หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
การเมือง"มิติใหม่" "จริยธรรม"พ่ายแพ้??

คอลัมน์ เดินหน้าชน โดย นงนุช สิงหเดชะ  มติชนรายวัน  วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9839

อาจเป็นการเร็วไปหน่อยที่จะสรุปว่า ชัยชนะถล่มทลายของพรรคไทยรักไทยเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ คือ "มิติใหม่" ทางการเมือง เพียงเพราะ 1.มีรัฐบาลพรรคเดียวเสียงข้างมากเด็ดขาด 2.มีนโยบายที่ถูกใจประชาชน 3.มีคนไปใช้สิทธิมากที่สุดเฉลี่ยเกือบ 73%

ก่อนจะสรุปว่าเป็น "มิติใหม่" ทางการเมืองนั้นน่าจะต้องพิจารณาว่า "แก่นและเนื้อใน" ของปรากฏการณ์ทางการเมืองในครั้งนี้ว่า "คุณภาพ" ของการเมืองได้ยกระดับขึ้นมากน้อยแค่ไหน ที่ว่า "มิติใหม่" นั้นเป็นมิติใหม่ในแง่ไหน ในแง่ "ตัวเลข" เก้าอี้ส.ส.ที่รัฐบาลได้มา หรือในแง่ "คุณภาพ" และ "พัฒนาการ" ทางการเมืองอย่างแท้จริง

แน่นอนในแง่ "ตัวเลข" ส.ส.พรรคไทยรักไทยได้มากกว่าเดิม แต่ถามว่า "วิธีการ" ได้มาซึ่ง ส.ส. นั้นเป็นวิธีซึ่งสามารถกล่าวอ้างได้ว่าเล่นตาม "กติกา" ทางการเมือง เคารพกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ เพราะในการเลือกตั้งครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่พ้นวงจรการเมืองเดิมๆ นั่นก็คือ การซื้อเสียง การฆ่าหัวคะแนน การใช้อำนาจรัฐ ซึ่งดูเหมือนว่าหนักหน่วงกว่าเดิม

นอกจากนี้ความสำเร็จส่วนหนึ่งก็เพราะมีการ "ดูด" ส.ส.พรรคอื่นเข้ามาก่อนหน้านี้ ซึ่ง "รายละเอียด" ของการ "ดึง-ดูด-บีบ" พรรคอื่นมาไว้ใต้ชายคานั้น หากพิจารณาให้ดี ก็จะเห็นว่าใช้วิธี "ชกใต้เข็มขัด" อยู่ในหลายกรณี

รัฐบาลอาจจะเถียงว่า การซื้อเสียง การฆ่าหัวคะแนน พรรคอื่นก็ทำ แต่เมื่อถามถึงการใช้อำนาจรัฐเอาเปรียบคู่แข่ง ทางพรรครัฐบาลจะสามารถพูดได้เต็มปากหรือไม่ว่าไม่ได้มีพฤติกรรมเช่นนั้น ถ้าหากพรรครัฐบาลเองก็ยังมีพฤติกรรมเช่นว่านี้ ก็ไม่ควรมากล่าวอ้างว่า ได้สร้างมิติใหม่ทางการเมือง

อีกประการหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องคำนึงก็คือ ในระบอบประชาธิปไตย เสียงข้างน้อยยังจะต้องได้รับการดูแลและรับฟัง เกรงแต่ว่าตัวเลข ส.ส.ที่เฉียด 400 นี้ จะทำให้รัฐบาลเหิมเกริมลำพอง กระทั่งเบียดเบียนบีฑา เย้ยหยัน เสียงข้างน้อยไม่ให้มีทางระบาย

หวั่นแต่ว่าครั้งใดที่เสียงส่วนน้อยออกมาวิจารณ์หรือเห็นต่างจากรัฐบาล ทางรัฐบาลก็จะหยิบเอาฉันทามติของคนส่วนใหญ่มากล่าวอ้างถึงความชอบธรรม

เกรงแต่ว่ารัฐบาลจะฉวยโอกาสความมีเสียงข้างมากนี้ ปลุกกระแสให้มีการเกลียดชังนักวิชาการ เกลียดชังเอ็นจีโอ เกลียดชังองค์กรภาคประชาชน อย่างที่ได้ทำไปแล้วในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นฉันทานุมัติจากประชาชนครั้งนี้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างดีว่า หัวหน้ารัฐบาลจะเลือกทำตัวเป็นนักสมานฉันท์(uniter) หรือนักสร้างความแตกแยก (divider) ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับว่าหัวหน้ารัฐบาล จะเป็นคนอดทนและใจกว้างต่อความแตกต่าง มีหิริโอตตัปปะ และเข้าใจ "แก่น" ของประชาธิปไตยแค่ไหน

หากหัวหน้ารัฐบาลเข้าใจประชาธิปไตยอย่างแท้จริงอย่างที่ได้กล่าวอ้าง ก็อย่าทำให้คนเข้าใจผิดด้วยการกล่าวอ้างว่าตนเอง ได้รับเลือกจากเสียงข้างมากมาแล้ว เพราะการเลือกตั้งหรือวันเลือกตั้ง เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของประชาธิปไตยเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะสิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ หลังจากนี้หัวหน้ารัฐบาลใช้ "อำนาจ" ตามครรลองของรัฐธรรมนูญหรือไม่

ไม่จำเป็นต้องมีฝ่ายค้านสักคนก็ได้ ถ้าหากเรามีรัฐบาลที่มีจริยธรรม ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์พวกพ้อง เคารพรัฐธรรมนูญ แต่ 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลถูกวิจารณ์หนักในประเด็นนี้ และหลายครั้งก็ชัดเจนว่ามีเค้ามูลความจริงอยู่มาก

ดังนั้นรัฐบาลต้องเข้าใจประเด็นที่หลายฝ่ายออกมาแสดงความห่วงใยเรื่องอำนาจเบ็ดเสร็จให้ถูกต้อง เพราะสิ่งที่คนเขาห่วงคือ "วิธีการใช้อำนาจ" ของหัวหน้ารัฐบาลมากกว่า เพราะเขาเห็นแล้วว่า 4 ปีที่แล้วนั้นนายกฯใช้อำนาจอย่างไร ท่านนายกฯก็อย่าไปแชเชือนพูดว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ว่าถ้ารัฐบาลได้เกิน 300 เสียงแล้วจะเป็นเผด็จการ

จะเป็นการประเสริฐมาก หากรัฐบาลได้คะแนนถึง 499 เสียง แต่ก็ยังเคารพหลักการของประชาธิปไตย โปร่งใส โดยไม่ต้องให้ฝ่ายค้าน หรือส่วนอื่นๆ ออกมาเรียกร้อง ในทางกลับกันถ้าหัวหน้ารัฐบาลไม่ได้มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย มีแค่ 250 เสียงก็น่าสยดสยองแล้ว

ที่น่าพิเคราะห์กันอีกก็คือ เสียงที่ประชาชนเทให้กับรัฐบาลชนิดถล่มทลายมากกว่าเดิมในครั้งนี้ จะหมายถึงว่าประชาชน ไม่ให้ความสำคัญเรื่องจริยธรรมของรัฐบาล หรือไม่ เพราะแม้จะมีเสียงหนาหูตลอด 4 ปี ว่าเกิดภาวะผลประโยชน์ทับซ้อน แต่สังคมส่วนใหญ่ก็ไม่สนใจ

ประชาชนไม่เข้าใจการคอร์รัปชั่นแบบใหม่ที่เรียกว่าคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย นั่นก็คือรัฐบาลใช้อำนาจออกกฎหมาย และระเบียบเพื่อหาประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง ประชาชนอาจชินกับแต่การคอร์รัปชั่นแบบเก่า เช่น การกินหิน กินทราย การหอบเงินสดไปแจกจ่ายกัน แต่การโกงบูรณาการแบบสมัยใหม่นั้นแนบเนียนไม่เห็นชัดเจน คนเลยไม่ให้ความสนใจหรือตามไม่ทัน

พูดได้หรือไม่ว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นความพ่ายแพ้ของฝ่ายเรียกร้องจริยธรรม ศีลธรรม และธรรมาภิบาล และจะเป็นการส่งเสริมให้รัฐบาลย่ามใจเพิ่มระดับของผลประโยชน์ทับซ้อนให้หนักหน่วงกว่าเดิมหรือเปล่า เพราะไปตีความ "สัญญาณ" จากการเลือกตั้งว่าประชาชนไม่รังเกียจเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่สนใจเรื่องจริยธรรม

น่าเป็นห่วงเหมือนกันหากคนส่วนใหญ่ยังมีทัศนคติเพียงว่า แม้รัฐบาลจะโกง จะมีผลประโยชน์ทับซ้อนแต่ก็จะลงคะแนนให้ เพราะรัฐบาลทำให้เศรษฐกิจดี โดยไม่ได้หยุดคิดว่าเศรษฐกิจที่ว่าดีนั้น มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรมทั่วถึงทุกกลุ่มหรือไม่ หรือเราพอใจอยู่แค่ที่ว่า นักการเมืองได้ (โกง) 10 ล้านบาท เขาแบ่งให้เรา 10 บาท เราก็พอใจแล้ว

อย่าลืมว่าปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นปัญหาหลักที่ทำให้ประเทศต่างๆ ไม่สามารถหลุดพ้นความยากจน อย่าลืมจดจำพระราชดำรัสในหลวงที่ว่า อีก 10 ปีเมืองไทยจะดีขึ้นหากไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่น

หน้า 6