หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ผัดวันประกันพรุ่ง

บทความ  โดย อนุวัฒน์ ชลไพศาล คณะเศรษฐศาสตร์  anuwat@dpu.ac.th   ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6   วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3661 (2861)  มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ผัดวันประกันพรุ่ง (สำนวน), คำกิริยา, ขอเลื่อนเวลาออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า

พจนานุกรมฉบับมติชน, 2547

มนุษย์ทุกคนมีพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่ง (procrastination)

เรามักวางแผนว่าในอนาคต (พรุ่งนี้ เดือนหน้า ปีหน้า หรือชาติหน้า) เราจะออมเงินให้มากขึ้น, ออกกำลังกายลดความอ้วน, ลดการสูบบุหรี่, ตั้งใจอ่านหนังสือ หรือบอกความในใจกับคนที่เราแอบชอบ ฯลฯ แต่เมื่ออนาคตมาถึงเรากลับไม่ปฏิบัติตามแผนที่เคยวางไว้และผัดผ่อนแผนที่เราเคยวางนั้นไปในอนาคตอีกครั้ง พฤติกรรมเหล่านี้พบเห็นทั่วไปและเราต่างมีพฤติกรรมเหล่านี้มากบ้างน้อยบ้าง

เราต่างรู้ว่าพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่งทำให้เสียประโยชน์

หากผัดวันประกันพรุ่งที่จะออมเงินในปัจจุบัน เราจะมีเงินออมที่น้อยเกินไปจนไม่พอจ่ายในอนาคต

หากผัดวันประกันพรุ่งที่จะออกกำลังกายลดความอ้วนหรือลดการสูบบุหรี่ เราจะตายเร็วกว่าที่ควรจะตาย

หากผัดวันประกันพรุ่งที่จะอ่านหนังสือช่วงต้นเทอม เราจะต้องอดนอนในวันก่อนสอบหรืออาจสอบตก

หากผัดวันประกันพรุ่งที่จะบอกความในใจกับคนที่เราแอบชอบ เรา (อาจ) จะเสียใจในภายหน้า

คำถามพื้นฐานที่น่าสนใจก็คือ เรามักพบเห็นพฤติกรรมการผัดวันประกันพรุ่งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันและต่างรู้ว่าการผัดวันประกันพรุ่งทำให้เสียประโยชน์ แต่เหตุใดคนจึงผัดวันประกันพรุ่ง ?

เหตุใดคนจึงผัดวันประกันพรุ่ง ?

นักเศรษฐศาสตร์เริ่มสนใจกับพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่ง เพราะเชื่อว่าพฤติกรรมดังกล่าวสามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดระบบเศรษฐกิจจึงประสบกับภาวะระดับการออมที่ต่ำเกินไป (under-saving phenomena)

ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจบอกเราว่า ภาวะระดับการออมต่ำเกินไปเป็นปรากฏการณ์ที่พบ เห็นทั่วไปในกรณีประเทศพัฒนาแล้ว ตลอดช่วงทศวรรษ 1990 นักเศรษฐศาสตร์ยกหลักฐานสนับสนุนความเชื่อที่ว่า ระบบเศรษฐกิจของโลก มีระดับการออมที่ต่ำเกินไปจากหลายเหตุการณ์ อาทิ

(ก) รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณแผ่นดินจำนวนมากในการสนับ สนุนกลุ่มบุคคลที่เกษียณอายุการทำงาน ที่มีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย

(ข) การเพิ่มขึ้นของโครงการออมแบบบังคับ (forced saving) รูปแบบต่างๆ เช่น สนับ สนุนการเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์, การหักรายได้เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

(ค) การลดหย่อนภาษี (tax incentive) สำหรับนายจ้างมีค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือแรงงานหลังชีวิตทำงาน เป็นต้น

สังเกตว่า เหตุการณ์ (ก), (ข), และ (ค) ล้วนต่างสนับสนุนความเชื่อที่ว่า ระบบเศรษฐกิจของโลก ประสบภาวะระดับการออมที่ต่ำเกินไป จนทำให้ภาครัฐบาล ต้องเข้าแทรกแซงการตัดสินใจของเอกชนในรูปแบบต่างๆ เพื่อเพิ่มการออม ซึ่งท่านผู้อ่านอาจตั้งข้อสงสัยในเชิงเหตุผล (เช่นเดียวกับผม) ได้ว่า แท้จริงแล้วเหตุเป็นเพราะคนในระบบเศรษฐ กิจมีพฤติกรรมการออมต่ำเกินไป จึงเป็นผลให้เกิดเหตุการณ์ (ก), (ข), และ (ค) หรือเหตุเป็นเพราะคนในระบบเศรษฐกิจรู้ว่า ในอนาคตจะได้รับความช่วยเหลือจากเหตุการณ์ (ก), (ข), และ (ค) จึงเป็นผลทำให้คนมีพฤติกรรมการออมที่ต่ำเกินไปในปัจจุบัน (อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผลกันแน่)

นักเศรษฐศาสตร์มหภาคที่เคร่งครัดกับทฤษฎีควรแปลกใจกับพฤติกรรมการออมที่ต่ำเกินไป เพราะปรากฏการณ์การออมที่ต่ำเกินไป ไม่สามารถเกิดขึ้นหรืออธิบายได้จากแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์มหภาคทั่วไป เนื่องจากแบบจำลองเศรษฐศาสตร์มหภาคทั่วไปสมมติว่า คนที่มีเหตุผลในระบบเศรษฐกิจสามารถเลือกระดับการบริโภค การออม การทำงาน และการพักผ่อน เพื่อให้เกิดความสม่ำเสมอของระดับการบริโภคตลอดชั่วอายุขัย (consumption-smoothing motive) ดังนั้นระดับการบริโภคและการออมในดุลยภาพจากแบบจำลองจะเป็นระดับที่ดีที่สุด (ไม่มากและไม่น้อยเกินไป) ในทุกๆ ช่วงเวลาของชีวิต ทำให้เป็นไปไม่ได้ที่การออมในระบบเศรษฐกิจจะต่ำเกินไป

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีนักเศรษฐศาสตร์ 2 คน คือ Ted O"Donoghue แห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนล และ Matthew Rabin แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ผลิตงานวิจัยเพื่อตอบคำถามว่า เหตุใดคนจึงผัดวันประกันพรุ่ง

ทั้ง 2 เห็นว่าการเข้าใจพฤติกรรมการผัดวันประกันพรุ่งสามารถอธิบายปรากฏการณ์การออมต่ำเกินไปในระบบเศรษฐกิจ, การผันผวนของราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือแม้แต่การที่คนไม่สามารถลดความอ้วนหรือเลิกสูบบุหรี่ได้

องค์ประกอบในการอธิบายพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่งของงานวิจัยมาจาก 2 ด้านที่ประกอบกัน คือ 1.ความพึงพอใจกับการบริโภคในปัจจุบัน (present-biased preference) และ 2.ความไม่สอดคล้องของกาละ (time inconsistency)

กล่าวคือ เราเชื่อว่าคนที่มีเหตุผลจะวางแผนการบริโภคและการออมในระยะยาวตลอดชีวิต และให้น้ำหนักหรือคุณค่ากับสิ่งที่จะบริโภคในแต่ละช่วงเวลาแตกต่างกัน โดยของสิ่งเดียวกันหากได้บริโภคในปัจจุบันจะมีคุณค่ามากกว่าได้บริโภคในอนาคต (present bias) และยิ่งได้บริโภคล่าช้าเพียงใดคุณค่าจากการบริโภคจะยิ่งน้อยลง (หากผู้อ่านไม่เชื่อลองถามเพื่อนข้างๆ ดูว่า หากมีเศรษฐียกมรดกให้ 100 ล้านบาท อยากจะได้มรดกในวันนี้, ปีหน้า หรือ 10 ปีข้างหน้า)

คนจึงวางแผนการบริโภคและการออมที่ดีที่สุดตลอดทุกช่วงเวลาโดยให้คุณค่ากับการบริโภคในปัจจุบัน มากกว่าอนาคตและวางแผนการออมในอนาคตซึ่งแผนนี้เป็นแผนที่ดีที่สุดในมุมมองปัจจุบัน (คนมักวางแผนว่าจะออมเงินในอนาคตเนื่องจากเหตุผลเรื่องความพึงพอใจกับการบริโภคในปัจจุบัน)

เมื่ออนาคตมาถึง (ปัจจุบันเป็นอนาคตของอดีตและอดีตของอนาคต) ซึ่งคนที่ยึดมั่น (commit) ที่จะปฏิบัติตามแผนที่ดีที่สุดเดิมจะต้องออมเงิน แต่คนกลับไม่สามารถยึดมั่นและวางแผนการบริโภคและการออมใหม่อีกครั้ง โดยให้คุณค่ากับการบริโภคในแต่ละช่วงเวลาอีกครั้ง พฤติกรรมดังกล่าวมีผลทำให้แผนระดับการบริโภคและการออมที่ดีที่สุดระหว่างช่วงเวลาไม่สอดคล้องต้องกัน กล่าวคือ แผนการบริโภคและการออมที่ดีที่สุดในอดีต (ex-ante optimum plan) เป็นคนละชุดกับแผนที่ ดีที่สุดในปัจจุบัน (ex-post optimum plan) ซึ่งพฤติกรรมนี้อธิบายจากเหตุผลเรื่องความไม่สอด คล้องของกาละ

หากใช้ลำดับเหตุผลข้างต้นยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ สมมติว่าในปีนี้ พ.ศ.2548 เราคิดว่าแผนที่ดีที่สุดคือการออมเงินให้ได้ 100,000 บาท และลดการสูบบุหรี่จาก 20 เป็น 10 มวนต่อวันในปีหน้า (พ.ศ.2549) แต่เมื่อปีหน้า พ.ศ.2549 มาถึงจริงๆ เรากลับพบว่าแผนการออมเงินให้ได้ 100,000 บาท และลดบุหรี่จาก 20 เป็น 10 มวนต่อวัน กลับไม่ใช่แผนที่ดีที่สุด เนื่องจากความพึงพอใจกับปัจจุบัน เราจึงผัดผ่อนแผนที่ดีที่สุดไปในอนาคตอีกครั้ง (พ.ศ.2550) และผัดผ่อนไปไม่มีที่สิ้นสุด

แบบจำลองอธิบายพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่งในปัจจุบันเริ่มเพิ่มความสมจริงในแบบจำลองมากขึ้น เช่น ยินยอมให้คนไม่เพียงแต่เลือกว่าจะทำกิจกรรมเมื่อใด (Do it now or later) แต่สามารถเลือกได้ด้วยว่าจะทำกิจกรรมใด (Which task to do) และเมื่อใด (When to do a task) หรือการยินยอมให้คนที่ตัดสินใจเลือกในแบบจำลองเป็นพวกอ่อนต่อโลก (naive) ที่ไม่ตระหนักถึงปัญหาการควบคุมตนเอง หรือเป็นพวกจัดเจนโลก (sophisticated) ที่ตระหนักถึงปัญหาการควบคุมตนเองแต่ก็ยังสามารถเลือกพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่ง

ผมคิดว่าการเข้าใจพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่งเกิดประโยชน์

ด้านหนึ่งใช้ปลอบประโลมใจตนเองในช่วงสิ้นปีที่ต้องเขียนว่ามีแผนจะทำอะไรบ้างในปีหน้าซ้ำเดิมกับที่เคยเขียนเมื่อปีที่แล้ว

อีกด้านหนึ่งเข้าใจว่ารัฐบาลก็มิต่างจากปุถุชนทั่วไปที่มักมีพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่ง เช่น การประกาศว่าจะปราบปรามปัญหาคอร์รัปชั่นและ แก้ปัญหาความยากจนให้หมดไปใน 1,000 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม เราควรเรียนรู้และปรับความเชื่อเรื่องคุณภาพของรัฐบาลจากพฤติกรรมในอดีตด้วยว่า นโยบายที่รัฐบาลประกาศในปัจจุบันมักไม่ใช่ นโยบายชุดเดียวกันกับนโยบายที่รัฐบาลจะปฏิบัติในอนาคต

แต่อนิจจาหรือว่าสังคมไทยเรียนรู้เรื่องนี้ช้าไปเสียแล้ว

หมายเหตุ - ผู้อ่านที่สนใจบทวิเคราะห์พฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่งในเชิงเศรษฐ ศาสตร์สามารถติดตามจากงานเขียนของ Ted O"Donoghue and Matthew Rabin ดังนี้

"Do it Now or Later", American Economic Review 89(1), 1999, pp.103-124.

"Incentives for Procrastinators", Quarterly Journal of Economics 114(3), 1999, pp.769-816.

"The Economics of Immediate Gratification", Journal of Behavioral Decision Making 13(2), 2000, pp.233-250.

"Choice and Procrastination", Quarterly Journal of Economics 116(1), 2001, pp.121-160.

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6