หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ค่าเงินดอลลาร์

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2  วันที่ 07 กุมภาพันธ์ 2548  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3660 (2860)

เมื่อเร็วๆ นี้ มีประชุมรัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศจี-8 ประเด็นเดิมที่รัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศจี-8 ยกขึ้นมาอีกก็คือ ปัญหาการขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐอเมริกา ยอดการขาดดุลการค้าของอเมริกานั้น เป็นยอดสูงสุดตั้งแต่เคยมีมา

ข่าวการขาดดุลเป็นประวัติการณ์ของอเมริกานั้น ไม่ค่อยจะมีใครตื่นเต้นนัก เพราะอเมริกาก็มียอดการขาดดุลสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์อยู่เรื่อย ไม่มีใครตื่นเต้นอะไร แม้ว่าจะมีนักเศรษฐศาสตร์ตะวันตกอ้างอยู่เสมอว่าจะทำให้ภาวะการเงินของโลกสั่นคลอน ไม่มีเสถียรภาพไปด้วย เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนลง เมื่อเทียบกับเงินตราสกุลหลักของโลก อันได้แก่เงินยูโร และเงินเยน

ขณะเดียวกันก็มีข่าวว่าสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ย เพราะเศรษฐกิจของอเมริกาขยายตัวดี

ปีที่แล้วทั้งปีธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยอ้างว่าเนื่องจากเศรษฐกิจของอเมริกาขยายตัวดีขึ้น อัตราเงินเฟ้อก็อยู่ในเกณฑ์ดี

ข่าวที่ว่าเศรษฐกิจของอเมริกาขยายตัวดีขึ้น จนทำให้ธนาคารกลางของสหรัฐต้องประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน น่าจะเป็นเหตุให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้น แม้ว่าดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐจะขาดดุลสูงเป็นประวัติการณ์ เพราะการขาดดุลของสหรัฐก็จะถูกกลบไปด้วยการขยายตัวทางการค้าของโลกที่ทำให้โลกมีความต้องการเงินดอลลาร์ เพื่อนำมาใช้เป็นทุนสำรองและเป็นเครื่องมือในการค้าของโลก

เมื่อดูให้ดี สหรัฐอเมริกาไม่มีเครื่องมืออะไรเหลืออยู่ที่จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนหรือแข็ง การขึ้นลงดอกเบี้ยคราวละเล็กละน้อย ก็แทบจะไม่มีผลอะไรเลยต่อค่าเงินดอลลาร์ เมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลักของโลก ทั้งๆ ที่อเมริกาอยากจะเห็นค่าเงินของตัวอ่อนลง

แต่ที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลงมาเรื่อยๆ ในขณะนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะกลไกตลาดจริงๆ ความจริงแล้วเป็นเพราะค่าเงินยูโร เงินเยน และราคาทองคำแข็งขึ้น

ที่ค่าเงินยูโรก็ดี เงินเยนก็ดี หรือเงินดอลลาร์ก็ดี แพงขึ้น เพราะจีน พยายามปรับทุนสำรองในรูปของเงินดอลลาร์ของตนลง โดยนำเอาเงินดอลลาร์จำนวนมากที่ตนมีไปซื้อเงินยูโร เงินเยน และทองคำมาใส่ในทุนสำรองของตนมากขึ้น จีนทำอย่างนี้เรื่อยๆ มานานแล้ว เมื่อจีนผ่องถ่ายเงินดอลลาร์ออกมาซื้อเงินยูโร เงินเยนและทองคำ เงินยูโร เงินเยนและทองคำก็มีราคาสูงขึ้น เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์

อินเดียและรัสเซียซึ่งก็เริ่มมีทุนสำรองที่เป็นดอลลาร์ ก็เอาเงินดอลลาร์ออกไปซื้อยูโร และเงินเยน มาถือเป็นทุนแทนเงินดอลลาร์มากขึ้น ลามมาถึงธนาคารกลางของประเทศอาเซียน รวมทั้งไทยเราด้วย ธนาคารกลางเดิมที่เคยแต่ถือดอลลาร์เป็นทุนสำรอง ก็ผ่องถ่ายเงินดอลลาร์ออกไปซื้อยูโรกับเขาด้วย ไม่รู้ว่าญี่ปุ่นก็ทำด้วยหรือไม่

การกระทำเช่นนี้ของบรรดาประเทศที่มีดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ก็เลยทำให้ค่าเงินยูโร เงินเยน และทองคำ สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ค่าเงินดอลลาร์ก็มีค่าอ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลดังกล่าว หาใช่เหตุเกิดจากมาตรการหรือนโยบาย หรือภาวะเศรษฐกิจ หรือสภาพการขาดดุลการค้าของอเมริกาเลย เพราะเหตุที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจอเมริกา ควรจะทำให้ค่าดอลลาร์แข็งขึ้น

การที่เงินดอลลาร์อ่อนลง น่าจะทำให้อเมริกาชอบใจ เพราะจะเป็นตัวกระตุ้นให้เศรษฐกิจของอเมริกาขยายตัวดีขึ้น

แต่การขาดดุลการค้าและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างมาก อเมริกาคงไม่ชอบ แม้ว่าอเมริกาจะสามารถพิมพ์เงินไปซื้อข้าวของของชาวโลกได้โดยไม่จำกัด เพราะไม่ต้องมีทุนสำรองหรือทองคำหนุนหลังเลย เป็นกระดาษโดยแท้ แต่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเท่าไหร่ในแต่ละปี ก็เท่ากับอเมริกาเป็นหนี้มากขึ้นในจำนวนที่เท่ากัน เมื่อเป็นหนี้มากขึ้นก็มีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยให้ชาวโลกเขามากขึ้น แล้วถ้าหากตัวเองขึ้นดอกเบี้ยให้สูงขึ้น ตัวก็มีภาระในการจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น ดอกเบี้ยจ่ายนั้นรวมอยู่ในบัญชีเดินสะพัด

ทีนี้ในทางกลับกัน ถ้าธนาคารกลางของจีนหยุดซื้อเงินยูโร หยุดซื้อเยน และทองคำ ราคาเงินยูโร เงินเยน และทองคำก็จะตกเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ถ้าทุกอย่าง เช่น ดอกเบี้ยอยู่คงที่ ถ้าจีนกับรัสเซียรวมทั้งประเทศอาเซียนหยุดซื้อเงินยูโร และเงินเยน เงินดอลลาร์ก็จะแข็งขึ้น

คำถามว่าทำไมจีนจึงทำอย่างนั้น คำตอบก็คือ จีนได้กำไรมหาศาลอย่างน้อยก็ 30 เปอร์เซ็นต์เข้าไปแล้ว พร้อมกันนั้นก็เอาใจอเมริกา อเมริกาจะได้ไม่มาจ้องกดดันให้จีนปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยนของตน เพื่อให้ค่าเงินหยวนแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ทำให้เงินยูโรมีบทบาทมากขึ้นในเวทีการเงินของโลก พร้อมๆ กับกีดกันเงินเยนที่ประเทศอาเซียนพยายามให้มีบทบาทในเอเชียมากขึ้นด้วย

จีนสามารถบรรลุเป้าหมายทุกอย่างที่จีนต้องการ เงินดอลลาร์อ่อนลง เงินยูโรมีบทบาทในการเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศมากขึ้น อเมริกาหยุดกดดันจีนอยู่พักใหญ่ เพิ่งจะเริ่มมาพูดอีก เมื่อมีการประชุมรัฐมนตรีคลังของกลุ่ม จี-8 เมื่อเร็วๆ นี้

การวิเคราะห์ค่าเงินดอลลาร์โดยใช้ตำราเศรษฐศาสตร์ที่อธิบายกลไกตลาดเสรีอย่างเดียวจึงมีโอกาสผิดพลาดได้สูงมาก เพราะตลาดมิใช่ตลาดที่มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ แต่เป็นตลาดที่มีตัวละครใหญ่ๆ เล่นอยู่ไม่กี่ตัว

ปัจจัยที่สำคัญที่เป็นตัวกำหนดค่าเงินดอลลาร์ จึงไม่ใช่ปัจจัยทางเศรษฐกิจ เช่น ภาวะเศรษฐกิจ ดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัด ดุลการชำระเงิน แต่เป็นปัจจัยทางการเมือง หรือเกมการเมืองระหว่างประเทศ หรือเป็นการต่อรองผลประโยชน์ระหว่างประเทศ ที่ไม่อาจจะพยากรณ์โดยใช้ตำราเศรษฐศาสตร์ได้เลย

เมื่อค่าเงินยูโร เยน ทองคำ แพงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ถึงระดับหนึ่ง อเมริกากับหันกับมาเล่นงานจีนอีกครั้งหนึ่ง โดยรัฐมนตรีคลังของอเมริกา กล่าวว่าที่อเมริกาขาดดุลการค้ามากมายก็เพราะเงินหยวนของจีนอ่อนเกินไป ทำให้อเมริกาเสียเปรียบ ทั้งๆ ที่ความจริงอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินหยวนกับเงินดอลลาร์อยู่คงที่ คือประมาณ 8.28 หยวนต่อหนึ่งดอลลาร์มาโดยตลอด เงินหยวนไม่ได้อ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ เงินหยวนอ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินยูโร เงินเยน และเงินสกุลต่างๆ ในเอเชียต่างหาก แต่ก็ไม่เห็นมีใครโวยวายในเรื่องนี้นอกจากอเมริกา

การขาดดุลการค้าของอเมริกาเกิดจากการใช้จ่ายของรัฐบาลอเมริกาและครัวเรือนอเมริกันมีสูงเกินไป อเมริกามีอัตราการออมต่ำที่สุดในโลก แต่มีอัตราการลงทุนสูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง การลงทุนในอเมริกาไม่ได้ใช้เงินออมในประเทศเลย หรือใช้ก็น้อยมาก การลงทุนในอเมริกาจึงเป็นการใช้เงินจากภายนอก

ถ้าอเมริกาไม่ลดการใช้จ่ายลงทั้งภาครัฐบาลและครัวเรือน ลดการลงทุนทั้งภาครัฐบาลและเอกชนลง การขาดดุลการค้าที่สูงขึ้นก็ต้องเกิดขึ้น กล่าวคือความต้องการในการนำเข้าก็ต้องสูงกว่าการส่งออก หากไม่นำเข้าจากประเทศจีนก็ต้องนำเข้าจากที่อื่น ของที่นำเข้าก็จะมีราคาแพงกว่าที่นำเข้าจากประเทศจีน ในจำนวนเงินที่ขาดดุลอาจจะได้ข้าวของมาใช้ในจำนวนน้อยกว่า

นายอลัน กรีนสแปน รวมทั้งนักวิชาการอื่นๆ ก็ไม่เห็นด้วยที่อเมริกาจะใช้วิธีการแก้ไขปัญหาของตนเอง โดยไปก้าวก่ายนโยบายการเงินของประเทศอื่น ซึ่งเป็นหลักการที่ไม่ถูกต้อง

นายจอห์น สโนว์ รัฐมนตรีคลังของอเมริกาซึ่งก็เป็นนักเศรษฐศาสตร์ เป็นไปไม่ได้ที่จะวิเคราะห์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของอเมริกาไม่เป็น กระทรวงการคลังของอเมริกาก็มีนักเศรษฐศาสตร์มากมาย

แต่นายจอห์น สโนว์ ก็ต้องสนองนโยบายของประธานาธิบดีบุช ที่ไม่ต้องการตัดงบประมาณแผ่นดิน ขณะเดียวกันอยากจะลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเอาใจประชาชน แล้วก็โยนความผิดให้กับจีนว่าค่าเงินหยวนอ่อนเกินไป ทั้งที่ค่าเงินหยวนกับเงินดอลลาร์อยู่คงเดิม ไม่ได้แข็งขึ้น หรืออ่อนลงเลย

เรื่องทั้งหมดจึงเป็นเรื่องการเมือง หรือเรื่องทางตำรารัฐศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องของตำราเศรษฐศาสตร์เลยแม้แต่นิดเดียว

สื่อมวลชนอเมริกันก็มีนักเศรษฐศาสตร์ไปทำงานอยู่มากมาย ถ้าเป็นเรื่องกับต่างประเทศเขาจะเข้าข้างรัฐบาลของเขาไว้ก่อน ผิดถูกว่ากันทีหลัง ซึ่งก็เป็นเหตุผลทางการเมืองอีกเหมือนกัน ไม่ใช่เหตุผลทางเศรษฐศาสตร์

เมื่อจะพิจารณาว่าค่าเงินดอลลาร์กับค่าเงินหยวนจะเป็นอย่างไร ก็คงต้องดูปัจจัยทางการเมืองอีกที ทางจีนนั้นยังไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปปรับค่าเงินของตนให้สูงขึ้น เพราะระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้อยู่ในขณะนี้ส่งเสริมให้เศรษฐกิจของจีนขยายตัวได้ดี การเงินมั่นคง ไม่มีปัญหาเรื่องฟองสบู่จะแตกอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์ตะวันตกพูดกัน ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของจีนยังขยายตัวสูงถึง 9.50 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เรื่องที่จะประหลาดใจอะไร ถ้าไปปรับค่าเงินหยวนให้แพงขึ้น เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ อาจจะทำให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวผิดธรรมชาติ อาจจะทำให้เกิดปัญหาฟองสบู่แตก เพราะรัฐบาลทำเอง เหมือนญี่ปุ่นในปี 1990

เมื่อเป็นอย่างนี้ จีนจะทำอย่างไร เพื่อเอาใจอเมริกา จีนอาจจะต้องเดินหน้าดันให้ยูโร เยน และทองคำ มีราคาสูงขึ้นไปอีก เพื่อปิดปากอเมริกา แต่เศรษฐกิจจีนก็โตเอาโตเอาและมั่นคงเป็นอย่างดีด้วย

เมื่อเป็นอย่างนี้ ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ระวังให้ดี ค่าเงินบาทก็อาจจะแข็งขึ้นไปอีก ซึ่งไม่เป็นผลดีอะไรเลย

ผมเห็นของผมอย่างนี้แหละ

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2