หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
หุ้น "สีเทา" เบียร์ช้าง เผือกร้อนในมือตลาดหลักทรัพย์ฯ

หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ  หน้า 20   วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3664 (2864)

เสียงคัดค้านหุ้น บริษัทไทยเบฟเวอร์เรจส์ หรือ "หุ้นเบียร์ช้าง" เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯของ "พล.ต.จำลอง ศรีเมือง" ประธานกองทัพธรรมมูลนิธิ กลายเป็นประเด็นเผือกร้อนที่อยู่ในมือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งจะต้องเป็นองค์กรตัดสินว่าจะเอาหุ้นตัวนี้เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯเพื่อเพิ่มสินค้าตัวใหม่ไปดันมาร์เก็ต แคป (มูลค่าราคาตลาดรวม) ให้โต หรือจะยอมถูก "มหาจำลอง" ด่าว่ามอมเมาชาวบ้าน

ทั้ง 2 ทางเลือกนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯต้องตัดสินใจเลือกหาจุดยืนให้เหมาะสม เพราะก่อนหน้านี้ ก.ล.ต.ได้ชี้แจงว่า บอร์ด ก.ล.ต.ชุดก่อนได้อนุมัติให้เข้าระดมทุนได้ แต่การระดมทุนไม่ได้หมายรวมว่าจะต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯเสมอไป

ขณะที่คนนิ่งสงบ คือ เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของเบียร์ช้าง และอีกคนที่ปิดปากเงียบ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ไม่ออกความเห็นใดๆ เสมือนเป็นการสงวนท่าที

ถามว่าหุ้นเบียร์ช้างเข้าตลาดหุ้นแล้วดีหรือไม่ดีตรงไหน มีหลายๆ แง่มุมที่สะท้อนมาจากคนวงการเงิน นักเล่นหุ้น และคนการเมืองที่น่าสนใจไม่น้อย

ตามหลักการแล้วบริษัทที่เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็เพื่อต้องการนำเงินประชาชนไปเป็นทุนในการขยายธุรกิจให้ใหญ่โตขึ้นและมีกำไรกลับคืนมา ถือว่าเป็นการระดมทุนต่ำเมื่อเทียบกับการกู้ยืมเงิน และยิ่งวันนี้ทุกคนรู้ว่าดอกเบี้ยจะต้องขึ้นกลางปี ฉะนั้นการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯจึงเป็นช่องทางดีที่สุดในเวลานี้ แลกกับการยอมทำตัวโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล ปฏิบัติตัวตามกฎตลาดหลักทรัพย์ฯ และยอมเสียภาษีอย่างถูกต้อง

ในมุมมองที่ปรึกษาทางการเงิน ล้วนอยากให้หุ้นเบียร์ช้างเข้าตลาดเพราะตลาดหุ้นไทยจะได้มีหุ้นใหม่ที่ใหญ่เข้ามาระดมทุน เป็นอีกตัวหนึ่งที่นักลงทุนไทยและต่างชาติได้เลือกลงทุน ที่สำคัญหุ้นดีๆ อย่างเบียร์ช้างใครๆ ก็สนใจอยากร่วมเป็นเจ้าของ เพราะธุรกิจน้ำเมามียอดขายสูงสุดในประเทศ และยังมีการส่งออกอีก เรียกว่ามีความสามารถทำกำไรค่อนข้างดี และถือว่าเป็นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงอีกตัวแก่นักลงทุน คือมองยังไงก็ได้มากกว่าเสีย แล้วทำไมถึงไม่ให้เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ และถ้าเข้ามาตลาดหุ้นไทยย่อมทำให้มาร์เก็ตแคปใหญ่มากและดัชนีปรับขึ้นไปถึง 800 จุดแน่นอน ซึ่งจะถูกใจรัฐบาลชุดนี้แน่

"ถ้าปล่อยให้เขาไปเข้าตลาดหุ้นต่างประเทศ อย่างตอนนี้ตลาดหุ้นสิงคโปร์เปิดอ้าแขนรอรับเขาอยู่ อย่างนี้เราเสียโอกาสแน่นอน และอีกประเด็นรัฐบาลบอกสนับสนุนตลาดหุ้นไทยจริงๆ แต่ทำไมปล่อยให้บริษัทใหญ่อย่างนี้ไปจดทะเบียนต่างประเทศ ไม่เสียหน้าหรือ" แหล่งข่าวที่ปรึกษาทางการเงินผู้หนึ่งกล่าว

ความจริงถ้าเปรียบเรื่องหุ้นเบียร์ช้างกับหวย บนดินแล้วไม่แตกต่างกันนัก เพราะเข้าลักษณะผิดศีลธรรมเหมือนกัน เมื่อปี 2546 มีกระแสข่าวหุ้นเบียร์ช้างแต่งตัวปรับโครงสร้างบริษัทเพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ใกล้ๆ กับที่รัฐบาลให้เอาหวยใต้ดินขึ้นมาเป็นหวยบนดิน ทั้ง 2 สินค้านี้มีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือ เอาธุรกิจสีเทาขึ้นมาไว้บนดิน ทำให้เกิดความโปร่งใสและรัฐเก็บผลประโยชน์ได้เป็นกอบเป็นกำ

เมื่อสำรวจเสียงคัดค้านที่เป็นพวกเดียวกับมหาจำลองประกอบด้วย บอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯหลายคน เช่น นายอนันต์ อัศวโภคิน เศรษฐีหุ้นอันดับ 3 ที่เห็นว่า "ถ้าบอร์ดตลาดอนุญาตให้เข้าตลาดจะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อบ้านเมืองมากมายเกินกว่าผลทางเศรษฐกิจที่จะได้รับ ประชาชนต้องช่วยกันท้วงติง และความจริงแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯมีเกณฑ์เดิมกำหนดไว้ คือ ห้ามธุรกิจค้าอาวุธ พนัน บุหรี่ สถานบริการอาบ อบ นวด และการค้าเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ"

ขณะที่ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯออกมาโต้ว่า "อยากให้คนคัดค้านพิจารณาประเด็นว่าเป็นการขัดสิทธิเสรีมากเกินไปหมด สิ่งที่ตนไม่ชอบแล้วคนอื่นต้องไม่ชอบด้วยหรือ การทำแบนนี้เป็นสิทธิเกินจำเป็นหรือเปล่า อยากให้ไตร่ตรองว่าควรค้านระดับหนึ่ง คนไม่ชอบก็อย่าดื่ม ไม่เชื่อก็อย่าไปซื้อ นี่เป็นสิทธิเฉพาะบุคคลมากกว่า แต่ในอนาคตอยากให้ดูว่าใครทำให้เกิดผลประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคม ผมแปลกใจว่าเรื่องมีมาตั้งนานทำไมไม่ค้าน ล่าสุดบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯจะมีการประชุมตัดสินเรื่องนี้เร็วขึ้น"

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวในวงการเมืองเห็นว่า ถ้าหุ้นเบียร์ช้างเข้าตลาดหุ้นจะมีมาร์เก็ตแคปถึง 2.5-3 แสนล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 4 รองจาก 3 หุ้นยักษ์ คือ ปตท., แอดวานซ์ อินโฟร์ฯ และปูนใหญ่ทีเดียว และวันนี้ประเทศไทยมีธุรกิจหลักๆ ใหญ่ๆ อนาคตสดใสก็คือ ธุรกิจสื่อสารของตระกูลการ เมืองผู้ยิ่งใหญ่ หากเอาหุ้นเบียร์ช้างของเจ้าสัวเจริญเข้าตลาดหุ้น ย่อมจะทำให้หุ้นช้าง กลายเป็นหุ้นพญาช้างสารเทียบชั้นบริษัทชินคอร์ปของท่านผู้นำเลยทีเดียว

จึงมีข้อสังเกตว่า การค้านนำหุ้นเบียร์ช้างเข้าตลาดเป็นการสกัดความยิ่งใหญ่ของราชันย์น้ำเมาหรือไม่ ?


ศึก "เบียร์ช้าง" เข้าตลาดหุ้น

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น  โดย เศรษฐ์ สันติ psanti@matichon.co.th   มติชนรายวัน  วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9844

คงยังไม่จบง่ายๆ กรณีที่ บริษัท ไทยเบฟเวอร์เรจส์ จำกัด(มหาชน) ผู้ผลิตเบียร์ช้าง จะขอเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและประธานกองทัพธรรมมูลนิธิ ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านอย่างหนักด้วยเหตุผลหลักคือ เป็นธุรกิจที่ผลิตสิ่งของมึนเมาจะก่อให้เกิดผลเสียต่อบ้านเมืองมากกว่าผลดีทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่ผิดศีลธรรมและทำลายสุขภาพ

พล.ต.จำลองกล่าวว่า กฎเกณฑ์ในการนำธุรกิจเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้น ต้องเป็นการระดมทุนขยายกิจการ เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และสังคม ขณะที่ธุรกิจเหล้า เบียร์นั้น เป็นธุรกิจที่ฟูเฟื่องอยู่แล้ว

"ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่จะมีการนำสิ่งที่เป็นพิษต่อประชาชนเข้าตลาดหลักทรัพย์ ...ข้ออ้างที่ว่า ตกลงกันไว้แล้วว่าจะนำสิ่งพวกนี้เข้าตลาดหลักทรัพย์เพราะแม้จะไม่เข้าคนก็ดื่มกันอยู่แล้วก็ไม่สมเหตุสมผล ฟังไม่ขึ้น ถ้าพูดอย่างนี้ก็นำเข้าได้ทุกเรื่อง อย่างเช่น จะห้ามการขายบริการทางเพศก็บอกว่า โสเภณีมีอยู่แล้ว จะให้ตำรวจทำหน้าที่จับโจรแล้วบอกว่า มีการขโมยกันประจำอยู่แล้ว อย่างนี้ไม่ได้" พล.ต.จำลองกล่าว

ด้านสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์เอง มีท่าทีที่ค่อนข้างชัดเจน ในการต้อนรับธุรกิจเบียร์ช้างด้วยข้ออธิบายว่า ธุรกิจเบียร์แตกต่างจากธุรกิจอาบอบนวดอย่างชัดเจน แม้จะเป็นธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายเหมือนกันกล่าวคือ ธุรกิจเบียร์ทำกันอย่างเปิดเผยเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป และเสียภาษีอย่างถูกต้อง ขณะที่ธุรกิจอาบอบนวดยังคงลักษณะสีเทา มีการลักลอบค้าประเวณีแบบหลบซ่อน ขัดต่อขบนธรรมเนียมประเพณี

นอกจากนั้น ธุรกิจเหล้าเบียร์ยังเป็นที่ยอมรับในตลาดหลักทรัพย์ของต่างประเทศ

ไม่ว่าศึกเบียร์ช้างครั้งนี้จะจบลงแบบไหน แต่สิ่งที่อยากให้ ก.ล.ต.ก็ดี และตลาดหลักทรัพย์ก็ดีพิจารณาในการอนุมัติ อนุญาตให้บริษัทใดเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ นอกจากกฎเกณฑ์ที่มีอยู่แล้ว ควรคำนึงถึงพฤติกรรมของผู้บริหารบริษัท และหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทในปัจจุบัน และในอดีต ที่อาจส่งผลต่อความเชื่อถือศรัทธา และความไว้วางใจต่อสาธารณชน ซึ่งแน่นอนว่า ต้องไม่ใช่ทำตามเสียงเล่าลือเล่าอ้าง ต้องมีหลักฐานชัดเจนตามสมควร

มิใช่แค่ห้ามไม่ให้ผู้บริหารบริษัทที่มีพฤติกรรมกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ถูกต้อง เข้าเป็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนเท่านั้น แต่ควรพิจารณาลึกลงไปว่า การที่ผู้บริหารบริษัทมีพฤติกรรมเช่นนั้นเป็นเพราะผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่เบื้องหลัง หรือควรพิจารณาพฤติกรรมของผู้ถือหุ้นใหญ่หรือเจ้าของตัวจริงเป็นหลักมากกว่า เนื่องจากผู้บริหารที่กระทำผิดบางคนนั้นเป็นเพียงลูกจ้างที่ถูกบงการโดยผู้ถือหุ้นใหญ่

ตัวอย่างกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย ร้องทุกข์กล่าวโทษผู้บริหารธนาคารกรุงไทย และผู้บริหารบริษัทเอกชน ซึ่งเป็นผู้กู้เงินจากธนาคารกรุงไทยจำนวน 21 คน ในหลายข้อหาซึ่งทาง ก.ล.ต.ออกมารับลูกทันทีว่า จะขึ้นบัญชีดำผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหามิให้เป็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนต่อไป

คำถามคือ ผู้บริหารบริษัทเอกชนที่กระทำผิดนำเงินเกือบหมื่นล้านบาทไปใช้นั้น เป็นการทำโดยพลการ หรือเจ้าของบริษัทตัวจริงเห็นชอบหรือสั่งการใช่หรือไม่

เช่นเดียวกัน การจะรับบริษัทใดเข้าจดทะเบียนบริษัทหรือไม่อย่างไร ควรพิจารณาด้วยว่า เจ้าของบริษัท ผู้บริหารบริษัทได้กระทำผิดมีพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจด้วยหรือไม่ เช่น หนีและจงใจหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งบางรายมีคำพิพากษาศาลฎีกาชัดเจนว่า เอาชื่อคนขับรถไปซื้อที่ดินเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี แต่ ก.ล.ต. ปล่อยให้นำบริษัทเข้าจดทะเบียน และยังมีวิธีการจ่ายที่ปรึกษาค่าจัดจำหน่ายหุ้นให้บริษัทในเครือตัวเองอีก หรือเจ้าของบางบริษัทมีพฤติกรรมผ่องถ่ายทรัพย์สินจนบริษัทเดิมตายซากและยังจงใจหลีกเลี่ยงภาษี จนกรมสรรพากรเอือมระอาในการทวงถาม

ถ้าทำได้แบบนี้ถึงจะเรียกได้ว่า โปร่งใสแท้จริง ไม่จอมปลอม ลบคำสบประมาท ก.ล.ต.ยุคผู้นำสั่งได้(ฮา)

หน้า 20