หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ล้วง "ทุนสำรอง" มาใช้ดีหรือไม่(1)

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น  โดย เศรษฐ์ สันติ psanti@matichon.co.th   มติชนรายวัน  วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9837

นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจให้สัมภาษณ์ทำนองว่า ระดับทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย สูงเกินไป ขณะนี้อยู่ที่ 49,000 ล้านเหรียญ ขณะที่ระดับที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ 32,000 ล้านเหรียญ จึงควรนำ "อำนาจซื้อส่วนเกิน" หรือ "รายได้ส่วนเกิน" ดังกล่าว มาใช้ลงทุนภายในประเทศ

ต่อมานายพันศักดิ์อ้างว่า ผู้สื่อข่าวตีความเรื่องดังกล่าวผิด แต่เมื่ออ่านคำชี้แจงเห็นว่าไม่น่าจะผิด เพียงแต่นายพันศักดิ์อ้างว่า การมีทุนสำรองเป็นดอลลาร์สหรัฐมากเกินไป ทำให้เกิดความเสียหาย หรือขาดทุนมหาศาลโดยเฉพาะจีน เพราะค่าเงินดอลลาร์ตกลงอย่างมาก

การที่ที่ปรึกษานายกฯ (ไม่รู้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เห็นดีเห็นงามด้วยหรือไม่) ต้องการนำเงินในทุนสำรองมาใช้ประมาณ 17,000 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 700,000 ล้านบาท หมายความว่า มีเป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้เติบโตด้วยเงินจำนวนนี้ใช่หรือไม่

จนป่านนี้ยังไม่เลิกบ้าตัวเลขแล้วหันมามองของจริงกันอีกหรือ?

ต่อไปนี้เป็นความของนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ นายปกป้อง จันท์วิทย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังนี้

ประการที่หนึ่ง ตัวเลขระดับทุนสำรองที่อ้างว่า "เหมาะสม" (32,000 ล้านเหรียญ) มีที่มาทางวิชาการอย่างไร ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบใด โมเดลมีหน้าตาอย่างไร หากเป็นตัวเลขที่นึกคิดเอาเอง ย่อมเลื่อนลอย ยากที่จะใช้เป็นฐานในการกำหนดนโยบายที่เหมาะสม ถ้าไม่รู้ว่าระดับที่ "เหมาะสม" อยู่ที่ไหน ย่อมไม่รู้ว่าปัจจุบันมัน "มากไป" หรือ "น้อยไป" หรือมากไปขนาดไหน หรือมากจนน่าเป็นห่วงแล้วหรือยัง

ประการที่สอง การพิจารณาเพียง "ขนาด" ของทุนสำรองที่ประเทศสะสมไว้ ยังไม่เพียงพอในการติดสินใจเชิงนโยบาย หากต้องพิจารณา "โครงสร้าง" ของทุนสำรองด้วย แม้ประเทศมีขนาดของทุนสำรองมาก แต่มีที่มาจากการก่อหนี้ระยะสั้น หรือเป็นเงินลงทุนต่างประเทศในสินทรัพย์ระยะสั้น เช่น เก็งกำไรในตลาด ทุนสำรอง ที่เพิ่มขึ้นจากกิจกรรมลักษณะนี้จะอยู่ไม่นาน แม้เงินไหลเข้าเร็ว เข้ามาก ก็ไหลออกได้เร็วและมากเช่นกัน

ประการที่สาม ตามทฤษฎีแล้ว หากประเทศใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ เช่น ไทยในช่วงก่อนวิกฤต 2540 ก็ต้องการทุนสำรองจำนวนมากระดับหนึ่ง เพื่อให้เพียงต่อการเข้าแทรกแซงค่าเงิน

แต่ถ้าประเทศใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว ไม่ต้องมีการแทรกแซงค่าเงิน หรือแทรกแซงน้อยมาก เช่น ไทยในปัจจุบัน ความจำเป็นที่จะต้องมีทุนสำรองจำนวนมากๆ ไว้คอยปกป้องค่าเงินย่อมลดน้อยลง

จึงไม่แปลกใจที่หลายคนคงรู้สึกว่าระดับทุนสำรองที่ 49,000 ล้านเหรียญ อาจสูงเกินความจำเป็น

ประการที่สี่ การมีทุนสำรองจำนวนมาก ด้านหนึ่งแสดงความมั่นคงเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจและลดโอกาสเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แต่อีกด้านหนึ่ง การถือทุนสำรองก็มี "ต้นทุน (ค่าเสียโอกาส)" เช่นกัน ได้แก่ส่วนต่างของผลได้จากการถือทุนสำรอง (เช่น อัตราดอกเบี้ยที่ได้จากการถือสินทรัพย์ที่เป็นดอลลาร์) กับผลได้จากการนำเงินส่วนนั้นไปลงทุนอย่างอื่น หรืออัตราดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะของประเทศ (เพราะถือเงินสำรองไว้ แทนที่จะเอาไปใช้หนี้) หากถือทุนสำรองไว้ในระดับที่ทำให้ผลได้จากการถือทุนสำรองต่ำกว่าผลได้จากการลงทุนอื่น การถือทุนสำรองในระดับนั้นก็ไม่เหมาะสม

นอกจากนั้น การถือทุนสำรองต้องพิจารณาต้นทุนทางการคลัง (จากหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น)ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากทางการเลือกที่จะขายหลักทรัพย์รัฐบาล เพื่อตัดตอนการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินในระบบ ในระหว่างที่เงินต่างประเทศไหลเข้า

(เพราะว่าเมื่อเงินต่างประเทศไหลเข้า เช่น ผู้ส่งออกได้รายได้จากการส่งออก หรือเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในประเทศ ธนาคารกลางจะรับซื้อดอลลาร์(ทุนสำรองเพิ่มขึ้น) ทำให้เงินบาทไหลเข้าระบบ หากทางการเลือกที่จะคุมปริมาณเงินในระบบ อาจตัดตอนการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินในระบบ โดยนำหลักทรัพย์ของทางการออกขาย การขายหลักทรัพย์ ทำให้เงินบาทไหลกลับสู่ธนาคารกลาง ส่วนผู้ซื้อได้หลักทรัพย์ถือไว้ในฐานะเจ้าหนี้ของรัฐ ทำให้ภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น)

หน้า 20


ล้วง"ทุนสำรอง"มาใช้ดีหรือไม่ (จบ)

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น  โดย เศรษฐ์ สันติ psanti@matichon.co.th   มติชนรายวัน  วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9838

เมื่อวานนี้อ่านความเห็นของนายปกป้อง จันท์วิทย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปแล้ว 4 ข้อกรณีที่นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านเศรษกิจมีแนวคิดทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่ 49,000 ล้านดอลลาร์ สูงเกินไป ระดับที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 32,000 ล้านดอลลาร์ นั่นหมายความว่ อาจมีนำ "ส่วนเกิน" ดังกล่าวมาใช้จ่ายหรือ "ลงทุน"

วันนี้ขอนำเสนอความเห็นดังกล่าวต่อครับ

ประการที่ห้า จากพื้นฐานทางทฤษฎีตามข้อสังเกตประการที่สามและสี่ อาจเป็นช่องว่าง ให้นักการเมือง ใช้เป็นเหตุผลในการนำเงินสำรองฯ ไป "ถลุง" ใช้จ่าย อย่างไม่รอบคอบ ไม่มีประสิทธิภาพ โดยอ้างว่ามีทุนสำรองมากเกินพอแล้ว โดยเฉพาะในยุคที่รัฐบาลต้องมุ่งหาเงินจากทุกซอกทุกมุม มาใช้จ่ายในโครงการประชานิยมมูลค่ามหาศาล ตามที่ได้หาเสียงไว้

หากสมมุติว่าเรามีทุนสำรองมากไปจริง ก็ใช่ว่าเราควรจะนำมาใช้ "อย่างไรก็ได้" หากต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่า การนำทุนสำรองไปใช้ประโยชน์เป็นไปอย่างคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่ ต้องมีการจัดลำดับก่อนหลังกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่ควรนำไปใช้  ไม่ใช่รัฐบาลอยากนำเงินสำรองมาลงทุนในโครงการตามใจฉัน หรือใช้ในโครงการประชานิยม ที่มุ่งหวังคะแนนนิยมทางการเมืองต่อรัฐบาล แต่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนแก่สังคมเศรษฐกิจไทยอย่างคุ้มค่ามาก

ประการที่หก ตามกฎหมาย รัฐบาลไม่มีอำนาจเจียดเงินสำรองไปใช้ตามใจชอบได้ หน่วยงานที่ดูแลเรื่องทุนสำรองคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หากต้องการนำทุนสำรองไปใช้อย่างอื่น ต้องมีการแก้กฎหมาย ในส่วนที่เกี่ยวกับธนาคารแห่งประเทศไทย ดังเช่นที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เคยมีข้อเสนอเรื่องการรวมบัญชี เพื่อนำทุนสำรองบางส่วนไปใช้หนี้กองทุนเพื่อการพัฒนาและฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน แต่ถูกคัดค้านจนล้มเลิกไป

ผมเห็นว่ารัฐบาลไม่ควรเข้าไปแทรกแซงการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของ ธปท. ซึ่งควรมีอิสระในการดำเนินนโยบายการเงิน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมักมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายมาก เพื่อเอาใจฐานเสียง แต่ไม่สนใจหารายได้เข้ารัฐ (เช่น ขึ้นภาษี) เพราะเสียคะแนนนิยมทางการเมือง

รัฐบาลเลือกตั้งในหลายประเทศจึงชอบหาวิธี "มักง่าย" ในการหารายได้ ที่ไม่ต้องกระทบฐานเสียง เช่น พิมพ์ธนบัตรเพิ่ม กู้เงินซึ่งส่งผลเสียต่อประเทศในระยะยาว

ยิ่งรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ด้วยคำสัญญาประชานิยมราคาแพง ด้วยแล้ว รัฐบาลยิ่งมีโอกาสที่จะใช้จ่ายมาก ก่อหนี้มาก และสามารถผ่านกฎหมาย เพิ่มอำนาจตัวเอง ลดอำนาจองค์กรอื่นที่ขวางทางตน ได้ง่าย โดยปราศจากการควบคุมตรวจสอบที่เข้มแข็งพอ

สถานการณ์เช่นนี้ สังคมยิ่งต้องการความเป็นอิสระ ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของธนาคารกลางอย่างสูงยิ่ง เพื่อคานอำนาจกับรัฐบาล ที่อาจมุ่งหวังสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองให้ตัวเอง โดยละเลยผลเสียต่อประเทศในระยะยาว

การลิดรอนอำนาจทั้งทางกฎหมาย และทางปฏิบัติของธนาคารกลางอาจส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในยุคที่ภาคการเมืองขาดการกำกับและตรวจสอบอย่างเป็นอิสระทั้งจากรัฐสภา องค์กรอิสระ และภายในตัวกระบวนการกำหนดนโยบายเอง

ข้อถกเถียงเรื่องการนำทุนสำรองที่มากเกินไปมาใช้ลงทุน หรือข้อถกเถียงเรื่องการแยกอำนาจกำกับ และตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ ออกจากธนาคารแห่งประเทศไทย จึงเป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากรัฐบาลเปลี่ยนตัวผู้ว่าการธนาคารกลางให้เป็นคนที่ตนสามารถควบคุมได้ สั่งการได้ โดยง่าย

ประการที่เจ็ด หากสมมุติว่ารัฐบาลสามารถกันเงินสำรองบางส่วนออกมาใช้จ่ายได้จริง ด้วยวิธีการใดก็ตาม ย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น จนมีโอกาสสูงที่จะก่อให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งธนาคารกลางกำหนดเป้าหมายดูแลอยู่

นอกจากนั้น อาจส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนตัวลงด้วย อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงอีกจากสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลลบต่อการดึงดูดเงินตราต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนภายในประเทศได้

เรื่องนี้ไม่มีข้อสรุป แต่ขอให้ท่านผู้นำรับฟังตามคำสัญญาด้วย

หน้า 20