หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ผู้นำอย่างไรจึงจะบริหารธุรกิจได้ (1)

คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสาสนเทศ  โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6   วันที่ 25 ตุลาคม 2547  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3630 (2830)

บทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของธุรกิจ

ในทางเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ กิจการ บริษัท หรือผู้ผลิต/ผู้ขายเป็นหน่วยเศรษฐกิจหน่วยหนึ่ง นอกเหนือจากหน่วยเศรษฐกิจที่เป็นผู้บริโภค/ผู้ซื้อ และที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต (economic agents/actors)

โดยหน้าที่ทางเศรษฐกิจของธุรกิจคือการ ผสมผสานปัจจัยการผลิตอันประกอบด้วย ที่ดิน แรงงาน ทุน วัตถุดิบ และปัจจัยอื่นในการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อสนองความต้องการในการบริโภคโดยมีรายได้และกำไรเป็นผลตอบแทนจากการทำหน้าที่ทางเศรษฐกิจนี้

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีประเด็นทรรศนะในเรื่องหน้าที่ของธุรกิจซึ่งก็ยังคงอภิปรายถกเถียงกัน อยู่ไม่เพียงแต่ในหมู่คนที่เป็นนักวิชาการสาขาธุรกิจและผู้คนในภาคธุรกิจเท่านั้น แต่รวมทั้งผู้ คนภายนอกวงการด้วย เป็นต้นว่าหน้าที่อันแท้จริงของธุรกิจคืออะไร คือหน้าที่ในการผลิตสินค้า และบริการเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภค หรือหน้าที่ในการแสวงหากำไรสูงสุด (profit maximization)

หรือหน้าที่และจุดมุ่งหมายของธุรกิจอาจแตกต่างกันออกไป เพื่อความพยายามที่จะบรรลุถึงการตอบสนองต่อจุดมุ่งหมาย ของกลุ่มบุคคลต่างๆ ได้แก่ ผู้บริโภค ลูกจ้าง สังคม ผู้ถือหุ้น ผู้จัดการ

กิจการ ผู้ถือหุ้น และผู้จัดการ ถือเป็นกลุ่มคนเดียวกันและเหมือนกัน มีเป้าหมายอย่างเดียวกันคือการแสวงหากำไรสูงสุด

ผู้บริโภค อาจมีความปรารถนาให้ผู้ประกอบการธุรกิจได้พยายามลดต้นทุนการผลิตสินค้า และบริการเฉพาะบางอย่าง ให้ต่ำลงมากที่สุด และในทางเลือกอื่น ผู้บริโภคอาจสนใจให้ผู้ผลิตผลิตสินค้าบางอย่างเพิ่มขึ้น โดยให้รักษาต้นทุนการผลิตคงเดิม

สังคม ตัวอย่างสังคมในระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม จุดมุ่งหมายของผู้ผลิต จะเป็นการผลิตเพื่อใช้ มากกว่าจะเป็นการผลิตเพื่อแสวงหากำไร อย่างไรก็ตามแม้แต่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจเสรี ธุรกิจก็ถูกเรียกร้องให้เข้ามามีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น ในฐานะที่ธุรกิจถูกมองว่า เป็นกลุ่มคนในสังคมที่มีฐานะมั่งคั่งร่ำรวย ก็ควรจะได้ทำอะไรเป็นการจ่ายคืนแก่สังคมบ้าง หรือในฐานะที่เป็นผู้ก่อปัญหาอันเป็นผลพวงที่เกิดขึ้นตามมาจากการประกอบธุรกิจ และอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ได้ทำลายสิ่งแวดล้อมและทำให้ทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอลงไป

แรงงาน และผู้นำแรงงาน อาจมีความคิดเห็นและทรรศนะต่อผู้ประกอบการธุรกิจ หรือนายจ้าง ในความสนใจในเรื่องค่าจ้างและเงินเดือน ประโยชน์และผลตอบแทนอื่น การปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่ทำงาน โอกาสที่จะได้รับการศึกษาและการฝึกอบรมมากขึ้น ความมั่นคงในรายได้และงานอาชีพของตน

หรือกล่าวโดยสรุป บทบาทและหน้าที่ทางเศรษฐกิจของธุรกิจคือการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภค ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ในการทำหน้าที่นี้ธุรกิจต้องเกี่ยวข้อง และรับผิดชอบต่อกลุ่มบุคคลหลากหลายกลุ่ม ที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะ เป็นผู้บริโภค พนักงานลูกจ้าง สังคม รัฐบาล และผู้ถือหุ้น

ปัญหาก็คือ ธุรกิจจะสามารถสร้างและดำรงรักษาความสัมพันธ์อันดีและความเข้าใจร่วม กันกับกลุ่มบุคคลเหล่านี้ได้อย่างไร เพื่อการบรรลุเป้าหมายที่ต้องการของธุรกิจหรือบริษัทซึ่งอาจจะเป็นกำไร ยอดขายที่เพิ่มขึ้น ส่วนแบ่งตลาดการเจริญเติบโตต่อเนื่องกันไปของธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสังคม

สิ่งแวดล้อมธุรกิจ

ซึ่งระบบธุรกิจก็เปรียบได้เสมือนกับระบบของสิ่งมีชีวิต (living organism) ที่มีเกิด แก่ เจ็บ และตายเหมือนกับสิ่งมีชีวิตทั่วไป โดยความอยู่รอด ความสำเร็จ หรือความเจริญก้าวหน้าของธุรกิจ และในทางตรงกันข้ามไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัย ภายใน (internal factors) องค์กรธุรกิจเท่านั้น ตัวอย่างปัจจัยที่เรียกว่า 3 m คือ money, man และ management แต่ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก (external factors) หรือที่เรียกว่าเป็น "สิ่งแวดล้อมธุรกิจ" (business environment) อีกด้วย เป็นต้นว่าผู้บริโภค สังคม การเมือง ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กฎหมายและการควบคุมของรัฐบาล ปัจจัยหรือสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ

โดยปัจจัยหรือสิ่งแวดล้อมธุรกิจข้างต้น สามารถส่งผลทั้งในทางบวกและลบ หรือใน ทางที่ส่งเสริมสนับสนุน และเป็นอุปสรรคต่อการบริหาร และดำเนินงานของธุรกิจ ในความรู้สึกนึกคิดของธุรกิจการกำกับและควบคุมของรัฐบาล (government regulation and control) ดูเหมือนจะมีอิทธิพลมากที่สุด

ตัวอย่างในเรื่องการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ การควบคุมราคา การควบคุมเงินตราต่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีและอัตราดอกเบี้ย กฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ที่บังคับให้ต้องปฏิบัติกันเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

นอกจากนั้นแล้ว ปัจจัยหรือสภาพแวดล้อม ที่มีความหมายความสำคัญ หรือที่สามารถส่งผลทั้งในทางบวกและลบต่อการบริหาร และการดำเนินงานของธุรกิจได้มากอีกอย่างก็คือ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจของธุรกิจดังตัวอย่างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจของธุรกิจต่อไปนี้

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ตัวอย่างภาวะเศรษฐ กิจตกต่ำทั่วโลกที่เรียกว่า "great depression" ในปี 1930 และต่อมาในปี 1973-1974 ที่มีสาเหตุมาจากการเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันเพราะโอเปกลดการผลิตน้ำมันดิบลงอย่างรวดเร็วและอย่างมาก ทำให้ราคาน้ำมันสูงมากอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด ประเทศมากมายของโลก โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน ต้องเผชิญกับการสูงขึ้นของราคาน้ำมันอย่างมาก และการขาดแคลนน้ำมันอย่างสูงในเวลาเดียวกัน ซึ่งได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

ตัวอย่างต่ออุตสาหกรรมอเมริกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ เช่น บริษัท Chrysler ต้องจ่ายราคาแพง สำหรับการที่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์บริษัทรวดเร็วเพียงพอที่จะรับมือกับการพังลงอย่างรวดเร็ว ของสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ยอดขายรถยนต์อเมริกันคันใหญ่และหรูหราลดลงอย่างมาก เนื่องจากคนโยกย้ายการบริโภครถยนต์อเมริกันมาสู่รถยนต์ขนาดเล็กลงและประหยัดน้ำมัน

ภาวะเงินเฟ้อและเงินตึงตัว ตัวอย่างเงินเฟ้ออย่างรุนแรง คือ เงินเฟ้อในอัตราตัวเลข 2 หน่วยขึ้นไป เช่น 10% หรือมากกว่านั้นหรือเป็นร้อยๆ เปอร์เซ็นต์จะก่อให้เกิดผลในทางลบต่อธุรกิจ สังคม และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เพราะราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปที่สูงขึ้นอย่างมากย่อมหมายความว่าค่าของเงินหรืออำนาจซื้อของผู้ถือเงินจะลดลง ถ้าลดลงมากคนอาจจะไม่ยินดีที่จะถือเงินเอาไว้ แต่จะรีบใช้จ่ายเงินออกไปเพื่อซื้อสินค้า และบริการ มาเก็บเอาไว้แทนเกิดปรากฏ การณ์เงินจำนวนมากไล่ซื้อสินค้าจำนวนน้อย

เงินก็จะได้รับการยอมรับกันน้อยลง และน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากการลดลงของค่าเงิน ถ้าเงินไม่สามารถทำหน้าที่ของเงินที่ดี ในการเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเป็นหน่วยวัดค่า เป็นเครื่องสะสมค่า และเป็นมาตรฐานในการชำระหนี้ ต่อไป การใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายก็อาจจะลดลง เศรษฐกิจโดยรวมอาจพังลงได้และแน่นอนธุรกิจก็จะอยู่ต่อไปไม่ได้เช่นกัน

ความพยายามในการที่จะแก้ปัญหาเงินเฟ้อของรัฐบาลโดยการลดการใช้จ่าย หรือลดปริมาณเงินหมุนเวียน ที่มีมากเกินไปในเศรษฐกิจ อันเป็นสาเหตุให้เกิดเงินเฟ้อลง ทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นกระทบต่อการลงทุนของธุรกิจ ธุรกิจต้องพบกับความยากลำบากในการที่จะกู้เงินจากธนาคาร เพื่อใช้จ่ายในการลงทุนของตน และต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยที่สูงขึ้น นี่คือปรากฏการณ์ของการเกิดภาวะเงินตึงตัว การลงทุน การผลิต และการจ้างงานก็จะได้รับผลกระทบ

ปัญหาพลังงานและข้อจำกัดจากด้านอุปทาน เศรษฐกิจปัจจุบันนับตั้งแต่ปี 1970 เป็น ต้นมา ได้โยกย้ายจากเศรษฐกิจที่มีปัญหา หรือข้อจำกัดจากทางด้านอุปสงค์ (demand-constrained economy) มาสู่เศรษฐกิจที่มีปัญหาหรือข้อจำกัดจากด้านอุปทาน (supply-constrained economy) ด้านอุปทานของเศรษฐกิจคือด้านการผลิต ต้นทุนการผลิต และประสิทธิภาพการผลิต การเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันโลกครั้งแรกในปี 1973 และต่อมาก็ถูกอ้างว่าเป็นสาเหตุสำคัญ ของการสูงขึ้นของต้นทุนการผลิตในปัจจุบัน และอนาคต

นอกจากนั้นแล้วการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ และปัจจัยการผลิตอื่นๆ ที่ถูกทำให้หมดไป จึงเชื่อว่าการดำรงรักษาการเจริญเติบโต และพัฒนาเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอของประเทศ หรือแม้แต่ในระดับองค์กรธุรกิจ ต้องเป็นการขยายตัวเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ

และขึ้นอยู่กับปัจจัยประเภทที่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้โดยขีดความสามารถของมนุษย์ (man-made resources) ปัจจัยดังเช่นว่านี้ได้ แก่ความเจริญก้าว หน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การปรับ ปรุงและพัฒนาทักษะและความเชี่ยวชาญด้านการบริหาร การจัดการ การออกแบบ การจัดจำหน่ายและการตลาด

จากบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของธุรกิจ หรือบริษัท และด้วยสถานการณ์ปัญหา และสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจ ที่สามารถสร้างผลและผลกระทบทั้งในทางบวก และลบต่อธุรกิจและสภาพการณ์สิ่งแวดล้อมธุรกิจนับวันแต่จะมีความไม่แน่นอน ยาก และสลับซับซ้อนมากขึ้นทุกวันดังนำเสนอมาทั้งหมดข้างต้น

เพราะฉะนั้น การนำและการบริหารธุรกิจ หรือบริษัทขนาดใหญ่โดยเฉพาะที่เป็นบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ จึงถือกันว่าเป็นหนึ่งในงานที่สำคัญที่สุดของโลก และมันเป็นสิ่งที่ยากมากอยู่แล้ว และดูเหมือนจะยากมากขึ้นตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งผู้นำ เจ้านาย หรือประธานเจ้าหน้าที่บริหารหรือซีอีโอของบริษัทจะต้องเป็นอย่างไร จะต้องมีความเป็นผู้นำอย่างไร (corporate leadership) หรือบุคลิกภาพของผู้นำธุรกิจจะต้องเป็นอย่างไร เพื่อให้สามารถทำภารกิจและความรับผิดชอบของตนได้เป็นอย่างดี หรือเพื่อบรรลุเป้าประสงค์ที่กำหนดหรือที่พึงปรารถนาของบริษัท

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6


ผู้นำอย่างไรจึงจะบริหารธุรกิจได้ (2)

คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ  โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6  วันที่ 01 พฤศจิกายน 2547  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3632 (2832)

วิกฤตความเชื่อมั่นความเป็นผู้นำบริษัท

จากภารกิจและจุดมุ่งหมายของธุรกิจคือการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อสนองความต้อง การของผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งการทำหน้าที่นี้ของธุรกิจต้องเกี่ยวข้อง และรับผิดชอบต่อกลุ่มคนอันหลากหลาย และแตกต่างกันออกไป (ผู้บริโภค แรงงาน สังคม รัฐบาลและผู้ถือหุ้น) จึงมีปัญหาว่าธุรกิจจะสามารถสร้างและดำรงรักษาความสัมพันธ์อันดีและความเข้าใจร่วมกัน กับกลุ่มคนเหล่านี้ได้อย่างไร เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายของธุรกิจหรือบริษัทซึ่งอาจจะเป็นกำไร ยอดขายที่เพิ่มขึ้น ราคาหุ้นของกิจการที่สูงขึ้น ส่วนแบ่งตลาด การเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริษัทและความรับผิดชอบต่อสังคม

นอกจากนั้นแล้วความอยู่รอด ความสำเร็จหรือความเจริญก้าวหน้าของธุรกิจ และในทางตรงกันข้ามไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายใน (internal factors) องค์กรธุรกิจ ตัวอย่างปัจจัยที่เรียกว่า 3m คือ money, man และ management เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับสภาพการณ์ความเป็นไปอย่างไรของปัจจัยภายนอก (external factors) หรือที่เรียกว่าเป็น "สิ่งแวดล้อมธุรกิจ" (business environment) ที่สามารถส่งผลทั้งในทางบวกและลบต่อการบริหารและดำเนินงานของธุรกิจ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ได้แก่ ผู้บริโภค สังคม การเมือง ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กฎหมายและการควบคุมของรัฐ บาลและปัจจัยหรือสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ

เพราะฉะนั้นคนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งผู้นำ เจ้านาย หรือประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอของบริษัทจะต้องมีคุณภาพ (qualities) หรือลักษณะ (characteristics) อย่างไร จะต้องมีความเป็นผู้นำองค์กร (corporate leadership) อย่างไร หรือบุคลิกภาพ (character) ของผู้นำธุรกิจจะต้องเป็นอย่างไร เพื่อให้สามารถทำภารกิจ และความรับผิดชอบของตนได้เป็นอย่างดี หรือเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายที่กำหนดหรืออันพึงประสงค์ของบริษัท

การเกิดกรณีอื้อฉาวหรือกรณีอัปยศเมื่อไม่นานมานี้ที่เป็นข่าวดังไปทั่วโลกของการโกงโดยการตก แต่งบัญชีของบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ในอเมริกา คือบริษัท Enron, WorldCom, Tyco และบริษัทอื่นๆ ที่ได้เป็นสาเหตุสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง (ความเสียหายส่วนใหญ่อยู่ในอเมริกา) การพังลงของตลาดหุ้น/ การพังลงของราคาหุ้นขณะที่เงินค่าตอบแทนอัน สุรุ่ยสุร่ายที่จ่ายให้แก่พวกคนที่เป็นผู้นำ (leaders) หรือเจ้านาย (bosses) ของบริษัทใหญ่เหล่านี้ ที่ (นอกจากจะไม่ได้พังลงตามแล้วแต่ยัง) สูงขึ้น และคนจำนวนมากต้องสูญเสียงานของตนไป ใน อเมริกาตำแหน่งงานกว่า 3.2 ล้านตำแหน่งได้หายไปตั้งแต่ปี 2001 (แม้กำไรจะฟื้นตัว แต่การจ้างงานไม่เป็นเช่นนั้น)

สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านั้นสมรู้ร่วมคิดกันหันโลกมาเป็นปฏิปักษ์ต่อพวกเขาเหล่านั้น พวกเขาถูกพิจารณาว่าเป็นพวกที่เห็นแก่ตัวและเชื่อถือไม่ได้ ในทุกที่ในอเมริกาเจ้านายของบริษัทขนาดใหญ่ ได้รับความนับถือมากกว่าพนักงานขายรถมือสองเพียงเล็กน้อย (การสร้างความเชื่อถือที่หายไปให้กลับมาใหม่ไม่ใช่งานที่จะสร้างขึ้นมาได้ในเวลาอันสั้น)

นอกเหนือจากการเกิดกรณีอื้อฉาว/อัปยศของการโกงโดยการตกแต่งบัญชีของบริษัทขนาดใหญ่ และความเสียหายอันใหญ่หลวงที่ตามมาดังกล่าว บวกกับการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของบริษัทในเรื่องเป็นต้นว่า บ่อยครั้งที่บริษัทขนาดใหญ่ต้องดำเนินงานธุรกิจตนในหลายประเทศ หรือในหลากหลายตลาดสินค้าและการลงทุนร่วม การจ้างคนทำงานจากแหล่งภายนอกบริษัทและการทำงานร่วมกับพันธมิตรของบริษัทและความซับซ้อนที่ มากขึ้น ความก้าวหน้าของนวัตกรรมที่เร็วขึ้น เทคโนโลยีใหม่ที่ต้องประยุกต์มาใช้ที่เร็วขึ้น และวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ที่กลายมาสั้นลงเร็วขึ้น

สภาพการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นและต้องเผชิญเหล่านั้น ผู้นำธุรกิจ/ผู้นำบริษัทถูกเพ่งพิจารณา ถูกเพ่งเล็ง ถูกเรียกร้อง ถูกกดดันและ/หรือถูกคาดหวังอย่างสูง หรืออย่างไม่เคยเป็นมาก่อนจากกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม (ไม่ว่าจะโดยรัฐบาล กลุ่มผู้บริโภค สื่อมวลชนหรือตลาดเงิน) ให้มีความรับผิดชอบส่วนตัวมากขึ้นสำหรับการแสวงหาโชคลาภของบริษัท สะท้อนโดยมีกฎระเบียบที่สร้างขึ้นมาหรือมีการออกมาตรการใหม่ๆ กันออกมาเพื่อที่จะปรับปรุงธรรมาภิบาลของบริษัท (หรือโดยหลายรัฐบาลและหน่วยงานระหว่างประเทศได้ออกกฎมาบังคับใหม่ๆ ส่วนใหญ่ก็ด้วยจุดมุ่งหมาย เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า คณะกรรมการบริหารบริษัทจะจับตาดูอย่างใกล้ชิดในพฤติกรรม และความสามารถของผู้นำบริษัท และนอกจากนั้นสถาบันการศึกษามีการเปิดหลักสูตร เพื่อสอนในเรื่องจริยธรรมแก่นักธุรกิจเพื่อลดการโกง) นอกจากนั้นแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯก็มีการพินิจพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้น ในการแต่งตั้งผู้นำหรือเจ้านายของบริษัทใหญ่

สภาพการณ์ดังกล่าวที่เผชิญ ทำให้ผู้นำองค์กรธุรกิจรู้สึกว่าการทำงานของตนเองตกอยู่ในภาวะยากลำบากหนัก แรงกดดันที่ผู้คนรู้สึกต่อผู้นำบริษัทเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อดังที่มีผู้ชี้ออกมาว่า การเติบโตของรายได้ของบริษัทที่ลดลง 3% ราคาหุ้นของบริษัทอาจลดลงถึง 30% นอกจากนั้นมีการสำรวจที่ทำกันขึ้นในอเมริกาในปี 2002 พบว่า มีเพียง 23% ของชาวอเมริกันที่คิดว่าเจ้านายของบริษัทขนาดใหญ่สามารถที่จะเชื่อถือได้ และขณะที่เป็นที่น่าสังเกตว่า 75% เชื่อถือคนที่ดำเนินธุรกิจขนาดเล็ก

ความไม่เชื่อถือผู้นำบริษัทขนาดใหญ่จึงปรากฏให้เห็นชัดเจน มีเสียงเยาะเย้ยจากสาธารณชนมากมาย เกี่ยวกับความสามารถของผู้นำธุรกิจ ต่อการคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม (สาธารณชนอเมริกัน คิดว่าผู้นำบริษัทไม่ได้คิดถึงสิ่งนี้ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจรุ่งเรือง) หรือดังที่ประธานกรรมการของตลาดหลักทรัพย์ฯ อเมริกาพูดในที่ประชุมผู้นำขององค์กรธุรกิจว่า "ระบบไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ถ้าคนมากมายคิดว่าความเป็นผู้นำธุรกิจได้ล้มเหลวลง" เฉกเช่นเดียวกับคำพูดของ Jack Welch (อดีตซีอีโอชื่อดังของบริษัท GE) ที่ว่า "เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นในความเป็นผู้นำบริษัท"

แล้วดังนั้นผู้นำบริษัทสำคัญหรือไม่ ?

คนจำนวนเพียงไม่มากหรือเพียง 2-3 พันคนที่บริหารบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ (ที่เป็นบริษัทระดับโลก) สร้างผลกระทบได้ขนาดไหน

บริษัทขนาดใหญ่ถือเป็นสถาบันที่มีความสำคัญมากที่สุดระหว่างสถาบันอื่นๆ ในสังคม

ในช่วงทศวรรษ 1990 ผู้นำบริษัท (ขนาดใหญ่ในประเทศพัฒนาแล้วอย่างในสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปตะวันตก) ได้รับการสรรเสริญเยินยอและเชิดชูมาก อันเป็นสาเหตุให้เกิดความทระนงตนของพวกเขา (ซึ่งในปัจจุบันต้องกลับมาถ่อมตนลง)

จากคำพูดของซีอีโอของ Citicorp "สมัยก่อนอาจจะบอกว่าทุนสำคัญ ชื่อเสียงของธนาคาร (หรือบริษัท) สำคัญ แต่ตอนนี้มันเป็นคนที่อยู่ในตำแหน่งสูงสุดของบริษัทที่สำคัญ"

จากการสำรวจตัวอย่างที่ทำกันในอเมริกาเกี่ยวกับ "อิทธิพลของธุรกิจ" ในคำถามที่ว่ามีสัดส่วนเท่าไหร่ที่ชื่อเสียงทั้งหมดของบริษัทมาจากส่วน ซีอีโอ คำตอบที่ออกมาเป็น 40% (ในปี 1997) และจากการสำรวจเดียวกันในปี 2003 สัดส่วนนี้สูงขึ้นเป็น 50%

นอกจากนั้นแล้ว ในความพยายามที่จะค้นให้พบว่า "อะไรคือผลกระทบของผู้นำบริษัทที่มีต่อผลประกอบการของบริษัท" การศึกษาพบว่า ผู้จัดการธุรกิจอย่างเดียวกันที่บริหารบริษัทในทางที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดผลประกอบการที่แตกต่างกันมาก

มีอีกการศึกษาหนึ่งที่ไปไกลกว่านั้นที่ได้เฝ้ามองดูกลุ่มบริษัทหนึ่งยาวนานกว่า 20 ปี ซึ่งในช่วงเวลานั้นบริษัทที่ศึกษาโดยเฉลี่ยมีซีอีโอ 3 คน ความแตกต่างที่ผู้บริหารทำให้เกิดขึ้นผันแปรอย่างมากจากอุตสาหกรรมหนึ่งสู่อีกอุตสาหกรรมหนึ่ง ซึ่งพบว่าผลกระทบของผู้นำองค์กรอธิบายได้เป็น 41% ของกำไรของบริษัท (ธุรกิจประเภทโรงแรม) และต่ำสุดเป็น 4.6% ในอุตสาหกรรมกระดาษ

โดยเฉพาะผลกระทบของผู้นำต่อกำไรของบริษัท (หรือต่อผลประกอบการของบริษัท) พบว่าเป็น 14% และผลกระทบนี้มากขึ้นในอุตสาหกรรมที่อยู่ในช่วงขาลง (ล่าสุดของการศึกษาพบว่าผลกระทบของผู้นำต่อกำไรของบริษัทเพิ่มเป็น 19%)

และนัย (ที่ได้จากการค้นพบของการสำรวจนี้สำหรับคณะกรรมการบริหารบริษัท) ก็คือการตัดสินใจเลือกซีอีโอใหม่มีความสำคัญเท่ากับการตัดสินใจเปลี่ยนภาค (การดำเนินธุรกิจของบริษัทเลยทีเดียว) และเพราะฉะนั้นจึงมีความพยายามกันอย่างมากที่จะค้นให้พบหรือระบุออกมาให้ได้ว่า "อะไรที่ทำให้เป็นผู้นำธุรกิจหรือผู้นำบริษัทที่ดี/ที่สามารถ"

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6


ผู้นำอย่างไรจึงจะบริหารธุรกิจได้ (จบ)

คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ  โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว  ประชาชาติธุรกิจ   วันที่ 08 พฤศจิกายน 2547   ปีที่ 28 ฉบับที่ 3634 (2834)

รูปแบบความเป็นผู้นำที่สามารถ 

มีความพยายามกันอย่างมากที่จะค้นให้พบหรือระบุออกมาให้ได้ว่า อะไรที่ทำให้เป็นผู้นำธุรกิจ/ผู้นำบริษัทที่ดี/ที่สามารถ และผู้นำบริษัทเป็นมาแต่เกิดหรือสร้างกันขึ้นได้ ซึ่งคำตอบสำหรับคำถามดังกล่าวดูเหมือนจะมาจากทั้ง 2 ทาง (เพราะถ้าผู้นำเป็นเพียงคุณภาพที่ติดตัวมาแต่เกิดของคน เพราะฉะนั้น คงไม่มีที่สำหรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่จะพยายามสอนเรื่องพวกนี้ให้แก่พนักงานของตน แต่ความจริงมีตำรา และสถาบันทางธุรกิจ พยายามบรรจุหลักสูตรในเรื่องพวกนี้ เพื่อสอนในวิชาดั้งเดิมของธุรกิจ คือวิชาพฤติกรรมองค์กร)

และตามที่รู้และสังเกตการณ์มาโดยตลอดของ ผู้เขียนเองพบว่า สิ่งที่ผู้นำต้องมีเหมือนกันก็คือมีขีดความสามารถของมนุษย์ทุกอย่าง (human capacity) ไม่ว่าจะเป็นขีดความสามารถทางด้านจิตใจหรือ ขีดความสามารถทางภาวะอารมณ์ (emotional capacity) ขีดความสามารถทางด้านสติปัญญา (intellectual capacity) และมีขีดความสามารถทางด้านจิตวิญญาณ (spiritual capacity) ด้วยก็ยิ่งดี คือเป็นเรื่องสำนึกดีชั่ว บาปบุญหรือเรื่องศีลธรรม/ จริยธรรมของคนเป็นผู้นำ (ตัวอย่างบางคนมาทำธุรกิจเพื่อรับใช้พระผู้เป็นเจ้า หรือบางคนมาทำธุรกิจก็เพื่อต้องการความมั่งคั่งร่ำรวย)

"นักธุรกิจที่ดีนอกเหนือจากจะคิดถึงการตอบสนองความต้องการหรือจุดมุ่งหมายขององค์กรธุรกิจของตนเองแล้ว ก็ยังคิดถึงการที่จะตอบสนองความต้องการทั้งหมดของบุคคล ครอบครัว หรือชุมชนที่รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน"

นอกจากนั้นแล้วดังกล่าว กูรูทางด้านธุรกิจที่ได้ใส่ความพยายามอย่างมากมายที่จะค้นให้พบหรือระบุออกมาให้ได้ว่า อะไรทำให้เป็นผู้นำที่ดี ? หรืออะไรคือลักษณะที่พึงปรารถนาของผู้นำ ? หรืออะไรคือคุณภาพที่จำเป็นสำหรับการเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จ ?

หรือคนที่เป็นผู้นำต้องเป็นอย่างไรจึงจะทำบทบาทและความรับผิดชอบของตนได้ ?

หรือเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ ผู้นำตามสภาพการณ์ต้องการบุคลิกภาพอย่างไร ?

หรือสภาพการณ์ธุรกิจที่เป็นดังเช่นปัจจุบัน (ดังนำเสนอมาก่อนหน้านี้แล้ว) เพราะฉะนั้น จะต้องการผู้นำแบบไหน ? ผู้นำตามสภาพการณ์ปัญหาเป็นอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาได้ ?

คำตอบสำหรับคำถามดังข้างต้นเหล่านั้นที่มีการค้นพบหรือระบุกันออกมาก็คือ คนที่จะทำบทบาทและความรับผิดชอบของผู้นำได้ก็ต้องเป็นคนมีคุณภาพหรือลักษณะเป็นต้นว่าดังต่อไปนี้

- ทำให้คนเห็นคล้อยตามได้

- จูงใจคนได้

- ให้พลังดลบันดาลใจคนได้

-เคยมีประสบการณ์ทำมามากจึงมีความสามารถในการตัดสินใจเรื่องที่ยากๆ ได้

- มีวิสัยทัศน์

ซึ่งในเรื่องวิสัยทัศน์นี้ ไม่ใช่เป็นใครก็มีวิสัยทัศน์ได้ ถ้าไม่ใช่คนประเภทคิดไกลๆ คนที่ไม่เคยมองอะไรไว้ล่วงหน้าเป็นสิบๆ ปีจะมีตรงนี้ได้อย่างไร (ตัวอย่างคนไทยเรา/ผู้นำไทยเราคิดสั้นมาก คิดกันเป็นวันๆ อยู่กันไปเป็นวันๆ) และจากประสบการณ์ที่เคยทำผ่านมาทำให้เล็งเห็น (เล็งเห็นการณ์ไกล/ เล็งเห็นความจริง) และมั่นใจพอสมควรและมียุทธศาสตร์ทำให้ไปถึงที่มองเห็นได้

อย่างไรก็ตาม แม้ความเป็นผู้นำดังกล่าวที่อาจเป็นทั้งสิ่งที่ติดตัวคนมาแต่เกิด และเป็นพฤติกรรมที่สามารถเรียนรู้หรือสร้างกันขึ้นได้ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะก้าวสู่ตำแหน่งสูงสุดของบริษัทได้ เป็นเพียงบางคนเท่านั้น :

เพราะการนำบริษัทมหาชนขนาดใหญ่เป็นหนึ่งในงานที่สำคัญที่สุดของโลก

เพราะมันเป็นงานที่ยากมากอยู่แล้วและดูเหมือนจะยากมากขึ้นตลอดเวลา

บรรดาผู้คนที่ก้าวไปถึงตำแหน่งสูงสุดนั้นบ่อยครั้งที่ล้มเหลว

พวกเขาอยู่ในตำแหน่งในระยะเวลาที่สั้นลงและสั้นลง และมีการแข่งขันระหว่างพวกเขากันมากขึ้น

และมีการขาดแคลนอย่างร้ายกาจของคนที่ถูกคาดคิดว่ามีสิ่งที่ต้องใช้ในการทำงานให้สำเร็จตามที่ต้องการ

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว จึงมีคำถามตามมาว่าแล้วจะสร้างผู้นำกันได้อย่างไร จะต้องเริ่มต้นจากการสร้างตนเองให้เป็นคนน่านับถือและเป็นคนมีค่า (personal trust and worthiness) ตัวอย่างคือคนที่ทำในสิ่งที่พึงกระทำและละเว้นการกระทำในสิ่งที่ไม่พึงทำ ทำให้เป็นคนนับถือตนเองได้ (self respect)

แล้วจะสร้างตนเองให้เป็นคนน่านับถือและเป็นคนมีค่าได้อย่างไร

คนเราเกิดมาก็ต้องมีสิ่งที่ยึดหรือมีจุดมุ่งหมายของตนเอง (sense of value or purpose) สิ่งนี้เปรียบเสมือนศูนย์กลางของชีวิต (และค่าหรือสิ่งที่คนเรายึดในชีวิตจะเป็นอะไรก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อและความอยากของแต่ละคน และคนที่ยิ่งใหญ่ก็จะมีสิ่งที่ยึดที่สูงส่งกว่าคนธรรมดา)

เมื่อคนเรามีสิ่งที่ยึดเป็นอะไร ก็ตั้งใจที่จะประพฤติปฏิบัติตนตามค่าที่ยึดอย่างคงเส้นคงวา ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะอะไร (strong value) เมื่อได้ทำเช่นนี้มานานก็สามารถสร้างความนับถือตนเองได้และเป็นคนมีค่าและเป็นคนซื่อสัตย์

คนที่นับถือตนเองและเป็นคนมีค่าเมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับคนอื่นๆ เขาก็จะสามารถสร้างให้คนอื่นเชื่อถือและไว้วางใจได้ คนที่มีความเป็นตัวของตัวเองมาอยู่รวมกันจะมีความไว้วางใจในกันและกัน (interpersonal or mutual trust) เนื่องจากแต่ละคนมีความคงเส้นคงวาและมีกาย วาจาและใจตรงกัน (integrity) จึงสร้างความมั่นใจให้แก่กันและกันได้

หลังจากนั้นเมื่อคนเช่นนั้นต้องขึ้นเป็นผู้นำ เขาก็จะมีขีดความสามารถที่จะถ่ายทอด ฝึกสอน (lead and coach) หรือให้พลังความเป็นผู้นำ (empower) แก่คนอื่นๆ ตามที่มนุษย์พึงทำได้ ตามพื้นฐานคุณภาพมนุษย์ที่เป็นไปได้

ดังนั้น คนที่จะเป็นผู้นำจึงต้องสร้างตนเอง ฝึกฝนตนเองให้มีสิ่งดังกล่าวเหล่านั้น ต้องทำให้ผู้นำมีสำนึกในสิ่งเหล่านั้น ถ้ายังไม่มีก็ต้องทำให้มี ต้องสร้างผู้นำ ต้องสร้างความเป็นผู้นำกันอย่างนั้น จึงจะไปเพิ่มขีดความสามารถความเป็นผู้นำให้กับคนอื่นๆ ได้

เพราะฉะนั้นแล้ว สำหรับคนที่สามารถสร้างตนเองพัฒนาตนเองมาจนสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งงานที่สูงขึ้นและสูงขึ้นตามลำดับ จนมาถึงตำแหน่งผู้นำหรือผู้บริหารสูงสุดของบริษัท แล้วทำไมพวกเขาเหล่านั้นบ่อยครั้งจึงประสบความล้มเหลวหรืออยู่ในตำแหน่งในระยะเวลาที่สั้นลงและสั้นลง

ดังกล่าวเริ่มต้นก็เป็นคนดี (self-made man) ทำให้ลูกน้องและเพื่อนร่วมงานเชื่อถือและทำตาม พอจะก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ขึ้นไปสูงขึ้นตามลำดับก็ต้องเอาอะไรไปแลก (trade off) เพื่อจะได้สิ่งตามที่ต้องการ ตัวอย่างการยอมประนีประนอม จึงทำให้สูญเสียสิ่งที่ยึดของตนเองไป หลังจากนั้นเมื่อได้ตำแหน่งได้อำนาจตามความต้องการตามความปรารถนาแล้ว ก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนจากเดิม (other-made man) ตัวอย่างแล้วก็หาเหตุผลมา อธิบายถึงการกระทำของตนเองหรือการเปลี่ยน แปลงไปจากเดิมของตนเองว่า "โลกมันก็เป็นแบบนี้" หรือ "โลกเขาก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้น" (ทำให้สูญเสียความนับถือตนเอง ขายตนเอง เป็นคนไม่น่าเชื่อถือและเป็นคนไม่มีค่าดังเช่นเดิมอีกต่อไป)

อย่างไรก็ตาม มีตัวอย่างให้เห็นของรูปแบบความเป็นผู้นำที่สามารถที่จะบริหารธุรกิจได้หรือ "charisma" leadership (ตามที่ระบุออกมาโดยบรรดากูรูทางธุรกิจ) คือคนที่มีลักษณะหรือคุณภาพดังต่อไปนี้

1.เป็นห่วงเป็นใยในผู้อื่น ("c"oncern about other)

2.ไม่ใช่เพียงความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยในผู้อื่นเท่านั้น แต่ลงมือให้ความช่วยเหลือ ลงมือแก้ปัญหา หรือลงมือทำให้คนอื่นดีขึ้น ("h"elp)

3.ดำเนินการให้ความช่วยเหลือ แก้ปัญหาหรือดำเนินการทำให้คนอื่นดีขึ้น (take "a"ction)

4.ทำไปแล้วได้ผลคือ ผู้นำที่มีอำนาจก็ต้องใช้อำนาจในตำแหน่งเพื่อให้เกิดผล ("r"esults หรือ results oriented)

5.ทำอะไรก็มีผลต่อคนอื่นได้ ("i"nfluence)

6.ไวต่อความรู้สึกนึกคิดของคนอื่น ("s" ensitivity)

7.จูงใจคนได้ ("m"otivation) และ

8.ทำให้มนุษย์มั่นใจในค่าประโยชน์หรือผิดถูกว่าเป็นเรื่องแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ ("a" ffirmation) ซึ่งก็ได้ใช้ความพยายามกันไปอย่างมากจนทำให้สามารถค้นพบหรือระบุออกมาได้ว่า ผู้นำต้องมีลักษณะหรือคุณภาพอย่างนั้นจึงจะสามารถนำบริษัทได้ หรือจึงจะเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จ แต่จริงๆ แล้ว (ทำไม ?) จึงไม่มีคนที่มีลักษณะดังที่ต้องการเหล่านั้น

เพราะที่แท้จริงแล้ว ปรากฏว่าหรือหารู้ไม่ว่า คนที่จะมีลักษณะ หรือคุณภาพของผู้นำดังกล่าวหรือดังระบุกันออกมาต้องเป็นคนที่มีพระเจ้า (องค์เที่ยงแท้) เป็นผู้นำทางชีวิตหรือต้องเป็นคนของพระเจ้าหรือเป็นผู้นำที่พระเจ้าประทานมาให้/ส่งมาให้ (เพราะมนุษย์บาป มนุษย์จึงขาดตกบกพร่องมาก มนุษย์จึงช่วยตนเองไม่ได้ มนุษย์จึงยิ่งใหญ่ด้วยตนเองไม่ได้ ต้องมีพระเจ้าเป็นผู้นำทางชีวิต ไม่เกี่ยวกับศาสนา) เพราะฉะนั้น จึงไม่รู้สึกแปลกใจอะไรนักว่าทำไมโลก หรือมนุษยชาติในปัจจุบันจึงเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนผู้นำที่แท้/ ผู้นำที่ยิ่งใหญ่หรือผู้นำที่ดี/ที่สามารถอย่างร้ายกาจในทุกระดับและทุกประเภทองค์กร รวมทั้งองค์กรธุรกิจที่พูดถึงเป็นการเฉพาะในบทความนี้

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 8