|
||||||||||||||
|
รื้อสัมปทาน และสัญญาเพื่อความโปร่งใส
คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3661 (2861) ในขณะที่เขียนบทความนี้ เรายังไม่ได้รัฐบาลชุดใหม่ แต่คิดว่าคงจะเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่นั่นแหละ แต่ถึงจะเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ สิ่งที่รัฐบาลใหม่จะต้องรีบพิสูจน์ตัว และพิสูจน์ความจริงใจให้ประชาชนเห็นเป็นประจักษ์ คือ การสร้างความโปร่งใสให้ปรากฏ จะต้องมีการตั้งหน่วยงานอิสระใหม่ขึ้นมาเผ้าระวัง ตรวจตรา และตรวจสอบสัญญาต่างๆ ใหม่ทั้งหมดทั้งของเก่าและของใหม่ ในเรื่องการให้สัมปทานกิจการบริการสาธารณะ โดยการทำสัญญาที่เสียเปรียบแล้วเสียเปรียบอีก จนต้องเสียค่าโง่ครั้งแล้วครั้งเล่า เช่นค่าโง่ทางด่วน ค่าโง่การห้ามขึ้นราคาทางด่วน ค่าโง่ยกเลิกหวยออนไลน์ เป็นต้น นอกจากนี้เรื่องการประมูลโครงการขนาดยักษ์อีกมากมาย เช่น ทางด่วนวงแหวนรอบนอกสายใต้ เรื่องการประมูลที่ไม่โปร่งใส กรณีรถไฟรางคู่ที่กำลังเป็นข่าวในขณะนี้ และเรื่องระบบบซอฟต์แวร์และการก่อสร้างอื่นๆ ในสนามบินสุวรรณภูมิ หน่วยงานอิสระนี้จะต้องมีอำนาจที่ชี้ขาดได้ แก้ไขสัญญาได้ และต้องรับผิด (liability) กับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรัฐและผลประโยชน์สาธารณะของประชาชนทั้งทางแพ่งและทางอาญา ดังนั้นคนที่ขาดความซื่อสัตย์สุจริตจึงไม่ควรมารับตำแหน่งอย่างเด็ดขาด ความจำเป็นที่ต้องมีหน่วยงานนี้ขึ้นมา เพราะว่าในรายงานขององค์การความโปร่งใสระหว่างชาติ หรือ transparency international (TI) ได้รายงานตัวชี้วัดของการคอร์รัปชั่นและความโปร่งใสของหน่วยงานของรัฐออกมาในรายงานประจำปี 2003 ว่า ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 70 โดยได้คะแนน 3.3 จากคะแนนเต็ม 10 ส่วนคะแนนความเชื่อมั่นก็ได้รับเพียง 2.8-3.6 จากคะแนนเต็ม 10 ประเทศสิงคโปร์ ติด 1 ใน 5 อันดับแรกของประเทศที่โปร่งใส ได้ 9.4 ทั้ง สองตัว ส่วนฮ่องกงอยู่ในลำดับที่ 14ได้ 8 ทั้ง สองตัวเช่นเดียวกัน ไต้หวันอยู่ในลำดับที่ 30 มาเลเซียอยู่ในลำดับที่ 37 ส่วนฟิลิปปินส์อยู่ในลำดับ 92 การยกตัวชี้วัดขององค์การความโปร่งใสระหว่างชาติ มาอ้างก็เพื่อตอกย้ำถึงความจำเป็นที่รัฐบาลชุดใหม่จะปฏิเสธเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับกระบวน การที่ไม่โปร่งใสและสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติและประชาชนอย่างยับเยินไม่ได้ เพราะว่าทำให้ชื่อเสียงของประเทศชาติเสียหาย นอกจากการตั้งหน่วยงานอิสระใหม่ขึ้นมาตรวจสัญญาใหม่ และตรวจสอบสัญญาเก่าแล้ว รัฐบาลจะต้องเปลี่ยนกรอบคิดในเรื่องกิจการที่เป็นการบริการสาธารณะใหม่หมดด้วยว่า กิจการเหล่านี้เป็น "พันธกิจ" ของรัฐที่ประชาชนมอบหมายเป็น "โองการประชาชน" ให้รัฐทำ ด้วยเงินภาษีอากรของประชาชน มิใช่ให้เอกชนทำเพื่อการค้ากำไรสูงสุด ผู้นำรัฐบาลจำนวนมากในละตินอเมริกาล้วนหาแผ่นดินอยู่ไม่ได้ หรือถูกลากตัวมาขึ้นศาลย้อนหลังเพราะการนำกิจการสาธารณะมาขายให้เอกชน หรือบริษัทข้ามชาติ เพราะว่าประชาชนรู้เท่าทัน และไม่ยอมโง่ ไม่ยอมถูกหลอกตลอดกาล กิจการหรือสมบัติของสาธารณะหลายอย่างก็ได้รับการโอนคืนกลับสู่มือของประชาชนผ่านรัฐบาลที่เป็นตัวแทนที่แท้จริงของประชาชน เช่น กรณีที่เกิดขึ้นในประเทศเวเนซุเอลา การบริการสาธารณะที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีพพื้นฐาน และเป็นสิทธิมนุษยชนพื้นฐานนอกจากน้ำและไฟฟ้าแล้วก็คือ การคมนาคม อันได้แก่ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะทั้งระบบ เช่น ทางด่วนมอเตอร์เวย์ รถไฟฟ้า รถใต้ดิน ขนส่งทางน้ำ อุบัติเหตุของรถไฟฟ้าที่เปิดใช้มาได้เพียงไม่กี่เดือน แล้วก็ด่วนสรุปว่าเกิดจากสาเหตุความประมาทเลินเล่อของคน มิใช่ระบบ แล้วก็รีบเปิดใช้ใหม่ เพราะเกรงว่าเอกชนจะขาดทุนวันละหลายล้านบาท หากว่าข้อเท็จจริงเป็นตรงกันข้าม เมื่อเปิดให้บริการใหม่แล้วเกิดอุบัติเหตุครั้งใหม่ที่ร้ายแรงกว่าเดิม แล้วใครจะรับผิดชอบ ประเด็นนี้เป็นเพียงประเด็นตัวอย่าง แต่ประเด็นที่แท้จริงคือเรื่องหลักการที่ว่า การบริการสาธารณะจะขึ้นต่อกำไรขาดทุนของเอกชนไม่ได้ เพราะขัดกับผลประโยชน์และความปลอดภัยของสาธารณะ อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ระบบทางด่วนในกรุงเทพฯ ที่หลังจากรัฐสร้างเสร็จแล้ว ก็ให้เอกชนเข้ามาดูแลเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ เช่นเดียวกับรถไฟฟ้าที่ ร.ฟ.ม. หรือใช้เงินภาษีของประชาชนมาลงทุนเป็นเงินถึง 1 แสนล้านบาท แต่เอกชนลงทุนเงินสด 7 พันกว่าล้านบาทเท่านั้น ก็กลายเป็นเจ้าของไปเสียเฉยๆ พอรัฐบาลมีนโยบายจะให้ลดราคา หรือขอซื้อหุ้นคืน ก็ทำไม่ได้ ถ้ามีการฟ้องร้อง รัฐบาลก็คงจะแพ้อีกเหมือนเรื่องค่าโง่ทางด่วน ค่าโง่หวยออนไลน์ ฯลฯ อันที่จริงระบบการเก็บค่าใช้ทางด่วนนั้น ในหลักการจะต้องเก็บเฉพาะเส้นทางออกนอกเมือง ส่วนเส้นทางในเมืองจะต้องสร้างเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจร เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียทางเศรษฐกิจ เช่นทางด่วนในเมืองลอสแองเจลิส และที่ไทเป ไต้หวัน เมื่อทางด่วนสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาจราจร มิใช่เพื่อการค้ากำไรสูงสุด รัฐก็ต้องลงทุนสร้างทางขึ้นทางลงให้มากที่สุดเพื่อลดปัญหาความคับคั่งของการจราจรให้มากที่สุด ทุกวันนี้ชาวกรุงเทพฯต้องใช้เวลาคนละไม่ต่ำกว่าวันละ 4 ชั่วโมง บางคนถึง 6 ชั่วโมงบนถนน นับเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่ไม่อาจจะคำนวณเป็นตัวเงินได้ ตัวอย่าง คือ ทางด่วนในเมืองลอสแองเจลิสจะมีทางขึ้นลงเกือบทุกถนนสายหลัก ที่ห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตร ดังนั้นทั้งรถที่อยู่บนทางด่วน และอยู่ข้างล่างก็สามารถถ่ายเท หลีกเลี่ยง หลบเลี่ยงการติดขัดของจราจรได้ตลอดเวลา คือ ถ้าข้างบนติดก็หนีลงข้างล่าง หรือในทางตรงกันข้าม (ผู้ที่เคยเอาเงินภาษีอากรไปดูงานควรจะจำกลับมาใช้ มิใช่มัวเพลินดูโชว์ที่ลาสเวกัสและเมากับชุมชนไทยจนลืมจำของดีของเขามาปรับใช้ในบ้านเราบ้าง) ส่วนทางด่วนบ้านเรานอกจากราคาแพง โดยคิดไปกลับเช้าเย็น จะต้องจ่ายเป็นค่าแรงครึ่งหนึ่งของค่าแรงขั้นต่ำรายวันของพนักงานห้าง หรือค่าแรงขั้นต่ำของข้าราชการชั้นผู้น้อย บางเส้นทาง เช่น ทางด่วนถนนพระรามเก้าจากสถานีซ่อมรถไฟฟ้าไปถนนศรีนครินทร์ ซึ่งมีระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร แต่เก็บค่าใช้ถึง 25 บาท หรือเกือบ 5 บาทต่อ 1 กิโลเมตร ซึ่งเป็นการเอาเปรียบและค้ากำไรเกินควรอย่างอัปลักษณ์ที่สุด ทางด่วนบ้านเราเนื่องจากสร้างขึ้นมาเพื่อให้เอกชนเป็นเสือนอนกินเป็นเวลา 30 ปี มิใช่สร้างขึ้นมาเพื่อแก้ไขบรรเทาปัญหาจราจร จึงไม่มีการสร้างทางขึ้นลงเพิ่มหลังจากที่ก่อสร้างมา เพราะเอกชนไม่มีหน้าที่ในการร่วมแก้ไขการจราจร และความเดือดร้อนของประชาชน ดังนั้นเรื่องอะไรจะลงทุนเพิ่ม หรือ ปรับปรุงให้ประชาชนมีความสะดวกขึ้น ทางขึ้นทางด่วนบ้านเราเอาที่สาธารณะมาสร้างทางขึ้นให้กว้างขวางเพื่อต้อนรถขึ้นไปให้มากที่สุด บางจุดมีมากกว่า 10 ช่องทางขึ้น และทำให้สับสนเพื่อให้ขับหลงขึ้นไป เช่น ทางขึ้นลงมอเตอร์เวย์แถวดินแดง ดอนเมือง หรือทางขึ้นที่บางนา เมื่อรถขึ้นไปแล้ว เหลือ 2 ช่องทางเดิน จะไปติดอย่างไรข้างบนก็ไม่สนใจ จะหนีลงก็ไม่ได้ เพราะทางลงมีจำกัด ประชาชนยอมจ่ายค่าทางด่วนก็เพื่อประหยัดเวลาและเลี่ยงรถติด แต่นี่กลับจ่ายเงินแล้วต้องไปติดอีก ใช้เวลามากขึ้นอีกในบางครั้ง แต่จะทวงเงินคืนก็ไม่ได้ เป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคที่ขัดกับรัฐธรรมนูญด้วย นี่เป็นเพียงตัวอย่างรูปธรรมที่เห็นกันจะจะอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันที่สะท้อนถึงสัญญาและความไม่โปร่งใส หรือมีการคอร์รัปชั่นในการเอื้อผลประโยชน์ให้เอกชนโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนและความสูญเสียทางเศรษฐกิจของชาติ ก็ขอฝากให้รัฐบาลชุดใหม่และฝ่ายค้านชุดใหม่ที่หาเสียงโดยอ้างประชาชนได้ร่วมกันผลักดันหรือกดดัน รื้อสัมปทานและสัญญาเพื่อสร้างความโปร่งใสในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความผาสุกของประชาชนมาทำให้ถูกต้องเสียที ครับ จะเลือกเป็นรัฐบาลอีกเป็นสมัยที่ 3 หรือเลือกที่จะไม่มีแผ่นดินอยู่อย่างนายฟูจิโมริ ของเปรู ก็อยู่ที่วิจารณญาณของท่านทั้งหลายที่ประกอบกันขึ้นเป็นรัฐบาลชุดใหม่ก็แล้วกันครับ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2
|