หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
จากกรณีทุบรถฮอนด้า ถึงการเมืองหลังการเลือกตั้ง

คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ  โดย นวลน้อย ตรีรัตน์  มติชนรายวัน  วันที่ 02 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9825

ทันทีที่คุณเดือนเพ็ญ ศิลาเกษ ได้ตัดสินใจทุบรถฮอนด้า ซีอาร์วี ป้ายแดง เพื่อเป็นการประท้วงบริษัท ที่ขายรถยนต์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม 2547 ข่าวของคุณเดือนเพ็ญ ก็ถูกกระจายไปไม่เพียงทั่วประเทศไทย แต่ยังเป็นทั่วโลก สร้างความเสียหายให้กับแบรนด์รถยนต์ฮอนด้าเป็นอันมาก จนต้องยอมซื้อรถคันดังกล่าวคืน และคุณเดือนเพ็ญได้ไปซื้อรถยนต์คันใหม่จากบริษัทคู่แข่ง ซึ่งรีบออกมาประกาศทันที่ว่า ถ้ารถยนต์ที่ขายไปมีปัญหา ยินดีเปลี่ยนคันใหม่ให้ทันที ครั้งนี้คงเป็นบทเรียนราคาแพงของฮอนด้า

ข่าวดังกล่าวได้ไปปลุกอารมณ์ของผู้คนที่มีประสบการณ์ด้านร้าย เกี่ยวกับรถยนต์ที่ตัวเองซื้อ ให้ออกมาโวยวาย ให้สังคมรับทราบมากยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จากกรณีต่างๆ ที่นำมามาเปิดเผย ผ่านคอลัมน์ต่างๆในหนังสือพิมพ์ รายการวิทยุ และรายการโทรทัศน์ต่างๆ

ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา บริษัทรถยนต์ในประเทศไทยมีการเจริญเติบโตอย่างมากมาย จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นภาคเศรษฐกิจ ที่มีอัตราการเจริญเติบโตในอันดับต้นๆ ของเศรษฐกิจไทย ทำให้หลายคนเชื่อว่า ความฝันที่อยากเห็นอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทย เป็นศูนย์กลางในการผลิตยานยนต์ในภูมิภาคเอเชีย ใกล้เข้ามาแล้ว

เมื่อเกิดเรื่องคุณเดือนเพ็ญขึ้นมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ต้องออกมาสั่งให้มีการศึกษา การนำระบบตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพรถยนต์ในต่างประเทศมาใช้ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นกระทบภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมรถยนต์ของประเทศไทย

ซึ่งถ้ามีการนำมาใช้จริง ก็ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภคไทย กลัวแต่ว่าจะเป็นเพียงไฟไหม้ฟาง

แม้ว่าผู้ผลิตหรือยี่ห้อรถยนต์ที่เข้ามาขายในประเทศไทยจะมีเป็นจำนวนมาก การแข่งขันของอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทย ยังคงค่อนข้างจำกัด มีการกระจุกตัวของรถยนต์อยู่เพียงไม่กี่ยี่ห้อ การแข่งขันยังคงอยู่ในระยะของการส่งเสริมการขาย มากกว่าที่จะแข่งขันในเรื่องความรับผิดชอบหรือการบริการหลังการขาย หรือมาตรฐานของรถยนต์อย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการผู้บริโภค ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหารถยนต์ถึง 1,394 ราย หรือเฉลี่ยปีละ 348 เรื่อง หรือประมาณวันละเรื่อง 1 เรื่อง(มติชน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2548 หน้า 2)

เมื่อเปรียบเทียบจำนวนปัญหารถยนต์ที่มีการร้องเรียนกับปริมาณรถที่ออกมาจำหน่ายในแต่ละปี ก็ต้องยอมรับว่ามีไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของคุณเดือนเพ็ญที่อ้างถึงคำกล่าวของตัวแทนขายรถยนต์ว่า ในรถ 100 คันก็ต้องมีคันหนึ่งแหละที่มีปัญหา

เพียงแต่ผู้กล่าวอาจลืมไปว่า ราคาของรถยนต์แต่ละคันราคาเท่าใด ผู้ซื้อต้องเก็บรวบรวมเงินเท่าไรถึงจะซื้อรถได้ และรถยนต์ยังเป็นเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของทั้งผู้ขับขี่เอง และของผู้อื่น ซึ่งมีค่ามหาศาล ไม่มีใครต้องการขับรถหรือนั่งอยู่ในรถที่ไม่รู้สึกมั่นใจในความปลอดภัยของรถคันดังกล่าว ดังนั้น ถึงจะมีปัญหาไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องแก้ปัญหา ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นกรรมของคนซื้อรถยนต์

ในรัฐธรรมนูญ 2540 ได้กำหนดให้มีการคุ้มครองผู้บริโภค และให้มีการจัดตั้งองค์การอิสระเพื่อกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค แต่ทว่า เป็นเวลาเป็นเวลากว่า 7 ปี แล้ว ยังไม่รู้เลยว่าองค์การอิสระผู้บริโภคอยู่ตรงไหน จะเกิดขึ้นเมื่อไร แต่ไม่ว่าจะมีองค์การอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคหรือไม่ก็ตาม การคุ้มครองผู้บริโภคที่ดีที่สุดก็คือการออกมาคุ้มครองตนเอง

ในทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าการออกมาแสดงและปกป้องคุ้มครองตนเองของผู้บริโภค เป็นเครื่องมือและกลไกที่สำคัญในการที่จะกดดันให้ผู้ผลิต จะต้องมีการปรับตัว และปรับปรุงคุณภาพของสินค้าและการให้บริการของตนให้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจของตนเอง

ศาตราจารย์เฮอร์ซแมนได้อธิบายไว้ในปี ค.ศ. 1970 ว่าการปรับตัวของธุรกิจจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในตลาด ที่มีผลทำให้ความรู้สึกของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้านั้นเปลี่ยนแปลงไป เช่นทำให้รู้สึกว่าคุณภาพสินค้า หรือบริการเมื่อเปรียบเทียบกับราคา แพงกว่าสินค้าชนิดอื่น หรือไม่คุ้มค่าที่จะซื้อสินค้าและบริการดังกล่าว ผู้บริโภคจะมีปฏิกริยาไม่พอใจต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงอยู่สองลักษณะคือ ลักษณะแรก ถอนตัวจากการรับบริการ หรือการซื้อสินค้าชนิดนั้น (exit option) หรือในลักษณะที่สองคือ ยังคงรับบริการ หรือซื้อสินค้าดังกล่าวอยู่พร้อมๆ กับแสดงความไม่พอใจออกมา เพื่อให้ฝ่ายธุรกิจรับทราบถึงความไม่พอใจนั้น (voice option) ทั้งนี้ศาตราจารย์เฮอร์ซแมน เชื่อว่าองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรในภาคเอกชนหรือภาครัฐนั้นมีแนวโน้มที่จะดำเนินการแย่ลงกว่าจุดเริ่มต้น ถ้าไม่มีกลไกที่จะกดดันหรือควบคุมให้องค์กรเหล่านี้ปรับตัว

โดยความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อคุณภาพของสินค้าและบริการและความอ่อนไหวต่อกำไรของหน่วยธุรกิจ หรือภาพพจน์ขององค์กรเป็นปัจจัยและกลไกที่สำคัญในการกดดันให้เกิดการปรับตัวขององค์กร

ทั้งการถอนตัวและการโวยวายเป็นช่องทางที่สื่อถึงทางเลือก(choice) หรือความต้องการที่ผู้บริโภคมีต่อสินค้าและบริการ โดยการถอนตัวมักเป็นกลไกที่เชื่อมโยงหรือสะท้อนถึงทางเลือกของผู้บริโภคโดยผ่านการแข่งขัน ถ้าผู้บริโภคสามารถเลือกสินค้าและบริการจากผู้ผลิตจำนวนมาก หรือมีสินค้าที่มีการทดแทนกันได้จำนวนมาก ผู้บริโภคจะมีปฏิกิริยาต่อคุณภาพที่เลวลงของสินค้า โดยการเลิกซื้อสินค้าและบริการที่คุณภาพไม่ดีชนิดนั้น และหันไปซื้อสินค้าและบริการจากผู้ผลิตรายอื่นที่มีคุณภาพดีกว่า

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่สินค้าชนิดนั้นเป็นสินค้าถาวรและมีราคาสูง และผู้บริโภคได้ตัดสินใจซื้อไปแล้ว จากข่าวสารข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ ก็คงเป็นการยากที่ผู้บริโภคจะใช้กลไกการถอนตัว แต่ต้องใช้การโวยวายแสดงความไม่พอใจสินค้าชนิดนั้น หรือเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาหรือชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยการโวยวายของผู้บริโภคจะเป็นข้อมูลที่สำคัญสำหรับผู้บริโภครายอื่นที่กำลังอยู่ระหว่างการตัดสินใจซื้อ

สำหรับธุรกิจที่มีการแข่งขัน ธุรกิจนั้นก็จะต้องปรับตัว เพราะกลัวสูญเสียลูกค้ารายใหม่ แต่ถ้าเป็นธุรกิจที่ผูกขาดหรือมีช่องทางที่จะปิดกั้นการโวยวายนั้นได้ ธุรกิจนั้นก็อาจเฉยเมยต่อการโวยวายของลูกค้าได้

กลไกการแสดงตัวตนและความต้องการของผู้บริโภคมิได้จำกัดตนเองอยู่ในบริบทของสินค้าเอกชนเท่านั้น แต่กลไกดังกล่าวมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมพฤติกรรมของภาครัฐ ซึ่งเป็นผู้ผูกขาดในการให้บริการทางนโยบายและการผลิตสินค้าและบริการบางประเภท

การโวยวายในบริบททางการเมืองและการปกครองจะช่วยให้สังคมมีความโปร่งใสมากขึ้น สามารถตรวจสอบปัญหาการใช้อำนาจรัฐในทางที่ไม่ชอบได้มากขึ้น ลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมือง หรือข้าราชการ ลดปัญหาการดำเนินนโยบายและโครงการที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มธุรกิจบางกลุ่มเป็นสำคัญ และลดปัญหาการจัดสรรทรัพยากรในภาครัฐอย่างไม่มีประสิทธิภาพ การโวยวายทางการเมืองเป็นการแสดงออกซึ่งสิทธิ และเสรีภาพของพลเมือง เป็นสิ่งเดียวกับที่เราเรียกว่าการเมืองภาคประชาชนนั่นเอง

ประโยชน์จากการแสดงออกของประชาชนจะมีอย่างมากมาย ถ้าภาครัฐมีกลไกที่ดีในการตอบสนองการโวยวาย ในทิศทางที่จะนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา การตอบสนองอย่างสร้างสรรค์ ย่อมเอื้ออำนวยให้พฤติกรรมการโวยวายเกิดขึ้นได้ง่าย

เช่น ถ้าประชาชนที่รับรู้ รับทราบ การกระทำที่ทุจริต คอร์รัปชันของนักการเมืองหรือข้าราชการ หรือได้รับผลกระทบจากโครงการที่ดำเนินการโดยรัฐหรือจากนโยบายของรัฐเอง ได้ออกมาเปิดเผย เปิดโปง พฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากล หรือเปิดเผยข้อมูลผลกระทบที่ได้รับต่อสื่อมวลชน หรือผู้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการ ภาครัฐก็จะมีข่าวสารข้อมูลจำนวนมากที่เป็นประโยชน์เพื่อใช้ในการแก้ปัญหา หรือปรับปรุงการบริหารและการดำเนินนโยบายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

แต่ในสังคมที่มีความเป็นเจ้าขุนมูลนาย หรือสังคมเผด็จการ หรือในสังคมที่เรียกตนเองว่าสังคมประชาธิปไตย แต่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เพียงแต่การไปออกเสียงเลือกตั้ง จะพิจารณาว่าพฤติกรรมการโวยวาย หรือการแสดงสิทธิ เสียงของประชาชน เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา น่ารำคาญ น่ารังเกียจ และบ่อนทำลาย ประชาชนควรประพฤติตนเป็นผู้ตามและเชื่อฟังผู้นำเท่านั้น สังคมประเภทนี้จะปิดกั้นการแสดงออกของประชาชน เกรงกลัวต่อการถูกโวยวายหรือการแสดงความต้องการของภาคพลเมือง แทนที่จะสร้างกลไกในการตอบสนองอย่างสร้างสรรค์ กลับเป็นการจำกัดสิทธิและช่องทางในการแสดงออก หรือจนกระทั่งเมินเฉยต่อความต้องการของประชาชน

ถ้าพฤติกรรมในการแสดงออกของพลเมืองถูกจำกัดให้อยู่เฉพาะส่วนที่ภาครัฐต้องการ และในทิศทางที่ถูกกำหนดมาแล้ว กลไกต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นมา(ไม่ว่าจะอ้างอย่างสวยหรูเพียงใด) ก็เป็นได้แต่เพียงภาพมายาเพื่อสร้างความชอบธรรม หาใช่กลไกเพื่อผลประโยชน์และตอบสนองความต้องการของสังคมอย่างแท้จริงไม่

ถ้าปราศจากเสียซึ่งกลไกในการตรวจสอบและคานอำนาจ ปราศจากเสียซึ่งกลไกในการแสดงออกของภาคประชาชน ปราศจากเสียซึ่งการตอบสนองอย่างสร้างสรรค์ของภาครัฐ กรณีคุณเดือนเพ็ญที่เกิดปัญหากับองค์กรภาคเอกชน จนต้องออกมาทุบรถประจาน อาจเกิดขึ้นกับภาคสาธารณะ ดังที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 6 ตุลาคม หรือ พฤษภาทมิฬ

หน้า 6