|
||||||||||||
|
ท่องเที่ยวไทย ไปทิศไหนหลังสึนามิ
คอลัมน์ นอกรอบ โดย ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 03 กุมภาพันธ์ 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3659 (2859) โศกนาฏกรรม ธรณีพิบัติจากคลื่นยักษ์สึนามิที่ถาโถมกระหน่ำเข้า 6 จังหวัดภาคใต้ นับว่าเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่หลวง ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย การสูญเสียครั้งนี้มิใช่เป็นเพียงการสูญเสียทรัพย์สินของประชาชนหลายหมื่นล้านบาท แต่การสูญเสียที่สำคัญคือชีวิตมนุษย์อีกนับแสนทั่วโลก คนที่ยังมีชีวิตอยู่หลายคนก็อยู่ในสภาพที่ไม่ต่างจากคนตาย หลายคนไม่มีเครื่องมือทำมาหากิน และที่ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนยังไม่รู้เลยว่าจะทำมาหากินไปเพื่ออะไร ? ทำไปเพื่อใคร ? เพราะคนที่เป็นที่รักของพวกเขาไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ผมติดตามข่าวแล้วก็รู้สึกหดหู่ สิ่งที่เสียไปแล้วเราคงเรียกอะไรกลับคืนมาไม่ได้นะครับ แต่ภายใต้ความโศกเศร้า ผมยังดีใจว่าน้ำใจชาวไทยต่อทั้งคนไทยเองและชาวต่างชาติที่ประสบเคราะห์กรรมในครั้งนี้ ไม่มีประเทศใดในโลกจะทัดเทียมได้ ที่เป็นห่วงที่สุดก็คือ หลังจากกระแสความห่วงใยนี้จะยังคงเหลืออยู่อีกหรือเปล่า ? ชาวบ้านไม่มีงานทำ จากการที่เรือประมงเสียหาย จากการปิดกิจการและเลิกจ้างงานของเจ้าของธุรกิจที่ขาดทุน จากการไม่มีนักท่องเที่ยว อีกแค่ครึ่งปีข้างหน้า ยังจะมีธารน้ำใจเหล่านี้หลงเหลือไปช่วยมากน้อยแค่ไหน ?
รายได้หลักของชาวใต้ 6 จังหวัดมาจากการท่องเที่ยว ! ในภาวะที่การท่องเที่ยวไทยดีวันดีคืน รายได้จากการท่องเที่ยวของ 6 จังหวัดก็เพิ่มขึ้นอย่างมากเป็นเงาตามตัว คาดว่าในปี 2547 ที่ผ่านมารายได้จากการท่องเที่ยวของ 6 จังหวัดนี้จะที่อยู่ระดับสูงถึงประมาณ 1.02 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 2.7 ของ GDP เมื่อมาดูตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 3 ปีที่ผ่านมา แม้จังหวัดภูเก็ตจะมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยเป็นอันดับ 3 (ราว 4 ล้านคนต่อปี) รองจากจังหวัดชลบุรี (กว่า 5 ล้านคนต่อปี) และจังหวัดกาญจนบุรี (ราว 4.5 ล้านคนต่อปี) ก็ตาม แต่จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดที่เฉลี่ย 3 ปีแล้วมีรายได้จากผู้มาเยี่ยมเยือนมากที่สุด (กว่า 7 หมื่นล้านบาทต่อปี) ทิ้งห่างอันดับ 2 คือชลบุรี (กว่า 4 หมื่นล้านบาทต่อปี) อย่างขาดลอย นั่นแสดงให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่ภูมิภาคนี้เป็นนักท่องเที่ยวที่มีระดับ จังหวัดเหล่านี้ได้รายได้ต่อหัวนักท่องเที่ยวสูง ก็เพราะอย่างนี้หนะสิครับ ก่อนจะมีสึนามิรัฐบาลถึงได้มุ่งหวังให้จังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก และสวรรค์ของนักช็อปปิ้ง (world class holiday destination and shopping paradise) การท่องเที่ยวในกลุ่ม 6 จังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ นี้จึงนับว่าเป็นตัวอย่างของการพัฒนาการท่องเที่ยวของไทย เนื่องจากที่ผ่านมาการท่องเที่ยวไทยเน้นการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ไม่ได้เพิ่มรายจ่ายต่อหัวนักท่องเที่ยวมากนัก ส่วนแบ่งรายได้จากการท่องเที่ยวของไทยในตลาดโลกยังคงทรงตัวที่อันดับ 17 ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวไทยมีอันดับดีขึ้นจากอันดับที่ 22 ขึ้นมาอยู่ที่ 18 ในปี 2545
การที่นักท่องเที่ยวมากๆ แต่ไม่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศ เป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์อย่างยิ่ง สำหรับประเทศที่จะเอาดีทางการท่องเที่ยว ทั้งนี้เนื่องจากนอกจากนักท่องเที่ยวจำนวนมากดังกล่าว จะไม่นำรายได้มาให้ชาวบ้านไทยแล้ว การที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเป็นต้นทุนทางสังคมที่สำคัญ มีขยะมูลฝอยมากขึ้น ปัญหาอาชญากรรม ฉกชิงวิ่งราวมากขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย ฯลฯ ดังนั้น หากประเทศไทยจะเอาดีทางด้านการท่องเที่ยวคงจะต้องมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ต่อหัวนักท่องเที่ยวมากกว่าการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ซึ่งตรงนี้คงต้องดูจังหวัดแถบภูเก็ต พังงา และกระบี่ เป็นตัวอย่างนะครับ (ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวอาจแตกต่างไปแต่ละภูมิภาค ทั้งนี้แล้วแต่ว่าภูมิภาคไหนมีอะไรดี) เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ! จะดู 3 จังหวัดดังกล่าวเป็นตัวอย่างเสียหน่อย ก็ดันไม่เหลืออะไรให้ดูเสียแล้ว ! การที่ไม่เหลืออะไร ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เลวร้ายเสมอไปหรอกครับ เราสามารถสร้างขึ้นมาใหม่ให้ดีกว่าเก่าได้ ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งไม่ได้ถูกทำลายมากนัก เมื่อเทียบกับประเทศผู้ประสบภัยประเทศอื่น การสร้างขึ้นใหม่ของเราเริ่มจากภาพลักษณ์ของคนไทย ที่มีความเอื้ออาทรต่อนักท่องเที่ยว ทั้งในและต่างชาติ จนได้รับคำชมเชยผ่านสื่อมวลชนทั่วโลก แต่การสร้างขึ้นใหม่ที่ประสบความสำเร็จกว่าเดิม หรือการเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ต้องการมากกว่านั้น ! ก่อนการถล่มของคลื่นสึนามิสำหรับเอกชน มีโรงแรมห้าดาวกี่โรง ? ตัดราคากันเองหรือไม่ ? มีการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติอันสวยงามหรือไม่ ? ฯลฯ สำหรับรัฐบาล มีการจัดสรรงบปะมาณ การจัดสรรทรัพยากรบุคคลด้านการท่องเที่ยวเหมาะสมหรือไม่ ? มียุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของประเทศที่เหมาะสม กับโอกาสด้านการท่องเที่ยวของพื้นที่ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวในภาพรวมของประเทศหรือไม่ ?
การพัฒนาการท่องเที่ยวต้องทำอย่างบูรณาการ เหมาะสมกับโอกาสด้านการท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่ ภาคเหนือของเรามีอารยธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ มีธรรมชาติที่สวยงาม พื้นที่เพาะปลูกที่อุดมสมบูรณ์ ภาคอีสานมีการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน (South-east Asia : SEA) ทั้งอินโดจีน ลุ่มแม่น้ำโขง รวมทั้งเส้นทางแพรไหม ฯลฯ ภาคกลางมีโบราณสถานมากมาย มีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เชิงผจญภัย ทั้งชายหาดตลอดจนถึงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร เป็นมหานครที่มีนักท่องเที่ยวมาแวะเยือนมากติดอันดับต้นๆ ของโลก การแวะเยือนทั้งเพื่อธุรกิจ เป็นทางผ่านไปท่องเที่ยวจังหวัดอื่นๆ ในไทยและภูมิภาค ในขณะที่ภาคตะวันออก และภาคใต้ของเรา มีชายหาดอันสวยงามเป็นที่น่าหลงใหลของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ในขณะที่ภาคตะวันออกมีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามน้อยกว่าภาคใต้ แต่ภาคตะวันออกมีข้อได้เปรียบด้านการเดินทางที่สะดวก และมีแหล่งบันเทิงมากมาย ท่องเที่ยวไทย ไปในทิศทางไหน หลังสึนามิ ? ตอบคำถามนี้ง่ายๆ ก็คงต้องตอบว่า ขอให้การท่องเที่ยวในภาคใต้ของเรากลับมาเหมือนเดิม แต่หากเรามองปัญหาเป็นวิกฤต การท่องเที่ยวไทยคงไม่ไปไหน วนไปวนมา ก็กลับมาที่การแย่งตลาดกันเอง การเน้นจำนวนนักท่องเที่ยวแต่ไม่เกิดรายได้ ทรัพยากรถูกทำลาย ระยะยาวก็ไม่มีใครมาเที่ยวอีก ถ้าหากเราถือเอาความหายนะครั้งนี้ลุกขึ้นมาสู้ ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับจุดแข็งของพื้นที่และยุทธศาสตร์ของชาติโดยรวม การท่องเที่ยวไทย สดใสกว่าเดิมแน่นอนครับ ต่างชาติมิได้รักเฉพาะเมืองไทยครับ แต่ธารน้ำใจคนไทยยังเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก ! ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2
|