักไทยก็ต้องเร่งสร้างพรรคให้เป็น "สถาบัน" อย่างประชาธิปัตย์ เพราะขณะนี้ยังมีภาพลักษณ์เป็นพรรคส่วนตัวอยู่ ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญของพรรคไทยรักไทย ซึ่งทำได้ไม่ง่ายนัก เพราะยังไม่มีทายาททางการเมืองที่มีบารมีเป็นที่ยอมรับของประชาชน ถ้าใจเย็นก็อาจจะล่มสลายไปพร้อมๆ กับหัวหน้าพรรคก็ได้ โอกาสที่จะเป็นอย่างนี้สูงมาก ผมเห็นด้วยกับเพื่อนอเมริกันคนนี้ในประเด็นนี้อย่างยิ่ง

ประการสุดท้าย การยุติความไม่สงบภาคใต้ เป็นงานที่ท้าทายความสามารถของ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างมาก เพราะถ้าลุกลามใหญ่โตออกนอกเขตสามจังหวัดมาภูเก็ต สมุย กรุงเทพฯ หรือกลายเป็นเรื่องระหว่างประเทศ ก็ย่อมจะทำความย่อยยับกับเศรษฐกิจ และจะนำมาสู่การพ่ายแพ้ของไทยรักไทย แต่ตรงกันข้าม ถ้าเรื่อง 3 จังหวัดภาคใต้ประสบความสำเร็จ เศรษฐกิจรุ่งเรืองขึ้นตามวัฏจักร ไทยรักไทยก็จะมีโอกาสชนะการเลือกตั้งเป็นรอบที่สาม ถ้าไม่สะดุดขาตัวเองเพราะเรื่องอื่นเสียก่อน

เพื่อนผมตั้งข้อสังเกตว่าประชาธิปัตย์ไม่เคยชนะเลือกตั้งเป็นรัฐบาลได้เอง แต่เข้ามาเป็นรัฐบาลเพราะผู้อื่นล้มเหลว เช่น นายควง อภัยวงศ์ เข้ามาเพราะจอมพล ป. แพ้สงครามโลกครั้งที่สอง ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีเพราะ จอมพลถนอมล้มจากเหตุการณ์ 14 ตุลา ครั้งต่อมาเพราะรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ล้ม คุณชวนเข้ามาครั้งแรกเพราะ พล.อ.สุจินดาพ่ายแพ้เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ คุณชวนเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่สอง เพราะ พล.อ.ชวลิต ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงิน ปรากฏชัดว่าเมื่อประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลครั้งใด ก็ทำตัวเองพังแพ้การเลือกตั้งอย่างถล่มทลายทุกที เพราะพูดเก่งแต่ทำงานไม่เป็น

กำลังคุยกันสนุกกัน บังเอิญเพื่อนผมเขามีนัดตอนบ่ายสองโมง เขาก็เลยขอลาไปก่อน

เห็นเป็นเรื่องน่าสนใจเลยเก็บเอามาเล่าให้ฟัง