หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
ความมั่นคงของมนุษย์ : (1) ยุทธศาสตร์ใหม่การพัฒนา

บทความพิเศษ โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สกว. มติชนรายสัปดาห์ หน้า 37  วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1262

จากความมั่นคงแห่งชาติสู่ความมั่นคงของมนุษย์ ; เรื่องของความหมาย

การแสวงหาความหมายที่ถูกต้องของความมั่นคงมนุษย์

ความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security) เป็นแนวคิดใหม่ กล่าวได้ว่าเพิ่งเสนอเป็นระเบียบวาระโลก ในรายงาน "การพัฒนามนุษย์ 1994" ของแผนงานพัฒนาองค์กรสหประชาชาติ (United Nations Development Program-UNDP) รายงานนี้ได้เสนอแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาที่ถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง (People Centered) ซึ่งส่งอิทธิพลในระดับหนึ่ง เช่น ในประเทศไทยก็ได้มีแผนพัฒนาที่ถือ "ประชาชนเป็นศูนย์กลาง" นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงความมั่นคงมนุษย์ในแง่ของเสรีภาพจากความหวาดกลัว (Freedom from Fear) และเสรีภาพจากความต้องการ (Freedom from Want) ซึ่งก็ยังใช้กันมากเมื่อพูดถึงความมั่นคงของมนุษย์

รายงานนี้จึงเป็นความพยายามครั้งใหญ่ที่จะให้คำจำกัดความของความมั่นคงเดิมที่มักหมายถึงความมั่นคงของชาติ อันประกอบด้วยรัฐและดินแดนมาเป็นความมั่นคงของประชาชน ซึ่งเป็นพื้นฐานของชาติ และจากความมั่นคงทางแสนยานุภาพสู่ความมั่นคงทางการพัฒนา

ในปี 1999 หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก รายงาน "การพัฒนามนุษย์ 1999" ของยูเอ็นดีพี ได้กล่าวถึงความมั่นคงของมนุษย์อีกครั้ง และรายงานชิ้นนี้ได้กล่าวถึงความมั่นคงของมนุษย์ในเชิงลบไว้ด้วย โดยชี้ว่า มนุษย์ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ได้เผชิญกับความไม่มั่นคงอะไรบ้างในกระบวนโลกาภิวัฒน์ ซึ่งได้จำแนกออกเป็น 7 ประการได้แก่

1) ความผันผวนทางการเงินและความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ 2) ความไม่มั่นคงทางอาชีพและรายได้ 3) ความไม่มั่นคงทางสุขภาพ 4) ความไม่มั่นคงทางวัฒนธรรม 5) ความไม่มั่นคงส่วนบุคคล เช่น การเผชิญกับอาชญากรรม การค้ายาเสพติดและการค้ามนุษย์ 6) ความไม่มั่นคงทางสิ่งแวดล้อม และ 7) ความไม่มั่นคงทางการเมืองและชุมชน ได้แก่ การเกิดความตึงเครียดทางสังคม เช่น

ในรูปของสงครามทั้งระหว่างประเทศและสงครามกลางเมือง อันก่อผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง และความเป็นปึกแผ่นของชุมชน

ที่น่าสังเกตก็คือ นี่เป็นรายงานทางการระดับโลกที่เชื่อมโยงความมั่นคงและความไม่มั่นคงของมนุษย์เข้ากับกระบวนโลกาภิวัตน์ และเรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนให้กระบวนการนี้มีโฉมหน้าเป็นมนุษย์ (Globalization with a Human Face) จึงกลายเป็นว่าเครื่องมือหรือกลไกแห่งการพัฒนาหรือการสร้างความเจริญ ได้ส่งผลวกกลับด้านหนึ่งในการสร้างความไม่มั่นคงแก่มนุษย์ขึ้น และกลายเป็นปัญหาที่เด่นชัดขึ้นทุกที

ในรายงาน "การพัฒนามนุษย์ 2000" ใช้ชื่อว่า "สิทธิมนุษยชนกับการพัฒนามนุษย์ - เพื่อเสรีภาพและความเป็นปึกแผ่น (Solidarity)" เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชน การพัฒนามนุษย์ และความมั่นคงของมนุษย์เข้าด้วยกัน โดยเห็นว่าสิทธิมนุษยชนและการพัฒนามนุษย์มีวิสัยทัศน์และจุดประสงค์ร่วมกันได้แก่การสร้างความมั่นคงแก่เสรีภาพ การกินดีอยู่ดี และศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคนทั่วโลก และจำแนกความมั่นคงทางเสรีภาพออกเป็น 7 ประการ ได้แก่

1) เสรีภาพจากการกีดกัน 2) เสรีภาพจากความต้องการ 3) เสรีภาพในการพัฒนาและการประจักษ์ในศักยภาพแห่งตน 4) เสรีภาพจากความหวาดกลัว เช่น ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของบุคคล 5) เสรีภาพจากความอยุติธรรมและการละเมิดการปกครองโดยกฎหมาย 6) เสรีภาพทางความคิด การพูดและการรวมกลุ่ม 7) เสรีภาพในการทำงานที่เหมาะสมไม่ถูกขูดรีด

บุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันเรื่องความมั่นคงมนุษย์ ได้แก่ ดร.มาห์บับ อุลฮัก (Mahbub ul-Haq) ผู้เคยดำรงตำแหน่งเป็น รัฐมนตรีกระทรวงการคลังในรัฐบาลอดีตประธานาธิบดี เซีย อุลฮัก แห่งปากีสถาน (แต่ไม่ได้เป็นญาติกัน)

ดร.อุลฮัก เป็นผู้อำนวยการของรายงานการพัฒนาโลก (Human Development Reports) ของยูเอ็นดีพี ตั้งแต่ปี 1990 ที่ขึ้นมาเผชิญหน้ากับรายงานการพัฒนาโลกของธนาคารโลก ซึ่งมักเน้นแต่ด้านกายภาพของการพัฒนา เช่น อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่รายงานการพัฒนาโลกของ ดร.ฮัก เน้นในเรื่องการพัฒนามนุษย์ และคิดสร้างดัชนีการพัฒนามนุษย์ขึ้น

ในปี 1999 เขาได้เขียนความเรียงชื่อ "สิทธิมนุษยชน, ความมั่นคง และการปกครอง" ได้เสนอการตีความหมายใหม่ของความมั่นคงว่า ควรหมายถึง

"ความมั่นคงของประชาชน ไม่ใช่เพียงดินแดน; ความมั่นคงของปัจเจกบุคคล ไม่เพียงแต่ประชาชาติ; ความมั่นคงโดยผ่านการพัฒนา ไม่ใช่ผ่านการทหาร; ความมั่นคงของมวลประชาชนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นในบ้าน ในที่ทำงาน ในท้องถนน ในชุมชน และในสิ่งแวดล้อม"

หลังจากเหตุการณ์วินาศกรรมเดือนกันยายน 2001 และการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐ เรื่องความมั่นคงของมนุษย์ก็ยิ่งซับซ้อนและมีความสำคัญมากขึ้น มีคำถามใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่นว่า ความมั่นคงแห่งชาติ จะอยู่เหนือสิทธิมนุษยชน ซึ่งถือเป็นอีกด้านหนึ่งของความมั่นคงของมนุษย์หรือไม่ และจะกำหนดความหมายของความมั่นคงมนุษย์ให้เป็นที่ยอมรับกันอย่างไร

นางซาดาโกะ โอกาตะ อดีตข้าหลวงใหญ่สหประชาชาติเพื่อผู้ลี้ภัย และประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยความมั่นคงมนุษย์ในองค์การสหประชาชาติ ได้กล่าวปราศรัยที่มหาวิทยาลัยบราวน์ของสหรัฐ ในปลายเดือนพฤษภาคม 2002 ในหัวข้อ "จากความมั่นคงของรัฐสู่ความมั่นคงมนุษย์"

โดยเริ่มต้นชี้ว่า ได้แสดงความเห็นด้วยที่สหรัฐจะเปิดทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองความมั่นคงของรัฐกับการปกป้องเสรีภาพและชีวิตของพลเมือง

นางโอกาตะ เห็นว่าการก่อการร้ายในโลกที่เป็นแบบโลกาภิวัฒน์นั้น ไม่อาจจะต่อสู้ได้โดยอาศัยแสนยานุภาพหรือการควบคุมของรัฐบาล และจากประสบการณ์ในฐานะเป็นข้าหลวงใหญ่สหประชาชาติเพื่อผู้ลี้ภัย นางเห็นว่าความมั่นคงของมนุษย์มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และน่าจะให้ความสนใจแก่บุคคล 3 กลุ่ม ได้แก่

1) ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความขัดแย้ง ผู้อพยพลี้ภัย ผู้ยากจนข้นแค้นและหิวโหยอมโรค 2) กลุ่มที่ถูกกีดกันจากสังคมทั้งทางเชื้อชาติ ความเชื่อและประเพณี 3) ความไม่เท่าเทียมกันของกลุ่มต่างๆ ในสังคมที่ดำรงอยู่ยาวนาน

จากการศึกษาภัยคุกคามต่อความมั่นคงมนุษย์ พบว่ามีหนทางปฏิบัติได้ 2 ทางคือ การคุ้มครอง (Protection) และการเสริมพลัง (Empowerment) โดยเฉพาะแก่ประชาชนฐานราก ซึ่งประชาชาติทั้งหลายควรจะได้ยึดมั่นในคำขวัญ "เสรีภาพจากความต้องการ" และ "เสรีภาพจากความหวาดกลัว" เพื่อที่ว่าจะได้สามารถแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากและความไม่มั่นคงมนุษย์ที่เพิ่มขึ้น

ในตอนท้าย นางโอกาตะ ได้สรุปบทเรียนที่สำคัญหลังกรณีวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 ว่า การเน้นเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ไม่ได้หมายถึงจะเข้ามาแทนที่ความมั่นคงแห่งชาติ ความมั่นคงแห่งชาติ ก็จำเป็นต้องเสริมให้เข้มแข็งขึ้น ความมั่นคงทั้งสองประการนั้นต้องการกันและกันและช่วยเสริมกัน

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ในยุคโลกาภิวัฒน์ ความมั่นคงของรัฐชาติรวมทั้งชาติมหาอำนาจ ยังคงมีความสำคัญสูง เมื่อความมั่นคงของรัฐถูกกระทบกระเทือน รัฐก็จะตอบโต้ป้องกัน ซึ่งมักไปละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือสร้างการกีดกันทางสังคม ดังเช่นเหตุการณ์หลังกรณีวินาศกรรมเดือนกันยายน สหรัฐได้มีปฏิบัติหลายประการ ที่ก่อผลด้านลบต่อสิทธิมนุษยชน

รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนใน 157 ประเทศ ฉบับล่าสุด ที่เผยแพร่ในเดือนพฤษภาคม 2004 ขององค์การนิรโทษกรรมสากล กล่าวโทษต่อสหรัฐโดยตรงว่า

"ระเบียบวาระความมั่นคงของโลกที่เสนอโดยสหรัฐนั้น เป็นความล้มละลายทางวิสัยทัศน์และทำลายหลักการ... การบูชายัญสิทธิมนุษยชนในนามของความมั่นคงภายใน การเมินต่อการใช้อำนาจอย่างผิดๆ ในต่างแดน และการใช้กำลังทหารโจมตีก่อนที่ใดและเมื่อใดก็ได้ตามใจนั้น ไม่ได้ทั้งเพิ่มความมั่นคงหรือประกันเสรีภาพ" (สำนักข่าวฝรั่งเศส 260504)

นโยบายและมาตรการในการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐมีส่วนสำคัญในการเพิ่มการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปทั่วโลก

อนึ่ง ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุวินาศกรรมเดือนกันยายน สหรัฐซึ่งเป็นอภิมหาอำนาจหนึ่งเดียว มีผลประโยชน์แห่งชาติแผ่คลุมไปทุกส่วนภูมิภาค ต้องการจัดระเบียบโลกใหม่ ที่คงสถานะและผลประโยชน์แห่งชาติตนไว้ จึงได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งตกเป็นเป้าการก่อการร้ายในปี 1999 กระทรวงกลาโหมสหรัฐได้จัดทำเอกสารสำคัญ ชี้ว่า

"อเมริกันจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการโจมตีของศัตรูบนแผ่นดินของเรา และแสนยานุภาพที่เหนือกว่าก็ไม่อาจปกป้องเราได้อย่างสมบูรณ์" (สำนักข่าวเอพี 160999)

ในเดือนมีนาคม 2001 สมาชิกสภาคองเกรส นายแมก ธอร์นเบอร์รี่ แห่งพรรครีพับลิกัน ได้นำเสนอร่างกฎหมายสำนักงานความมั่นคงภายใน (The National Homeland Security Act) ซึ่งรวมเอาหน่วยงานเดิมที่มีหน้าที่ด้านนี้เข้าด้วยกัน แล้วมาแบ่งการบริหารใหม่

ดังนั้น ภายใต้การเรียกร้องเรื่องสิทธิมนุษยชน สหรัฐก็เตรียมการเพื่อความมั่นคง และผลประโยชน์แห่งชาติของตนอย่างแข็งขัน


ความมั่นคงของมนุษย์ : (2) ยุทธศาสตร์ใหม่การพัฒนา

บทความพิเศษ  โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สกว.  มติชนสุดสัปดาห์  วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1263

1.1.2 ประเด็นที่ต้องทำความกระจ่าง

ในด้านการแสวงหาความหมายและสิ่งที่ใช้วัดนั้น จะเห็นว่ามีประเด็นสำคัญที่จะต้องอภิปรายให้กระจ่างหรือที่มีข้อตกลงร่วมกันระดับหนึ่งอยู่ 3 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ 1) ความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดความมั่นคงของมนุษย์และความคิดอื่นที่คล้ายกัน 2) ความหมายในเชิงปฏิบัติ และ 3) เครื่องมือชี้วัด ซึ่งได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการหลายครั้ง โดยกลุ่มแกนนำ ได้แก่

ก) คณะกรรมาธิการว่าด้วยความมั่นคงมนุษย์ ข) มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่มีสำนักและคณะกรรมการหลายชุด เช่น สำนักเคนเนดี โครงการความยุติธรรมโลก (Global Equity Initiative) โครงการว่าด้วยนโยบายมนุษยธรรมและการวิจัยความขัดแย้ง โครงการร่วมมือฮาร์วาร์ด-องค์การอนามัยโลก ว่าด้วยการวัด ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนี้ มีนักวิชาการเด่นหลายคนที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก ได้แก่ อมาตยา เสน ผู้ได้รางวัลโนเบลทางเศรษฐศาสตร์

ค) สำนักงานรายงานความมั่นคงมนุษย์ ยูเอ็นดีพี ง) เครือข่ายแคนาดาที่มหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบีย จ) กลุ่มศึกษารายงานการพัฒนามนุษย์โลก

1) ความมั่นคงมนุษย์กับความคิดอื่น

ความมั่นคงของมนุษย์เป็นแนวคิดใหม่ที่เพิ่งเสนอเป็นระเบียบวาระโลกไม่นาน ขณะที่มีแนวคิดอื่นที่คล้ายคลึงกันได้นำเสนอมาก่อนหน้าหรือใกล้กัน ดังนั้น เพื่อความกระจ่างจำต้องจัดความสัมพันธ์ระหว่างความคิดเหล่านี้ ว่าแตกต่างและเกื้อหนุนกันอย่างไร ซึ่งจะเป็นการเสริมพลังหรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่แนวคิดความมั่นคงมนุษย์ อาจจัดกลุ่มความคิดที่เกี่ยวเนื่องกันเป็น 3 กลุ่มได้แก่

ก) กลุ่มความคิดเรื่องความมั่นคงมนุษย์ สิทธิมนุษยชน และการพัฒนามนุษย์

มีการประชุมน่าสนใจ 2 ครั้ง ครั้งแรก เป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการที่เมือง ซาน โฮเซ ประเทศคอสตาริกา ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนกับความมั่นคงมนุษย์ ในเดือนธันวาคม 2001

ครั้งที่สอง เป็นการสัมมนาว่าด้วย "ความมั่นคงมนุษย์ สิทธิมนุษยชน และการพัฒนามนุษย์" ที่สำนักเคนเนดี มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard Kennedy School) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2002

ที่ประชุมทั้ง 2 ครั้ง ดูมีความเห็นพ้องกันว่า สิทธิมนุษยชนตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและคำประกาศอื่นทำนองเดียวกัน เช่นสิทธิสตรี สิทธิเด็กนั้นเป็นสิ่งพื้นฐานกว่า

นั่นคือ สิทธิมนุษยชนถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องประกันสิ่งพื้นฐาน ได้แก่ อาหาร สุขภาพ การศึกษา ที่อยู่อาศัย การคุ้มครองครอบครัว ประชาธิปไตย การมีส่วนร่วม การปกครองของกฎหมาย การป้องกันการค้าทาส การทรมาน การปฏิบัติและการลงโทษที่ผิดความเป็นมนุษย์

ส่วนความมั่นคงมนุษย์ ไม่ได้บังคับให้ต้องปฏิบัติมากเท่า การนำความมั่นคงมนุษย์มาอยู่ในบริบทของสิทธิมนุษยชน จึงเป็นการเรียกร้องให้มีการปฏิบัติมากขึ้น โดยทำให้เห็นว่าความมั่นคงของบุคคล ประเทศ และระหว่างประเทศ ต้องการการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

การพัฒนาต้องการความนับถือในสิทธิมนุษยชน สิทธิมนุษยชนช่วยแก้ไขความขัดแย้งและสร้างสันติภาพ ในขณะเดียวกันความมั่นคงมนุษย์ ก็ช่วยเสริมความเข้มแข็งแก่สิทธิมนุษยชนในหลายด้าน

เช่น ช่วยลดแรงกดดันที่มากเกินไปของรัฐต่อสิทธิต่างๆ โดยอ้างความมั่นคงแห่งชาติ รวมทั้งการละเมิดสิทธิทางเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมธรรมชาติและทางวัฒนธรรมของประชาชนโดยใช้ข้ออ้างการพัฒนาความเจริญ ความมั่นคงมนุษย์ ยังช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสิทธิมนุษยชนที่แตกต่างกัน

ส่วนการพัฒนามนุษย์ซึ่งมีแก่นแกนอยู่ที่ความยั่งยืนและการพึ่งตนเองได้ เป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือเป็นใจกลางในการสร้างความมั่นคงมนุษย์ เช่น การช่วยเหลือผู้อดอยากควรเกิดขึ้นเพื่อการสร้างให้ชุมชนนั้นสามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพื่อให้รอดตายไปเฉพาะหน้า

รวมความแล้ว การสร้างความมั่นคงมนุษย์ควรกระทำให้ร่วมไปกับเรื่องสิทธิมนุษยชน การพัฒนามนุษย์ และความมั่นคงแห่งชาติ

ข) กลุ่มความคิดเรื่องของการพัฒนา

มีนักวิชาการจำนวนหนึ่งเห็นว่าความคิดเรื่องการพัฒนานั้น ไม่อาจใช้ทำความเข้าใจความเป็นไปของโลกปัจจุบัน ที่มีความซับซ้อนและมีลักษณะเฉพาะของประเทศและภูมิภาคได้ ควรจะใช้แนวคิดใหม่ ได้แก่ การแปลงรูป (Transformation) ซึ่งเสนอว่า แนวคิดเรื่องการพัฒนานั้นสืบเนื่องจากความคิดแสงสว่างทางปัญญา (Enlightenment) ที่เชื่อในเรื่องความก้าวหน้า

การพัฒนาในแนวคิดตะวันตกหมายถึงการขยายตัวทั้งภายในและภายนอก การขยายตัวภายใน ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจ การแปรเป็นแบบอุตสาหกรรม การปฏิรูปการบริหาร รัฐบาลจากการเลือกตั้ง กล่าวอย่างสั้นๆ ก็คือ การพัฒนารัฐประชาชาติแบบทุนนิยมสมัยใหม่ การขยายตัวภายนอก ได้แก่ การที่ยุโรปยึดดินแดนทั่วโลกเป็นอาณานิคม โดยถือเป็นภารกิจของคนผิวขาว พร้อมกับการแพร่ค่านิยม สถาบันและเทคโนโลยีแบบตะวันตก

แนวคิดเรื่องการพัฒนาจึงเป็นการเดินตามรอยตะวันตก ซึ่งก็ไม่ตรงกับความเป็นจริงในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ที่มีการเชื่อมโยงสัมพันธ์กันมากขึ้น และมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน เช่น มีประเทศที่มีเศรษฐกิจก้าวหน้า ประเทศที่ยากจน ประเทศที่จะเป็นประเทศอุตสาหกรรม ประเทศที่ร่ำรวยจากน้ำมัน ประเทศที่อยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน

กลุ่มประเทศเหล่านี้ต่างมีลักษณะและปัญหาของตน ในยุคของโลกาภิวัตน์ที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว แต่ละประเทศต้องปรับตัว การใช้แนวคิดเรื่องการแปลงรูปทางสังคมจึงน่าจะเหมาะกว่า (ดู Stephen Castles, Development, Social Transformation and Globalization,2000)

อนึ่ง แนวคิดเรื่องการพัฒนา คล้ายกับว่ามีเป้าหมายหรือแบบอย่างแน่นอนอยู่ข้างหน้า แต่การแปลงรูปทางสังคมนั้น ไม่แน่นอนว่าสังคมจะแปลงรูปไปทางใด เรียกร้องให้มีการระดมความคิดสร้างสรรรค์เพื่อสร้างความพ้องหรือความสมานฉันท์ในการก้าวเดินไป

ค) กลุ่มความคิดเรื่องการเรียกร้องขั้นต่ำ

ผู้มีแนวคิดนี้ เช่น เจนิเฟอร์ ลีนิง และ แซม แอรี เสนอว่า ความมั่นคงมนุษย์เป็นแนวนโยบายขั้นต่ำสุดของการพัฒนามนุษย์ โดยการพัฒนามนุษย์ในทางอุดมคติจะยกระดับมนุษย์สู่ขั้นสูงสุด แต่ความมั่นคงมนุษย์เป็นความเรียกร้องขั้นต่ำสุดของการอยู่รอดและความต้องการทางจิตใจของมนุษย์

2) ความหมายเชิงปฏิบัติ

ก) การประชุม/การรวบรวมแนวคิด มีการประชุมที่มีการพิจารณาความหมายเชิงปฏิบัติ เกี่ยวกับความมั่นคงมนุษย์หลายครั้ง เช่น การสัมมนาที่สำนักรัฐศาสตร์เคนเนดี มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในเดือนพฤศจิกายน 2001 มีผู้เสนอความเห็นว่า แนวคิดความมั่นคงมนุษย์ไม่ใช่เรื่องของทางวิชาการเท่านั้น หากเป็นระเบียบวาระทางการเมือง รวมทั้งด้านจริยธรรมด้วย

บางคนเห็นว่าแนวคิดความมั่นคงมนุษย์เป็นการทำให้เรื่องของความมั่นคงกลายเป็นแบบมนุษย์ (Humanization of Security) ต่อต้านแนวคิดการทำโลกาภิวัตน์ให้เป็นแบบการทหาร (Militarization of Globalization)

และเห็นพ้องกันว่าจำเป็นจะต้องทำให้ประจักษ์ว่า ความคิดเรื่องความมั่นคงมนุษย์สามารถนำมาใช้ปฏิบัติได้

นอกจากนี้ มีผู้รวบรวมคำจำกัดความเกี่ยวกับความมั่นคงมนุษย์ว่ามีมากกว่า 25 ชิ้นในภาษาต่างๆ และได้แบ่งคำจำกัดความออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่

กลุ่มแรก เป็นการมองเชิงกว้างแบบองค์รวม ซึ่งเป็นการมองจากจุดของความขัดแย้งและการพัฒนา อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นการมองแบบแคบ มีอคติ เป็นลัทธิแทรกแซงเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian Interventionism) ซึ่งอาจใช้เป็นเครื่องมือในการแทรกแซงประเทศอื่น

ในการศึกษาครั้งนี้ ใช้การมองเชิงกว้างแบบองค์รวม

ข) กลุ่มคำจำกัดความ ในบางที่แบ่งการให้คำจำกัดความออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ก) กลุ่มองค์การสหประชาชาติ มีท่านเลขาธิการ นายโคฟี อันนัน และจากหน่วยงาน เช่น ยูเอ็นดีพี คณะกรรมาธิการข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัย และมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ ข) กลุ่มรัฐบาล มีที่สำคัญได้แก่ รัฐบาลแคนาดา และรัฐบาลญี่ปุ่นที่ให้ความสนใจเรื่องนี้สูง นอกจากนี้ ได้แก่เครือข่ายความมั่นคงมนุษย์ของ 13 ชาติ ค) กลุ่มนักวิชาการและองค์กรประชาชน ซึ่งมีการศึกษากว้างขวาง และมีการเน้นตามการเคลื่อนไหวของตน

ค) องค์ประกอบของคำจำกัดความ และจากการเปรียบเทียบและวิเคราะห์ ได้เสนอว่า คำจำกัดความความมั่นคงมนุษย์มีองค์ประกอบอยู่ 4 ส่วนได้แก่

(1) เป้าหมายอ้างอิง (Referent Object) นั่นคืออ้างอิงถึงใคร หรือเป้าหมายเพื่อใคร ซึ่ง ได้แก่

(ก) ปัจเจกชน เป็นที่สังเกตว่า คำจำกัดส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นขององค์การสหประชาชาติ รัฐบาลและนักวิชาการ เป้าหมายอ้างอิงอยู่ในกลุ่มนี้ (ข) ชุมชนมักเป็นจุดเน้นในคำจำกัดความขององค์กรประชาชนและนักวิชาการจำนวนหนึ่ง (ค) กลุ่มทางสังคม เช่น ประเทศกำลังพัฒนา และสังคม มีอ้างอิงถึงน้อย

(2) คุณค่าหลัก (Key Values) เป็นคุณค่าที่ผลักดันส่งเสริมให้เกิดความมั่นคงมนุษย์ ได้แก่ เสรีภาพ โดยเฉพาะเสรีภาพจากความกลัว และเสรีภาพจากความต้องการ ความมีศักดิ์ศรี สิทธิมนุษยชน การมีส่วนร่วม การอยู่ดีกินดี และการขจัดความไม่เท่าเทียมกัน

(3) ลักษณะพื้นฐานของภัยคุกคาม (Nature of Threats) ที่กระทบต่อผู้ตกเป็นเหยื่อหรือผู้เสี่ยงต่อการสูญเสียความมั่นคง ได้แก่ ความยากจน ความหิวโหย ความรุนแรง ความขัดแย้ง สงคราม การกดขี่ ความไม่เสมอภาคทั้งภายในและระหว่างประเทศ ภัยธรรมชาติ ความเสื่อมโทรมของธรรมชาติแวดล้อม โรคระบาด

(4) ตัวการแห่งความไม่มั่นคง (Agents of Insecurity) ได้แก่ รัฐและกลไกรัฐ เช่น ทหาร ตำรวจ กลุ่มทางสังคม (โดยเฉพาะที่มีอำนาจ) กลุ่มอาชญากรรมทั้งภายในและข้ามชาติ กลุ่มก่อการร้ายหรือกลุ่มกบฏ กระบวนโลกาภิวัตน์ สภาพสิ่งแวดล้อม และธรรมชาติ เมื่อได้ทราบองค์ประกอบของคำจำกัดความแล้วก็มีส่วนให้กำหนดคำจำกัดความได้ง่ายขึ้น

ง) ความหมายเชิงปฏิบัติของ ดร.ซาบินา อัลไคร์ สำหรับความหมายเชิงปฏิบัติของความมั่นคงมนุษย์ จะขอยกความคิดของ ดร.ซาบินา อัลไคร์ (Sabina Alkire) เป็นตัวอย่าง เนื่องจากได้พยายามศึกษาจากความหมายจำนวนมากที่มีผู้กล่าวไว้ และได้นำเสนอในการประชุมหลายแห่ง

อาจารย์ท่านนี้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจการพัฒนาโดยเฉพาะที่ให้ความสำคัญด้านการสร้างความสามารถ ได้รับอิทธิพลอย่างสูงจาก อมาตยา เสน เคยทำงานอยู่กับคณะกรรมาธิการว่าด้วยความมั่นคงมนุษย์ เป็นคณะวิจัยในโครงการความเป็นธรรมมนุษย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เคยทำงานวิจัยโครงการแก้ปัญหาความยากจนของธนาคารโลก จากตัวอย่างความหมายเชิงนี้ จะได้เห็นการต่อสู้ทางความคิดและการปฏิบัติเพื่อทำให้ความมั่นคงมนุษย์เป็นจริงขึ้น

ดร. อัลไคร์ ให้ความหมายเชิงปฏิบัติไว้ว่า "วัตถุประสงค์ของความมั่นคงมนุษย์ คือการป้องกันภัยต่อแกนชีพของมนุษย์ทุกคน จากภัยคุกคามที่ล่อแหลมและกว้างขวาง โดยต้องสอดคล้องกับความสมปรารถนาของมนุษย์ในระยะยาว"

จ) จุดยืนของคำจำกัดความ คำจำกัดความนี้มีจุดยืนอยู่ 5 ประการได้แก่ (1) รักษาจุดเน้นร่วมเรื่องความยากจนและความรุนแรง ไม่ใช่เลือกเอาอย่างหนึ่งอย่างใด (หรือการรักษาแนวคิดเรื่อง "เสรีภาพจากความต้องการ" และ "เสรีภาพจากความหวาดกลัว" ไว้ทั้งสองด้าน) (2) รักษาความหมายของ "ประชาชนเป็นศูนย์กลาง" ไว้

(3) รักษาความเป็นหลายมิติ (4) จำกัดความให้แคบลงสู่ "ภัยคุกคามที่รุนแรงและกว้างขวางที่กระทำต่อแกนกลางที่สำคัญและจำเป็นยิ่งของชีวิตประชาชน" (5) เสนอการกำหนดวัตถุประสงค์อย่างเป็นวัตถุวิสัย และเป็นบรรทัดฐาน ที่จะกำหนดและแปลงเป็นนโยบายและโครงการต่อไป

ฉ) คำศัพท์สำคัญที่ต้องอธิบายเพิ่มเติม ในคำจำกัดความดังกล่าวมีคำศัพท์สำคัญที่ต้องอธิบายเพิ่ม ได้แก่

(1) การป้องกันภัย (Safeguard) มีความหมาย 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการจัดหา (Provide) ซึ่งการจัดหาและส่งเสริมความมั่นคงมนุษย์มีกิจกรรมสำคัญดังนี้ ก.การชี้ (ภัยคุกคามที่ล่อแหลมและกว้างขวาง) ข.การป้องกัน (เพื่อว่าอันตรายจะได้ไม่เกิดขึ้น) ค.การบรรเทา (ทำให้อันตรายจากความเสี่ยงนั้นลดลง) ง.การปฏิบัติตอบ (เพื่อว่าเหยื่อหรือผู้ที่ตกอยู่ในความยากจนเรื้อรังสามารถอยู่รอดได้อย่างมีศักดิ์ศรีและรักษาชีวิตของตนไว้ได้)

ความหมายส่วนที่สองได้แก่การยอมรับนับถือความมั่นคงมนุษย์โดยกิจกรรมต่อไปนี้ การชี้ การป้องกัน การบรรเทาผลข้างเคียงที่สามารถคาดการณ์ได้ที่คุกคามความมั่นคงมนุษย์ ไม่ว่ามันจะเริ่มต้นมาอย่างไร

(2) แกนชีพ (Vital Core) เป็นการเจาะประเด็นความมั่นคงมนุษย์ให้แคบสู่เรื่องที่สำคัญและจำเป็นที่สุด เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้อย่างบังเกิดผล มีกิจกรรมที่ต้องทำ คือการทำสิ่งที่เป็นพื้นฐานแต่หลากมิติของชุดของสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพของมนุษย์บนพื้นฐานของการปฏิบัติอย่างมีเหตุผล การทอดข้ามระหว่างเสรีภาพจากความกลัวและเสรีภาพจากความต้องการ

แกนชีพนี้ไม่ใช่สิ่งตายตัว แต่ถูกกำหนดตามความเหมาะสม

(3) มนุษย์ทุกคน (All Human Lives) สร้างกิจกรรมที่ถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยเน้นทั้งด้านปัจเจกบุคคลและชุมชน การเป็นสากลและไม่กีดกัน การทำให้มนุษย์กลายเป็นจุดหมายปลายทางของการพัฒนา ไม่ใช่เพียงเครื่องมือ

(4) ภัยคุกคามที่ล่อแหลมและกว้างขวาง (Critical Pervasive Threats) มีข้อควรพิจารณาได้แก่ ภัยคุกคามอาจจะเป็นโดยตรง เช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือสงครามกลางเมือง หรือเป็นโดยอ้อม เช่น การลงทุนน้อยเกินไป หรือวิกฤติการเงิน ภัยคุกคามล่อแหลมกระทำต่อกิจกรรมและการปฏิบัติที่เป็นแกน ภัยคุกคามที่กว้างขวางเกิดขึ้นกระจัดกระจายเป็นวงกว้างหรือเกิดขึ้นบ่อย

(5) ความสมปรารถนาของมนุษย์ในระยะยาว (Long-term Human Fulfillment) ความมั่นคงมนุษย์ไม่เทียบเท่ากับความสมปรารถนาของมนุษย์ กระบวนการสร้างความมั่นคงมนุษย์ต้องสอดคล้องกับการพัฒนามนุษย์ โดยการสนับสนุนการมีส่วนร่วม เสรีภาพ ความเหมาะสมทางสถาบัน และความหลากหลาย

อนึ่ง เป็นที่สังเกตว่า คำจำกัดความของความมั่นคงมนุษย์ส่วนใหญ่เน้นภัยคุกคาม ผู้ตกเป็นเหยื่อ หรือตกในภาวะเสี่ยง ซึ่งสามารถนำไปใช้ปฏิบัติและวัดผลได้ ถ้าหากไม่ระมัดระวัง ก็มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นเรื่องสังคมสงเคราะห์รูปแบบใหม่ ที่มีวลีสวยงาม อย่างเช่น การยอมรับนับถือ ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มาเคลือบไว้

บางคนเห็นว่าคำจำกัดความดังกล่าวเป็นเชิงลบ ถึงแม้จะพูดถึงการเพิ่มอำนาจ (Empowerment) ซึ่งเป็นเรื่องจากล่างขึ้นบนไว้ด้วยก็ตามที เพราะว่าข้างล่างเป็นผู้ที่ได้รับการเสริมพลังจากข้างบน ดังนั้น ควรจะมีการมองความมั่นคงมนุษย์ในเชิงบวก เช่น การแปลงโฉมสังคม การจัดความสัมพันธ์ในสังคมใหม่ ซึ่งมักจะเป็นเรื่องยาก เพราะว่าอาจกระทบต่อสถานะเดิมของสังคม

ดังนั้น ดูจะเป็นว่าความมั่นคงของมนุษย์ด้านหลักนั้นเป็นระเบียบวาระทางการเมือง มากกว่าทางวิชาการ

 

หน้า 42


ความมั่นคงของมนุษย์ : (3) ยุทธศาสตร์ใหม่การพัฒนา

บทความพิเศษ  โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สกว.  มติชนสุดสัปดาห์  วันที่ 05 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1264

การวัด หรือเครื่องมือชี้วัด

ก) จะใช้เครื่องมืออะไร การวัดเป็นกระบวนการสำคัญทางวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง เพื่อที่จะบ่งชี้ขนาด ปริมาณและระดับของสิ่ง การวัดนั้นจำต้องมีเครื่องมือซึ่งต้องสร้างขึ้น เครื่องมือที่ใช้วัดวัตถุโดยพื้นฐานก็มี 2 อย่าง ได้แก่ ไม้เมตรและนาฬิกา แต่เมื่อการวัดละเอียดขึ้น การสร้างเครื่องมือวัดก็ซับซ้อนมากขึ้นตาม เช่น การวัดความเร็วของแสง

แต่การวัดทางสังคมยิ่งยากกว่านั้น เนื่องจากมีมิติที่ซับซ้อนกว่า โดยเฉพาะด้านจิตใจ มักมีการออกแบบเครื่องมือวัดหลากหลายกันไปตามจุดประสงค์ของผู้ศึกษาหรือให้ทุนศึกษา จะวัดความมั่นคงมนุษย์ได้อย่างไร ด้วยเครื่องมือชี้วัดอะไร นี่เป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่ง ซึ่งมักขึ้นอยู่กับคำจำกัดความ นโยบาย ยุทธศาสตร์ และมาตรการที่ใช้

ข) ผลจากการวัด การวัดนั้นมีผลได้ เพื่อการสร้างข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ เพื่อการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างนโยบาย การวัดยังใช้เพื่อประเมินผลการปฏิบัติ หรือใช้อ้างอิงเพื่อผลทางการเมืองและอื่นๆ

ค) จะวัดความมั่นคงมนุษย์อย่างไร มีผู้เสนอเครื่องมือชี้วัดนี้อย่างกว้างขวาง ในประเทศไทยก็มีการนำเสนอและเตรียมลงมือปฏิบัติ มีนักวิชาการบางคนเสนอตัวชี้วัดที่ใช้ได้กว้าง โดยยึดความยากจนเป็นแกน และวัดความมั่นคงมนุษย์จากจำนวนปีของชีวิตในอนาคตที่อยู่ห่างจากความยากจนทั่วไป (Generalized Poverty) ซึ่งต้องใช้ตัวชี้วัดหลายตัวและหลายมิติ มีเสียงวิจารณ์ว่าเป็นความปรารถนาที่สูงเกินไปทางวิชาการ

ที่น่าสนใจ ได้แก่ ความพยายามที่จะจัดทำ "รายงานความมั่นคงมนุษย์ประจำปี" ทำนองเดียวกับรายงานการพัฒนามนุษย์ของยูเอ็นดีพีที่รู้จักกันดี ริเริ่มโดยแผนงานว่าด้วยนโยบายมนุษยธรรมและการวิจัยความขัดแย้ง (Program of Humanitarian Policy and Conflict Research) แห่งมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด สหรัฐ โดยใช้ความรุนแรง (Violence) เป็นแกนกลาง ดัชนีชี้วัดที่สำคัญได้แก่

(ก) ความตาย (และการบาดเจ็บ) อันเกิดจากสงคราม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นอย่างโจ่งแจ้ง

(ข) ข้อมูลว่าด้วยความรุนแรงทางอาชญากรรม ซึ่งรวมทั้งอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การค้ามนุษย์ ค้าสิ่งเสพติด

(ค) ข้อมูลว่าด้วยความรุนแรงของการก่อการร้ายสากล

และ (ง) จำนวนผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ซึ่งปรากฏว่ามีการตอบรับเชิงบวกจากสถาบันการศึกษาขั้นสูงและการวิจัยในสหรัฐ บางมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ ได้สร้างเครื่องมือวัดผลกระทบทางสังคมทั้งหมดจากสงคราม

ในทางปฏิบัติ เครื่องมือชี้วัดความมั่นคงมนุษย์ น่าจะมีการออกแบบโดยการเน้นด้านใดด้านหนึ่ง เช่น เน้นเศรษฐกิจ ใช้ความยากจนเป็นแกน เน้นการเมืองใช้ความรุนแรงเป็นแกน เน้นสังคมใช้การศึกษาและคุณภาพชีวิตเป็นแกน เน้นโครงสร้าง เช่น โครงสร้างการเมืองการปกครอง โครงสร้างทางเศรษฐกิจ เน้นสิ่งแวดล้อม เช่น ความเสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อมและถิ่นที่อยู่ โรคภัย เช่น เอดส์

ทั้งนี้ โดยไม่ได้ละทิ้งความมั่นคงอื่นไป

หมายเหตุ : ความมั่นคงมนุษย์กับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์มนุษย์

จากการศึกษาในด้านความหมายข้างต้น นำเรามาสู่ประเด็นปัญหาที่ลึกซึ้งขึ้นและเป็นพื้นฐานว่า ประวัติศาสตร์มนุษย์เคลื่อนที่ไปในทิศทางใด อะไรคือจุดมุ่งหมายของประวัติศาสตร์ หรือประวัติศาสตร์รับใช้ใคร เราอาจไม่รู้สิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมด และก็คงมีทัศนะที่แตกต่างกันไปมาก

แต่จากเอกสารทางประวัติศาสตร์ พอกล่าวประมวลจุดมุ่งหมายหรือทิศทางของประวัติศาสตร์ออกเป็น 3 ช่วงด้วยกัน

ช่วงแรกในระยะเริ่มต้นประวัติศาสตร์หรือสมัยโบราณ ให้ความสำคัญแก่วงศ์ตระกูลที่เป็นผู้นำ เป็นประวัติศาสตร์แบบพงศาวดาร ความมั่นคงของสังคมอยู่ที่ความมั่นคงของผู้นำสูงสุด ประชาราษฎร์จะเป็นสุขต่อเมื่อกษัตริย์อันเป็นสมมติเทพเป็นสุข เป็นต้น

ช่วงที่สองเป็นประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ให้ความสำคัญแก่ประวัติพัฒนาการและความสัมพันธ์ของรัฐชาติ ความมั่นคงของสังคมอยู่ที่ความมั่นคงของรัฐชาติ ซึ่งมักประกอบด้วยดินแดนที่แน่นอน อำนาจอธิปไตย และผลประโยชน์ทางประชาชาติ ช่วงที่สองนี้ยาวมาจนถึงปัจจุบัน

ช่วงที่สามเป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ ในสมัยหลังสมัยใหม่หรือโลกาภิวัตน์ จากปัจจุบันสู่อนาคต มีการเสนอแนวคิด เช่น องค์กรเหนือรัฐ และอีกด้านหนึ่งเสนอเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ ผลจะออกมาอย่างไรไม่ชัดเจน

แต่มีการพูดกันมากขึ้นถึงเรื่องที่ประวัติศาสตร์จะคลี่คลายไปพร้อมกับการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์จนถึงขีดสุด

เรื่องของการเคลื่อนไหว

ความมั่นคงมนุษย์ไม่ใช่เรื่องของวิชาการเท่านั้น ที่สำคัญยังเป็นเรื่องของการเคลื่อนไหว เป็นระเบียบวาระทางการเมืองที่ถูกเสนอขึ้นจนกระทั่งกลายเป็นระเบียบวาระโลก เมื่อโลกทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว หรือกำลังพัฒนา เผชิญกับความไม่แน่นอน ถูกนานาภัยคุกคาม การเคลื่อนไหวที่มีลักษณะต่อเนื่องนี้มีมานาน บางคนกล่าวว่าอาจนับเริ่มแต่ตั้งหน่วยอาสาสมัครกาชาดในปี ค.ศ.1863 และการทำอนุสัญญาเจนีวาปี 1864 ที่กำหนดให้คู่สงครามต้องให้การดูแลแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ เชลยศึก และพลเมืองในยามสงคราม

การเคลื่อนไหวที่สำคัญอีกจุดหนึ่ง ได้แก่ การประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติในปี 1948 (พ.ศ.2491) แต่ช่วงที่น่าจะใช้เป็นแกนสำหรับเริ่มต้นน่าจะได้แก่ช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ที่จะใช้ย้อนหลังและเดินหน้าเพื่อให้เข้าใจ บริบทของโลก ที่แนวคิดความมั่นคงมนุษย์ได้เป็นที่ยอมรับและถกแถลงกันอย่างกว้างขวางในช่วงทศวรรษ 1990

การเคลื่อนไหวเหล่านี้ มีทั้งด้านสร้างความขัดแย้งรุนแรงและการสร้างสันติภาพ

โดยรวมแล้วมีแนวโน้มทำให้สถานการณ์โลกตกอยู่ในภาวะไม่แน่นอนและมีความไม่มั่นคงเพิ่มขึ้น มีประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่

ขบวนการในโลกที่สาม : การประชุมที่บันดุง

ก) สถานการณ์ทั่วไป ขบวนการเคลื่อนไหวในโลกที่สาม ต้องการความเป็นอิสระพ้นจากการครอบงำของมหาอำนาจ ซึ่งบางทีเรียกว่าลัทธิอาณานิคมแผนใหม่

การเคลื่อนไหวนี้สามารถสืบย้อนไปจนถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่มีการเคลื่อนไหว เพื่อปลดปล่อยประเทศออกจากการเป็นอาณานิคม

แต่เมื่อประเทศเหล่านี้ได้รับเอกราชมาแล้ว เกือบทั้งหมดพบว่าต้องตกอยู่ในความยุ่งยาก ความปั่นป่วน และเผชิญกับความคุกคามมากมาย ทั้งยังต้องแบกภาระในการสร้างชาติ ซึ่งมีปัญหาพื้นฐานที่จะต้องแก้อยู่ 2 ประการ ได้แก่

(1) การสร้างสถาบันตั้งแต่รัฐชาติลงมาเพื่อการพัฒนา รวมถึงการหาทุน และ (2) การแสวงหาทิศทางในการพัฒนา ท่ามกลางบรรยากาศของการต่อสู้กันอย่างดุเดือดระหว่างอุดมการณ์ทุนนิยมกับอุดมการสังคมนิยมในช่วงแห่งสงครามเย็น

ในห้วงเวลาแห่งการเกิดใหม่และความปั่นป่วนนี้ ประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งจำนวนมากเพิ่งหลุดจากการเป็นอาณานิคมหรือกึ่งอาณานิคม ได้พยายามผลักดันได้เกิดการสร้างกติกาในโลกคัดค้านลัทธิล่าอาณานิคม การละเมิดอธิปไตยของชาติอื่น ทั้งนี้ เพื่อความมั่นคงของชาติและประชาชนของตน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นความต้องการในการสร้างความมั่นคงมนุษย์ในทัศนะของประเทศโลกที่สาม

มีการเคลื่อนไหวที่ได้เป็นข่าวใหญ่ของโลกเมื่อเกือบ 50 ปีมาแล้ว ได้แก่ การประชุมผู้นำเอเชีย-แอฟริกาที่เมืองบันดุงประเทศอินโดนีเซีย (Afro-Asia Bandung Conference เดือนเมษายน ค.ศ.1955 หรือ พ.ศ.2498) มีคำประกาศเจตนารมณ์บันดุง ซึ่งก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ แก่ผู้นำการต่อสู้ นักวิชาการที่รักความเป็นธรรมต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้

เป็นเรื่องที่น่าแปลกที่เกิดความเชื่อขึ้นว่า แนวคิดเรื่องความมั่นคงมนุษย์นั้น มีจุดเริ่มต้นและได้รับการผลักดันจากประเทศตะวันตกที่เป็นเจ้าอาณานิคม แต่ข้อเท็จจริงดูเหมือนเป็นตรงกันข้าม กลุ่มประเทศที่ชูธงเรื่องความมั่นคงแห่งชาติและความมั่นคงของมนุษย์ ได้แก่ ประเทศกำลังพัฒนาที่ยากจนเพิ่งดิ้นหลุดจากแอกการปกครองที่ทารุณ

โจเซฟ มูรัมบี (Joseph Murumbi) ผู้นำขบวนการกู้เอกราชประเทศเคนยา ได้เขียนบทความในหนังสือพิมพ์ทริบูน (ลอนดอน) ชื่อ "สิทธิมนุษยชน : ขอให้เราทำให้เป็นจริง" มีความตอนหนึ่งว่า

"นโยบายของอังกฤษในรอบ 50 ปีที่ผ่านมาได้บีบบังคับให้ประชาชนในอาณานิคม จำต้องหันไปใช้วิธีการรุนแรงเพื่อต่อสู้เอาเสรีภาพความเป็นมนุษย์กลับคืนมา ประเทศไอร์แลนด์ มลายู เคนยา และปัจจุบันคือไซปรัสเป็นตัวอย่างของโศกนาฏกรรมนี้

และคนก็ไม่วายสงสัยว่าเมื่อใดชาวอังกฤษจึงจะเรียนรู้ความโง่เขลาจากการกดขี่และการปฏิเสธศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

การประชุมบันดุง ได้นำประชาชนเอเชียและแอฟริกามาร่วมกันเป็นครั้งแรก ถ้าหากประชาชนอังกฤษไม่มายืนเคียงข้างกับประชาชนเหล่านี้ในการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ประชาชนของสองทวีปใหญ่ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนสองในสามของโลกก็จะต้องพึ่งความพยายามของตนเองเพื่อให้ได้สิทธินี้มา"

ขณะที่นิตยสารนิวสวีกของสหรัฐฉบับวันที่ 1 มกราคม 1955 ได้กล่าวเตือนว่า กำลังมีความคิดที่จะรวมเอเชีย-แอฟริกาเข้าด้วยกันโดยพวกคอมมิวนิสต์เพื่อต่อต้านตะวันตก และต้องขัดขวางไม่ให้เกิดขึ้น (Gordon Cyrus Mwangi, Bandung Conference : The Quest for a Moral Resolution to the Color Question)

นิตยสาร Far Eastern Economic Review ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม 1995 ได้รายงานข่าวเชิงสำรวจ เกี่ยวกับกรณีก่อวินาศกรรมเครื่องบินของสายการบินแอร์อินเดียที่ชื่อ เจ้าหญิงแห่งแคชเมียร์ ถูกวางระเบิดตกกระแทกน้ำแตกออกเป็น 3 เสี่ยง

เครื่องบินลำนี้เดิมกำหนดว่านายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลแห่งสาธารณประชาชนจีนจะขึ้นเพื่อเข้าร่วมการประชุมที่บันดุง แต่ว่าไม่ได้ไป โดยว่ากันว่านายกโจวรู้ระแคะระคายถึงแผนการลอบสังหาร จึงปล่อยให้เจ้าหน้าที่ระดับรองเดินทางไป ส่วนตนเองเดินทางไปภายหลังจากที่เกิดการระเบิดแล้ว 4 วัน

จากการไต่สวนและติดตามเรื่องราว พบว่าน่าจะเป็นการร่วมมือกันระหว่างสายลับของกลุ่มก๊กมิ่นตั๋งและสายลับซีไอเอ โดยเจ้าหน้าที่ซีไอเอเป็นผู้มอบระเบิดเวลา MK-7 ที่ทำในสหรัฐ ให้แก่สายลับก๊กมินตั๋ง

บทความนี้จบลงที่ว่าเมื่อปรากฏในภายหลังว่า นายกรัฐมนตรี โจว เอิน ไหล เป็นบุคคลสำคัญในการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐ การลอบสังหารครั้งนี้ จึงกลายเป็นเรื่องชวนเยาะเย้ย

การประชุมบันดุงมีเจ้าภาพสำคัญ ได้แก่ นายกรัฐมนตรีของอินเดีย ปากีสถาน ซีลอน (ต่อมาเรียกศรีลังกา) พม่า ที่สำคัญคือประเทศอินโดนีเซียที่เป็นสถานที่ประชุม มีประเทศในเอเชียและแอฟริกาเข้าร่วม 29 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย มีผู้นำที่โดดเด่นได้แก่นายกรัฐมนตรีเนห์รูแห่งอินเดีย นายกฯ โจว เอิน ไหล แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน กวาเม เอ็นครูมา นายกรัฐมนตรีแห่งโกลด์ โคสต์ (ต่อมาเปลี่ยนเป็นประเทศกานา) นัสเซอร์ ประธานาธิบดีแห่งอียิปต์ และโฮจิมินห์ ผู้นำสูงสุดแห่งเวียดนาม

ข้อที่น่าสังเกตประการหนึ่ง ได้แก่ สัมพันธไมตรีอันดีระหว่างอินเดียกับจีน ซึ่งเป็นประเทศขนาดใหญ่ ผู้นำทั้งสองประเทศโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีเนห์รูแห่งอินเดีย เห็นว่า หากสร้างแกนอินเดีย-จีนขึ้นได้แล้ว ก็จะเป็นพลังในการต้านอิทธิพลภายนอก และทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปได้สะดวกขึ้น

ก่อนการประชุมที่บันดุง ในปี 1954 นายกรัฐมนตรี โจว เอิน ไหล แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ไปเยือนประเทศอินเดีย และได้ประกาศหลักเบญจศีล หรือหลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติหรือหลักวิเทศสัมพันธ์ 5 ประการ ได้แก่

(1) การเคารพบูรณภาพเหนือดินแดนและเอกราชของกันและกัน (2) การไม่แทรกแซงในกิจการภายในระหว่างกัน (3) การมีผลประโยชน์ร่วมและเท่าเทียมกัน (4) การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ (5) การไม่รุกรานกัน

ในการประชุมที่บันดุง นายกฯ เนห์รู ได้เชื้อเชิญจีนเข้าร่วม เป็นการเปิดตัวประเทศจีนบนเวทีโลกเป็นครั้งแรก

และยังเป็นการเปิดช่องทางของสัมพันธภาพจีน-แอฟริกาต่อเนื่องมา

หน้า 33


ความมั่นคงของมนุษย์ : (4) ยุทธศาสตร์ใหม่การพัฒนา

บทความพิเศษ  โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สกว.  มติชนสุดสัปดาห์  วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1265

ข) เนื้อหาหลักของการประชุมบันดุง

เนื้อหาหลักของการประชุมที่บันดุง กล่าวได้ว่ามีอยู่ 4 ประเด็น ได้แก่ (1) การต่อต้านลัทธิอาณานิคมและลัทธิเชื้อชาติ (2) ความร่วมมือระหว่างกัน (3) หลักสิทธิมนุษยชนและสิทธิอัตวินิจฉัย (Self Determination) (4) การสร้างสันติภาพ ซึ่งมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ การคัดค้านสงครามเย็น ในด้านต่อต้านลัทธิอาณานิคมนั้น มีการกล่าวเตือนว่า สิ่งนี้ยังไม่หมดไป และยังคุกคามความอยู่รอดและความพยายามในการพัฒนาประเทศโลกที่สามอยู่ ทั้งยังชี้ด้วยว่า ลัทธิอาณานิคมนั้นใกล้ชิดกับลัทธิเชื้อชาติ เป็นการปกครองของคนผิวขาวส่วนน้อยกระทำต่อประชาชนผิวสีทั่วโลก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีประเทศแอฟริกา

คำปราศรัยของประธานาธิบดีซูการ์โนในการเปิดประชุมตอนหนึ่งว่า "ลัทธิอาณานิคมยังมีเสื้อผ้าชุดใหม่ ในรูปของการควบคุมทางเศรษฐกิจ การควบคุมทางปัญญา และการควบคุมทางกายภาพโดยชุมชนเล็กที่เป็นคนต่างด้าวภายในประชาชาติ"

ในด้านความร่วมมือ นั้นเรียกร้องให้ประชาชนในโลกที่สามก้าวข้ามกำแพงต่างๆ เพื่อการร่วมมือทางเศรษฐกิจ (Economic Co-operation) การร่วมมือทางวัฒนธรรม ซึ่งอาจจะกระทำได้โดยการแลกเปลี่ยนความรู้ของประเทศตน การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนทางข่าวสาร

ในด้านหลักสิทธิมนุษยชนและสิทธิอัตวินิจฉัยของประชาชาติต่างๆ ยึดหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งในความหมายสำคัญคือไม่กดผู้อื่นเป็นประชาชนชั้นสอง และให้แต่ละประชาชาติมีสิทธิในการวินิจฉัยเรื่องต่างๆ ของตนเอง โดยปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก

ในด้านการสร้างสันติภาพ นั้นเป็นประเด็นใหญ่ เพราะว่าหากไม่มีสันติภาพก็ไม่อาจมีการพัฒนา อุปสรรคใหญ่ของสันติภาพก็คือสงครามเย็น ซึ่งริเริ่มโดยผู้นำของรัฐบาลอังกฤษ ที่ประดิษฐ์คำว่า "ม่านเหล็ก" ขึ้น เพื่อแบ่งแยกโลกออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งก็เป็นการแบ่งแยกประเทศโลกที่สามออกจากกัน ไม่ให้คบค้ากัน และแตกแยกไม่ร่วมมือกัน (นโยบายแบ่งโลกเพื่อปกครองนี้ยังถูกนำมาใช้ซ้ำอีกในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ที่ผู้นำสหรัฐกล่าวว่า ถ้าไม่อยู่ข้างสหรัฐก็ถือว่าอยู่ข้างฝ่ายก่อการร้าย)

มีนักเขียนและนักเคลื่อนไหวชาวอเมริกัน-แอฟริกันชื่อ ริชาร์ด ไรต์ ซึ่งลี้ภัยในฝรั่งเศส สนใจการประชุมที่บันดุงมาก และได้เข้าสังเกตการณ์อย่างละเอียด ต่อมาได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "ม่านผิวสี" (The Color Curtain) ให้ความสำคัญกับลัทธิเชื้อชาติ

อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุม มีการฝากความหวังไว้ที่ความสำนึกทางจริยธรรมของนักการเมือง โดยเฉพาะในตะวันตก คำปราศรัยของประธานาธิบดีซูการ์โนตอนหนึ่งว่า "เป็นไปได้ว่า ยิ่งกว่าช่วงใดของประวัติศาสตร์โลก สังคม รัฐบาล และรัฐบุรุษ จำเป็นต้องมีรากฐานทางศีลธรรมและจริยธรรมขั้นสูงสุด ในแง่ของการเมือง อะไรคือหลักทางศีลธรรมสูงสุด ? มันคือการถือทุกสิ่งทุกอย่างมีความสำคัญเป็นรองความอยู่ดีกินดีของมนุษยชาติ

แต่ในปัจจุบันเราอยู่ในสถานการณ์ที่ความอยู่ดีกินดีของมนุษยชาติไม่ได้มาก่อน ดูเหมือนว่าผู้ที่อยู่ในอำนาจระดับสูง คิดที่จะควบคุมโลกมากกว่า ถูกแล้ว เราอยู่ในโลกของความหวาดกลัว ชีวิตของผู้คนปัจจุบัน ถูกกัดกร่อนและทำให้ขมขื่นโดยความกลัว กลัวต่ออนาคต กลัวระเบิดไฮโดรเจน กลัวทางอุดมการณ์

บางทีความกลัวนี้จะเป็นอันตรายยิ่งกว่าสิ่งที่น่ากลัวนั้นเสียอีก เพราะว่าความกลัวจะผลักไสให้มนุษย์ประพฤติอย่างโง่เขลา ปฏิบัติอย่างสิ้นคิด และกระทำอย่างเสี่ยงอันตราย"

เจตนารมณ์บันดุง-หลักทศศีล เนื้อหาของรากฐานทางศีลธรรมและจริยธรรมดังกล่าว ได้สรุปไว้ในหลักการ 10 ประการหรือทศศีล ซึ่งถือได้ว่าเป็นเจตนารมณ์บันดุง (The Spirit of Bandung) ได้แก่ (1) เคารพในหลักมูลฐานของสิทธิมนุษยชน เพื่อจุดประสงค์และหลักการขององค์การสหประชาชาติ (2) เคารพในอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพเหนือดินแดนของทุกประชาชาติ

(3) รับรองความเท่าเทียมกันของทุกเชื้อชาติ และความเท่าเทียมกันของทุกประชาชาติ ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก (4) ละเว้นจากการเข้าไปยุ่มย่ามแทรกแซงในกิจการภายในของประเทศอื่น (5) เคารพในสิทธิป้องกันตัวของชาติใดทั้งโดยเอกเทศและร่วมกับชาติอื่น ทั้งนี้ โดยยึดถือกฎบัตรของสหประชาชาติ

(6) ก) ละเว้นจากการจัดสร้างกองกำลังรวมหมู่เพื่อผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจใด ข) นานาประเทศละเว้นจากการกดดันประเทศอื่น (7) ละเว้นจากการกระทำ หรือการคุกคามด้วยการใช้กำลัง ต่อบูรณภาพเหนือดินแดน หรือความเป็นเอกราชทางการเมืองของประเทศใด

(8) ยุติข้อพิพาทระหว่างประเทศอย่างสันติวิธี เช่น การเจรจา การปรองดอง การตัดสินทางอนุญาโตตุลาการ หรือทางกระบวนการกฎหมาย หรือตกลงอย่างสันติวิธีตามที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเลือก ทั้งนี้ เป็นไปตามกฎบัตรขององค์การสหประชาชาติ (9) ส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกันและความร่วมมือ (10) เคารพต่อความยุติธรรมและข้อผูกพันทางสากล

ในที่ประชุมนี้ยังมีการเสนอแนวคิด "รวมอิสลาม" (Pan-Islam) ซึ่งรวมรัฐอิสลามต่างๆ ที่โดยพื้นฐานเป็นแบบสังคมนิยมและสากลนิยมเข้ามาด้วยกัน นอกจากนี้มีการเสนอ "ลัทธิรวมอาหรับ" (Pan-Arabism) และลัทธิรวมแอฟริกา (Pan-Africanism) อีกด้วย

ค) เหตุการณ์อันไม่พึงปรารถนา

เนื่องจากเหตุปัจจัยหลายประการ ได้แก่ ความรุนแรงของสงครามเย็น การแทรกแซงจากประเทศมหาอำนาจ ความอ่อนแอของรัฐบาลในประเทศโลกที่สาม ทำให้หลัก 10 ประการนี้ไม่บังเกิดผล มีเหตุการณ์ที่ไม่น่าปรารถนาเกิดขึ้นในหลายประเทศที่เข้าร่วมประชุม ซึ่งมีทั้งหมด 29 ประเทศด้วยกัน

เช่น เกิดการปะทะที่ชายแดนอินเดีย-จีนปี 1959 มีการเผชิญหน้าระหว่างอินโดนีเซียเจ้าภาพกับมาเลเซีย เกิดการก่อรัฐประหารในอินโดนีเซีย ซึ่งกล่าวกันว่าซีไอเออยู่เบื้องหลัง เกิดการก่อรัฐประหารในกานา จนประธานาธิบดีต้องลี้ภัยไปเสียชีวิตในต่างแดน

เวียดนามถูกสหรัฐเข้าแทรกแซง สงครามอินโดจีนแผ่เข้าไปยังลาว และกัมพูชา

ประเทศไทยถูกดึงเข้าเป็นฐานทัพของสหรัฐ เช่นเดียวกับ ฟิลิปปินส์ ประเทศอินโดนีเซีย เป็นต้น ซึ่งต่อมาได้รวมกันตั้งเป็นกลุ่มซีโต (SEATO) โดยการสนับสนุนของสหรัฐ และสังกัดโลกเสรี ประเทศในแอฟริกา เช่น อียิปต์ ได้แปรไปเข้าข้างสหรัฐ

ผู้นำที่ต่อต้านลัทธิอาณานิคมอย่างหนักของแอฟริกาและตะวันออกกลางเกือบทั้งหมด ยกเว้นประธานาธิบดีนัสเซอร์ถูกโค่นจากอำนาจก่อนปี 1966

ง) การสืบทอดเจตนารมณ์บันดุง

การเกิดขึ้นของกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด หรือ Non-Alignment Movement - NAM ในปี 1961 ปัจจุบันมีสมาชิก 115 ประเทศ ถือว่าเป็นการสืบทอดเจตนารมณ์บันดุงที่สำคัญ ในปี 2002 (พ.ศ.2545) มีการจัดการสัมมนาและประชุมเชิงปฏิบัติการ ว่าด้วย "เอเชีย แอฟริกาหลังโลกาภิวัตน์ : เจตนารมณ์บันดุงและระเบียบโลกใหม่" ที่อินโดนีเซีย ผู้ร่วมประชุมมีองค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันศาสนา ปัญญาชน พรรคการเมือง

ที่ประชุมได้ปรึกษาหารือประเด็นใหญ่ 2 เรื่อง ได้แก่ (1) ยังจะมีหนทางเลือกอื่นในการเสริมพลังแก่เจตนารมณ์ของประชาชนในการเผชิญกับโลกาภิวัตน์หรือไม่ (2) ประชาชนในเอเชียและแอฟริกา จะยังคงมีสิ่งที่เรียกว่าวิสัยทัศน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ นอกเหนือจากสัญญาฝันโดยตลาดเสรีและโลกาภิวัตน์หรือไม่

และนอกจากนี้ คิดกันว่าจะเฉลิมฉลองการครบรอบ 50 ปีของการประชุมนี้ในปี 2005 อย่างไร เพื่อให้มีความหมายต่อประชาชนส่วนใหญ่ของโลกที่อยู่ในความยากจน

ที่ประชุมยังได้มีการสรุปเจตนารมณ์แห่งอนาคตร่วมกันของเอเชียและแอฟริกาว่า "จุดประสงค์สูงสุดของมนุษย์ ได้แก่ การปลดปล่อยพันธะแห่งความกลัว พันธะแห่งการกดขี่มนุษย์ พันธะแห่งความยากจน การปลดปล่อยมนุษย์จากพันธะทางกาย จิต และปัญญา

ซึ่งเป็นเวลานานแล้ว ได้สร้างความชะงักงันแก่การพัฒนาของมนุษยชาติส่วนใหญ่"

2) ขบวนการเคลื่อนไหวในละตินอเมริกา

ในภูมิภาคละตินอเมริกา ซึ่งผ่านสงครามปลดปล่อยและดินแดนส่วนใหญ่ได้รับเอกราชตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 ต้องประสบปัญหาความขัดแย้งภายใน ได้แก่ การถือครองที่ดินและการต่อสู้ของชนพื้นเมือง เป็นต้น และการแทรกแซงจากภายนอก เช่น สหรัฐ การต่อสู้อาจแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

ก) การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธเพื่อปลดปล่อยประเทศจากการปกครองของรัฐบาลที่หนุนหลังโดยสหรัฐ กรณีตัวอย่างได้แก่คิวบา (ค.ศ.1959 หรือ พ.ศ.2502) และได้หันเป็นพันธมิตรกับสหภาพโซเวียต มีนโยบายแบบสังคมนิคม ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สหรัฐเข้ามาแทรกแซงในภูมิภาคนี้ใกล้ชิดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด "คิวบา 2" ขึ้นในภูมิภาคนี้อีก

ประเทศคิวบาปัจจุบันมักถูกกล่าวหาว่าปกครองแบบเผด็จการ แต่ก็เป็นที่ยอมรับว่าที่คิวบาผู้คนได้รับการศึกษาทั่วถึง มีสุขภาพดี ไม่มีคนยากจนนอนข้างถนนเหมือนกับประเทศอื่นในภูมิภาคนี้

คำปราศรัยของ ปธน.คาสโตร พิจารณาจากคำปราศรัยของประธานาธิบดีคาสโตรแห่งคิวบา จะสามารถเห็นทัศนะที่ต่างกันเกี่ยวกับความมั่นคงมนุษย์และสิทธิมนุษยชน ระหว่างผู้นำประเทศกำลังพัฒนา กับประเทศพัฒนาแล้วได้ คำปราศรัยแรก กระทำที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 17 มกราคม ปี 1959 ต่อคนงานที่มาชุมนุมกันสนับสนุนรัฐบาลปฏิวัติ

"...ที่นี่เรากำลังถกแถลงเรื่องอธิปไตยของชาติ สิทธิของประชาชนคิวบาในการกำหนดชะตากรรมตนเอง ดังนี้ เพื่อที่จะแสดงให้ทั้งโลกได้เห็นเจตจำนงของประชาชนคิวบา ความมุ่งมั่นในการก้าวเดินต่อไป และการปฏิญาณอย่างปราศจากข้อแม้ ที่จะพิทักษ์การปฏิวัติของเราเบื้องหน้าศัตรู เราจะจัดการชุมนุมที่ใหญ่ที่สุด"

คำปราศรัยอีกวาระหนึ่ง กระทำที่จัตุรัสปฏิวัติ ต่อหน้าประชาชนคิวบาจำนวนล้าน ในวันกรรมกร 1 พฤษภาคม 2003 "...คิวบาเป็นดินแดนแห่งแรกในภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริบเบียน ที่เป็นอิสระจากนักจักรวรรดินิยม...

ในปีแรกของรัฐบาลปฏิวัติ ท่ามกลางการปิดล้อมและสงครามทางเศรษฐกิจ คิวบาสามารถขจัดภาวะไม่รู้หนังสือลงไป ซึ่งไม่สามารถทำในประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ในระยะ 40 ปี รวมทั้งสหรัฐเอง...

ปัจจุบันชาวคิวบาได้รับการศึกษาอย่างน้อยที่สุดระดับมัธยมต้น...มีโรงเรียนที่สอนทางด้านศิลปะกระจายทั่วประเทศ ซึ่งมีนักศึกษากว่า 2 หมื่นคน...อัตราการเสียชีวิตของทารกลดจาก 60 ต่ออัตราเกิด 1,000 เหลือระหว่างร้อยละ 6-6.5 ซึ่งต่ำที่สุดในภูมิภาคนี้...

อายุขัยชาวคิวบาเพิ่มขึ้น 15 ปี โรคติดเชื้ออย่างเช่นโปลิโอ มาลาเรีย...ได้ถูกขจัดไป...ปัจจุบันคิวบามีอัตราจำนวนแพทย์ต่อหัวสูงสุดในโลก...ระบบประกันสังคมครอบคลุมพลเมืองร้อยละร้อย

ในคิวบา ประชาชนร้อยละ 85 มีบ้านเป็นของตนเอง และไม่ต้องเสียภาษีทรัพย์สิน จำนวนร้อยละ 15 ที่เหลือซึ่งต้องจ่ายค่าเช่าไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ การเสพยาเสพติดมีอัตราน้อยมาก และถูกขจัดอย่างเอาจริงเอาจัง

ล็อตเตอรี่และการพนันรูปแบบอื่น ถูกห้ามตั้งแต่ปีแรกของการปฏิวัติ เพื่อที่จะได้ประกันว่าจะไม่มีผู้ใดวาดความก้าวหน้าจากการพึ่งโชคชะตา ไม่มีการโฆษณาสินค้าในโทรทัศน์ วิทยุและสื่อสิ่งพิมพ์ในคิวบา แต่จะมีรายการเกี่ยวกับบริการสาธารณะทั้งด้านสุขภาพ การศึกษา วัฒนธรรม พลศึกษา การกีฬา การบันเทิง การป้องกันสิ่งแวดล้อม และการต่อสู้กับยาเสพติด อุบัติภัยและปัญหาสังคมอื่น"

ข) การต่อสู้ทางเศรษฐกิจเพื่อให้พ้นจากการครอบงำจากประเทศศูนย์กลาง บุคคลสำคัญ เช่น ดร.ราอุล เพรบิสช์ (Raul Prebisch) ผู้เสนอทฤษฎีความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา หรือทฤษฎีพึ่งพา (Dependent Theory) โดยประเทศชายขอบขึ้นอยู่กับศูนย์กลาง ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถตัดสินใจอย่างเป็นตัวของตัวเอง ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจที่ประเทศศูนย์กลางเช่นสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจ นโยบายการเมืองในประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เขาเรียกร้องให้แก้ไขช่องว่างทางการค้า (Trade Gap)

ทั้งนี้ โดยชี้ว่า ประเทศกำลังพัฒนาจำต้องมีการส่งออกมากเพื่อที่จะให้มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง แต่ในทางปฏิบัติประเทศกำลังพัฒนากลับส่งออกได้น้อยและนำเข้ามาก หนี้ของประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มสูงขึ้น

ดร.เพรบิสช์ เสนอให้ประเทศพัฒนาแล้ว ให้สิทธิพิเศษในการอนุเคราะห์การส่งออกแก่ประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นการอนุเคราะห์แก่ประเทศกำลังพัฒนาทั่วไป (Generalized Preference) ซึ่งได้ผลทางปฏิบัติระดับหนึ่ง แต่ก็มักถูกใช้เพราะผลประโยชน์ของประเทศพัฒนาแล้วเอง

เขายังได้สนับสนุนยุทธศาสตร์การผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า (Import Substitute Strategy - ISS) ซึ่งได้ผลอยู่ระดับหนึ่งประมาณ 20 ปี หลังจากปฏิบัติทั้งในละตินอเมริกา ตะวันออกกลางและแอฟริกาตอนเหนือ หรือแม้แต่ตอนใต้ทะเลทรายสะฮารา แต่เมื่อเผชิญกับวิกฤตโลกใหญ่ในช่วงกลางทศวรรษ 1970 บางประเทศรับมือได้ แต่จำนวนมากเศรษฐกิจฟุบ พร้อมกับหนี้สินจำนวนมาก

กล่าวโดยรวม ทฤษฎีพึ่งพาของ ดร.เพรบิสช์ ต้องการจะสร้างรัฐทุนนิยมที่เป็นอิสระซึ่งดูเหมือนเป็นไปได้ยาก และยังมีทฤษฎีพึ่งพาที่เสนอโดยนักวิชาการอื่นที่มีลักษณะสู้รบกว่า

อนึ่ง การเคลื่อนไหวของ ดร.เพรบิสช์ ยังช่วยผลักดันให้มีการจัดตั้ง องค์การอังก์ถัด (United Nations Conference on Trade and Development - UNCTAD) ที่กล่าวกันว่าเป็นองค์การระดับโลกเพื่อการค้าและการพัฒนาที่เอียงข้างเข้าหาประเทศกำลังพัฒนา และสนับสนุนการตั้งกลุ่ม 77 (ค.ศ.1964 ปัจจุบันมีสมาชิก 132 ประเทศ) ซึ่งได้รวมกันเพื่อการต่อรองทางเศรษฐกิจ

ท้ายสุดเป็นการต่อรองในการประชุมระดับรัฐมนตรีที่เมืองแคนคูน

หน้า 38


ความมั่นคงของมนุษย์ : (5) ยุทธศาสตร์ใหม่การพัฒนา

บทความพิเศษ  โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สกว.  มติชนสุดสัปดาห์  วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1266

ความเคลื่อนไหวสำคัญในช่วงทศวรรษ 1970

มีการเคลื่อนไหวของประเทศกำลังพัฒนาที่สำคัญอะไรบ้าง เพื่อดิ้นรนจากการเป็นเมืองขึ้นหรือเมืองพึ่ง ในอันที่จะกำหนดชะตากรรมของตนเอง การเคลื่อนไหวที่สำคัญ ได้แก่

ก) การใช้น้ำมันเป็นอาวุธของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันหรือโอเปค กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ โอเปก (The Organization of Petroleum Exporting Countries - OPEC) ตั้งขึ้นเมื่อปี 1960 เพื่อต่อต้านการที่บริษัทยักษ์ใหญ่ทางน้ำมันของสหรัฐและอังกฤษกดราคาน้ำมันลง

เมื่อเกิดสงครามครั้งใหญ่ระหว่างอาหรับ-อิสราเอล ในปี 1973 ซึ่งสหรัฐและอังกฤษได้เข้าข้างอิสราเอลอย่างเปิดเผย กลุ่มโอเปคส่วนที่เป็นชาติอาหรับซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญ ได้ประกาศงดส่งน้ำมันให้แก่สหรัฐ ยุโรปตะวันตกและญี่ปุ่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง ปฏิบัติการเช่นนี้เกิดขึ้นได้ก็โดย

ก) การเกิดกระแสแปรเป็นของรัฐ (Nationalization) อย่างกว้างขวางในประเทศที่ได้รับเอกราชใหม่ระหว่างปี 1945-1978 โดยรัฐบาลเหล่านี้ได้ยึดหรือแปรรูปกิจการของบริษัทเจ้าอาณานิคมเป็นของรัฐ มีตั้งแต่บ่อน้ำมัน ไปจนถึงคลองสุเอซ ซึ่งในกรณีคลองสุเอซถึงกับประเทศเจ้าอาณานิคมเดิมส่งกำลังทหารมาเพื่อยึดคืน

ข) การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐที่ใช้เป็นสกุลเงินในการซื้อขายน้ำมัน

ค) ความรู้สึกคับแค้นที่ถูกแทรกแซงกดดันจากภายนอก

อนึ่ง มีเอกสารของทางการอังกฤษที่เปิดเผยภายหลังเดือนมกราคมปี 2547 ว่า ฝ่ายนำสหรัฐคิดแผนที่จะบุกยึดประเทศซาอุดีอาระเบียและคูเวตเพื่อยึดบ่อน้ำมันไว้ แต่ล้มเลิกแผนนี้ไป เมื่อเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ เข้าใจว่าส่วนหนึ่งเกิดจากสหรัฐติดหล่มอยู่ในสงครามเวียดนาม และกระแสคัดค้านสงครามภายในประเทศก็เข้มแข็งมาก

ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าความพยายามของประเทศโลกที่สามในการรักษาบูรณภาพเหนือดินแดนของตนได้รับผลสำเร็จในระดับหนึ่ง และชี้ให้เห็นว่าบูรณภาพเหนือดินแดนนี้มีความสำคัญต่อการกำหนดชะตาชีวิตของตนเพียงใด

ข) การที่เวียดนามสามารถเอาชนะสหรัฐได้ สิ่งที่อาจจะสำคัญกว่ากรณีแรก นั่นคือ การที่ประชาชนชาวเวียดนามผู้รักอิสระได้ใช้กลยุทธ์สงครามประชาชน รบชนะสหรัฐและปลดปล่อยประเทศได้สำเร็จในปี 1975

ชัยชนะนี้เป็นการพิสูจน์ว่าประชาชนในประเทศยากจน เมื่อมีจิตใจกล้าต่อสู้กล้าเอาชนะ ก็สามารถโค่นล้มมหาอำนาจได้ในเงื่อนไขที่เหมาะสม

คำกล่าวของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ที่ว่า "เสรีภาพอยู่เหนือสิ่งอื่นใด" ได้ให้แรงบันดาลใจ แก่ขบวนการนักศึกษาในสหรัฐและยุโรปที่ต่อต้านรัฐบาล สถาบัน และสงคราม อย่างกว้างขวาง เป็นขบวนการซ้ายใหม่ (New Left) เป็นผลกระทบอันกว้างไกลของเหตุการณ์นี้

สำหรับในภูมิภาคได้เร่งการสลายตัวขององค์การซีโต้ (South East Asia Treaty Organization - SEATO) ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 1954 หลังจากฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในสงครามยึดครองเวียดนามเพื่อเป็นองค์กรทางการทหารในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ความจำเป็นนี้ก็หายไป และยุบเลิกองค์กรไปในปี 1977

อนึ่ง ในช่วงเวลาของสงครามเวียดนาม รัฐบาลอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ไทยและสิงคโปร์ได้จัดตั้งองค์การอาเซียนขึ้นมาแทนในปี 1967 เป็นองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มีแนวต่อต้านคอมมิวนิสต์เช่นเดียวกัน เมื่อเวลาผ่านไปมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นและขยายประเทศสมาชิกจนทั่วภูมิภาค

ค) การปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน ปี 1979 เป็นเหตุการณ์ที่อาจกล่าวได้ว่าต่อเนื่อง กับการใช้น้ำมันเป็นอาวุธในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน ในตะวันออกกลางอันอุดมด้วยทรัพยากรน้ำมัน การปฏิวัติครั้งนี้เกิดขึ้นได้โดย

(1) มีการฟื้นฟูลัทธิเคร่งศาสนาขึ้นในตะวันออกกลาง เช่น ในประเทศซาอุดีอาระเบีย และปากีสถาน โดยการสนับสนุนของสหรัฐ เพื่อรักษาระบอบปกครองแบบกษัตริย์ที่เป็นฝ่ายตนไว้

(2) การแทรกแซงล้มล้างรัฐบาลอิหร่านที่ได้รับการเลือกตั้งของ นายมูฮัมหมัด มอซเซเด็กห์ (Muhammad Mossedegh สื่อตะวันตกนิยมใช้ Mosaddeg) โดยสหรัฐในปี 1954 และนำพระเจ้าชาห์ขึ้นครองอำนาจ ซึ่งมีการปกครองแบบเผด็จการ

(3) ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมาก เห็นรัฐบาลของตนเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของสหรัฐ

(4) มีผู้นำทางศาสนาที่กล้าแข็ง คือโคเมนี (Ayatollah Ruhollah Khomeini) นำการต่อต้าน จนสามารถโค่นล้มพระเจ้าชาห์ได้ และสร้างรัฐอิสลามขึ้น ท้าทายต่ออำนาจของสหรัฐจนเกิดวิกฤตตัวประกันขึ้น การปฏิวัติส่งผลกระทบต่อการถือปฏิบัติทางศาสนาอิสลามไปทั่วโลก ในด้านที่ต่อต้านโลกทางวัตถุ ระบบทุนนิยม และจักรวรรดิอเมริกา

เหตุการณ์นี้ยังส่งผลให้เซนโต้ (Central Treaty Organization - CENTO) ต้องล้มเลิกไป องค์กรนี้เป็นองค์การทางทหารตั้งขึ้นในปี 1959 ต่อเนื่องจากสนธิสัญญาแบกแดด (Baghdad Pact) ที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1955

ง) การเคลื่อนไหวของประเทศกลุ่มใต้ กระแสสังคมนิยมกับกระแสชาตินิยม เพื่อสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ และการรวมตัวค้าขายกันเองมากขึ้นในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน ตัวอย่างเช่น การประชุมสามทวีป ได้แก่ เอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกา ในศรีลังกา ต้นปี 1976 มีการผลักดันให้มีมติและแถลงการณ์ขององค์การสหประชาชาติหลายฉบับ

เช่น แถลงการณ์และแผนปฏิบัติว่าด้วยการสร้างระเบียบเศรษฐกิจสากลใหม่ (Declaration and Action Program on the Establishment of a New International Economic Order - พฤษภาคม 1974) กฎบัตรแห่งสิทธิทางเศรษฐกิจและหน้าที่ของรัฐ (Charter of Economic Rights and Duties of States - ธันวาคม 1976)

เกิดความคิดเรื่องความมั่นคงมนุษย์ด้วย ผู้ริเริ่มเป็นนักเศรษฐศาสตร์การพัฒนาในโลกที่สามชื่อ นายมาห์บับ อุล ฮัก ซึ่งเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของประธานาธิบดี เซีย อุล-ฮัก แห่งปากีสถาน

อนึ่ง ประเทศกลุ่มใต้ คือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เรียกให้ตรงข้ามกับกลุ่มเหนือ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว

การอ่อนล้าลงของอภิมหาอำนาจทั้งสอง

มหาอำนาจทั้งสอง อันได้แก่ สหรัฐและสหภาพโซเวียต ซึ่งเห็นว่ายากจะเอาชนะกันได้ทางการยุทธ์ เพื่อรักษาสถานะเดิมไว้ จึงได้เริ่มเจรจาสันติภาพ (Detente) จนสามารถทำความตกลง 2 ฉบับ จากการเจรจาจำกัดอาวุธทางยุทธศาสตร์ (Strategic Arms Limitation Talks - SALT)

การผ่อนคลายระหว่างสหรัฐ/โซเวียต เปิดช่องให้ยุโรปตะวันตกเปิดเส้นทางในการเจรจาสันติภาพ และดึงสหภาพโซเวียตเข้าร่วมวงได้มากขึ้น จนเกิดมีการเสนอแนวคิดมิติทางด้านความมั่นคงมนุษย์ขึ้น ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

อนึ่ง ในเดือนกุมภาพันธ์ 1972 (พ.ศ.2515) ประธานาธิบดีนิกสัน ยังได้เดินทางไปเยือนประเทศจีน และพบปะกับประธานเหมาเจ๋อตุง ซึ่งเป็นการผ่อนคลายสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคนี้

1) ด้านสหรัฐ

มีเหตุการณ์สำคัญดังนี้

ก) การพ่ายแพ้ในสงครามเวียดนามที่ยืดเยื้อมานานราว 20 ปี (ค.ศ.1975) สงครามนี้มีค่าใช้จ่ายสูงทั้งด้านเศรษฐกิจ การทหาร เกียรติภูมิ การเมืองและสังคม

ในทางเศรษฐกิจ การใช้จ่ายที่สูงกระทบต่อการเงินการคลังของประเทศ ต้องยกเลิกการเทียบค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกับทองคำ ก่อให้เกิดการเก็งกำไร และวิกฤตทางการเงินทั่วโลกนับแต่นั้นมา

ในด้านการทหารและเกียรติภูมิ ลบภาพสหรัฐที่ไม่มีใครพิชิตได้ออกไป ปฏิบัติการลับและปฏิบัติการทางทหารที่เหี้ยมเกรียมต่อเชลยศึกและพลเรือน ทำให้ภาพลักษณ์ของผู้รักสันติภาพและความมีมนุษยธรรมพร่ามัวไป

ในทางการเมืองและสังคม เกิดอาการโรคเวียดนาม (Vietnam Syndrome) ทำให้ผู้นำสหรัฐต้องยั้งคิดในการเข้าแทรกแซงทางทหารต่อประเทศอื่นมากขึ้น

ภายในประเทศเกิดขบวนการต่อต้านรัฐบาลและสถาบัน ต่อต้านสงคราม เกิดลัทธิซ้ายใหม่ การเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรม ขบวนการบุปผาชน และขบวนการต่อต้านการแบ่งแยกผิว ชาวอเมริกันผิวดำได้ตั้งกลุ่มสู้รบด้วยความรุนแรงขึ้น

ทหารสหรัฐที่ติดยาเสพติดจากสมรภูมิเวียดนาม เมื่อกลับไปบ้านทำให้ปัญหายาเสพติดร้ายแรงยิ่งขึ้น บาดแผลเหล่านี้ต้องใช้เวลายาวนานจึงเยียวยาได้ ในบางด้านก่อให้เกิดปัญหาใหม่ หรือทำให้ปัญหาเก่ารุนแรงขึ้น เช่น ปัญหายาเสพติด วิกฤตเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ พันธมิตรสหรัฐในภูมิภาค ต่างปรับตัวตามสถานการณ์ เช่น ไทยหันไปผูกมิตรกับจีน ระบอบมาร์กอสที่สนิทสนมกับสหรัฐถูกคลื่นมหาชนโค่นลงในปี 1986

ข) การเข้าแทรกแซงในภูมิภาคละตินอเมริกาและแอฟริกา มีการหนุนการก่อรัฐประหาร การเข้าแทรกแซงในหลายประเทศมากขึ้น และในช่วงทศวรรษ 1980 ได้เข้าไปมีบทบาทในแอฟริกา

ค) การประกาศระเบียบโลกใหม่ หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต มีการประกาศระเบียบโลกใหม่ (New World Order เป็นคำที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ใช้มาก่อน) เข้าร่วมสงครามอ่าวเปอร์เซีย ปี 1991 โดยข้ออ้างการละเมิดอธิปไตยประเทศอื่น นำองค์การนาโตโจมตียูโกสลาเวีย ในชื่อว่าสงครามโคโซโว ในปี 1999 โดยข้ออ้างเพื่อมนุษยธรรม การเข้าไปในอัฟกานิสถานปี 2001-2002 และอิรัก ปี 2003 โดยใช้ข้ออ้างการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย เข้าไปมีบทบาทในย่านทะเลแคสเปียน ยุโรปตะวันออก และเอเชียกลาง

2) ด้านสหภาพโซเวียต

ทางด้านสหภาพโซเวียตก็ไม่อาจรุกคืบหน้าไปได้ ในทศวรรษ 1950 เกิดขบวนการรักชาติต่อต้านการครอบงำของสหภาพโซเวียตในโปแลนด์และฮังการี ในทศวรรษ 1960 การบุกเข้าเชโกสโลวะเกีย และในปลายทศวรรษ 1970 เข้าสู่สงครามแห่งหายนะในการยึดครองอัฟกานิสถาน

นายมิคาอิล กอร์บาชอฟ (Mikail Gorbarchev ขึ้นสู่อำนาจระหว่างปี ค.ศ.1985-1991 การหมดอำนาจของเขาเกิดขึ้นควบคู่กับการสลายตัวของสหภาพโซเวียต) ดำเนินการปฏิรูป ที่เรียกว่ากลาสนอสต์ (Glasnost) หรือการเปิดกว้างทางการเมือง และเปเรสตรอยกา (Perestroika) การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

ในปี 1989 เขาประกาศเลิกลัทธิเบรสเนฟ ซึ่งสงวนสิทธิในการแทรกแซงในกลุ่มประเทศกติกาสนธิสัญญาวอร์ซอว์ เป็นผลให้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกสลายตัว เกิดเหตุการณ์พังกำแพงเบอร์ลินในเดือนพฤศจิกายน 1998 (พ.ศ.2541) ซึ่งหลายคนถือว่าเป็นจุดที่ชี้ถึงการสิ้นสุดของสงครามเย็น

ความขัดแย้งภายในพรรคและกองทัพอย่างรุนแรง ตลอดจนความโกรธเกรี้ยวของสาธารณชนทำให้เขาสิ้นอำนาจ ผู้นำคนใหม่ ได้แก่ นายบอริส เยลต์ซิน ซึ่งเดินไปบนหนทางเศรษฐกิจในระบบตลาดอย่างเต็มที่ ได้รวมกับผู้นำอื่นก่อตั้งกลุ่มประเทศแห่งรัฐอิสระ (Commonwealth of Independent States - CIS) ในเดือนธันวาคม 1991 ประกอบด้วยรัสเซียและกลุ่มประเทศที่เคยรวมอยู่ในสหภาพโซเวียต สงครามเย็นเป็นอันดับสนิท

ประเทศกลุ่มนี้บางทีเรียกว่ากลุ่มประเทศเปลี่ยนผ่านจากสังคมนิยมสู่ทุนนิยม ซึ่งมีปัญหาความขัดแย้งรุนแรง และการเกิดขึ้นของกลุ่มอาชญากรรม การคอร์รัปชั่นซึ่งกระทบต่อความมั่นคงมนุษย์

หน้า 65


ความมั่นคงของมนุษย์ : (6) ยุทธศาสตร์ใหม่การพัฒนา

บทความพิเศษ  โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สกว.  มติชนสุดสัปดาห์  วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1267

การเกิดขึ้นของศูนย์กลางโลก 3 ศูนย์

การอ่อนกำลังลงของทั้งสหรัฐในทศวรรษ 1970 ทำให้ศูนย์กลางทุนนิยมโลกกลายเป็นแบบหลายศูนย์ ได้แก่ ที่อเมริกาเหนือ ยุโรปตะวันตก และญี่ปุ่น เพื่อที่จะรักษาสถานะเดิมฝ่ายบริหารสหรัฐได้พยายามรวบรวมศูนย์เหล่านี้เข้าด้วยกัน ด้วยรูปแบบของคณะกรรมการและการประชุม ที่สำคัญ ได้แก่ คณะกรรมาธิการไตรภาคี (จัดตั้งในปี 1975) และการประชุมสุดยอด G7 (จัดประชุมครั้งแรกในปี 1975)

อย่างไรก็ตาม ศูนย์กลางอย่างเช่น ยุโรปตะวันตก ญี่ปุ่น และประเทศมหาอำนาจระดับกลาง ต่างได้มีบทบาทในการเคลื่อนไหวทางด้านความมั่นคงมนุษย์อย่างแข็งขัน

การเคลื่อนไหวทางด้านความมั่นคงมนุษย์ที่น่าสนใจของยุโรปตะวันตก

ก) ประชาคมยุโรปกับ "ตะกร้าใบที่สาม" ในการเจรจาสันติภาพกับสหภาพโซเวียต

ได้มีความพยายามในการเจรจา เพื่อแสวงหาความมั่นคงร่วมกันระหว่างตะวันตก-ตะวันออก นั่นคือ ระหว่างยุโรปตะวันตกกับสหภาพโซเวียตมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 สหภาพโซเวียต ต้องการเจรจากับยุโรปตะวันตก ก็เพื่อกีดกันอิทธิพลสหรัฐซึ่งเข้ามาตั้งฐานทัพคุกคามต่อประเทศของตนออกไป

และให้ยอมรับสถานะในยุโรปตะวันออกที่อยู่ใต้อิทธิพลของตน ยุโรปตะวันตกก็ต้องการสร้างยุโรปที่มีสันติภาพ มีความมั่นคงแบบร่วมมือกัน (Cooperative Security) และเจรจากันในเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วย และไม่ต้องการจะตัดการป้องกันสหรัฐออกไป

ความไม่ลงตัวทางหัวข้อเจรจา ความระแวงกัน และความขัดแย้งที่ยังสูงของสงครามเย็น ทำให้การเจรจาล่าช้ามากว่า 15 ปี

จนเมื่อถึงทศวรรษ 1970 สหรัฐ-สหภาพโซเวียตได้เจรจาเพื่อการผ่อนคลาย (Detente) การเจรจาเริ่มจริงจังในปี 1969 และได้ทำสนธิสัญญาระหว่าง 2 ฝ่ายในปี 1972 สถานการณ์นี้ได้เปิดบรรยากาศของการเจรจาตะวันตก-ตะวันออกขึ้นมาอีกครั้ง ในเดือนพฤศจิกายน 1972 (พ.ศ.2515) ได้มีการจัดเตรียมประชุมว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (Conference of Security and Cooperation in Europe - CSCE)

เนื้อหาการประชุมมี 3 กลุ่มใหญ่ บางทีเรียกว่า "ตะกร้า" (Basket) โดย ตะกร้าใบที่หนึ่ง เป็นเรื่องความมั่นคงทางทหาร การเจรจาเน้นหนักในเรื่องการลดกำลังอาวุธ และมาตรการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน (Confidence-Building Measures - CBM ต่อมาในปี 1983 ขยายความเป็น Confidence and Security Building Measures - CSBM)

ตะกร้าใบที่สอง เป็นเรื่องของการร่วมมือทางเศรษฐกิจตะกร้าทั้งสองใบนี้เป็นเรื่องที่คาดหมายกันได้ล่วงหน้าว่าจะเป็นเรื่องเหล่านี้ ส่วนตะกร้าใบที่สาม เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและเรื่องทำนองคล้ายกัน เรียกชื่อว่า "ความมั่นคงมิติทางมนุษย์" (Human Dimension of Security)

ซึ่งเป็นการผลักดันจากกลุ่มยุโรปตะวันตก โดยหวังว่าจะเป็นการ "ตอกลิ่ม" ในกลุ่มประเทศสังคมนิยม (ดู Cathal J. Nolan, The Evolution of Cooperative Security : Canada and the Human Dimension of the CSCE 1973-1994. 1995)

การประชุมครั้งนี้มี 25 ประเทศเข้าร่วม ทั้งหมดอยู่ในยุโรป ยกเว้น 2 ประเทศคือแคนาดาที่มีบทบาทออกหน้าอย่างแข็งขันและสหรัฐ จากการประชุมหลายครั้งจึงได้ข้อสรุปในปี 1975 เรียกว่าข้อบัญญัติสุดท้าย เฮลซิงกิ (Helsinki Final Act) มีหลักการ 10 ประการ ได้แก่

(1) ความเท่าเทียมกันทางอธิปไตยของประเทศสมาชิก (2) การยุติการคุกคามใช้กำลังต่อประเทศที่ร่วมลงนามด้วยกัน (3) พรมแดนที่ไม่อาจลบล้างได้ (4) บูรณภาพเหนือดินแดน (5) การยุติความขัดแย้งโดยสันติวิธี (6) การไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก (7) การเคารพในสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพมูลฐาน รวมทั้งเสรีภาพในความคิด วัฒนธรรม ศาสนาและความเชื่อ

(8) สิทธิที่เท่าเทียมกันและสิทธิทางอัตวินิจฉัยของประชาชาติและประชาชน ข้อที่ (7) และ (8) วิเคราะห์กันว่า เป็นการผลักดันของฝ่ายตะวันตก (9) ความร่วมมือกันระหว่างรัฐ (10) การยินยอมพร้อมใจในการปฏิบัติตามพันธะของกฎหมายระหว่างประเทศ

การประชุมและข้อตกลงดังกล่าวมีผู้วิจารณ์ว่า เป็นเพียงการแสดงโวหารและการฝันเฟื่อง ซึ่งก็มีความเป็นจริงอยู่ ในที่นี้ต้องการชี้ 2 ประเด็น ได้แก่ (1) ความมั่นคงมนุษย์หรือความมั่นคงในมิติของมนุษย์ ได้เป็นที่ยอมรับกันในการปฏิบัตินโยบายระหว่างประเทศมากขึ้น และก็ได้มีการเคลื่อนไหวเพื่อความมั่นคงมนุษย์ในหลายประเด็นอย่างต่อเนื่อง

เช่น การประชุมว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือแห่งยุโรป ก็ได้เติบใหญ่ขยายตัวเป็นสถาบันถาวร ได้แก่ องค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือแห่งยุโรป (Organization for Security and Co-operation in Europe) ในปี 1995

ปัจจุบัน ค.ศ.2004 มีสมาชิก 55 ประเทศ ครอบคลุมยุโรปเอเชีย (Eurasia) และยุโรป-แอตแลนติก (Euro-Atlantic) มีเงินงบประมาณ 179.8 ล้านยูโร เจ้าหน้าที่กว่า 4 พันคน และมีพนักงานในเครืออีกกว่า 1 พันคน ทำงานด้านการแจ้งเตือน การป้องกันความขัดแย้ง การจัดการความขัดแย้ง และการฟื้นฟูสภาพหลังการขัดแย้ง เพื่อความมั่นคงทั้ง 3 ด้านของมนุษย์

(2) แนวคิดเรื่องความมั่นคงมนุษย์อาจใช้เป็นเครื่องมือหรืออาวุธทางการเมืองในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

ข) สโมสรกรุงโรม (Club of Rome)

สโมสรกรุงโรม ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนประกอบด้วยนักเศรษฐศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ตลอดจนผู้ประกอบการที่มีฐานในประเทศเยอรมนี ในต้นทศวรรษ 1970 ออกหนังสือชุดว่าด้วยปัญหาของโลก (World Problematigue) ชี้ให้เห็นปมปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกชาติได้แก่ "ความยากจน...การเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ความแปลกแยกของเยาวชน การต่อต้านค่านิยมเก่า ภาวะเงินเฟ้อ และความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจและการเงินอื่น"

เหล่านี้ได้สะท้อนปัญหาของโลกที่ได้ระอุร้อนและปะทุขึ้นในที่ต่างๆ ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1960 ที่มีขบวนการเคลื่อนไหวของนักศึกษาปัญญาชนประท้วงต่อสถาบันทางสังคม

ปัญหาที่กล่าวในเอกสารนี้ เมื่อเวลาผ่านไป ดูเหมือนยิ่งรุนแรงขึ้น และกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์โดยตรง

นอกจากนั้น สโมสรกรุงโรม ยังได้ออกเอกสารที่สร้างความสนใจอย่างสูง ได้แก่ หนังสือชื่อ "ข้อจำกัดความเติบโต" (The Limits to Growth, 1972) ซึ่งแสดงว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดำเนินอยู่นี้ไม่ยั่งยืน

ค) การเคลื่อนไหวของคณะกรรมาธิการสองชุดในยุโรป ที่พยายามแก้ปัญหาความมั่นคงมนุษย์

ในทศวรรษ 1980 ได้มีการเคลื่อนไหวของคณะกรรมาธิการสองชุดในยุโรป ที่พยายามแก้ปัญหาความมั่นคงมนุษย์ กรรมาธิการชุดแรก ได้แก่ คณะกรรมาธิการอิสระว่าด้วยประเด็นการพัฒนาระหว่างประเทศ (The Independent Commission on International Development Issues) ได้ตีพิมพ์เอกสารสำคัญชื่อ "รายงานซีกโลกเหนือ-ใต้" (North-South Report, 1980) เรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาร่วมมือกันพัฒนา

ซึ่งหัวใจสำคัญอยู่ที่ "เจตจำนงในการเอาชนะความตึงเครียดที่เป็นอันตราย และเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อประชาชาติและภูมิภาคต่างๆ-แต่ก่อนอื่นเพื่อมนุษยชาติ-ในทุกส่วนของโลก"

กรรมาธิการชุดที่สอง ได้แก่ คณะกรรมาธิการอิสระว่าด้วยประเด็นการลดอาวุธและความมั่นคง (The Independent Commission on Disarmament and Security Issues) ออกรายงานสำคัญชื่อ "ความมั่นคงร่วมกัน" (Common Security : A Blueprint for Survival, 1982) ชี้ว่า

"ความมั่นคงร่วมกัน เรียกร้องว่า ประชาชนจักต้องอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีและสันติภาพ ว่าประชาชนต้องมีกินอย่างพอเพียง สามารถที่จะหางานทำและอยู่ในโลกที่ปราศจากความยากจนและความขาดแคลน"

หลังสงครามเย็น โครงการสตอกโฮล์มว่าด้วยความมั่นคงโลกและการปกครอง (Stockholm Initiative of Global Security and Government) ได้ออกรายงานชื่อ "ความรับผิดชอบร่วมกันในทศวรรษ 1990" (Common Responsibility in the 1990"s, 1991) กล่าวถึง

"การท้าทายที่มากกว่าเรื่องการเป็นปรปักษ์ทางการเมืองและการติดอาวุธ" สู่ "แนวคิดความมั่นคงที่กว้างกว่า ซึ่งจะให้ความสนใจแก่ภัยคุกคามจากความล้มเหลวในการพัฒนา ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม การเติบโตและการเคลื่อนย้ายประชากรมากเกินไป ขาดความก้าวหน้าสู่การเป็นประชาธิปไตย"

ง) การจัดตั้งเครือข่ายความมั่นคงมนุษย์ (Human Security Network)

ทั้งนี้ โดยเน้น เสรีภาพจากความหวาดกลัว (Freedom from Fear) ที่สำคัญ ได้แก่ ความปลอดภัย (Safety) และเสรีภาพจากความขาดแคลน (Freedom from Want) ที่สำคัญ ได้แก่ การอยู่ดีกินดี (Well-being) กล่าวโดยรวมเป็นเสรีภาพจากการคุกคามอย่างกว้างขวาง และโอกาสที่เท่าเทียมกันในการพัฒนาศักยภาพความเป็นมนุษย์

การประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งแรกที่ประเทศนอร์เวย์ เดือนพฤษภาคม 1999 ความมั่นคงมนุษย์คู่กับการพัฒนามนุษย์ ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกในเครือข่ายนี้ด้วย

การเคลื่อนไหวสำคัญอยู่ในเรื่องการแก้ปัญหาการลักลอบค้าอาวุธขนาดเล็ก องค์การนี้กล่าวกันว่าได้อ่อนแรงลงไป

ความเคลื่อนไหวของมหาอำนาจระดับกลาง

มีผู้สังเกตว่าการเคลื่อนไหวทางด้านความมั่นคงมนุษย์นี้ ประเทศมหาอำนาจขนาดกลาง (Middle Power) มีบทบาทในการเคลื่อนไหวอย่างคึกคักและประสบความสำเร็จในระดับที่แน่นอน

เบอริงเจอร์ (Ronald M. Behringer) แห่งมหาวิทยาลัยฟลอริดา สหรัฐ ได้เขียนบทความชื่อ "ความเป็นผู้นำของประเทศมหาอำนาจขนาดกลางว่าด้วยความมั่นคงมนุษย์" (Middle Power Leadership on Human Security, 2003)

ชี้ว่าประเทศมหาอำนาจขนาดกลาง ได้แก่ แคนาดา เนเธอร์แลนด์ และนอร์เวย์ เป็นต้น สามารถมีบทบาทในการริเริ่มโครงการความมั่นคงมนุษย์อย่างได้ผล ถ้าหากการเคลื่อนไหวนั้น ไม่ก่อความหวาดระแวงและขัดต่อผลประโยชน์ของสหรัฐ ซึ่งเน้นความมั่นคงไปทางด้านการเมือง-การทหาร

ตัวอย่างการดำเนินการที่ประสบความสำเร็จ เช่น การก่อตั้งกองพลน้อยพร้อมปฏิบัติการขององค์การสหประชาชาติ (The Standby High Readiness Brigade for United Nations Operation) ปี 1996 การรณรงค์ต่อต้านกับระเบิดบุคคล (Personal Landmine) ตามมติการประชุมที่ออตตาวา ปี 1997 และการจัดตั้งศาลอาชญากรรมสากล (International Criminal Court) สำเร็จในปี 2002

แต่ความพยายามในการห้ามค้าอาวุธขนาดเล็กและอาวุธเบา ไม่ประสบความสำเร็จ

ความสำเร็จและความไม่สำเร็จเหล่านี้ มักก่อความหวาดระแวงและการต่อต้านจากสหรัฐในระดับต่างๆ จากกรณีดังกล่าวชี้ว่า ประเทศมหาอำนาจขนาดกลาง ไม่ใช่อภิมหาอำนาจอย่างเช่นสหรัฐ ในการรับบทบาทว่าด้วยความมั่นคงมนุษย์

เบอริงเจอร์ยังชี้ว่า ประเทศระดับกลาง ได้รับผลประโยชน์จากการเคลื่อนไหวด้านความมั่นคงมนุษย์ ได้แก่ การได้มีความสัมพันธ์กับองค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอทั่วโลก และได้รับการยอมรับนับถือจากองค์กรเหล่านี้ มากกว่าประเทศอภิมหาอำนาจ และยังทำให้ผู้นำของประเทศระดับกลางเหล่านี้ ได้สามารถแสดงบทบาทในระดับโลกได้

ไม่ปล่อยให้ประเทศอภิมหาอำนาจมองข้ามหรือปฏิบัติตามอำเภอใจได้ง่ายๆ

หน้า 68


ความมั่นคงของมนุษย์ : (7)ยุทธศาสตร์ใหม่การพัฒนา

บทความพิเศษ  โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สกว.  มติชนสุดสัปดาห์  วันที่ 03 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1268

3) การเคลื่อนไหวของญี่ปุ่น

รัฐบาลญี่ปุ่นได้สนใจเรื่องความมั่นคงมนุษย์อย่างต่อเนื่องจริงจัง ให้เงินสนับสนุนโครงการทางด้านนี้ จนทำให้คิดว่ามีวาระซ่อนเร้นบางอย่าง เช่น ใช้ประเด็นนี้สำหรับการมีบทบาทเคลื่อนไหวการเมืองระหว่างประเทศ และในกลุ่มเอ็นจีโอ

ในการประชุม "การสนทนาทางปัญญาว่าด้วยการสร้างอนาคตเอเชีย" (Intellectual Dialogue of Building Asia"s Tomorrow) ในเดือนธันวาคม 1998 นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นายเกอิโซะ โอบุชิ ได้กล่าวถึงปัญหาความมั่นคงมนุษย์ ต่อมาในเดือนเดียวกันยังได้ปราศรัยในการประชุมหัวข้อ "สู่การสร้างอนาคตที่สดใสของเอเชีย" ที่กรุงฮานอย ว่า

ควรจะได้จัดตั้งกองทุนเพื่อความมั่นคงมนุษย์ (Trust Fund for Human Security) ในองค์การสหประชาชาติ โดยญี่ปุ่นเป็นผู้ให้ทุนสนับสนุน เงินทุนเริ่มแรกของคณะกรรมาธิการนี้ตก 500 ล้านเยน ต่อมาเงินบริจาคเพิ่มเป็น 18.9 พันล้านเยน ทำให้กลายเป็นกองทุนแบบนี้ที่ใหญ่ที่สุดขององค์การสหประชาชาติ

จุดประสงค์ของกองทุนก็เพื่อทำให้แนวคิดเรื่องความมั่นคงมนุษย์ กลายเป็นรูปธรรมโดยให้เงินอุดหนุนโครงการต่างๆ ของหน่วยงานในองค์การสหประชาชาติ เพื่อการสร้างความมั่นคงมนุษย์ ศึกษาหรือขจัดภัยคุกคามต่อชีวิตความเป็นอยู่และศักดิ์ศรีของมนุษย์ ในเรื่องเช่น

ความยากจน ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ความขัดแย้ง กับระเบิด ปัญหาผู้ลี้ภัย การค้ายาเสพติด และโรคระบาดอย่างเช่น HIV/AIDS

เมื่อถึงปลายเดือนมิถุนายน 2002 ได้ให้เงินอุดหนุนโครงการทั้งหมด 61 โครงการ มูลค่า 84.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โครงการส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชีย แต่โครงการในเมืองโคโซโว ซึ่งมีทั้งหมด 10 โครงการกลับใช้เงินมากที่สุด กว่าครึ่งหนึ่งของเงินทุนที่ใช้ไป ซึ่งเข้าใจว่าเป็นปัญหาใหญ่เฉพาะหน้า

หากตัดออกไปจะพบว่า จำนวนโครงการและเงินอุดหนุนที่ให้มากที่สุดมีอยู่ 2 กลุ่ม ได้แก่ การแก้ไขปัญหาความยากจนและในด้านสุขภาพ

ในการประชุมสหัสวรรษองค์การสหประชาชาติปี 2000 นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นายโยชิโร โมริได ได้ย้ำถึงความมั่นคงมนุษย์ว่าเป็นประเด็นสำคัญ เหล่านี้ได้ผลักดันให้ตั้งคณะกรรมาธิการว่าด้วยความมั่นคงมนุษย์ (Commission of Human Security) ในเดือนมกราคม 2001 โดยมี นางซาดาโกะ โอกาตะ อดีตข้าหลวงใหญ่องค์การสหประชาชาติเพื่อผู้ลี้ภัย และ ศาสตราจารย์อมาตยา เสน ผู้ได้รับรางวัลโนเบลทางเศรษฐศาสตร์เป็นประธานร่วมกัน อนึ่ง นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยได้เป็นกรรมการในคณะนี้ด้วย

กระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่น ได้จัดให้มีการประชุมซิมโพเซียมระหว่างประเทศ ว่าด้วยความมั่นคงมนุษย์ในเดือนธันวาคม 2001 ในหัวข้อ "ความมั่นคงมนุษย์กับลัทธิก่อการร้าย"

4) หมายเหตุ : เนื้อหาสำคัญของความมั่นคงมนุษย์ของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

เนื้อหาสำคัญประการหนึ่งของความมั่นคงมนุษย์ของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ได้แก่ การสนับสนุนแนวคิดและบรรยากาศที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุน และมีลักษณะเพื่อจัดระเบียบให้เป็นแบบที่ตนต้องการ ต่างกับความมั่นคงมนุษย์ในสายตาของประเทศกำลังพัฒนา ที่เน้นในเรื่องความเป็นอิสระ บูรณภาพเหนือดินแดนและทรัพยากร การพึ่งตนเอง

ในระยะหลังปรากฏแนวคิดด้านความมั่นคงมนุษย์ในกลุ่ม 7 (G-7) ที่เน้นให้พิจารณาเรื่อง ความรับผิดชอบในการคุ้มครองของรัฐ รัฐที่ล้มเหลว และที่สำคัญคือการแทรกแซงเพื่อมนุษยธรรม

คำปราศรัยของ พอล มาร์ติน นายกรัฐมนตรีแคนาดาในการประชุมสมัชชาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) เดือนมกราคม 2004 เสนอว่า เมื่อรัฐใดที่ไม่สามารถจะปกป้องประชาชนให้พ้นภัยพิบัติทางด้านมนุษยธรรม เนื่องจากไม่มีความสามารถ หรือไม่ตั้งใจปฏิบัติ หรือกระทั่งเป็นสาเหตุของภัยพิบัตินั้น รัฐบาลอื่นก็น่าจะมีสิทธิ์ในการเข้ามาแทรกแซง

นายมาร์ตินกล่าวว่า "เราเชื่อว่าการแทรกแซงด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรม (Humanitarian Intervention) ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่อาจขัดได้ อย่างเช่นกรณีรวันดาหรือโคโซโวเป็นสิ่งสมเหตุสมผล เราปฏิเสธการโต้เถียงว่า อำนาจอธิปไตยของรัฐเทียบเท่ากับการปลอดจากอันตรายทั้งปวง"

โดยนัยนี้ความมั่นคงของมนุษย์ จึงอาจใช้เป็นข้ออ้างให้ประเทศอื่นซึ่งมักเป็นประเทศมหาอำนาจ เข้าไปแทรกแซงประเทศอ่อนแอกว่าในโลกที่สาม อย่างไรก็ตาม มาร์ตินกล่าวเตือนว่า

"แต่เราก็รู้สึกถึงความหวาดกลัวของบางคนว่า แนวคิดเรื่องการแทรกแซงนี้ อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด"

การสิ้นสุดยุคทองของระบบทุน

กล่าวกันว่ายุคทองของระบบทุนนิยมโลกช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มต้นตั้งแต่ ปี 1950 จนถึงทศวรรษ 1960 แต่เมื่อย่างเข้าทศวรรษ 1970 ก็ปรากฏอาการเสื่อมถอย ซึ่งแสดงออกที่การเกิดภาวะเงินเฟ้อและเงินฝืดพร้อมกัน (Stagflation) อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน สัญญาณอื่นที่ต่อเนื่องกัน ได้แก่

1) อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกลดลง 2) วิกฤตโลกทุนนิยมถี่ขึ้นนับแต่ปี 1973 3) อัตรากำไรที่ลดลงของบรรษัท ผลักดันให้มีการขยายการลงทุนไปทั่วโลก 4) การเสียระเบียบการเงินโลก ปฏิบัติหน้าที่ที่ผิดไปของสถาบันเบรตันวูด 5) ธนาคารเปิดการให้กู้ครั้งใหญ่แก่ประเทศกำลังพัฒนา ส่วนหนึ่งเนื่องจากประเทศพัฒนาแล้วลดเงินช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนา เกิดวิกฤตหนี้ วิกฤตเศรษฐกิจจากภาวะฟองสบู่แตกในประเทศกำลังพัฒนา เช่น เม็กซิโก (1995) และที่เอเชีย (1997)

6) น้ำมันซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของพลังงานโลกร่อยหรอ เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน (Oil Shock) ในประเทศอุตสาหกรรมอย่างเช่นสหรัฐ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นมีส่วนให้เกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย อนึ่ง การผลิตน้ำมันมีแนวโน้มลดลง ระหว่างปี 1960-1973 อัตราการผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.65 ต่อปี แต่ระหว่างปี 1973-1979 อัตราเพิ่มเหลือเพียงร้อยละ 1.49 ต่อปี และระหว่างปี 1979-1999 อัตราเติบโตของการผลิตน้ำมันยิ่งลดน้อยลงเหลือปีละ 0.75% คาดหมายว่าการผลิตน้ำมันโลกจะถึงขีดสูงสุดในปี 2006 (Richard C. Duncan, 2001)

7) ทุนการเงินได้มีบทบาทเพิ่มมากขึ้น เมื่อเทียบกับทุนอุตสาหกรรม โดยรายได้จากดอกเบี้ยสุทธิมีอัตราส่วนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกำไรของบรรษัท เมื่อถึงปี 1989 ดอกเบี้ยสุทธิก็มากกว่ากำไรสุทธิของบรรษัท (Doug Dowd, 2002) เปิดทางให้แก่กระแสโลกาภิวัตน์ โลกใกล้ชิดกันมากขึ้น

แนวคิดเรื่องโลกไร้พรมแดน ฉันทามติวอชิงตัน (Washington Consensus ที่เสนอเมื่อ 1989) การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีขั้นสูง การจัดระเบียบโลกใหม่ของสหรัฐ แนวทางการพัฒนาแบบเสรีนิยมใหม่ ตลาดเสรีและการบูรณาการทางการค้า

ขณะที่ระบบการค้าโลกทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเสียเปรียบ เช่น มีผู้คำนวณว่าระหว่างปี 1970-2000 ราคาแท้จริงสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งเป็นสินค้าออกส่วนใหญ่ของประเทศกำลังพัฒนา ลดลงถึงร้อยละ 40

8) การเกิดขึ้นของตลาดใหม่ ได้แก่ประเทศจีน ที่เริ่มทำสี่ทันสมัยในปลายทศวรรษ 1970 หันไปหาระบบตลาด หลังอสัญกรรมของประธานเหมา

9) การพังทลายของระบบสังคมนิยมในสหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออก เปลี่ยนผ่านสู่ระบบทุนนิยม จัดอยู่ในพวกตลาดเกิดใหม่ มีปัญหาทางการปรับตัวและอื่นๆ อีกมาก ปัญหาทางเศรษฐกิจหลายมิติ ทั้งด้านการเงิน การลงทุน การเก็งกำไร การผลิตล้นเกิน วิกฤตพลังงาน ช่องว่างทางสังคม วิกฤตหนี้ทั้งในระดับครัวเรือน บริษัท และประเทศชาติ

เหล่านี้กระทบต่อความมั่นคงมนุษย์อย่างรุนแรงโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา

การเคลื่อนไหวของขบวนการประชาสังคมโลก

เริ่มต้นในปลายทศวรรษ 1960 มีการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาปัญญาชนเพื่อแก้ไขปัญหาจำนวนมากที่โลกเผชิญอยู่ การคัดค้านสังคมใหญ่ ต่อต้านสงครามเวียดนาม ต่อต้านการเหยียดผิว คัดค้านบรรษัทข้ามชาติ และคัดค้านระบบทุนนิยม

ขบวนการดังกล่าวผ่านร้อนผ่านหนาว มีช่วงเฟื่องฟูและหดตัว แต่ก็ไม่ตาย กลับขยายตัวและสร้างเครือข่ายเป็นขบวนการประชาสังคมโลกที่มีความซับซ้อนมาก ขบวนการนี้บางทีเรียกว่าขบวนการยุติธรรมโลก มีส่วนสำคัญผลักดันให้องค์การสหประชาชาติจัดประชุมใหญ่ระดับโลกต่อเนื่องในช่วงทศวรรษ 1990 เช่น

การประชุมสุดยอดโลก ว่าด้วยสิ่งแวดล้อม ในปี 1992 (พ.ศ.2535) ยูเอ็นดีพี เสนอความมั่นคงมนุษย์ ในปี 1994 ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นระเบียบวาระโลก การประชุมสุดยอดโลกว่าด้วยการพัฒนาสังคม ที่โคเปนเฮเกน ในปี 1995 โดยมีประเด็นใจกลาง 3 หัวข้อ ได้แก่

1) การขจัดความยากจน 2) การส่งเสริมการมีงานทำเต็มที่ 3) เสริมความมั่นคงในบูรณาการทางสังคม (Social Integration) การประชุมสหประชาชาติรอบสหัสวรรษ ในปี 2000 เพื่อแก้ปัญหาความยากจน อนึ่ง ในปี 1999 ขบวนการประชาสังคมโลกได้เคลื่อนไหวคัดค้านการประชุมขององค์การการค้าโลกที่เมืองซีแอตเติล จนกระทั่ง ต้องยุติการประชุมกลางคัน

ขบวนการประชาสังคมโลกได้สร้างเครือข่าย และดำเนินการเคลื่อนไหวโดยการผลักดันผ่านองค์การระดับโลกเช่น สหประชาชาติ เมื่อถึงปี 2001 (พ.ศ.2544) ได้เริ่มแสดงความเป็นตัวเอง จัดประชุมสมัชชาสังคมโลก (World Social Forum) ที่เมืองปอร์โต อเลเกรอ ประเทศบราซิล

โดยมีความพยายามที่จะสร้างโลกอีกแบบหนึ่งที่ต่างจากแบบทุนนิยมที่ถือประสิทธิภาพ การแข่งขันและกำไรเป็นหลัก

ผู้แสดงที่เกี่ยวกับความมั่นคงมนุษย์

กล่าวในทางปฏิบัติแล้ว ผู้แสดงเกี่ยวกับความมั่นคงมนุษย์ มีอยู่หลายกลุ่มหลายประเภทด้วยกัน นั่นคือประเภทระดับรัฐ เหนือรัฐ และต่ำกว่ารัฐ

1) ผู้แสดงในระดับรัฐ

อาจแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

ก) ประเทศอภิมหาอำนาจ ในปัจจุบันมีประเทศเดียว ได้แก่ สหรัฐ มีนโยบายความมั่นคงเน้นหนักไปในด้านการเมืองการทหารและผลประโยชน์แห่งชาติของตน ซึ่งวิเคราะห์กันว่าเป็นผลประโยชน์ของบรรษัทข้ามชาติ จึงมีบทบาทในการสร้างความมั่นคงมนุษย์ไม่มาก ในหลายกรณียังทำลายความมั่นคงมนุษย์อย่างร้ายแรง เช่น การก่อสงครามรุกราน การแทรกแซงล้มล้างรัฐบาลประเทศต่างๆ

ข) ประเทศมหาอำนาจระดับกลาง ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วจำนวนมาก มีขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน ดูจะมีบทบาทว่าด้วยความมั่นคงมนุษย์ได้ประสบผลกว่า แต่ประเทศเหล่านี้ก็มักโอนอ่อนตามอภิมหาอำนาจ เนื่องจากมีผลประโยชน์ร่วมกันจากความด้อยพัฒนาและความอ่อนแอของประเทศในโลกที่สาม

ค) ประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีขนาดระดับการพัฒนา และนโยบายทั้งภายใน และต่างประเทศ หลากหลาย ประเทศเหล่านี้จำนวนมากดำเนินนโยบายพัฒนาทุนในประเทศ ซึ่งมักต้องพึ่งประเทศมหาอำนาจและอภิมหาอำนาจ และจำนวนมากมีการทุจริตคอร์รัปชั่น การเผด็จการรวบอำนาจ ซึ่งคุกคามความมั่นคงมนุษย์ในระดับหนึ่ง

บางประเทศ เช่น คิวบา ที่ปกครองแบบเผด็จการคอมมิวนิสต์ ซึ่งดูว่าขาดสิทธิมนุษยชน แต่ก็มีความมั่นคงทางอาชีพการงาน ไม่อดอยาก ได้รับการรักษาพยาบาล และการศึกษาในระดับที่ดีกว่าประเทศที่ดูมีเสรีภาพแต่มีขอทานเกร่อในถนน

กล่าวโดยรวมประเทศกำลังพัฒนาที่ยากจน เช่น ในทวีปแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา หรือกลุ่มประเทศแอฟริกาซับสะฮารา ความมั่นคงมนุษย์มีปัญหามาก

2) ผู้แสดงในระดับที่เหนือรัฐ

ยังคงเหลือองค์การสหประชาชาติที่พอจะมีบทบาทว่าด้วยความมั่นคงมนุษย์อยู่บ้าง แต่ก็ขาดความศักดิ์สิทธิ์ไปมาก ส่วนองค์การอื่น เช่น ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และองค์การการค้าโลก ต่างประสบปัญหาความชอบธรรม และวิกฤตศรัทธา มีบทบาทลดลง หรือไม่ต้องมีการปรับปรุงใหญ่

3) ผู้แสดงในระดับต่ำกว่ารัฐ

มีการเคลื่อนไหวหลายรูปแบบ บ้างใช้ความรุนแรง เช่น กลุ่มก่อการร้ายสากล ซึ่งท้าทายต่ออภิมหาอำนาจและพันธมิตร ซึ่งถูกมองว่าคุกคามต่อความมั่นคงมนุษย์ บ้างเป็นกลุ่มต่อสู้เพื่อความเป็นอิสระของชนกลุ่มน้อย ซึ่งก็ใช้การต่อสู้หลายรูปแบบ มักถูกกล่าวหาว่าเป็นกลุ่มก่อกบฏ ก่อความรุนแรง หรือเป็นกลุ่มค้ายาเสพติด ขณะที่กลุ่มผู้ต่อสู้คิดว่าตนเป็นนักปฏิวัติเพื่อปลดปล่อยชาติของตน

นอกจากนี้ ยังมีขบวนการประชาสังคมโลกที่สร้างเครือข่ายสมัชชาเศรษฐกิจโลกขึ้นมา ซึ่งดูจะเป็นกลุ่มที่มีบทบาทเคลื่อนไหวผลักดันเกี่ยวกับความมั่นคง เสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแข็งขันที่สุด แต่กลุ่มนี้ก็เป็นกลุ่มที่กระจัดกระจาย ขาดพลังทั้งทางวัตถุและทางความคิดในการนำต่อมวลชนอันไพศาล

ท้ายสุด มีกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับหลายฝ่าย มีพฤติกรรมที่ทำลายความมั่นคงมนุษย์ เช่น การค้าสตรีและเด็ก การค้ายาเสพติด และการค้าอาวุธและของเถื่อนอื่นรวมทั้งยาเสพติดด้วย เป็นต้น

สรุปได้ว่า ไม่ว่าผู้เล่นประเภทและกลุ่มใด ก็ล้วนมีความจำกัดในการสร้างความมั่นคงมนุษย์ ดังนั้น แม้ความมั่นคงมนุษย์จะถูกจัดขึ้นเป็นระเบียบวาระโลก แต่ก็ดูจะเป็นการใช้โวหาร

และการสร้างความหวังที่ยากจะเกิดขึ้นจริงสถานการณ์ความมั่นคงมนุษย์ดูไม่สดใสนัก

หน้า 45


ความมั่นคงของมนุษย์ : (8) ยุทธศาสตร์ใหม่การพัฒนา

บทความพิเศษ  โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สกว.  มติชนสุดสัปดาห์  วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1269

บทที่ 2 โลกที่ไม่มั่นคงและแนวโน้มไม่มั่นคงยิ่งขึ้น

สถานการณ์ทั่วไปของความมั่นคงมนุษย์ มีความขัดแย้งในตัว ทำให้เกิดมิติที่ซับซ้อน ทำความเข้าใจยาก ทำให้เป็นจริงยาก และทำให้การปราศรัยหรือมติแถลงการณ์ต่างๆ ว่าด้วยการสร้างความมั่นคงมนุษย์กลายเป็นการแสดงโวหารที่สละสลวยเสียมากกว่า สถานการณ์เช่นว่ากล่าวโดยย่อก็คือ พลังขับเคลื่อนของการพัฒนา ซึ่งเรียกได้หลายอย่าง เช่น โลกาภิวัตน์ เสรีนิยมใหม่ การปรับทางโครงสร้าง เป็นทั้งพลังที่ก่อความมั่งคั่ง และเสริมสร้างความมั่นคงมนุษย์ให้แข็งแกร่งทั่วโลก

ขณะเดียวกัน พลังการพัฒนาดังกล่าว ก็คุกคามต่อความมั่นคงมนุษย์อย่างรุนแรงทั่วโลกเช่นกัน และดูเหมือนว่าจะรุนแรงกว่าพลังแรก ทำให้ทั้งโลกตกอยู่ในความไม่มั่นคงยิ่งขึ้นท่ามกลางความมั่งคั่งอันล้นเหลือและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบทวีคูณ

อนึ่ง มีความพยายามใหม่บางอย่างเพื่อการเสริมสร้างความมั่นคงมนุษย์นอกเหนือจากความพยายามทางการพัฒนาตามปกติ เช่น การลดอัตราความยากจนอย่างสัมบูรณ์ แต่ก็มีความพยายามอีกบางด้าน ที่ลดทอนความมั่นคงมนุษย์ เช่น สงครามและการก่อการร้าย

นอกจากนี้ ยังพบว่าหลายประเทศ เช่น ประเทศจีนประสบความสำเร็จอย่างสูงในการลดอัตราผู้ที่ดำรงชีพในความยากจน ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่าประชากรจีนมีความมั่นคงมนุษย์สูงขึ้น ประเด็นมีอยู่ว่ามันจะเป็นไปอย่างยั่งยืนหรือไม่

นับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ก็ได้เริ่มมีนักวิชาการจำนวนหนึ่ง เห็นว่าโลกมนุษย์เต็มไปด้วยปัญหาและความไม่มั่นคงยั่งยืน เหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน 2001 (พ.ศ.2544) ในสหรัฐอันเป็นประเทศอภิมหาอำนาจที่มีแสนยานุภาพเหนือประเทศใดในโลก

ยิ่งชี้ให้เห็นว่า โลกมีความเปราะบางและไม่มั่นคงอย่างไร

2.1 เหตุปัจจัยของความไม่มั่นคงของโลกและของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้น

2.1.1 กระแสโลกาภิวัตน์โดยบรรษัท (Corporate Globalization)

1) การประชุมสุดยอดโลกเพื่อการพัฒนา (World Summit for Social Development)

ในการประชุมสุดยอดโลกเพื่อการพัฒนา ที่กรุงสต็อกโฮล์ม ปี 1995 (พ.ศ.2538) กล่าวกันว่าเป็นการชุมนุมของผู้นำประเทศทั่วโลกจำนวนมากที่สุดครั้งแรก เพื่อการถกแถลงเกี่ยวกับการพัฒนาสังคม ทั้งยังมีองค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอจำนวนมากเข้าร่วม ที่ประชุมได้มีแถลงการณ์กล่าวถึงผลดีของโลกาภิวัตน์ไว้ 3 ประการ

ได้แก่ ก) เพิ่มความมั่งคั่งของประชาชาติทั่วโลกถึง 7 เท่าในระยะ 50 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งการค้าระหว่างประเทศที่ยิ่งเพิ่มมากขึ้นกว่านั้นอีก

ข) อายุขัย การรู้หนังสือ การรับการศึกษาขั้นต้น การเข้าถึงบริการสาธารณสุขพื้นฐาน ตลอดจนการวางแผนครอบครัว ได้เพิ่มขึ้นทั่วโลกรวมทั้งในประเทศกำลังพัฒนา อัตราการเสียชีวิตของทารกในประเทศกำลังพัฒนาก็ลดลง

ค) ความหลากหลายทางประชาธิปไตย สถาบันประชาธิปไตย (เช่น พรรคการเมือง และการเลือกตั้งทั่วไป) เสรีภาพพื้นฐานของประชาชน ได้รับการขยายผลออกไป ความพยายามในการปลดปล่อยจากการเป็นอาณานิคม ประสบความก้าวหน้าอย่างมาก ขณะที่ลัทธิแบ่งแยกผิว (Apartheid) ถูกขจัดไป

ที่ประชุมยังได้ชี้ผลกระทบด้านลบของโลกาภิวัตน์ไว้ 9 ประการด้วยกัน ซึ่งทำให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงหนักหน่วงยิ่งขึ้น ได้แก่ ก) ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนในประเทศต่างๆ ของโลกขยายออก ช่องว่างระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจนก็ขยายออก โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด ข) ประชากรมากกว่า 1 พันล้านคนดำเนินชีวิตภายใต้เส้นความยากจนอย่างสัมบูรณ์ เกือบทั้งหมดต้องหิวโหยอยู่ทุกวัน ค) เกิดปัญหาทางสังคมรุนแรงในระดับและประเด็นที่ต่างกันในประเทศเปลี่ยนผ่าน

ง) สภาพแวดล้อมโลกเสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่อง จากรูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ไม่ยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศพัฒนาแล้ว จ) การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร ความยากจน และความไม่เท่าเทียมกันทางเพศและทางสังคมคุกคามต่อความสามารถในการปรับตัวของรัฐบาล ปัจเจกบุคคล สถาบันสังคม และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ฉ) ประชากรโลกกว่า 120 ล้านคน ว่างงานหรือทำงานต่ำกว่าระดับความสามารถ เยาวชนจำนวนมากแม้ที่ได้รับการศึกษาในระบบก็มีความหวังน้อยที่จะได้งานทำ

ช) มีจำนวนสตรีตกอยู่ในความยากจนสัมบูรณ์มากกว่าบุรุษ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สตรีต้องรับภาระหนักกว่าชายในการต่อสู้กับความยากจน การเสื่อมสลายของสังคม การว่างงาน การเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม และผลจากสงคราม ซ) คนพิการซึ่งเป็นชนส่วนน้อยที่มีจำนวนมากที่สุด นั่นคือมากกว่า 1 ใน 10 ต้องถูกโดดเดี่ยว ยากจน และว่างงาน ผู้สูงอายุในทุกประเทศอาจต้องเสี่ยงกับการตกอยู่ในความยากจน การกีดกันทางสังคม และการทำให้อยู่ชายขอบ

ฌ) มีผู้อพยพต่างแดน หรือโยกย้ายถิ่นในประเทศอันเนื่องจากความขัดแย้งในสังคมรุนแรง ต้องเผชิญกับชะตากรรมอันเลวร้ายนับล้านคน

ผลกระทบด้านลบที่กล่าวทั้ง 9 ประการข้างต้น ยังไม่ได้รวมผลกระทบที่มีผู้ชี้อีกจำนวนมาก เช่น ก) การผูกขาดเก็งกำไรในกระแสโลกาภิวัตน์ ข) การค้าที่ไม่เป็นธรรม เช่น การให้เงินอุดหนุนสินค้าการเกษตรในประเทศพัฒนาแล้ว และการกีดกันทางการค้าต่อประเทศกำลังพัฒนาด้วยข้ออ้างต่างๆ เช่น ด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย และการเมือง

ค) ประเทศมหาอำนาจดำเนินนโยบายจักรวรรดินิยม ใช้ปฏิบัติการลับและเปิดเผยแทรกแซงล้มล้างประเทศโลกที่สาม ด้วยข้ออ้างต่างๆ เช่น การขจัดระบอบปกครองเผด็จการ ปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรม การทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ง) การครอบงำทางวัฒนธรรมของประเทศพัฒนาแล้วต่อประเทศกำลังพัฒนา

2) การประชุมสหัสวรรษขององค์การสหประชาชาติ ค.ศ.2000

กล่าวกันว่า การประชุมสุดยอดโลกเพื่อการพัฒนาสังคม เป็นการเปิดมิติใหม่ของการพัฒนา โดยริเริ่มปรับเปลี่ยนจากแนวคิดฉันทามติวอชิงตันหรือเสรีนิยมใหม่ไปสู่ ยุทธศาสตร์การพัฒนาใหม่ที่ถือมนุษย์เป็นศูนย์กลาง แต่ก็ดูมีผลในทางปฏิบัติค่อนข้างน้อย โดยจุดเน้นยังคงเป็นเรื่องการลงทุน การค้า และกำไร ความเป็นอยู่และความมั่นคงของชีวิตมนุษย์ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนายังคงถูกจัดวางไว้ในลำดับหลัง

ดังนั้น อีก 5 ปีต่อมา เมื่อมีการจัดการประชุมสหัสวรรษขององค์การสหประชาชาติ ค.ศ.2000 และมีคำประกาศแห่งสหัสวรรษขององค์การนี้ (UN Millennium Declaration) ระบุถึงเป้าหมายที่จะต้องทำ ก็ปรากฏว่าไม่ต่างไปจากเดิม เช่น ยังคงเป็นเรื่อง การขจัดความยากจนและความหิวโหยรุนแรง การทำให้ผู้คนได้รับการศึกษาขั้นต้นทั่วถึง การส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศ การปรับปรุงสุขภาพมารดา การรักษาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน การสร้างพันธมิตรโลกเพื่อการพัฒนา

ทั้งยังบรรจุภัยคุกคามใหม่ ได้แก่ การต่อสู้กับ HIV/AIDS ไข้มาลาเรียและโรคอื่นๆ

เมื่อเวลาผ่านไป ขณะที่ปัญหาเก่ายังไม่ได้รับการแก้ไข ก็จะเกิดปัญหาใหม่ปะทุขึ้นมาอีก เช่นในปี 2003-2004 มีการพูดถึงอันตรายจากการก่อการร้ายสากลมากขึ้น และกลายเป็นหลักนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ ดังนั้น จึงดูประหนึ่งว่ากระแสโลกาภิวัตน์เป็นแหล่งสะสมปัญหาอย่างไม่รู้จบ

3) ผลกระทบของกระแสโลกาภิวัตน์-ภัยคุกคามความมั่นคงมนุษย์

เพื่อให้เห็นภาพผลกระทบของกระแสโลกาภิวัตน์ ที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงมนุษย์ชัดเจนขึ้น จะขอกล่าวถึงบางประเด็น ได้แก่

ก) ช่องว่างทางความมั่งคั่งหรือรายได้

ช่องว่างทางความมั่งคั่งหรือรายได้นั้น เป็นผลโดยตรงของกระแสโลกาภิวัตน์หรือระบบทุนโลกแบบผูกขาด โดยบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ซึ่งส่งออกทุนและเงินไปหากำไรทั่วโลก ก่อให้เกิดภาวะที่ ด้านหนึ่ง มีการสะสมทุนและรวมศูนย์ความมั่งคั่งอยู่ในคนกลุ่มน้อย

อีกด้านหนึ่ง เกิดความยากจนแผ่ไปทั่วพื้นที่รอบนอกหรือชายขอบ เป็นสภาพที่เรียกกันว่า "รวยกระจุก จนกระจาย" และการหมุนรอบของทุนก็ดูยิ่งถ่างช่องว่างทางความมั่งคั่งนี้ให้กว้างใหญ่มหาศาลขึ้น เป็นเหตุให้เกิดการผูกขาดและการเก็งกำไรหนักขึ้น ภาคการผลิตที่แท้จริงลดความสำคัญลง

ตามรายงานการพัฒนามนุษย์ ปี 2003 ของยูเอ็นดีพี ระบุว่า ในทศวรรษ 1990 ที่ถือว่าเป็นทศวรรษที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้วค่อนข้างดี ปรากฏอัตราเฉลี่ยการเติบโตของรายได้ต่อหัวตกน้อยกว่าร้อยละ 3 ใน 125 ประเทศกำลังพัฒนา และในอีก 54 ประเทศมีรายได้ต่อหัวลดลง

สำหรับการใช้ดัชนีความยากจนมนุษย์ (Human Poverty Index) ในประเทศร่ำรวย โดยวัดจากระดับความยากจน ความไม่รู้หนังสือ การว่างงาน และอายุขัย พบว่าสวีเดนมีดัชนีที่ดีสูงเป็นอันดับหนึ่ง สหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศอภิมหาอำนาจและมีรายได้ต่อหัวสูงกว่า กลับมาเป็นอันดับโหล่ ทั้งนี้ เพราะว่าสวีเดนมีอัตราผู้รู้หนังสือและคนจนน้อยกว่า

รายงานกล่าวว่า ดัชนีนี้จึงชี้ว่าแม้กระทั่งในประเทศที่รายได้ระดับกลางหรือสูง ความไม่เท่าเทียมกันก็ยังคงดำรงอยู่

นอกจากนี้ ยังมีมาตรวัดการเสริมพลังทางเพศภาวะ (Gender Empowerment Measure) ซึ่งจะแสดงการมีส่วนร่วมของสตรีทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ ผลปรากฏว่า การกีดกันทางเพศก็ยังคงมีอยู่แม้ในประเทศที่มีดัชนีการพัฒนามนุษย์สูง พบว่าประเทศที่ยากจนจำนวนมากทำได้ดีกว่าประเทศที่ร่ำรวย เมื่อมองจากการมีส่วนร่วม เช่น สตรีในประเทศบอตสวานา คอสตาริกา และนามิเบีย มีฐานะดีกว่าสตรีในประเทศกรีซ อิตาลีและญี่ปุ่น

ช่องว่างทางความมั่งคั่งหรือความไม่เป็นธรรมทางสังคมที่มีแนวโน้มเลวร้ายลงนี้ ยูเอ็นดีพีเห็นว่า ไม่อาจจะแก้ไขด้วยการทำอะไรตามแบบเดิม นั่นหมายถึง ต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางความสัมพันธ์ทางโครงสร้างทั้งภายในและระหว่างสังคม เหล่านี้ต้องการการริเริ่มของผู้นำในประเทศร่ำรวยและรัฐบาลในประเทศกำลังพัฒนาด้วย

อนึ่ง ช่องว่างทางความมั่งคั่งนำมาสู่การรวบอำนาจ และความไม่เท่าเทียมกันทางการเมือง เป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย และก็จะซ้ำเติมคุกคามความมั่นคงมนุษย์อีก คณะทำงานว่าด้วยความไม่เท่าเทียมกัน และประชาธิปไตยอเมริกันโดยการสนับสนุนของ สมาคมรัฐศาสตร์อเมริกัน (American Political Science Association) อันเป็นที่ยอมรับ ได้เผยแพร่เอกสารสำคัญในต้นเดือนมิถุนายน 2004 ชื่อ "ประชาธิปไตยอเมริกัน ในยุคของความไม่เท่าเทียมกันที่เพิ่มขึ้น" (American Democracy in an Age of Rising Inequality)

พบว่า ความไม่เท่าเทียมกันที่เพิ่มขึ้นคุกคามต่ออุดมการณ์ความเท่าเทียมกันของพลเมือง และความก้าวหน้าสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงในประเทศนี้ ได้ชะงักงันหรือกระทั่งถอยหลังกลับ ความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้ที่เพิ่มอย่างรวดเร็วตั้งแต่กลางทศวรรษ 1970 มีผลต่อประชาธิปไตยของประเทศ

ดังจะเห็นว่าเกือบ 9 ใน 10 คนในครัวเรือนที่มีรายได้สูงกว่า 75,000 ดอลลาร์ได้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี ขณะที่มีเพียงครึ่งเดียวของคนในครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 ดอลลาร์ ออกมาลงคะแนนเสียง และมีครัวเรือนสหรัฐเพียงร้อยละ 12 ที่มีรายได้สูงกว่า 100,000 ดอลลาร์ในปี 2000 แต่ปรากฏว่าเงินบริจาคเพื่อการรณรงค์หาเสียง ถึงร้อยละ 95 มาจากครัวเรือนที่มั่งคั่งที่สุดเหล่านี้

ประชาชนที่มีรายได้ต่ำหรือปานกลางพูดด้วยเสียงกระซิบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐฟังไม่ได้ยินชัด ขณะที่ผู้ที่ได้เปรียบในสังคมส่งเสียงดัง แจ่มชัดและมั่นคง จนผู้กำหนดนโยบายต้องเงี่ยหูฟังและปฏิบัติตามสม่ำเสมอ

ซึ่งทำให้ความไม่เท่าเทียมกันของเสียงทางการเมืองหนักหน่วงขึ้น

หน้า 46


ความมั่นคงของมนุษย์ : (9) ยุทธศาสตร์ใหม่การพัฒนา

บทความพิเศษ  โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สกว.  มติชนสุดสัปดาห์  วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1270

ข) การค้าที่ไม่เป็นธรรม

สถานการณ์ แนวโน้ม และผลกระทบสำคัญของการค้าและการลงทุนที่ไม่เป็นธรรม มีดังนี้

(1) สถานการณ์ผูกขาด รายงานการพัฒนามนุษย์ ปี 2000 ของยูเอ็นดีพี ระบุว่า ในปลายทศวรรษ 1990 ประชากรที่ร่ำรวยที่สุดร้อยละ 20 ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศร่ำรวยที่สุด ได้ครอบงำตลาดการส่งออกถึงร้อยละ 82 และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศถึงร้อยละ 68 และแนวโน้มการครอบงำตลาดของบรรษัทข้ามชาติมีมากขึ้น โดยการควบรวมกิจการซึ่งกระทำกันมากในประเทศพัฒนาแล้ว นอกจากเพิ่มการผูกขาดแล้ว ยังลดอำนาจต่อรองของคนงาน ลดขนาดตลาดแรงงาน

(2) อิทธิพลของประเทศมั่งคั่งในองค์การการค้าโลกและสถาบันการเงินระดับโลก สถาบันการเงินระดับโลก เช่น ไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก ต่างมีอิทธิพลของประเทศที่มั่งคั่ง ได้แก่ สหรัฐ สหภาพยุโรปและญี่ปุ่น อย่างสูง มีลักษณะไม่เป็นประชาธิปไตย มักมีกฎระเบียบที่ไม่เป็นผลดีแก่ประเทศกำลังพัฒนา เช่น เรื่องสิทธิบัตรทางการพาณิชย์ การเปิดการค้าเสรีในปริมณฑลที่ประเทศร่ำรวยได้เปรียบ หรือปล่อยให้การอุดหนุนทางการค้าในประเทศอุตสาหกรรมเป็นสิ่งถูกต้อง แต่ในประเทศกำลังพัฒนาถือว่าผิด

โจเซฟ สติกลิตซ์ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2001 และรองผู้อำนวยการธนาคารโลกระหว่างปี 1997-2000 ได้กล่าวว่า เขาจำต้องยอมรับว่าไอเอ็มเอฟ ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของทุนตะวันตก โดยเน้นลัทธิเคร่งตลาด (Market Fundamentalism)

(3) การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของประเทศพัฒนาแล้ว ได้แก่ การอุดหนุน การกีดกัน การกดราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หรือราคาสินค้าเกษตรให้ต่ำเมื่อเทียบกับสินค้าอุตสาหกรรม ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเสียเปรียบมากยิ่งขึ้น

(4) การลงทุนในประเทศตลาดเกิดใหม่ สร้างกำไรให้แก่บรรษัทข้ามชาติอย่างสูง มีด้านที่ถือว่าดีในการสร้างงานในประเทศกำลังพัฒนา ทำให้เศรษฐกิจของประเทศนั้นมีโอกาสขยายตัว มีการดิ้นรนปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็อาจเป็นการเข้ามาครอบงำทางเศรษฐกิจ ทำให้การประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางต้องล้มละลาย

(5) การเก็งกำไรในการค้าหุ้น-ค้าเงิน ก่อวิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย ทำให้ผู้คนได้รับความทุกข์ยาก เกิดการวุ่นวายทางการเมือง เช่น กรณีในอเมริกาใต้หรือลาตินอเมริกา

(6) การผลักดันให้ประเทศกำลังพัฒนาลงทุน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศทั้งในด้านสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า การเปลี่ยนการเกษตรให้เป็นเพื่อการส่งออก ก่อให้เกิดการกู้หนี้ขนานใหญ่ โดยเฉพาะนับแต่กลางทศวรรษ 1970 ก่อให้เกิดวิกฤตหนี้ในประเทศกำลังพัฒนาอย่างร้ายแรง

(7) เกิดปรากฏการณ์เงินหรือความมั่งคั่ง ไหลออกจากประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศชายขอบ สู่ประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ต่างกับสมัยอาณานิคม ช่องว่างระหว่างประเทศที่ร่ำรวยที่สุดกับยากจนที่สุดยิ่งขยายห่าง รองศาสตราจารย์ เอส. แมนซูบ เมอร์เช็ด แห่งสถาบันสังคมศึกษา กรุงเฮก ในบทความชื่อ "การค้าเหนือ-ใต้และความไม่มั่นคง" ได้อ้างการศึกษาของยูเอ็นดีพีว่าเมื่อเริ่มต้นการปฏิวัติอุตสาหกรรมในปี 1820 ช่องว่างนี้ห่างในอัตรา 3 : 1 เมื่อถึงช่วงปลายของโลกาภิวัตน์ครั้งที่หนึ่งในปี 1913 ช่องว่างขยายเป็น 11 : 1 ในปี 1950 ขยับเป็น 35 : 1 ในปี 1973 ที่เกิดวิกฤติน้ำมันเพิ่มเป็น 44 : 1 และในปัจจุบันเพิ่มเป็น 72 : 1

ความยากจน การด้อยพัฒนา และช่องว่างระหว่างประเทศมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อความไม่มั่นคงของโลก

ค) การครอบงำทางวัฒนธรรมของประเทศศูนย์กลาง

มีลักษณะเด่นดังนี้

(1) ถือค่านิยมและสถาบันของตะวันตก (อาจนับรวมญี่ปุ่น) เป็นศูนย์กลางหรือเป็นแบบ ซึ่งเท่ากับเป็นการดัดแปลงวัฒนธรรมทั้งโลกให้เป็นแบบทุนนิยมตะวันตก ทำให้โลกกลายเป็นแบบเดียวกันทั้งโลก

(2) เผยแพร่ค่านิยมของระบบทุนนิยม (ก) การยอมรับอำนาจและความชอบธรรมของบรรษัทข้ามชาติ เห็นว่าบรรษัทเหล่านี้ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ มีการวิจัยและพัฒนา และเป็นผู้ผลักดันเศรษฐกิจโลก เห็นว่าบริษัทยิ่งใหญ่ยิ่งดี (ข) ยอมรับว่ารัฐไม่ควรเข้ามาแทรกแซงตลาด ปล่อยให้ธุรกิจเป็นของเอกชน โดยรัฐจะต้องสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการค้าและการลงทุนของบรรษัท

(ค) เชื่อมั่นว่าตลาดและเทคโนโลยีสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ของมนุษย์ได้ ทำให้ประเทศกำลังพัฒนา เชื่อว่าการเปิดตลาดเสรีเพื่อการค้าและการลงทุนเท่านั้นที่เป็นทางออก ไม่มีทางเลือกอื่น (ง) ยอมรับค่านิยมเรื่องประสิทธิภาพ การแข่งขัน กำไรและการแสวงหาความสุข เป็นสิ่งสำคัญสุดยอด

(จ) การยอมรับลัทธิผู้บริโภค และการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อการบริโภค การบริโภคอย่างฟุ่มเฟือยถือว่าเป็นสิ่งดี (ฉ) ยอมรับค่านิยมเรื่องความบันเทิง อยู่เหนือเนื้อหาอื่นโดยเฉพาะเรื่องทางการเมือง

(3) การครอบงำนี้ทำให้วัฒนธรรมแห่งชาติอ่อนแอ ผลักดันให้เกิดกระแสการสร้างรัฐประชาชาติซึ่งเป็นรัฐแบบทุนนิยม นำวัฒนธรรมของผู้ปกครองขึ้นมาเหนือวัฒนธรรมอื่นของคนที่อยู่ในชาติ การครอบงำทางวัฒนธรรมในประชาชาติ ในด้านหนึ่งเป็นการกลมกลืน (Assimilation) ทางวัฒนธรรม เกิดวัฒนธรรมแห่งชาติ ถือเป็นภารกิจอย่างหนึ่งในการสร้างชาติ เพื่อนำพาประเทศให้พัฒนาเหมือนประเทศอุตสาหกรรม ในอีกด้านหนึ่งก่อความขัดแย้งระหว่างชนชาติ ซึ่งบางครั้งลุกลามเป็นสงครามกลางเมือง เช่นที่เกิดในหลายประเทศของทวีปแอฟริกา ทำให้ชาตินั้นอ่อนแอ ทำลายความมั่นคงมนุษย์อย่างยิ่ง

การครอบงำทางวัฒนธรรมข้างต้นก่อให้เกิดความตีบตันทางปัญญา มองไม่เห็นทางออกอื่น และย่ำเท้าไปบนหนทางที่รุนแรง ไม่เป็นธรรม และไม่ยั่งยืน

ง) ปฏิบัติการทางการเมือง-การทหารทั้งอย่างลับและอย่างเปิดเผยต่อประเทศกำลังพัฒนา

การปฏิบัติการทางการเมือง-การทหารต่อประเทศกำลังพัฒนาดังกล่าว ก็เพื่อแทรกแซงล้มล้างรัฐบาลที่ขัดต่อผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจ และจัดตั้งรัฐบาลที่เอื้อต่อผลประโยชน์ของตน ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ใหญ่ทางการเมืองระหว่างประเทศในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีผลกระทบต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ-การเมืองในประเทศโลกที่สามอย่างยิ่ง ทำให้ประเทศโลกที่สามจำนวนมากตกอยู่ในความอ่อนแอ สร้างโลกที่ไม่เป็นธรรมและไม่มั่นคงขึ้น เป็นรอยด่างใหญ่ของอารยธรรมมนุษย์

ปฏิบัติการดังกล่าว มีการเปลี่ยนชื่อไปตามยุคสมัย เช่น ช่วงหลังสงครามโลกใหม่ๆ เรียกว่าต่อต้านคอมมิวนิสต์ หรือการทำสงครามเย็น ในช่วงหลังสงครามเย็น เรียกว่าการจัดระเบียบโลกใหม่ และการแทรกแซงเพื่อมนุษยธรรม

ในช่วงหลังเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน 2001 เรียกว่าสงครามต่อต้านการก่อการร้ายและการโจมตีก่อน

การล้มละลายของเศรษฐกิจแผนใหม่ (New Economy)

1) แนวคิดเศรษฐกิจแผนใหม่

ใน "รายงานเศรษฐกิจของประธานาธิบดี, 2544" (The Economic Report of the President, 2001) เริ่มต้นว่า "ในช่วงกว่า 8 ปีท้ายนี้ เศรษฐกิจสหรัฐได้แปลงโฉมตัวเองอย่างถอนรากถอนโคน จนกระทั่งผู้คนจำนวนมากเชื่อว่าเรากำลังจะได้เห็นการกำเนิดขึ้นของเศรษฐกิจแผนใหม่" ที่เรียกว่าเศรษฐกิจแผนใหม่นั้น ก็อยู่บนรากฐานความเชื่อที่ว่า การปฏิวัติทางเทคโนโลยีข่าวสารและการสื่อสาร ได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจไปอย่างสิ้นเชิง และชี้ว่านับแต่กลางทศวรรษ 1990 การปฏิวัตินี้ ได้ไหลบ่าไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้างของภาคเศรษฐกิจเก่า (Old Economic Sectors) ก่อผลสำคัญได้แก่

(1) ทำให้มีอัตราการเติบโตทางผลิตภาพ (Productivity) สูง (2) ทำให้มีอัตราเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงอย่างยั่งยืน (3) ลดภาวะการว่างงานและเงินเฟ้อ (4) ทำให้วงจรทางเศรษฐกิจ ที่มีการเฟื่องฟูและถดถอยสลับกัน อย่างน้อยได้เบาบางลง และกระทั่งได้ถูกขจัดไปอย่างสิ้นเชิง

บุคคลที่เสนอแนวคิดนี้ เช่น นายอลัน กรีนสแปน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ นิตยสารทางด้านเศรษฐกิจของสหรัฐหลายฉบับ และนักวิชาการในสำนักวิเทศกิจ (Council of Foreign Affairs) นายอลัน กรีนสแปน ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเศรษฐกิจแผนใหม่จะเกิดขึ้นในสหรัฐง่ายกว่า เนื่องจากกำลังแรงงานมีความยืดหยุ่นกว่า

นั่นคือ คนงานจำนวนมากไม่ได้สังกัดสหภาพแรงงาน มีการเคลื่อนไหวของแรงงานสูง มีคนงานที่สามารถเรียกมาทำงานได้ทันที หรือมีทักษะทางอาชีพใหม่ๆ เมื่อเทียบกับยุโรปและญี่ปุ่น ที่คนงานสังกัดสหภาพ และตลาดแรงงานที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการโหมโฆษณาและผลิตบทความและเอกสารทางวิชาการจำนวนมาก เพื่อสนับสนุนประเด็นเศรษฐกิจแผนใหม่ทั้งทางทฤษฎีและข้อมูลเชิงประจักษ์ แต่ก็มีผู้เห็นแย้ง ชี้ถึงมูลฐานว่าการปฏิวัติทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีผลกระทบมากจริง แต่ไม่ได้มากเทียบเท่ากับการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคแรกที่มีการสร้างเครื่องจักรไอน้ำ เป็นต้น

การลงทุนในเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ คิดเป็นสัดส่วนแล้วก็ไม่ใช่มาก ส่วนการเติบโตทางผลิตภาพในช่วงเวลาดังกล่าว น่าจะมาจากการผลิตทางด้านสินค้าคงทนมากกว่า

และเมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยขึ้นในสหรัฐ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แนสแด็กซ์ที่ถือกันว่าเป็นเศรษฐกิจแผนใหม่ตกอย่างถล่มทลาย การกล่าวถึงเศรษฐกิจแผนใหม่ก็จางหายไป

อย่างไรก็ตาม ก็ได้มีความพยายามสร้างความหวังใหม่ทางเทคโนโลยีชั้นสูงอื่นว่า จะมาทำให้ความฝันนี้เป็นจริง เช่น เทคโนโลยีชีวภาพและนาโนเทคโนโลยี เป็นต้น

หน้า 38


ความมั่นคงของมนุษย์ : (10) ยุทธศาสตร์ใหม่การพัฒนา

บทความพิเศษ  โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สกว.  มติชนสุดสัปดาห์  วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1271

เหตุแห่งความล้มละลายของเศรษฐกิจแผนใหม่

ความล้มละลายของเศรษฐกิจแผนใหม่นี้ สะท้อนให้เห็นความจำกัดทางวิทยาศาสตร์และระบบทุนนิยมหลายประการ ได้แก่

ก) ความจำกัดในตัวของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเอง กล่าวคือ สิ่งนี้มีเพื่อควบคุมโลกทางวัตถุ แต่ไม่สามารถตอบปัญหาพื้นฐานของมนุษย์ เช่นว่า จุดมุ่งหมายของมนุษย์คืออะไร เราจะดำเนินชีวิตในโลกอย่างมีความหมายอย่างไร ไมเคิล เจ. แซนเดล ศาสตราจารย์ทางด้านปรัชญาการเมืองมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า เราอยู่ในยุคที่ "วิทยาศาสตร์รุดหน้าไปเร็วกว่าความเข้าใจทางศีลธรรม" (ดิ แอตแลนติก 310304)

ข) แม้ความสามารถในการควบคุมโลกทางวัตถุของเทคโนโลยีก็ยังมีความจำกัด โดยเทคโนโลยีนั้นจำต้องควบคุมโลกทางวัตถุในเงื่อนไขที่แน่นอน ซึ่งมักอยู่ในภาวะที่ไม่เป็นธรรมชาติ เช่น เครื่องจักรสันดาปภายใน หรือการสังเคราะห์วัสดุทางเคมี เป็นต้น ซึ่งสิ่งที่สร้างขึ้นนี้กลับเข้าทำลายสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น

การสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศมากเกินไป ถุงพลาสติคที่กลายเป็นขยะที่ยากต่อการกำจัด สภาพแวดล้อมที่ผิดธรรมชาติที่เทคโนโลยีสร้างขึ้น ยังมีผลกระทบต่อมนุษย์โดยตรง เช่น ความสะอาดเกินไปทำให้ภูมิคุ้มกันของมนุษย์อ่อนแอ มลพิษทางอากาศและสารเคมีมีผลต่อสุขภาพและการสืบพันธุ์ของมนุษย์ เป็นต้น

ค) ความจำกัดของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระบบทุนนิยม เนื่องจากความรู้ทางเทคโนโลยี ถือว่าเป็นทุนหรือสินค้าชนิดหนึ่ง มีการจดทะเบียนสิทธิบัตร ซึ่งขยายไปจนถึงการจดสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต ทำให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นมักรับใช้ผลประโยชน์กำไรของบรรษัท ส่งเสริมการบริโภคและการควบคุมผูกขาด และที่ควบคู่กันก็คือเทคโนโลยีทางการทหาร เพื่อจัดระเบียบโลกให้เปิดกว้างต่อการดำเนินธุรกิจของบรรษัทใหญ่เหล่านี้

จอห์น แม็กเมอร์ทรี ศาสตราจารย์ทางวิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยเกวลฟ์ (Guelph) แคนาดา ได้เขียนบทความชื่อ "ที่ขอบยุคมืดใหม่ : บรรษัทได้ยึดครองการวิจัยและการศึกษาระดับสูง" (At The Edge of a New Dark Age : The Corporate Takeover of Higher Research And Education, 2000) ได้ชี้ว่าบรรษัทได้เข้าครอบงำการวิจัยและการศึกษาในระดับสูง

โดยการให้ทุนวิจัยในมหาวิทยาลัย และทำให้ทุนวิจัยในทุกระดับของรัฐ เอื้อต่อกำไรของบรรษัท หรือรับใช้ผลประโยชน์ทางการตลาดของธุรกิจเอกชน รวมทั้งบรรษัทต่างประเทศ

ภายใต้หน้ากากของ "การแข่งขันระดับโลก" "การตรวจสอบได้" "สิ่งชี้วัดการปฏิบัติ" "การค้าเสรี" "ความอยู่รอดของชาติ" "ผลิตภาพและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น" "ความไพบูลย์ที่เพิ่มขึ้น" เหล่านี้ทำให้เกิดความคิดตายตัว การวิจัยที่ไม่ได้เพิ่มทรัพย์สินและผลประโยชน์แก่ส่วนรวม เป็นยุคมืดใหม่

ง) เกิดช่องว่างทางความรู้ขั้นสูง เช่น การแบ่งแยกทางดิจิตอล (Digital Divide) ดังนั้น เทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น จึงมีประโยชน์ต่อคนส่วนน้อยเป็นสำคัญ

จ) ข้อจำกัดของเทคโนโลยีที่ส่งเสริมความสามารถในการผลิต (Productivity) ทั้งที่สร้างของกินของใช้จนล้นเหลือ กล่าวคือ (1) การนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ในอัตราที่เร็วขึ้น จนกระทั่งเกินความสามารถในการรองรับชีวิต และความเติบโตต้องหยุดชะงักลง ดังที่สโมสรกรุงโรมได้เสนอไว้ (2) การนำเครื่องจักรมาใช้แทนมนุษย์มากขึ้น ซ้ำเติมภาวะการว่างงาน และการกดค่าจ้างลง

ฉ) ความหวั่นเกรงว่าเครื่องจักรจะมาเหนือมนุษย์ ได้เริ่มมีความหวั่นเกรงกันว่าเครื่องจักรที่มนุษย์พัฒนาให้ซับซ้อนขึ้น และนำมาใช้ในการบริหารจัดการสังคมที่ซับซ้อนขึ้น จนเกินกว่าที่มนุษย์จะจัดการได้โดยลำพัง ทำให้มนุษย์กลายเป็นทาสหรือขึ้นต่อเครื่องจักร

ความล้มละลายของเศรษฐกิจแผนใหม่จึงสะท้อนทิศทางการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน

ดังนั้น จึงเลี่ยงไม่พ้นที่จะก่อความไม่มั่นคงเพิ่มขึ้นในโลก

ความอ่อนแอและปัญหาในประเทศโลกที่สาม

ประเทศกำลังพัฒนาเป็นประเทศส่วนใหญ่ของโลก มีประชากรราวร้อยละ 80 ของทั้งหมด การปล่อยให้ประเทศกำลังพัฒนายากจน อ่อนแอและล้าหลัง จึงเป็นการกดโลกให้ตกอยู่ในมรสุมแห่งความไม่มั่นคง

เหตุปัจจัยที่ทำให้ประเทศโลกที่สามอ่อนแอและประสบปัญหามาก ได้แก่ (1) ทรัพยากรธรรมชาติถูกปล้นชิงหรือถูกทำลาย (2) การอุตสาหกรรมไม่ได้พัฒนา (3) โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้มีการพัฒนา (4) สถาบันทางการเมืองไม่ได้พัฒนาอย่างเต็มที่ เนื่องจากตกเป็นอาณานิคมหรือกึ่งอาณานิคม (5) ประชาชนทั่วไปอยู่ในความยากจน มีการศึกษาน้อย และสุขภาพไม่ดี เนื่องจากไม่ได้เข้าถึงบริการสาธารณะ

(6) รัฐบาลถูกแทรกแซงโน้มน้าวจูงใจรับการพัฒนาแบบทุนนิยมโดยขาดรากฐาน ช่องว่างทางสังคมขยายตัวอย่างรวดเร็ว บางรัฐบาลเป็นเครื่องมือให้แก่กลุ่มทุนโลก เกิดการปกครองแบบเผด็จการ คอร์รัปชั่น บางประเทศที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำมันปิโตรเลียม การแทรกแซงก็ยิ่งหนักหน่วง จนกระทั่งรัฐบาลไม่ได้เป็นอันหนึ่งเดียวกับประชาชน เกิดความขัดแย้งทางสังคม สงครามกลางเมือง

รัฐในประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ เป็นรัฐที่อ่อนแอไม่สามารถนำการปฏิรูปหรือการพัฒนาได้ มักตกอยู่ภายใต้การชี้นำของมหาอำนาจ รัฐที่ล้มเหลวไม่สามารถสนองสินค้าสาธารณะ เช่น การศึกษา การแพทย์ สาธารณูปโภคแก่ประชาชน รัฐที่เกเรคอยก่อการร้ายในสายตาของประเทศมหาอำนาจ

อย่างไรก็ตาม มีประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่มาก เช่น จีนและอินเดีย ซึ่งใหญ่เกินกว่าที่มหาอำนาจจะเข้าแทรกแซงล้มล้างได้โดยง่าย สามารถพัฒนาประเทศไปตามทางที่เห็นว่าเหมาะสม ในปัจจุบันได้ยืนผงาดขึ้นบนเวทีโลก และมีแนวโน้มที่จะเป็นคู่แข่งของศูนย์กลางโลกเดิมในอนาคตอันใกล้นี้

การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นอาจก่อให้เกิดความรุนแรงและความไม่มั่นคงด้านต่างๆ

การก่อการร้ายและการลุกขึ้นสู้

ความเป็นมาของลัทธิการก่อการร้าย

ก) ลัทธิก่อความสยดสยองสมัยใหม่ก่อโดยรัฐ ลัทธิก่อความสยดสยองหรือที่นิยมเรียกในปัจจุบันว่า ลัทธิก่อการร้าย (Terrorism) เริ่มขึ้นในสมัยใหม่ เป็นการกระทำของรัฐ เช่น ในการปฏิวัติฝรั่งเศสซึ่งถือกันว่าเป็นการปฏิวัติชนชั้นนายทุนในปี ค.ศ.1789 (พ.ศ.2332 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 ของไทย)

รัฐบาลปฏิวัติฝรั่งเศสครั้งนั้น ได้ใช้การปกครองแบบสยดสยอง (Reign of Terror) เพื่อขจัดฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิวัติที่ลุกขึ้นต่อสู้ ในการปฏิวัติรัสเซียปี ค.ศ.1917 ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติสังคมนิยมของโลก ก็ได้มีการใช้ความสยดสยองเพื่อปราบปรามฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิวัติคล้ายคลึงกัน

ลีออน ทรอตสกี้ ผู้นำสำคัญของกองทัพแดง (Red Army) ได้เขียนหนังสือชื่อ "ปกป้องการก่อความสยดสยอง" (In Defense of Terrorism) ดังนั้น ลัทธิก่อความสยดสยองโดยรัฐจึงมีความสำคัญไม่แพ้ลัทธิก่อความสยดสยองโดยองค์กรที่ต่ำกว่ารัฐ

บางคนเห็นว่าลัทธิก่อการร้ายในระดับต่ำกว่ารัฐโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาเป็นการตอบโต้ลัทธิก่อการร้ายโดยรัฐ เช่น การที่ประเทศมหาอำนาจเข้ามาครอบงำแทรกแซงกิจการภายในของประเทศเหล่านี้

ข) ลัทธิก่อความสยดสยองสมัยใหม่ในระดับต่ำกว่ารัฐ เกิดขึ้นในปลายศตวรรษที่ 19 ในประเทศรัสเซีย ที่อยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการของพระเจ้าซาร์ ได้แก่ กลุ่มประชาชนหรือนารอดนิก (Narodnik) มีแนวคิดที่จะทำประเทศให้ทันสมัย สร้างสังคมนิยมบนพื้นฐานสังคมชาวนา

กลุ่มที่มีชื่อ ได้แก่ นารอดนายา โวลยา (Narodnaya Volya - People"s Will) ในปี ค.ศ.1881 ได้ลอบสังหารพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ต่อมาในต้นศตวรรษที่ 20 มีกลุ่มมือดำ (Black Hand) ซึ่งเป็นกลุ่มชาตินิยมชาวบอสเนีย ต้องการรวมบอสเนียเข้ากับรัฐชาวสลาฟตอนใต้ เป็นประเทศยูโกสลาเวีย ได้ลอบปลงพระชนม์มกุฎราชกุมาร ฟรานซ์ เฟอร์ดินาน แห่งจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ในวันที่ 28 มิถุนายน 1914 (พ.ศ.2457) จนลุกลามกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 1

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ได้เกิดลัทธิก่อความสยดสยองจากเบื้องล่าง ประสานไปกับขบวนการต่อสู้เพื่อกู้เอกราชของชาติในหลายประเทศ เช่น แอลจีเรีย เคนยา ไซปรัส ไอร์แลนด์

ช่วงปลายทศวรรษ 1960 นี้เอง ที่ปรากฏว่าการก่อการร้ายสำคัญ ได้เคลื่อนมาอยู่ที่ตะวันออกกลาง มีการก่อการร้ายที่มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ซึ่งเป็นปฏิบัติการจี้เครื่องบินพาณิชย์ ของแนวร่วมประชาชนปลดปล่อยปาเลสไตน์ (Popular Front for the Liberation of Palestine) ในวันที่ 22 กรกฎาคม 1968 (พ.ศ.2511)

และต่อมาได้ขยายตัวไปตามความรุนแรงที่ยืดเยื้อในภูมิภาคนี้ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวเนื่องกับทรัพยากรน้ำมันอันอุดมอย่างสำคัญ

กล่าวได้ว่า ลัทธิก่อการสยดสยองสมัยใหม่ เริ่มต้นด้วยการก่อการร้ายแบบโลกวิสัย (Secular) ซึ่งมีทั้งโดยรัฐและต่ำกว่ารัฐ มีความคิดชี้นำโดยลัทธิชาตินิยม เพื่อความรุ่งเรืองทันสมัยหรือความมั่นคงมีอำนาจของประเทศ และลัทธิการเมือง ได้แก่ ลัทธิประชาธิปไตย ทั้งประชาธิปไตยแบบทุนนิยมและประชาธิปไตยแบบสังคมนิยม หรือความล้มเหลวของมัน นอกจากนี้ยังมีลัทธิอนาธิปไตย (Anarchism) เช่น ในกระบวนการนารอดนิก

การลุกขึ้นสู้ของประชาชนในประเทศโลกที่สามต่อประเทศเจ้าอาณานิคม กระทำในหลายรูปแบบทั้งที่เป็นแบบสันติ เช่นกรณีของอินเดีย และรูปแบบของสงครามประชาชน เช่น จีน อินโดนีเซียและคิวบา และมีการต่อสู้แบบก่อการร้าย แต่ก็เหมือนว่าไม่มีการต่อสู้แบบก่อการร้ายใด หรือต่อสู้แบบลัทธิอนาธิปไตยที่สามารถยึดอำนาจรัฐหรือปลดปล่อยประเทศได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการต่อสู้แบบก่อความสยดสยองย่อมมีในระดับที่แน่นอน การต่อสู้นี้มีความคิดชี้นำโดยลัทธิชาตินิยม บวกกับลัทธิอื่น เช่น ทุนนิยมผสมสังคมนิยม สังคมนิยม

ค) ลัทธิก่อการร้ายแบบอาศัยศาสนา (Religious) ได้เริ่มก่อตัวตั้งแต่ทศวรรษ 1980 และปรากฏชัดขึ้นในทศวรรษ 1990 โดยมากเพ่งเล็งไปที่ศาสนาอิสลาม แต่ก็สามารถพบได้ในศาสนาอื่น รวมทั้งลัทธิใหม่ ลัทธิก่อการร้ายแบบนี้ยังมีพื้นฐานทางลัทธิชาตินิยม แต่แทนที่จะผสมกับลัทธิทางการเมืองอื่น กลับผสมกับลัทธิความเชื่อทางศาสนา

ปฏิบัติการสำคัญของการก่อการร้ายแบบนี้ได้แก่การลอบสังหาร มหาตมะ คานธี ในปี 1948 โดยสมาชิกกลุ่มชาตินิยมฮินดูซึ่งยังคงทรงอิทธิพลอยู่จนถึงปัจจุบัน มีผู้สังเกตว่าในทศวรรษ 1960 ไม่มีกลุ่มก่อการร้ายที่อิงศาสนาปรากฏ

ในปี 1980 เริ่มปรากฏกลุ่มก่อการร้ายอิงศาสนา 2 กลุ่ม และในปี 1995 ปรากฏกลุ่มก่อการร้ายอิงศาสนาถึง 26 กลุ่ม ขณะที่มีกลุ่มก่อการร้ายที่เป็นโลกวิสัย 30 กลุ่ม (เอกสารจาก Center for Defense Information, พฤษภาคม 2004)

เหตุปัจจัยของลัทธิก่อการร้ายแบบอิงศาสนา กล่าวกันว่าลัทธิก่อการร้ายแบบอิงศาสนา เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยเหตุหนึ่ง/ใดหรือหลายประการรวมกัน ได้แก่ (1) ความผิดหวังในลัทธิประชาธิปไตยแบบทุนนิยม หรือเสรีประชาธิปไตย ในอันที่จะนำเสรีภาพ ความมั่นคง และความมั่งคั่งมาให้ ความผิดหวังนี้มีทั้งต่อรัฐบาลตนเอง และต่อรัฐบาลมหาอำนาจที่ชูลัทธิประชาธิปไตยและเข้าครอบงำประเทศโลกที่สาม

(2) การปฏิวัติอิสลามในประเทศอิหร่าน (ค.ศ.1979) ความสำเร็จของขบวนการมูจาฮีดินในการต่อต้านยึดครองอัฟกานิสถานของสหภาพโซเวียต (ค.ศ.1979-1989) ความสำเร็จนี้ควรกล่าวด้วยว่าเป็นจริงได้ด้วยการสนับสนุนของตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐ

(3) การพังทลายของระบอบสังคมนิยมซึ่งทำให้อุดมการณ์ชี้นำทางโลกขาดหายไป

ตัวอย่างการก่อการร้ายที่เป็นแบบชาตินิยม-ศาสนา เช่น กลุ่มเคร่งศาสนาซิกซ์ได้ลอบสังหาร นางอินทิรา คานธี ในปี 1984 และในปี 1985 ลอบวางระเบิดสายการบินแอร์อินเดีย มีผู้เสียชีวิตกว่า 300 คน

กลุ่มเคร่งศาสนายิวหรือลัทธิยูดา ได้ลอบสังหารนายกรัฐมนตรีอิสราเอล นายยิตชาค ราบิน ในปี 1994 สมาชิกในขบวนการคริสเตียน อเมริกันรักชาติ (American Christian Patriot) วางระเบิดตึกทำการรัฐบาลในเมืองโอกลาโฮมา ในปี 1995 การปล่อยก๊าซพิษในสถานีรถไฟใต้ดินโตเกียวโดยกลุ่มลัทธิโอม ชินริเกียว ในปี1995

และที่โด่งดังมาก ได้แก่ การก่อวินาศกรรมเพนตากอนและตึกเวิลด์เทรดในสหรัฐเมื่อวันที่ 11 เดือนกันยายน 2001 โดยกลุ่มเครือข่ายอัล กออิดะห์ ซึ่งสหรัฐได้โต้ตอบด้วยการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย มีปฏิบัติการทางทหารที่เปิดเผย ได้แก่การบุกยึดครองอัฟกานิสถาน และอิรัก ซึ่งดูเหมือนจะทำให้การก่อการร้ายระบาดไปทั่วโลก โดยได้เกิดการก่อการร้ายแพร่ไปในที่ต่างๆ เช่น

การระเบิดไนต์คลับที่บาหลี อินโดนีเซีย ในเดือนตุลาคม 2002 (พ.ศ.2545) แสดงถึงการก่อการร้ายได้เข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ต่อมาได้มีการปฏิบัติการก่อการร้ายอย่างยืดเยื้อตั้งแต่ต้นปี 2547 ใน 3 จังหวัดภาคใต้ของประเทศ ซึ่งก่อผลกระทบไม่น้อยต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผู้บริโภค และการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังมีการก่อการร้ายที่สเปน ซาอุดีอาระเบีย

หน้า 37


ความมั่นคงของมนุษย์ : (11) ยุทธศาสตร์ใหม่การพัฒนา

บทความพิเศษ  โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สกว.  มติชนสุดสัปดาห์  วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1272

ลักษณะร่วมของการก่อความสยดสยองหรือการก่อการร้าย

ก) เป็นการกระทำโดยการวางแผนมาก่อน ไม่ใช่กระทำด้วยความโกรธแค้นเฉพาะหน้า ข) เป็นการปฏิบัติเพื่อมุ่งหวังผลทางการเมือง ค) เป้าหมายที่โจมตีมักเป็นพลเรือน แต่ก็มีการก่อการร้ายที่กระทำเป็นสงคราม หรือประสานกับสงครามประชาชนก็มีการโจมตีหน่วยรบทางทหารด้วย ง) ตามคำจำกัดความของหน่วยข่าวกรองสหรัฐเห็นว่าเป็นปฏิบัติการของกลุ่มที่ต่ำกว่าระดับรัฐ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยเห็นว่าการก่อการร้ายในระดับรัฐก็มีมากทั้งทางลับและทางเปิดเผย และนี่อาจเป็นการก่อการร้ายหลัก

เนื่องจากรัฐมีอำนาจสูง มีเงินงบประมาณ หน่วยข่าวกรอง หน่วยปฏิบัติการลับเหนือกว่ากลุ่มก่อการร้ายที่อยู่ในระดับต่ำกว่ารัฐมาก ในความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ก็มีผู้เห็นว่าปฏิบัติการจำนวนไม่น้อยของรัฐบาลอิสราเอลเข้าข่ายการก่อการร้าย ถึงขั้นมีการฟ้องร้องไปยังศาลอาชญากรรมโลก

การเข้าแทรกแซงก่อความปั่นป่วนเพื่อล้มล้างรัฐบาลในโลกที่สามจำนวนมาก ก็มีปฏิบัติการที่เข้าข่ายการก่อการร้าย เช่นการลอบสังหาร ในหลายประเทศมีปฏิบัติการ "อุ้ม" ผู้ที่คัดค้านหรือหัวแข็งโดยรัฐบาล ก็เข้าข่ายการก่อการสยดสยองหรือก่อการร้ายเช่นกัน

ข้อสังเกตเกี่ยวกับปฏิบัติการก่อการร้ายในปัจจุบัน

ก) มีปฏิบัติการเกิดขึ้นทั่วโลก ปฏิบัติการบางแห่งประสานกับสงครามประชาชน ดำเนินโดยชนชาติส่วนน้อยเพื่อปลดปล่อยประเทศหรือทวงสิทธิ์ในการปกครองตนเอง กรณีที่เป็นข่าวเช่นในประเทศศรีลังกา แคว้นเชชเนียในรัสเซีย

ข) เป็นปฏิบัติการที่มีลักษณะเข้มข้นมากที่สุด เป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มที่ถือศาสนาอิสลาม ต่อสู้กับสหรัฐและพันธมิตร เช่นอิสราเอล อังกฤษ ซึ่งมีมิติที่ซับซ้อน

ค) สงครามก่อการร้ายและสงครามต่อต้านการก่อการร้าย แม้ว่าจะมีการอิงลัทธิทางการเมืองและความเชื่อทางศาสนา แต่ก็มีพื้นฐานเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่ทำกิน

ง) เนื่องจากระบบโลกปัจจุบันเป็นแบบทุนนิยม สงครามก่อการร้ายจึงอาจกล่าวอย่างกว้างๆ ได้ว่าสะท้อนความล้มเหลวหรือการไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาในระบบทุนนิยม การแก้ไขด้วยการปราบปรามทางทหาร โดยไม่แก้ไขจุดอ่อนข้อบกพร่องภายในระบบทุนนิยม ย่อมยากที่สหรัฐและพันธมิตรจะเอาชนะสงครามนี้ได้

โลกได้ก้าวเดินมาถึงทางแพร่งที่ว่า จะเลือกยึดเส้นทางการพัฒนาที่เน้นสงครามต่อต้านการก่อการร้าย หรือเน้นความมั่นคงมนุษย์ ถ้าเน้นอย่างแรก ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดความไม่สงบและความหวาดระแวงกันครั้งใหญ่ จนอาจทำลายสิ่งที่ถือว่าเป็นความมีอารยะลงไปได้

อาชญากรรมข้ามชาติ

อาชญากรรมข้ามชาติ เป็นปรากฏการณ์ใหม่เกิดขึ้นในยุคโลกาภิวัตน์ ที่มีการขนส่งที่มีสะดวกรวดเร็ว การทำธุรกรรมได้รวดเร็วเท่าความเร็วของแสง การฉ้อฉลในบรรษัทและสถาบันการเงินที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ทำให้ธุรกิจบนดินกับธุรกิจใต้ดินแยกออกจากกันได้ยาก ธุรกิจสีเทา เช่น การพนัน การค้าประเวณี และอื่นๆ

การถูกกีดกันจากระบบ สงครามเพื่อการปลดปล่อยประเทศ ปฏิบัติการลับของประเทศมหาอำนาจ ความไร้ประสิทธิและการทุจริตคอร์รัปชั่นในรัฐบาล เหล่านี้มีส่วนช่วยให้อาชญากรรมข้ามชาติขยายตัวเติบใหญ่

กิจกรรมอาชญากรรมข้ามชาติที่สำคัญ ได้แก่ การค้ายาเสพติดและเหล้าบุหรี่ การค้าสตรีและเด็ก การพนัน การค้าอาวุธ กับระเบิด

อาชญากรรมข้ามชาติยังประสานกับอาชญากรรมทั่วไปในท้องถนนกระทบต่อความมั่นคงทางกายภาพของผู้คนจำนวนมาก

ความยากจน และความอดอยาก

ความยากจนและอดอยาก เป็นสาเหตุที่กล่าวกันมากว่า เป็นต้นตอสำคัญของความไม่มั่นคงของมนุษย์ แต่ในอีกด้านหนึ่งความยากจนและความอดอยากนั้น เป็นผลจากเหตุปัจจัยอื่น เช่น ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม การค้าที่ผูกขาดและไม่เป็นธรรม การถูกกีดกันจากสังคม รัฐบาลที่คอร์รัปชั่น การแทรกแซงของประเทศมหาอำนาจ การอ่อนแอของชุมชนและครอบครัว รวมทั้งการล้มละลายของชนบท ซึ่งทำลายทุนทางสังคมของประชาชนฐานราก ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการแก้ไขปัญหาความยากจน ในมิติแคบ เช่น ยึดการยกผู้คนให้พ้นจากเส้นความยากจน ย่อมยากที่จะประสบความสำเร็จงดงาม เนื่องจากว่า จะมีความยากจนใหม่ขึ้น โดยเฉพาะความยากจนในเมือง ซึ่งจะเป็นภัยคุกคามใหญ่ในอนาคตอันใกล้

ในที่นี้จะขอยกสลัมและความยากจนในเมืองเป็นตัวอย่าง

กระบวนการกลายเป็นเมือง (Urbanization)

กระบวนการกลายเป็นเมือง เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 30-40 ปีมานี้ ประมาณว่าในปี 2007 ประชากรโลกส่วนใหญ่จะอยู่ในเมืองเป็นครั้งแรก ใน ค.ศ.2015 คาดว่าจะมีอภินคร (Mega-city) ในประเทศกำลังพัฒนาถึงราว 23 แห่ง

อภินครเหล่านี้ แต่ละแห่งจะมีประชากรมากกว่า 10 ล้านคน อนึ่ง การกลายเป็นเมืองในประเทศพัฒนาแล้วกล่าวได้ว่าถึงจุดอิ่มตัว เช่นเดียวกับหลายประเทศในลาตินอเมริกา

ดังนั้น การขยายตัวของเมืองเกือบทั้งหมดในระยะใกล้นี้จะเกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา ลำดับเมืองขนาดใหญ่ในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น โตเกียว และ นิวยอร์ก จะลดลง และเพิ่มในประเทศกำลังพัฒนา

อย่างเช่น อินเดียและจีน เป็นต้น

เหตุปัจจัยของการขยายตัวของเมือง

การขยายตัวของเมืองเกิดจากเหตุปัจจัยหลายประการ ที่สำคัญคือ

ก) การขยายตัวของการผลิต การค้าและการลงทุน ทำให้สัดส่วนการผลิตส่วนใหญ่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมและการบริการ การผลิตและการค้าเหล่านี้ มีประสิทธิภาพและก่อกำไรสูงในสิ่งแวดล้อมของเมือง ที่มีคนอยู่อย่างหนาแน่นในที่แคบๆ พร้อมกับระบบการขนส่ง สาธารณสุข ที่อยู่อาศัย การศึกษา และโอกาสของชีวิต ซึ่งดึงดูดผู้คนให้อพยพเข้ามา

ข) การล้มละลายของชนบท ซึ่งเกิดจากการพัฒนาทางการเกษตรเป็นอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ จนกระทั่งฟาร์มขนาดเล็กและขนาดกลางต้องล้มละลาย หัตถกรรมพื้นบ้านถูกโจมตีจากสินค้าอุตสาหกรรม การเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมธรรมชาติรวมทั้งภัยธรรมชาติต่างๆ

การบริโภคที่สูงกว่ารายได้ รวมทั้งการติดในอบายมุข การเข้าไม่ถึงระบบสาธารณสุขและสุขาภิบาล ทำให้เจ็บป่วยบ่อย อายุสั้น การขาดโอกาสในชีวิต

เหล่านี้ทำให้ชาวชนบทอพยพหลั่งไหลสู่เมืองใหญ่ แม้ว่าในเมืองใหญ่เหล่านี้ไม่ได้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมไปมากพอที่จะรองรับการทำงาน ผู้ย้ายถิ่นเหล่านี้จำต้องอยู่กันอย่างแออัดในย่านสลัม หรือสร้างเป็นเมืองสลัมนอกเมือง

ค) อิทธิพลของเมืองแผ่ปกคลุมไปทั่วชนบท โดยผ่านสื่อมวลชนและการสื่อสารที่รวดเร็วโดยเฉพาะที่เป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ การขนส่งที่สะดวก การค้าที่ซึมซ่านไปทั่ว รูปแบบการผลิตที่ถูกดึงดูดและเปลี่ยนไปตามตลาดและรสนิยมของเมือง เหล่านี้ทำให้ตัวชนบทเองมีลักษณะคล้ายเมืองมากขึ้น

เกิดเป็นเมืองขนาดเล็กขนาดกลางขึ้นจำนวนมาก

ผลกระทบสำคัญของการกลายเป็นเมือง

การกลายเป็นเมืองได้ส่งผลกระทบสำคัญหลายประการ เช่น

ก) ทางการเมือง ทำให้เกิดการรวมศูนย์อำนาจในเมืองมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ความไม่สงบในเมืองก็กระทบต่อความมั่นคงของรัฐบาลได้รุนแรงรวดเร็วกว่าความไม่สงบในชนบท

ข) ทางเศรษฐกิจ ทำให้การผลิตมีลักษณะกระจุกตัวตามศูนย์ต่างๆ กิจกรรมทางเศรษฐกิจสาขาอุตสาหกรรมและบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านบริการมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาก

ค) มีการใช้ทรัพยากรและพลังงานมากขึ้น เช่น เมืองทั่วโลกซึ่งครอบคลุมพื้นที่เพียงร้อยละ 2 ของแผ่นดินโลก แต่มีกิจกรรมที่ส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศถึงร้อยละ 78 จากทั้งหมด และมีการคำนวณว่า เมืองมอนทรีออล ในแคนาดาที่มีประชากร 3.5 ล้าน จำต้องใช้ทรัพยากรจากพื้นที่ขนาดใหญ่ถึง 270,000 ตารางกิโลเมตร หรือเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศฝรั่งเศส

ง) ด้านวัฒนธรรม เสริมวัฒนธรรมเมืองซึ่งมีการแข่งขันสูงและเป็นแบบตัวใครตัวมัน และที่สำคัญคือวัฒนธรรมผู้บริโภค ที่ส่งเสริมให้เกิดการบริโภคเกินความต้องการจำเป็น

จ) ด้านสังคม ก่อผลต่อขนาดและความสัมพันธ์ทางครอบครัว โดยครอบครัวจะมีขนาดเล็กลง ความสัมพันธ์ไม่อบอุ่น การหย่าร้างเพิ่ม

ฉ) สร้างความยากจนใหม่ หรือย้ายความยากจนจากชนบทสู่เมือง โดยเมืองเองก็มีความแตกต่าง มีย่านคนรวย และย่านคนจน

ช) ปัญหาสังคมเมืองอื่นๆ เช่น การจราจร อาชญากรรมบนท้องถนนและอาชญากรรมข้ามชาติ ธุรกิจใต้ดิน เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป การกลายเป็นเมืองอย่างรวดเร็ว สะท้อนสภาพช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท คนรวยกับคนจน ประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจน ซึ่งก่อผลกระทบต่อความมั่นคงมนุษย์ทั้งในเมืองและชนบทอย่างสูง ตัวอย่างเช่น

ตาม รายงานแผนงานการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ องค์การสหประชาชาติ (United Nations Human Settlements Program) ชื่อ การท้าทายของสลัม (The Challenge of Slums: Global Report on Human Settlements 2003) ที่เผยแพร่ในเดือนตุลาคม 2003 ระบุว่า

ปัจจุบันประชากรโลกเกือบ 1 พันล้านคนอาศัยอยู่ในสลัม และมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนขึ้นเท่าตัวใน ปี 2030 จำนวน 3 ใน 4 ของประชากรเมือง 1 พันล้านคนที่เพิ่มขึ้นจะอยู่ในเมืองที่มีขนาดระหว่าง 1 ถึง 5 ล้านคน และเมืองเล็กที่มีประชากรน้อยกว่า 5 แสนคน

การกลายเป็นเมืองถึงขีดสมบูรณ์ในยุโรป อเมริกาเหนือ และในละตินอเมริกา การกลายเป็นเมืองในอนาคตทั้งหมดเกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา การเกิดสลัมในเมืองเนื่องจาก

(1) เมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว (2) ความยากจนในเมืองที่พุ่งสูงขึ้น (3) คนยากจนในเมืองไม่สามารถเข้าถึงที่ดินและที่อยู่อาศัยที่มั่นคง

(4) การเตรียมการหรือการวางแผนของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นไม่เพียงพอ การแก้ปัญหาสลัมอยู่ที่การแก้ปัญหาความยากจนในเมือง การจ้างงานและรายได้ การมีที่พักอาศัย อาหาร สาธารณสุข การศึกษา และเข้าถึงบริการและโครงสร้างพื้นฐานของเมือง

จุดมุ่งหมายที่จะสร้างเมืองที่ปราศจากสลัมขององค์การสหประชาชาติยากที่จะเป็นจริง

มีความพยายามในการพัฒนาเมืองสลัม ไอวอรี พาร์กที่อยู่ชานกรุงโยฮันเนสเบิร์ก โดยจัดตั้งสหกรณ์เพื่อก่อตั้ง "เมืองนิเวศ" ขึ้น ได้เงินอุดหนุนเริ่มแรกในปี 1999 จากรัฐบาลเดนมาร์กเป็นเงิน 1.7 ล้านดอลลาร์ หลังจากนี้ก็มีหลายประเทศและหน่วยงานให้การสนับสนุน ชีวิตของประชากรในเมืองสลัมดีขึ้นและมีความหวังมากขึ้น ช่วยเหลือตนเองได้ดีขึ้น

มีความฝันว่าอาจเป็นกรณีตัวอย่างในการแก้ปัญหาสลัมในเมืองได้ (Stephen Leahy, 19 April 2004)

ลัทธิกีดกัน

ลัทธิกีดกันซึ่งมีทั้งการกีดกันทางเพศ ผิว ศาสนาและอื่นๆ ผลกระทบที่สำคัญก็คือ

(1) เป็นการกีดคนจำนวนมากออกจากการเข้าถึงบริการที่จำเป็นทางสังคม ไม่ได้มีส่วนร่วมทางการเมือง หรือตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างไม่มีการพลิกฟื้น เช่น การกีดกันในประเทศพัฒนาแล้วที่กระทำต่อประชาชนผิวสี อาทิ ประชากรคุกในสหรัฐส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำ หรือสมาชิกวุฒิสภาของสหรัฐทั้งหมดเป็นคนผิวขาว

(2) เป็นการสร้างกำแพงที่จะทำความรู้จักเข้าใจกันทางวัฒนธรรม เป็นบ่อเกิดแห่งความแตกแยก ความไม่มั่นคง การจลาจล และสงครามกลางเมืองในประเทศกำลังพัฒนา ที่สถาบันทางเศรษฐกิจ-การเมืองยังอยู่ในภาวะเพิ่งเริ่มยืน

(3) เป็นช่องว่างให้ประเทศมหาอำนาจเข้าแทรกแซงก่อกวนในประเทศกำลังพัฒนา

เหล่านี้สามารถก่อผลร้ายต่อความมั่นคงมนุษย์อย่างรุนแรง

หน้า 70


ความมั่นคงของมนุษย์ : (12) ยุทธศาสตร์ใหม่การพัฒนา

บทความพิเศษ  โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สกว.  มติชนสุดสัปดาห์  วันที่ 07 มกราคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1273

กรณีตัวอย่าง

มีความไม่มั่นคงมนุษย์เกิดขึ้นทั่วโลก การศึกษากรณีตัวอย่าง จะช่วยให้เห็นภาพรูปธรรมว่าความมั่นคง และความไม่มั่นคงของมนุษย์เกิดขึ้นได้อย่างไร ในสภาพแวดล้อมใด มีผู้แสดงอะไรบ้าง มีผลกระทบอย่างไร จะแก้ไขหรือบรรเทาผลด้านลบนี้อย่างไร

กรณีตัวอย่างนี้ใช้บางประเทศที่ปรากฏเป็นข่าว โดยให้กระจายในทวีปที่สำคัญ

กรณีศึกษาในประเทศรวันดา

1)สภาพภูมิศาสตร์-สังคม

ก) รวันดาเป็นประเทศเล็ก ตั้งอยู่ในแผ่นดินทางตอนกลางของทวีปแอฟริกา ติดกับประเทศแทนซาเนียทางทิศตะวันออก บุรุนดีทางตอนใต้ ยูกันดาทางทิศเหนือและซาอีร์ทางทิศตะวันตก เดิมกล่าวได้ว่าไม่มีความขัดแย้งทางชนเผ่า มีชนเผ่าอยู่ 2 กลุ่ม ได้แก่ ฮูตูซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ราวร้อยละ 85 นิยมทำการเพาะปลูก และตุตซี ซึ่งนิยมการเลี้ยงสัตว์ กลุ่มนี้มีราวร้อยละ 14 ที่เหลือเป็นพวกปิ๊กมี่ ทั้ง 2 กลุ่มพูดภาษาเดียวกันและมีวัฒนธรรมคล้ายกันมาก และมีการประสมกลมกลืนกันดีพอสมควร

โดยมีระบบจัดลำดับชั้นทางสังคมที่ยืดหยุ่น กล่าวคือ มีกษัตริย์เป็นชาวตุตซี ส่วนพวกขุนนางส่วนใหญ่เป็นพวกฮูตู นอกจากนี้ ยังมีการเคลื่อนย้ายทางสังคมและแต่งงานข้ามเผ่ากัน การเข้ามาเป็นเจ้าอาณานิคมของยุโรปได้ทำลายความสัมพันธ์ที่ดีนี้ไป

เยอรมนี ได้เป็นเจ้าอาณานิคมประเทศนี้นับตั้งแต่ปี 1899 และเบลเยียมเข้ามาแทนที่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้สร้างความแตกแยกโดยสถาปนาระบบกษัตริย์ขึ้นมา ทำให้พวกตุตซีก้าวขึ้นมาคุมอำนาจทางบริหารเกือบทั้งหมด ทั้งยังให้ท้ายว่าพวกตุตซีมีความเหนือกว่าทางเชื้อชาติ กระทั่งมีการทำบัตรประจำตัวที่ต่างออกไป

ความแตกต่างเล็กน้อยจึงได้ขยายเป็นความขัดแย้งที่ดุเดือดระหว่าง 2 เผ่า ต่างก็มีปีกขวาที่ยึดมั่นในเผ่าของตน

ความขัดแย้งนี้ทวีขึ้นพร้อมกับการเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นอิสระของประเทศ โดยต่างแย่งกันเป็นผู้ปกครอง ซึ่งในที่สุดผู้นำของเผ่าฮูตูได้เข้ามามีอำนาจปกครองเมื่อประเทศได้รับเอกราชในปี 1962 มีการสังหารหมู่หลายครั้ง เผ่าตุตซีซึ่งเป็นชนส่วนน้อยตกเป็นเหยื่อ

ในปี 1990 กองกำลังแนวหน้ารักชาติรวันดา (Rwanda Patriotic Front - RPF) ที่จัดตั้งโดยกลุ่มลี้ภัยชาวตุตซีมีฐานที่มั่น อยู่ในประเทศยูกันดา ได้บุกโจมตีรวันดาและยึดครองดินแดนตอนเหนือของประเทศไว้ได้

ในปี 1992 มีการเจรจาสงบศึกเพื่อตั้งรัฐบาลผสม โดยกองกำลังสหประชาชาติหน่วยเล็กๆ เข้าไปรักษาการณ์ พร้อมกับมหาอำนาจอย่างเช่นสหรัฐ ฝรั่งเศส ต่างพยายามเข้าไปมีบทบาท โดยฝรั่งเศสใกล้ชิดกับรัฐบาลของพวกฮูตู ส่วนสหรัฐกดดันให้มีรัฐบาลผสม

ข) รวันดาเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของแอฟริกา มีประชาชนที่อยู่ชนบทมากที่สุด และมีความหนาแน่นของประชากรสูงมากด้วย

ค) มีการขายอาวุธขนาดเล็กมาสู่ประเทศนี้และทั่วทั้งแอฟริกา

ง) สาเหตุลั่นไก ในวันที่ 6 เมษายน 1994 เครื่องบินที่มีประธานาธิบดี ฮาบิอาริมานา แห่งรวันดา และประธานาธิบดี ไซเปรียน นตาริยามิรา แห่งบุรุนดีถูกยิงตก เมื่อใกล้ลงจอดที่สนามบินกรุงคิกาลี (Kigali) นครหลวง เป็นปฏิบัติการที่จนทุกวันนี้ยังไม่ทราบชัดว่าผู้ใดสั่งการ

รายงานการสอบสวนของทางการฝรั่งเศสที่รั่วไปเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ระบุว่ากลุ่มกบฏตุตซีหรือแนวหน้ารักชาติรวันดา ซึ่งนำโดย นายพอล กาคาเม (Paul Kagame) เป็นผู้ยิงจรวดใส่ นายกาคาเมซึ่งเป็นประธานาธิบดีรวันดาปัจจุบัน ได้ตอบโต้ว่า เป็นการปล่อยข่าวเพื่อหันเหความสนใจที่ฝรั่งเศสหลิ่วตายอมให้แก่พวกฮูตูหัวรุนแรง

ท่านผู้นี้ยังได้ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวบีบีซี กล่าวหาว่าฝรั่งเศสมีส่วนช่วยเตรียมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยฝรั่งเศสเป็นผู้ฝึกทหารพราน ทั้งๆ ที่รู้ว่าพวกนี้ตั้งใจที่จะฆ่า

อนึ่ง ผู้สื่อข่าวบีบีซียังรายงานว่า ฝรั่งเศสเป็นพันธมิตรทีใกล้ชิดที่สุดของระบอบรัฐบาลฮูตู และที่ปรึกษาทางทหารของฝรั่งเศส ก็ทำงานกับรัฐบาลนี้ จนกระทั่งเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่ทางการฝรั่งเศสก็ยืนยันปฏิเสธการเกี่ยวข้องกับชนชั้นนำในรวันดา (ข่าวบีบีซี 06042004)

2)สภาพปัญหา

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งใหญ่เกิดขึ้นระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ปี 1994 มีผู้ถูกสังหารระหว่าง 8 แสนถึง 1 ล้านคน ผู้ลงมือปฏิบัติ ได้แก่ หน่วยทหาร (รวมทั้งกองกำลังป้องกันประธานาธิบดี) หน่วยทหารพราน (Militia) และฝูงชน เป้าหมายของการฆ่า ดูจะมีการกำหนดไว้ล่วงหน้า ได้แก่ ชาวตุตซีและกลุ่มฮูตูที่เป็นกลาง ที่จะประนีประนอมกับกลุ่มกบฏชาวตุตซี

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นี้ยุติลงในเดือนกรกฎาคม เมื่อขบวนแนวหน้ารักชาติรวันดาหรือ RPF ที่เป็นของชาวตุตซี ยึดนครหลวงได้ ในเดือนเดียวกันนั้น ชาวฮูตูราว 2 ล้านคน ลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศซาอีร์ (ปัจจุบันเรียกว่าสาธารณรัฐคองโก DRC) และประเทศแทนซาเนีย

กองกำลัง RPF ได้ตั้งรัฐบาลเพื่อความสามัคคีในชาติโดยให้ผู้นำเผ่าฮูตูดำรงตำแหน่งทั้งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี

3)ผู้แสดง

ก) รัฐบาลรวันดา ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐบาลของพวกฮูตู มีกลุ่มหัวรุนแรงคุมอำนาจอยู่ ฉวยโอกาสช่วงเหตุวินาศกรรมนั้น ลงมือฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างเป็นระบบ ภายในเวลาเพียง 100 วัน มีผู้ถูกสังหารซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นเผ่าตุตซี ที่เหลือเป็นพวกฮูตูที่เดินสายกลาง ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่รวดเร็วกว่าสมัยนาซีในสงครามโลกครั้งที่สองเสียอีก

ข) มหาอำนาจ ในกรณีนี้มหาอำนาจสำคัญ ได้แก่ ฝรั่งเศสที่เป็นพันธมิตรกับรัฐบาลเผ่าฮูตู เบลเยียมซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมเดิม มีกองกำลังสันติภาพขนาดเล็ก และสหรัฐซึ่งเข้าไปมีส่วน เพื่อไม่ให้ถูกกีดกันออกไป และต้องการมีบทบาททั่วทั้งทวีปแอฟริกา รวมทั้งต้องการถ่วงดุลอำนาจของทางการฝรั่งเศส ที่ใกล้ชิดกับระบอบปกครองของพวกฮูตู

องค์การเอกสารเก่าสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Archive Organization) ซึ่งเป็นกลุ่มเอ็นจีโอ ที่อาศัยกฎหมายเสรีภาพทางข่าวสารของสหรัฐ นำเอกสารเก่าของสภาความมั่นคงแห่งชาติ มาประมวลและเปิดเผยว่า ในปลายเดือนมีนาคม ปี ค.ศ.1994 ก่อนหน้าเกิดเหตุ มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐ เข้าเจรจาเพื่อให้ประธานาธิบดีรวันดาเจรจาปรองดองตั้งรัฐบาลผสมขึ้น โดยขู่ว่าจะตัดเงินช่วยเหลือหากปฏิบัติล่าช้า

เมื่อเกิดเหตุยิงเครื่องบินตก เจ้าหน้าที่สหรัฐผู้นั้น ได้กล่าวเตือนว่า จะเกิดความรุนแรงเป็นวงกว้างในทั้งสองประเทศ คือ รวันดาและบุรุนดี เมื่อเริ่มเกิดการสังหารใหญ่ ทางฝ่ายบริหารสหรัฐ ทราบรายละเอียดของสถานการณ์ในรวันดาดี แต่เลือกที่จะไม่หนุนให้สหประชาชาติเข้าไปแทรกแซง ทั้งนี้ เพราะเกรงว่าจะเป็นการให้อำนาจเพิ่มแก่กองกำลังสหประชาชาติ แต่ไม่มีแผนปฏิบัติการจริง

ร้ายกว่านั้นก็คือหากปฏิบัติการของสหประชาชาติล้มเหลว สหรัฐต้องเข้ามาแบกรับแทน และอาจพบกับกรณีดังเช่นที่เกิดในประเทศโซมาเลีย ที่ทหารสหรัฐถูกสังหารไปนับสิบ สหรัฐจึงเลือกที่จะให้ความช่วยเหลือ ในถ้อยคำของประธานาธิบดีคลินตันที่ว่า

"ผมคิดว่านี่เป็นทั้งหมดที่เราทำได้ตอนนี้ เมื่อเรามีกองทหารอยู่ที่เกาหลี ยุโรป และพันธกิจใหม่ในบอสเนีย นอกจากนี้ เรายังต้องพยายามอย่างหนัก ที่จะให้ความตกลงสร้างสันติภาพในเฮติของสหประชาชาติ ฟื้นกลับมา" (Ferroggiaro, William, The U.S. and the Genocide in Rwanda 1994, The National Security Archive, 24032004)

ค) องค์การสหประชาชาติ ซึ่งพิสูจน์ว่าไม่มีพลังอะไรในการรักษาสันติภาพ เรื่องทั้งหมดยังขึ้นอยู่กับประเทศมหาอำนาจ เช่น เมื่อพลโทดัลแลร์จะขอให้ส่งกำลังทหารจำนวน 5 พันนายมา แต่เมื่อทราบว่าสหรัฐไม่สนับสนุนก็ลดจำนวนลงเหลือเพียง 2,500 นาย และก็ไม่ได้อีก เนื่องจากสหรัฐไม่ต้องการเข้ามายุ่งเกี่ยว

ง) รัฐบาลประเทศโดยรอบรวันดาต้องแบกรับกลุ่มลี้ภัย ซึ่งบางแห่งใช้เป็นที่ซ่องสุมของกบฏเผ่าฮูตู บางประเทศ เช่น แทนซาเนียแสดงบทบาทเป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้เกิดรัฐบาลปรองดองในชาติ

หน้า 38


ความมั่นคงของมนุษย์ : (13) ยุทธศาสตร์ใหม่การพัฒนา

บทความพิเศษ  โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สกว.  มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1274

สถานการณ์และแนวโน้ม

ก) การประชุมรำลึกครบรอบ 10 ปี ของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา ซึ่งมีผู้นำรัฐและรัฐบาล 8 ประเทศเข้าร่วม ประธานาธิบดี พอล กาคาเม ซึ่งมาจากเผ่าตุตซีที่ถูกสังหาร กล่าวปราศรัยว่า เหตุการณ์อันน่าเศร้าใจเกิดขึ้นเนื่องจากการเพิกเฉยต่อปัญหาของชุมชนทางสากล (ซึ่งที่สำคัญหมายถึงมหาอำนาจตะวันตก) ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ามีลักษณะลัทธิเชื้อชาติ

"เราควรจะได้จดจำไว้เสมอว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าที่ไหน ได้แสดงถึงความล้มเหลวของชุมชนระหว่างประเทศ ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นความล้มเหลวทั้งโดยเจตนาและโดยความสะดวก เหตุใดชีวิตของประชาชนรวันดาเป็นล้านคน จึงไม่มีความสำคัญต่อใครเลย เมื่อมองในแง่ของยุทธศาสตร์ หรือผลประโยชน์แห่งชาติ ประเทศมหาอำนาจมีระเบียบวาระซ่อนเร้นหรือไม่ ข้าพเจ้าเกลียดที่จะยอมรับว่าระเบียบวาระนี้กำหนดโดยความคำนึงถึงทางเชื้อชาติหรือผิวสี ข้าพเจ้าหวังว่ามันไม่เป็นจริง" (บีบีซี 05042004)

พลโทโรมิโอ ดัลแลร์ แห่งแคนาดาผู้บัญชาการกองกำลังสันติภาพขนาดเล็กในรวันดาในครั้งนั้น ดูจะเห็นพ้องว่าตะวันตกได้นิ่งดูดายต่อปัญหาในรวันดา แต่ก็มองไปอีกมุมหนึ่ง ในด้านทัศนคติ เขากล่าวว่า

"ผมยังคงเชื่อว่าถ้ามีองค์กรหนึ่งประกาศว่าจะสังหารลิงกอริลลาภูเขาจำนวน 320 ตัว ก็จะมีปฏิกิริยาตอบโต้จากชุมชนระหว่างประเทศเพื่อระงับหรือให้หยุดการกระทำนั้น มากกว่าที่จะป้องกันมนุษย์จำนวนนับพันนับหมื่นคนที่จะถูกสังหารในประเทศเดียวกัน นี่เคยเป็นมาแล้ว และยังคงเป็นจริงในปัจจุบัน" (บีบีซี 26032004)

มีข้อสรุปจากฝ่ายการทหารและการเมืองของประเทศพัฒนาแล้ว อย่างเช่น พลโทดัลแลร์ แห่งแคนาดาและรายงานของวุฒิสมาชิกสหรัฐต่อประธานาธิบีคลินตันในปี 1994 เห็นว่า การเข้าแทรกแซงทางกำลังทหารตั้งแต่ต้นอาจป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในวรันดาได้

อนึ่ง องค์การสหประชาชาติกำหนดให้วันที่ 7 เมษายน เป็นวันสากลรำลึกถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และยอมรับความผิดพลาดขององค์กรที่ไม่สามารถป้องกันเหตุการณ์ที่น่าสลดใจนี้

ข) สถานการณ์ในประเทศรวันดาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา โดยทั่วไปมีเสถียรภาพ ชาวเผ่าฮูตูที่ลี้ภัยไปนอกประเทศโดยรอบราว 3 ล้านคน ในจำนวนนี้รวมผู้กระทำผิดในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ได้ทยอยกลับประเทศ โดยเห็นว่ารัฐบาลได้พยายามบูรณะประเทศ เช่น ในเมืองหลวง มีบ้านใหม่ อาคารสำนักงานสมัยใหม่ และโรงแรมผุดขึ้น สร้างความปรองดองระหว่างชนเผ่า และสร้างอัตลักษณ์ใหม่ของชาวรวันดา ปัจจุบันมีกองกำลังกบฏชาวฮูตูราว 2 หมื่นคน อยู่ใน คองโก และราว 4 พันคนรวมทั้งหัวหน้าไปวางอาวุธ

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหา 3 เรื่อง ได้แก่

(1) การที่ชาวเผ่าตุตซียังคงได้ดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจเป็นส่วนใหญ่ ก่อให้เกิดความกินใจกัน

(2) ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน ฝ่ายค้านรัฐบาลถูกปิดปากและปราบปราม และ

(3) ปัญหาความยากจนโดยเฉพาะทางตอนใต้ของประเทศ

การแก้ปัญหาเรื่องสิทธิประชาธิปไตยและความยากจนจะเป็นตัวบ่งชี้เสถียรภาพและความปรองดองในชาติที่ยังรู้สึกมีการแบ่งแยกกัน (บีบีซี 07042004) มีรายงานข่าวเมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2547 ว่า

กองกำลังฮูตูเพื่อการปลดปล่อยชาติ (The Hutu Forces for National Liberation) ได้มีปฏิบัติการโจมตีค่ายผู้อพยพเผ่าตุตซีในทางตะวันตกของประเทศบุรุนดี ได้สังหารผู้คนไปกว่า 150 คน (บางกอกโพสต์ 15082004)

ค) สรุปบทเรียนและแนวทางต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ องค์การเฝ้าระวังสิทธิมนุษย์ชน (Human Right Watch) เห็นว่ามีด้วยกัน 10 ประการ ได้แก่

(1) หยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ก่อนที่มันจะกลายเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จริง

(2) ตอบโต้อย่างรวดเร็วและมั่นคงต่อการเตรียมการเพื่อสังหารหมู่ประชาชนชาวบ้าน

(3) ให้ความสนใจต่อสื่อมวลชน ในสถานการณ์ที่เกิดความขัดแย้งทางชนเผ่า ศาสนา และเชื้อชาติ ในกรณีที่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ใกล้จะเกิดขึ้น จะต้องหยุดการกระจายเสียงที่กระตุ้นหรือชี้แนะการก่อความรุนแรง เช่น ในกรณีของ รวันดา ปรากฏว่า 1 ปีก่อนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ สื่อมวลชนในรวันดาทั้งหนังสือพิมพ์และวิทยุได้โจมตีเผ่าตุตซีและผู้คัดค้านรัฐบาล เช่นหนังสือพิมพ์ระดับชาติกล่าวหาว่า พวกตุตซีเป็น "ศัตรูของชาติ" อนึ่ง การสังหารหมู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย ก็มีปรากฏการณ์ทำนองเดียวกัน

(4) จะต้องให้ความสนใจอย่างสูงต่อผลกระทบด้านลบจากแบบอย่างการกระทำในประเทศใกล้เคียง กล่าวคือ ในปี 1993 จนถึงต้นปี 1994 ชนเผ่าฮูตูและตุตซีจำนวนหลายหมื่นคน ถูกสังหารในประเทศบูรุนดี ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับประเทศรวันดา รัฐบาลรวันดาได้ถือโอกาสนี้ขยายความเกลียดชัง

(5) ต้องมีข่าวสารที่แม่นยำเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในภาคพื้นดิน ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์มีแนวโน้มที่จะเสนอว่าการสังหารครั้งใหญ่นี้เป็นเรื่องของความขัดแย้งระหว่าง 2 เผ่ามาเก่าแก่ ไม่ได้มองว่า เป็นความพยายามของอำนาจรัฐโดยตรงในการขจัดเผ่าตุตซีออกไป

(6) ชุมชนระหว่างประเทศต้องบ่งชี้และให้การสนับสนุนแก่กลุ่มที่ต่อต้านการสังหารล้างเผ่าพันธุ์ เช่นกรณีรวันดาเมื่อเริ่มการสังหาร มีหลายกลุ่ม เช่น ประชาชนทั้งตอนกลางและตอนใต้ไม่เห็นด้วย แต่เมื่อไม่ได้รับการสนับสนุนจากชุมชนระหว่างประเทศก็ทนแรงกดดันในประเทศไม่ไหว

(7) เรียกการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างตรงไปตรงมา และประณามอย่างแข็งขัน ดำเนินการต่อต้านรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างถาวร รวมทั้งปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือในอนาคต

(8) ห้ามการค้าอาวุธกับรัฐบาลที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

(9) กดดันรัฐบาลใดก็ตามที่แสดงท่าทีสนับสนุนรัฐบาลฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ให้เปลี่ยนนโยบายเสีย

(10) เตรียมพร้อมเพื่อการเข้าแทรกแซงทางกำลังทหาร

ข้อสังเกตเพิ่มเติมบางประการ

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อน เกิดจากเหตุปัจจัยหลายประการและมีผลกระทบ ก่อบาดแผลใหญ่ลึกที่ต้องใช้เวลาในการเยียวยา กล่าวกว้างๆ ได้ว่า เกิดจากเหตุปัจจัยสำคัญคือ

ก) ความยากจนและการแย่งชิงทรัพยากรที่จำกัด

ข) การสร้างความแตกต่างทางชนเผ่า ศาสนาและเชื้อชาติ อาจขยายตัวไปเรื่อยจนกลายเป็นความหวาดระแวง ความเกลียดชัง และการเป็นศัตรูฆ่ากันได้เมื่อมีเหตุการณ์อื่นมาเสริม

ค) การค้าอาวุธแม้เป็นอาวุธขนาดเล็ก ก็ทำให้บางกลุ่มบางเผ่าในประเทศกำลังพัฒนามีอำนาจเหนือกลุ่มอื่น และคิดรวบอำนาจก่อความรุนแรงขึ้นได้

ง) มหาอำนาจยังคงมีบทบาทสูงในประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งการเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในบางแห่ง

จ) การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาไม่ได้เกิดขึ้นในท่ามกลางความบ้าคลั่ง ความไร้ระเบียบ หรืออนาธิปไตย ตรงกันข้ามกลับเกิดอย่างมีการจัดตั้งวางแผน มีการบัญชาการเป็นระดับชั้นอย่างเป็นระเบียบ มีการปฏิบัติตามคำสั่ง

เราได้เห็นรูปธรรมนี้ทั้งในกรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชาภายใต้ระบบปกครองของเขมรแดง

กรณีศึกษาในประเทศอาร์เจนตินา

1) สภาพภูมิศาสตร์-สังคม

อาร์เจนตินาอุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีทุ่งหญ้าใหญ่ที่สมบูรณ์ มีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่พอเพียงสำหรับใช้ มีประชากรราว 30 ล้านคน มีการศึกษาสูงและมีรายได้ดี ราวร้อยละ 84 อาศัยอยู่ในเมือง เป็นประเทศส่งออกอาหารสำคัญของโลก และมีฐานอุตสาหกรรมที่มั่นคง โดยรวมนับว่าเป็นประเทศที่มีความมั่นคงมนุษย์สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน อาร์เจนตินาได้รับสมญาว่า "ประเทศยุโรปในอเมริกาใต้"

ดูจะไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าประเทศนี้จะเดินไปสู่ภาวะจลาจลอย่างที่เกิดขึ้นในสองสามปีที่ผ่านมา

หน้า 62


ความมั่นคงของมนุษย์ : (14) ยุทธศาสตร์ใหม่การพัฒนา

บทความพิเศษ  โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สกว.  มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1275

สภาพปัญหา

ก)วิกฤตหนี้ เป็นวิกฤตที่เริ่มเกิดขึ้นในปลายทศวรรษ 1970 พร้อมกับการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาลเผด็จการทหาร ต่อด้วยรัฐบาลที่ยึดถือแนวคิดเสรีนิยมใหม่ ทั้งสองกลุ่มนี้เดินนโยบายเศรษฐกิจตามคำแนะของไอเอ็มเอฟ ที่ให้มี "การปรับโครงสร้าง" (Structural Adjustment) รวมเป็นเวลาต่อเนื่องถึง 1 รุ่น ก่อนหน้านั้นรัฐบาลอาร์เจนตินายึดทฤษฎีพึ่งพาของ ดร.เพรบิสซ์ ซึ่งเสนอให้พัฒนาระบบทุนนิยมแบบเป็นอิสระ สร้างอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้าและพัฒนาอุตสาหกรรมส่งออก แต่ก็ดูมีความพยายามจากประเทศมหาอำนาจที่จะชี้ว่านโยบายตามทฤษฎีพึ่งพานี้ล้าสมัยไป

ในช่วงการปกครองเผด็จการทหาร (ค.ศ.1976-1983) รัฐบาลมีนโยบายกดขี่ปราบปราม โดยมีเป้าหมายอยู่ที่สหภาพแรงงาน และกลุ่มเยาวชนเปรอง การทำ "สงครามสกปรก" ของรัฐบาลอาร์เจนตินา ภายใต้ชื่อต่อต้านการกบฏและพวกคอมมิวนิสต์นี้ บางคนเห็นว่า เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ประมาณว่ามีผู้ถูก "อุ้ม" หายไปมากกว่า 12,000 คน (Jason Gilthens, State Repression and Violence in Argentina)

มีบางรายงานระบุว่าในปี 1976 มีเยาวชนอาร์เจนตินาถูกสังหารในค่ายมรณะราว 2 หมื่นคน ในปี 1982 นายพลลีโอพอลโด กัลเทียรี ได้สั่งบุกโจมตีหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ นัยว่าเพื่อเบี่ยงเบนความไม่พอใจ การพ่ายแพ้ต่ออังกฤษทำให้ระบอบประชาธิปไตยกลับคืนสู่อาร์เจนตินาในปี 1983 ผู้นำการก่อรัฐประหารถูกลงโทษ แต่ในปี 1989 ประธานาธิบดีอาร์เจนตินาได้ประกาศนิรโทษกรรม

ทุกวันนี้ ยังมีการเคลื่อนไหวเพื่อรำลึกและลงโทษผู้กระทำผิดในนโยบายและการปฏิบัติที่เหี้ยมโหดนั้น (The Guardian 18082003)

อนึ่ง จากการเปิดเผยข้อมูลที่เคยเป็นความลับของทางการสหรัฐ พบว่า นายเฮนรี คิสซิงเจอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐขณะนั้น หนุนระบอบทหารให้ก่อสงครามสกปรกก่อนการเปิดสมัยประชุมสภาคองเกรส โดยกล่าวว่าสหรัฐจะไม่ก่อ "ความยากลำบากที่ไม่จำเป็น" แก่ปฏิบัติการ นายคิสซิงเจอร์ ให้ความมั่นใจแก่รัฐมนตรีต่างประเทศอาร์เจนตินาว่า สหรัฐจะสนับสนุนทุกอย่างที่ทำได้ และว่า "ยิ่งเสร็จเร็วเท่าใดก็ยิ่งดี...ปัญหาสิทธิมนุษยชนขยายตัวเร็ว" (The Guardian 06122003)

หลังระบอบเผด็จการทหาร เศรษฐกิจอาร์เจนตินาอยู่ภาวะลำบากมาก นายราอุล อัลฟองส์ ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีในเดือนธันวาคมปี 1983 อัตราเงินเฟ้อปีละกว่า 500% พร้อมกับหนี้ต่างประเทศจำนวนมาก ในปี 1985 ภาวะเงินเฟ้อสูงถึงปีละ 1,000% จนต้องประกาศใช้เงินเปโซใหม่ ในปี 1989 เมื่อประธานาธิบดี คาร์ลอส เมเนม ขึ้นรับตำแหน่ง อาร์เจนตินามีหนี้ต่างประเทศปริมาณมหาศาล เงินเฟ้อสูงถึง 200% ต่อเดือน การผลิตลดลง เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายเสรีนิยมใหม่มากขึ้น ได้แก่ การเปิดเสรีทางการค้า แก้กฎระเบียบ และแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

ในปี 1991 ประกาศผูกค่าเงินเปโซเข้ากับเงินดอลลาร์สหรัฐ เศรษฐกิจพอกระเตื้องขึ้นบ้าง แต่วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศโลกที่สามอื่นที่เดินตามเส้นทางเสรีนิยมใหม่ ได้แก่ ที่เม็กซิโก (ค.ศ.1995) และเอเชียตะวันออก (ค.ศ.1997) ก่อผลกระทบแก่เศรษฐกิจที่เปราะบางของอาร์เจนตินา สถานการณ์เลวร้ายอย่างยากที่จะเยียวยาแก้ไข

ข) การจลาจล ไอเอ็มเอฟ การเดินตามนโยบายไอเอ็มเอฟ การกู้ยืมเงินอย่างหนัก การผูกค่าเงินเปโซเข้ากับเงินดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 ก่อหนี้มหาศาลในปี 2000 มียอดหนี้ถึง 132 พันล้านดอลลาร์ และไม่อาจชำระหนี้ได้ เดือนธันวาคม 2001 เกิดการจลาจลและความไม่สงบทางสังคม หรือการจลาจลไอเอ็มเอฟ เกิดขบวนการคนว่างงานและจ้างงานต่ำระดับในอาร์เจนตินา ที่เรียกว่าปิเกอเตโร (The Piqueteros)

ซึ่งดำเนินการต่อต้านด้วยรูปแบบเนื้อหาที่หลากหลาย ทั้งเดินขบวน ปิดถนน กดดันให้มีการเปลี่ยนประธานาธิบดีถึง 5 คนในช่วง 2 สัปดาห์

ผู้แสดง

ผู้แสดงที่สำคัญประกอบด้วย รัฐบาลอาร์เจนตินา และไอเอ็มเอฟ รายงานของสำนักประเมินอิสระในไอเอ็มเอฟ ที่เผยแพร่ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2547 ระบุว่า "การเข้าไปรับมือกับวิกฤติอาร์เจนตินาของไอเอ็มเอฟหนนั้น ทำให้เศรษฐกิจของอาร์เจนตินายิ่งถดถอยลง...วิกฤตเศรษฐกิจของอาร์เจนตินาก่อตัวขึ้นราวปี 1998 และทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงจุดสูงสุดเมื่อปี 2001 ตอนที่เกิดวิกฤตสาหัสนั้น รัฐบาลอาร์เจนตินาต้องประกาศเบี้ยวหนี้เจ้าหนี้คิดเป็นมูลค่าเกือบแสนล้านดอลลาร์

ยกเลิกการตรึงค่าเงินเปโซกับค่าเงินดอลลาร์ ในอัตรา 1-1 ผลก็คือคนอาร์เจนตินาจำนวนมหาศาล "จน" กะทันหันในพริบตา ผลผลิตของประเทศหายไปทันที 1.1 เปอร์เซ็นต์ในปี 2002 ถัดมา

...ความผิดประการของแรกไอเอ็มเอฟในกรณีของอาร์เจนตินาก็คือ การวางเฉยต่อสัญญาณอันตรายที่ดังขึ้น...ข้อที่น่าสนใจคือ ในขณะที่ไอเอ็มเอฟบีบไทยเสียจนหน้าซีดหน้าเซียว บังคับให้กิน "ยาขม" สารพัดรูปแบบ ไอเอ็มเอฟกลับปฏิบัติต่ออาร์เจนตินาที่ได้ชื่อว่าเป็น "เด็กดี" ในทางตรงกันข้าม...

เช่น ตัวเลขขาดดุลงบประมาณจริงๆ ของรัฐบาลที่ตั้งไว้ไม่มากมายนัก... แต่พอเอาเข้าจริงๆ รัฐบาลกลับเป็นหนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการใช้จ่ายของรัฐบาลเอง กว่าไอเอ็มเอฟจะให้ความสนใจประเด็นนี้ ก็ปาเข้าไปปลายปี 1999 ต่อเนื่องกับปี 2000 ตอนที่หนี้ก้อนนี้ขยายขึ้นไปจนเกือบจะถึง 50 เปอร์เซ็นต์...

ปลายปี 2000 ไอเอ็มเอฟพยายามจะเทเงินเข้าไปช่วยอาร์เจนตินา ครั้งแรกไอเอ็มเอฟช่วยอาร์เจนตินาไป 14,000 ล้านดอลลาร์ ทั้งๆ ที่คณะกรรมการไอเอ็มเอฟเองสรุปว่า "ไม่น่าที่จะประสบความสำเร็จ" ...ในเดือนสิงหาคมปี 2001 ตอนที่มีคนถอนเงินออกจากระบบสถาบันการเงินกันมหาศาล... ไอเอ็มเอฟ เทเงินเข้าไปอีก 8 พันล้านดอลลาร์ ทั้งๆ ที่ประกาศว่าโอกาสที่เงินก้อนนี้จะช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาลนั้นมี "อย่างมากที่สุดแค่ 20-30 เปอร์เซ็นต์"...

การเมินเฉยต่อภาวะหนี้ตั้งแต่ตอนแรก ต่อด้วยการให้กู้ต่อเนื่องทั้งๆ ที่ภาระหนี้สินของอาร์เจนตินาไม่อาจแบกรับได้แล้ว นำไปสู่ข้อสรุปของไอโออีว่า ไอเอ็มเอฟมีส่วนสำคัญ ในการสร้างวิกฤตการณ์ทางการเงิน ระดับมหาวินาศที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ขึ้นที่อาร์เจนตินา" (มติชน 020847)

อนึ่ง มีบางประเทศที่มีปัญหากับไอเอ็มเอฟในทำนองเดียวกัน ประธานาธิบดีเมกาวตีแห่งอินโดนีเซีย ได้กล่าวปราศรัยในการประชุมประจำปีของรัฐบาลชี้ว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่ได้ให้เงินกู้ยืมอย่างมีเงื่อนไขมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเกิดวิกฤติเอเชียระหว่างปี 2540-2541 แต่ดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดที่เกือบทำให้อินโดนีเซียล้มละลาย ต้องจมปลักในปัญหาการเงินและล้าหลังประเทศเพื่อนบ้าน

เธอเห็นว่าไอเอ็มเอฟควรแสดงความรับผิดชอบโดยช่วยเหลือจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาประเทศขึ้น (โพสต์ทูเดย์ 17082547)

สถานการณ์แนวโน้มและข้อสังเกตบางประการ

สถานการณ์เศรษฐกิจของอาร์เจนตินา มีลักษณะฟื้นตัวขึ้น แต่ยังคงเปราะบาง กล่าวกันว่าธุรกิจสำคัญ เช่น สถาบันการเงินตกอยู่ในมือของกลุ่มทุนโลกมากขึ้น นั่นคือ ก้าวสู่การเป็นประเทศพึ่งพาทางเศรษฐกิจของศูนย์กลางโลกมากขึ้น ความพยายามของ ดร.เพรบิสซ์ ที่จะสร้างทฤษฎีเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศและภูมิภาคนี้ ตกเป็นเมืองพึ่งของสหรัฐและกลุ่มทุนโลกไม่ประสบความสำเร็จ แสดงว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา ยังขึ้นกับอิทธิพลของมหาอำนาจอย่างสูง และน่าจะให้บทเรียนบางอย่างว่าการเดินไปบนหนทางเสรีนิยมใหม่ซึ่งจะนำไปสู่การผูกขาดของบรรษัทในเวลาไม่ช้านั้น เป็นความเสี่ยงสูง ควรก้าวเดินด้วยความระมัดระวังยิ่ง

ในทางการเมือง-สังคม เกิดความสงบและความเป็นระเบียบในระดับหนึ่ง จุดเด่น ได้แก่ การเมืองภาคประชาชนหรือภาคพลเมืองมีบทบาทมากขึ้น มีการฟื้นคดี "สงครามสกปรก" โดยคณะเผด็จการทหาร

คาดหมายว่าการต่อสู้ทางการเมือง-สังคมในอาร์เจนตินา จะเข้มข้นต่อเนื่อง ทั้งจากพลังสหรัฐที่ต้องการสร้างเขตการค้าเสรีแห่งทวีปอเมริกา ซึ่งจะเอื้อแก่บรรษัทข้ามชาติ จากกลุ่มทุน-ทหารอาร์เจนตินาซึ่งมีทั้งสนับสนุนและไม่เห็นด้วย และจากขบวนการประชาสังคมอาร์เจนตินาที่ต้องการคุณภาพและโอกาสชีวิตที่ดีขึ้น

หน้า 37


ความมั่นคงของมนุษย์ : (15) ยุทธศาสตร์ใหม่การพัฒนา

บทความพิเศษ  โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สกว.  มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1276

กรณีศึกษาในประเทศโคลัมเบีย

1) สภาพภูมิศาสตร์-สังคม

ประเทศโคลัมเบียตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศปานามาในอเมริกากลาง พื้นที่เป็นป่าเขา เชื่อมต่อกับป่าอะเมซอน ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่ยากไร้ อัตราคนยากจนมีถึงราวร้อยละ 64 ของจำนวนประชากรทั้งหมด มีทรัพยากรที่อุดม เป็นสะพานเชื่อมระหว่างอเมริกากลางกับอเมริกาใต้

เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับสหรัฐ มีพรมแดนติดกับประเทศเอกวาดอร์ เปรู ปานามา เวเนซุเอลา และบราซิล

2) สภาพปัญหา

ก) ความยากจนและช่องว่างในสังคม อัตราคนยากจนกว่าร้อยละ 60 ของจำนวนประชากรทั้งหมด การไร้ที่ดินทำกินก็เป็นปัญหาใหญ่ มีการต่อสู้เพื่อที่ดินทำกินและสร้างเขต "ปลดปล่อย" ข) สงครามกลางเมืองยาวนานกว่า 40 ปี เมื่อเขตปลดปล่อยนั้นถูกโจมตีทั้งภาคพื้นดินและภาคอากาศ ค) การผลิตและค้ายาเสพติด เกิดจากเหตุปัจจัย 3 ประการได้แก่

(1) ชาวไร่ชาวนาที่ต้องอพยพจากการปราบปรามและการต่อสู้ในสงครามกลางเมือง หันมาปลูกพืชโคคาซึ่งใช้ในการผลิตโคเคน ที่ใช้พื้นที่น้อยกว่า และได้เงินมากกว่าการปลูกพืชเศรษฐกิจโดยปกติ และใช้เงินนี้ในการต่อสู้ต่อไป

มีเอกสารในปี 2000 ระบุว่า โคลัมเบียเป็นแหล่งผลิตโคเคนป้อนสหรัฐถึงราวร้อยละ 80 และราวครึ่งหนึ่งของเฮโรอีน ซึ่งเป็นเหตุผลที่รัฐบาลสหรัฐเปิดสงครามต่อต้านยาเสพติดในประเทศนี้

(2) กองกำลังติดอาวุธกึ่งทหารขวาจัดที่เป็นพันธมิตรกับรัฐบาล ฉวยโอกาสผลิตและค้ายาเสพติดซึ่งได้ผลประโยชน์มาก

(3) การปราบปรามรวมทั้งการโปรยยาในประเทศใกล้เคียงได้ผล จึงมีการย้ายการทำไร่โคคามาในโคลัมเบียมากขึ้น ปัจจุบันเป็นแหล่งผลิตโคเคนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้

ง) การก่อการร้าย หลังเหตุการณ์ 9/11 สหรัฐถือว่าขบวนการฝ่ายซ้ายและกองกำลังขวาจัดเป็นกลุ่มก่อการร้าย มีปฏิบัติการทั้งในที่ห่างไกลและในเมืองหลวงโบโกตา

จ) การแย่งชิงทรัพยากรน้ำมัน โคลัมเบียมีทรัพยากรน้ำมันมาก

ฉ) ความพินาศของระบบนิเวศป่าอันบอบบาง เนื่องจากการสู้รบ และการโปรยสารพิษเพื่อทำลายไร่โคคา

3) ผู้แสดง

ก) รัฐบาล ที่เกิดจากการรวมตัวของพรรคการเมืองปีกขวาและที่เป็นกลาง มีนโยบายขวาถึงขวาจัด สนับสนุนโดยสหรัฐ

ข) กลุ่มติดอาวุธกึ่งทหาร (Paramilitary) ของพวกขุนศึก มีแนวคิดขวาจัด ร่วมมือกับรัฐบาลโดยผ่านกองทัพภายใต้ชื่อกองกำลังผสมป้องกันตนเองโคลัมเบีย (United Self-Defense Forces of Colombia - AUC) กลุ่มติดอาวุธนี้มีกำลังระหว่าง 15,000-20,000 คน ยึดที่ดินซึ่งมีผู้อยู่อาศัยน้อย ประมาณว่าอาจสูงถึงร้อยละ 40 ของที่ดินทั้งประเทศ ดำเนินการต่อสู้กับขบวนการฝ่ายซ้าย ทำลายการเคลื่อนไหวทางสังคมของกลุ่มสิทธิมนุษยชน ชาวนาที่ต่อต้าน "การพัฒนา" ผู้นำสหภาพแรงงาน ผู้นำชนพื้นเมือง และผู้นำชุมชน

จากการประเมินของ สหพันธ์สากลแห่งสหภาพแรงงานอิสระโคลัมเบีย พบว่า ในปี 2002 มีการลอบสังหารทางการเมืองกว่า 8 พันรายในโคลัมเบีย ร้อยละ 80 ของการสังหารนี้กระทำโดยกลุ่มติดอาวุธกึ่งทหาร กลุ่มนี้ยังค้ายาเสพติดด้วยและมีความสัมพันธ์กับกลุ่มมาเฟียอิตาลี หลังการก่อวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 สหรัฐได้นับรวมกลุ่มติดอาวุธดังกล่าวว่าเป็นพวกก่อการร้าย

ค) กลุ่มลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธ มีอยู่ 3 กลุ่มด้วยกัน ที่ใหญ่ที่สุด ได้แก่ กองกำลังปฏิวัติโคลัมเบีย หรือฟาร์ค (Fuerzas Armadas Revolutionarias de Colombia - FARC) เป็นการรวมตัวของกลุ่มชาวนา มีกำลังพลราว 18,000 คน กองกำลังปลดปล่อยชาติ (Ejercito de Liberacion Nacional - ELN) และที่เล็กกว่ามาก ได้แก่ กองกำลังประชาชนเพื่อการปลดปล่อย (Ejercito Popular de Liberacion - EPL) ทั้ง 3 กลุ่มนี้ กล่าวกันว่าได้แรงบันดาลใจจากการลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธของคาสโตรผู้นำแห่งคิวบา ทั้งสามกลุ่มเปิดปฏิบัติการจริงจังในในช่วงกลางทศวรรษ 1960

ง) ประชาชนโคลัมเบีย กล่าวได้ว่าส่วนใหญ่มีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับสงครามกลางเมือง ในปลายเดือนตุลาคม 1999 (พ.ศ.2532) ได้มีการสำแดงกำลังครั้งใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อส่งสารง่ายๆว่า "พอแล้ว สันติภาพเดี๋ยวนี้" มีบางรายงานระบุว่า ประชาชนมากกว่า 2 ล้านคน เดินขบวนในนครโบโกตาเมืองหลวงของโคลัมเบีย ที่เมืองเมเดลันและคาลีมีผู้เดินขบวนเมืองละราว 1 ล้านคน และยังมีประชาชนเรือนพันเดินขบวนในหมู่บ้านหลายร้อยแห่งทั่วประเทศ

การที่ประชาชนทั่วไปคัดค้านสงคราม ที่สำคัญคงเกิดจากการเป็นผู้ได้รับผลด้านลบอย่างรุนแรง เช่น มีการลอบสังคมทางการเมืองเฉลี่ยวันละ 12 ราย ทำให้ต้องสูญเสียชีวิตผู้คนถึง 3 แสนคนในทศวรรษ 1990 ผู้คนราว 1.8 ล้านคน ต้องอพยพจากที่อยู่ และ 5 แสนคนในช่วง 2 ปีท้าย

การเคลื่อนไหวของประชาชนนี้มีส่วนกดดันให้รัฐบาลเจรจาสันติภาพกับกลุ่มลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธ อนึ่ง ในเดือนมกราคม ปี 2000 รัฐบาลสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดีคลินตันได้ให้เงินช่วยเหลือแก่รัฐบาลโคลัมเบียในระยะ 2 ปีเป็นเงิน 1.3 พันล้านดอลลาร์

ในจำนวนนี้ร้อยละ 80 เป็นการช่วยเหลือทางด้านทหารและตำรวจ ภายใต้โครงการ "สงครามต่อต้านยาเสพติด" ซึ่งมีส่วนช่วยกลุ่มอุตสาหกรรม-ทหารของสหรัฐเองไม่น้อย

จ) รัฐบาลสหรัฐซึ่งเป็นอำนาจภายนอกแต่มีบทบาทสูง กล่าวได้ว่าสหรัฐเป็นผู้กำหนดเกมการเมืองของประเทศนี้ สหรัฐเข้าไปแทรกแซงกิจการโคลัมเบียด้วยเหตุผลสำคัญ นั่นคือ การสร้างความสงบและจัดระเบียบทางสังคม-เศรษฐกิจ-การเมืองในประเทศนี้ เพื่อให้สอดรับกับความมั่นคงแห่งชาติ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตน อนึ่ง โคลัมเบีย นอกจากส่งน้ำมันไปขายในสหรัฐเองแล้ว ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำหรับการเข้าถึงบ่อน้ำมันในอเมริกาใต้ การเข้าแทรกแซงโคลัมเบียจึงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายต่างประเทศสหรัฐในภูมิภาคนี้และทั่วโลก

นายพล ปีเตอร์ เพซ ซึ่งเคยเป็นผู้บัญชาการกองบัญชาการสหรัฐส่วนใต้ (US"s Southern Command - USSOUTHCOM) ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานในโครงการช่วยเหลือเพื่อความมั่นคงทั่วลาตินอเมริกา ได้กล่าวในที่ประชุมของคณะกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐในปี 2000 ว่า "การค้าของเราในทวีปอเมริกามีมูลค่าราวร้อยละ 46 ของการส่งออกทั้งหมดของสหรัฐ และเราหวังว่าอัตรานี้จะเพิ่มขึ้นในอนาคต" และชี้แจงว่าสหรัฐจำเป็นต้องรักษา "เสถียรภาพที่ต่อเนื่องอันจำเป็นสำหรับการเข้าถึงตลาดในเขตรับผิดชอบของ USSOUTHCOM ซึ่งมีความจำเป็นต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและความไพบูลย์ของสหรัฐ" และว่า "การสูญเสียตลาดในภูมิภาคแคริบเบียนและลาตินอเมริกาของเรา ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อสุขภาพของเศรษฐกิจสหรัฐ"

นายพลเจมส์ ที. ฮิลล์ ผู้บัญชาการคนต่อมา ได้กล่าวในคำแถลงจุดยืนของกองบัญชาการส่วนใต้ของสหรัฐ เมื่อเดือนมีนาคม 2003 ว่า "สหรัฐทำการค้ามากกว่า 360 พันล้านดอลลาร์ต่อปี กับละตินอเมริกันและแคริบเบียนเกือบเท่ากับที่สหรัฐทำกับประชาคมยุโรป" และคาดว่าความสัมพันธ์ทางการค้าจะเพิ่มขึ้น โดยในปี 2010 "การค้ากับละติน อเมริกันจะมากกว่าการค้ากับประชาคมยุโรปและญี่ปุ่นรวมกัน" โดยเฉพาะเมื่อทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีแห่งอเมริกา นายพลฮิลล์ กล่าวสรุปแผนปฏิบัติการของกองบัญชาการส่วนใต้ว่า มีจุดประสงค์ที่จะขยาย "อิทธิพลสหรัฐ ทำให้มิตรมีความมั่นใจและยับยั้งฝ่ายปรปักษ์" เขายังได้อ้างเหตุผลว่า "กองบัญชาการส่วนใต้ จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนากำลังแห่งความมั่นคง ซึ่งจะช่วยให้เกิดความสามารถในการปกครองทั่วทั้งภูมิภาคโดยเฉพาะที่โคลัมเบีย"

นายมาร์ก กรอสส์แมน เจ้าหน้าที่ระดับสูงแห่งกระทรวงต่างประเทศสหรัฐด้านกิจการการเมือง ได้ให้ปากคำแก่คณะกรรมาธิการย่อยด้านปฏิบัติการต่างประเทศในปี 2002 ว่า กลุ่มกบฏโคลัมเบีย "เป็นอันตรายต่อการลงทุนโดยตรงของสหรัฐในโคลัมเบียมูลค่า 4.3 พันล้านดอลลาร์ พวกเขาได้โจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐเป็นประจำ รวมทั้งทางรถไฟที่ใช้โดยบริษัทเหมืองแร่ถ่านหินดรัมมอนด์ และท่อส่งน้ำมันของบริษัทออกซิเดนทัล ปิโตรเลียม"

นายพอล ดี. คัฟเวอร์เดลล์ วุฒิมาชิกสหรัฐ ชี้ว่าความไร้เสถียรภาพในโคลัมเบีย จะมีผลกระทบโดยตรงต่อเวเนซุเอลาซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันให้แก่สหรัฐรายใหญ่ที่สุด หลังเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน 2001 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐ ยิ่งเห็นว่าความมั่นคงทางน้ำมันมีความสำคัญเป็นอันดับต้นของสหรัฐ ประธานาธิบดีบุชได้ขออนุมัติเงิน 98 ล้านดอลลาร์ เพื่อใช้ในการฝึกพิเศษกองพลน้อยต่อต้านพวกกบฏ คอลิน เพาเวลล์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ได้ชี้แจงว่า เงินจำนวนดังกล่าว จะใช้เพื่อ "ฝึกและติดอาวุธแก่ทหารโคลัมเบีย 2 กองพลน้อย เพื่อป้องกันท่อส่งน้ำมัน" มิให้ฝ่ายกบฏมาโจมตี ซึ่งจะ "ทำให้เราขาดแหล่งปิโตรเลียม" (ดู Doug Stokes, Imperial Pretexts : The Real Reasons Behind US Intervention in Colombia, zmag.org., 14102003)

เหตุผลในการเข้าแทรกแซงกิจการภายในของโคลัมเบีย แม้โดยพื้นฐานจะเหมือนกัน แต่ในด้านปฏิบัติ มีรายละเอียดแตกต่างกันไป ซึ่งอาจจัดเป็น 3 ระยะ ได้แก่

(1) ช่วงสงครามเย็น ใช้ปฏิบัติการจิตวิทยาเพื่อให้เกิดการยอมรับในสหรัฐและในทางสากลว่า เป็นการต่อต้านคอมมิวนิสต์ และคุกคามต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ-สังคมแบบทุนนิยมในโคลัมเบีย กระทรวงต่างประเทศสหรัฐสรุปในปี 1959 ว่า เหตุการณ์ไม่สงบในโคลัมเบีย หากดำเนินต่อไปก็จะสร้างเงื่อนไขแก่การเคลื่อนไหวของพวกคอมมิวนิสต์ และคุกคามต่อการสร้างรัฐบาลที่สนับสนุนสหรัฐ ประชาธิปไตย และการลงทุนแบบเสรี และยังมีการชี้ว่าสหรัฐจำต้องสนับสนุนการทหารแก่รัฐบาลโคลัมเบีย เพราะว่าประเทศนี้อยู่ติดกับเขตคลองปานามา ในช่วงนี้สหรัฐได้มีส่วนช่วยตั้งกองกำลังกึ่งทหารเพื่อทำลายการเคลื่อนไหวของประชาสังคมด้วย

(2) เมื่อใกล้จะสิ้นสุดสงครามเย็น เหตุผลในการต่อต้านคอมมิวนิสต์เริ่มฟังไม่ขึ้น ในปี 1987 มีการสำรวจประชามติพบว่าผู้คนในทวีปอเมริกาส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐบาลโคลัมเบียมีการคอร์รัปชั่นสูง และทำลายสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เพื่อให้เกิดการยอมรับการเข้ามาของสหรัฐ มีการสร้างบริษัทประชาสัมพันธ์เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของรัฐบาลใหม่ ให้กลายเป็นผู้สนับสนุนอย่างแข็งขันใน "สงครามต่อต้านยาเสพติด" ของสหรัฐ รัฐบาลโคลัมเบียจึงเป็นฝ่ายคนดี ส่วนพวกต่อต้านที่ค้ายาเสพติดเป็นฝ่ายคนเลว การแทรกแซงครั้งนี้ จึงกระทำในนามสงครามต่อต้านยาเสพติดมีปฏิบัติการสำคัญที่เรียกว่า "แผนโคลัมเบีย" ซึ่งกล่าวกันว่าประสบความล้มเหลว

(3) ช่วงนับแต่เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 ใช้ข้ออ้าง "สงครามต่อต้านการก่อการร้าย" และสหรัฐดูจะแสดงบทบาทสนับสนุนรัฐบาลฝ่ายขวาในการปราบปรามขบวนการฝ่ายซ้ายอย่างเปิดเผย และเข้าไปพัวพันมากขึ้นเป็นลำดับ มีแผนปฏิบัติการสำคัญของรัฐบาลโคลัมเบียภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐเรียกว่า "แผนรักชาติ" (Patriot Plan) ใช้กำลังพลเพื่อกวาดล้างกองกำลังปลดปล่อยอย่างทั่วด้าน ซึ่งเป็นปฏิบัติการสงครามครั้งใหญ่ สถานการณ์มีมิติซับซ้อนขึ้น เช่นสหรัฐถือเอาทั้งกองกำลังกึ่งทหารที่เป็นพันธมิตรกับกองทัพโคลัมเบีย และกองกำลังปฏิวัติฝ่ายซ้ายของโคลัมเบียเป็นกลุ่มก่อการร้ายทั้งคู่

ปัจจุบันสหรัฐให้เงินช่วยเหลือแก่รัฐบาลโคลัมเบียมากเป็นอันดับ 3 รองจากอียิปต์และอิสราเอล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความช่วยเหลือทางด้านทหาร

หน้า 37


ความมั่นคงของมนุษย์ : (16) ยุทธศาสตร์ใหม่การพัฒนา 

บทความพิเศษ  โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สกว.  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 04 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1277

สถานการณ์แนวโน้มและข้อสังเกตบางประการ

กแผนรักชาติ เป็นปฏิบัติการครั้งใหญ่ล่าสุดของรัฐบาลโคลัมเบีย โดยการสนับสนุนทางการฝึก การวางแผน และเทคโนโลยีทันสมัยของสหรัฐ เป็นจุดที่ทำให้สหรัฐเข้าไปพัวพันในกิจการภายในของประเทศโคลัมเบียมากขึ้น ปฏิบัติการนี้มีจุดประสงค์สำคัญ 2 ด้าน ด้านหนึ่ง เพื่อการเผด็จศึก ทำลายการต่อสู้ของกลุ่มต่อต้านอย่างถึงรากหรืออย่างน้อยนำกลุ่มต่อต้าน ฟาร์ก เข้าสู่โต๊ะเจรจา คาดหมายว่าคงใช้เวลายาวนาน และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงมนุษย์อย่างกว้างขวาง อีกด้านหนึ่ง เพื่อเร่งการพัฒนา ซึ่งรัฐบาลโคลัมเบียมีแผนที่จะแปรรูปรัฐวิสาหกิจมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (Colombiaweek.org) คาดหมายว่าน่าจะมีผลกระทบต่อประเทศใกล้เคียงด้วย เช่นผู้อพยพลี้ภัย อาจมีการโยกย้ายการทำไร่โคคาไปที่ประเทศเอกวาดอร์มากขึ้น

ข) ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตกว่า 4 หมื่นคน อีกนับล้านต้องย้ายถิ่นที่อยู่ สงครามที่ไม่มีวี่แววว่าจะยุติ คงจะมีประชาชนชาวบ้านบาดเจ็บล้มตายและพลัดที่อยู่อีกไม่น้อย การรุกทำลายป่าเพื่อปลูกโคคา การโปรยยาทำลายไร่โคคาที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของผู้คน มีรายงานข่าวในเดือนกรกฎาคม 2004 ว่า สหรัฐจะให้เงินช่วยเหลือ 313 ล้านดอลลาร์ เพื่อทำสงครามเคมี ซึ่งบางทีเรียกว่า "การรมควันทางอากาศ" (Aerial Fumigation)

ค) การก่อการร้ายที่เพิ่มขึ้น ขบวนการฟาร์กได้โจมตีเป้าหมายที่เป็นพลเรือนมากขึ้น ในเดือนมกราคม 2004 รัฐบาลประธานาธิบดีบุชแห่งสหรัฐ ขออนุมัติเงินงบประมาณก้อนหนึ่ง เพื่อรักษาเส้นทางลำเลียงน้ำมันของบริษัทออกซิเดนทัลปิโตรเลียม ที่มีฐานอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย

ง) มีความพยายามในการเจรจาสันติภาพเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ เหมือนกับที่ผ่านมา ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ล่าสุด มีเจตนาที่จะบีบให้ขบวนการฟาร์กเข้าสู่โต๊ะเจรจา

จ) ขบวนการประชาสังคมโคลัมเบียได้ดำเนินการต่อสู้อย่างทรหด เช่น มีการเคลื่อนไหวปลุกระดมในหลายเขตที่ถือว่าทำให้สงบแล้ว ได้แก่ บาร์แรงกิลลา (Barranquilla) และคาร์ตาจินา (Cartagena) เป็นการเคลื่อนไหวคู่กันไปกับขบวนการประชาสังคมในประเทศอื่น ซึ่งประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เช่น ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของอาร์เจนตินา นายเคิร์ชเนอร์ เดินนโยบายที่เอื้อต่อประชาชนรากหญ้ามากขึ้นเนื่องจากแรงกดดันของขบวนการประชาชน ในโคลัมเบียเองประธานาธิบดียูไรบ์ (Uribe) ได้รับเลือกในปี 2002 โดยสัญญาว่าจะยุติสงครามกลางเมือง แต่ความนิยมก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ไม่ได้รับการยอมรับในการลงประชามติ 2003

โคลัมเบียเป็นแบบฉบับอย่างหนึ่ง แสดงถึงวัฏจักรแห่งความรุนแรง ลัทธิทหารพราน (Paramilitarism) หรืออุดมการต่อต้านการกบฏ และสงครามสกปรก มีผู้ชี้ว่า อนาคตโคลัมเบียและภูมิภาคนี้มี 2 อย่าง นั่นคือ ถ้าหากโคลัมเบียไม่เป็นเหมือนประเทศในละตินอเมริกาอื่นๆ ประเทศละตินอเมริกาอื่นๆ ก็จะเป็นเหมือนประเทศโคลัมเบีย

กรณีศึกษาในประเทศอิรัก

1) สภาพทางภูมิศาสตร์-สังคม

ก) เป็นประเทศสำคัญในตะวันออกกลาง ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำไทกริส-ยูเฟรติส อันอุดมสมบูรณ์ เป็นอู่อารยธรรมของโลก มีสถานที่และโบราณวัตถุทั่วประเทศ มีพิพิธภัณฑ์ที่ล้ำค่า ในศตวรรษที่ 7 เป็นศูนย์อารยธรรมอิสลาม ข) มีปริมาณสำรองน้ำมันสูงของโลก ค) ได้ต่อสู้เพื่อเป็นอิสระจากจักรวรรดินิยมตะวันตกเรื่อยมา ตั้งแต่สมัยอังกฤษในสงครามโลกครั้งที่ 1 ง) ในช่วงสงครามเย็นเป็นพันธมิตรกับสหภาพโซเวียต และช่วงหนึ่งใกล้ชิดกับสหรัฐ ในช่วงการทำสงครามอิหร่าน-อิรัก (1980-1988)

2) สภาพปัญหา

ก) สงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งที่ 1 (1990-1991) ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิรัก เริ่มเมื่ออิรักบุกโจมตีประเทศคูเวต ที่ผู้นำอิรักถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศตน สหรัฐนำกำลังขับไล่ทหารอิรักจากคูเวต และเสริมกำลังในภูมิภาคนี้อย่างมั่นคง

ข) การปิดล้อมอิรักโดยแกนสหรัฐ-อังกฤษ ที่อาศัยมติองค์การสหประชาชาติ ทำให้สหรัฐมีอิทธิพลเหนืออิรักและน้ำมันของประเทศนี้ในระดับที่แน่นอน การปิดล้อมนี้ ก่อความทุกข์ยากเดือดร้อนแก่ชาวอิรักอย่างหนัก ประมาณว่าเป็นสาเหตุให้มีผู้เจ็บไข้เสียชีวิตถึง 1.2 ล้านคนในช่วงทศวรรษ 1990 ในจำนวนนี้เป็นเด็กราว 5 แสนคน

ค) สงครามยึดครองอิรัก (2003-ปัจจุบัน) การก่อวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 ได้ถูกฝ่ายบริหารสหรัฐยกเป็นข้ออ้างในการบุกยึดครองอิรัก โดยกล่าวหาว่า ประธานาธิบดีอิรักมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อการร้ายอัล กอร์อิดะห์ และอิรักมีอาวุธทำลายล้างสูง ซึ่งทั้ง 2 ประการไม่เป็นจริง มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหูว่า แกนสหรัฐ-อังกฤษบุกยึดครองอิรักโดยมีเจตนาสำคัญในการรักษาจักรวรรดิของกลุ่มสหรัฐ-อังกฤษไว้ ต้องการควบคุมอิรักเบ็ดเสร็จซึ่งเท่ากับควบคุมตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมันที่สมบูรณ์ที่สุดของโลก

ง) การคัดค้านจากประชามติโลก การก่อสงครามที่ไม่เป็นธรรมนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงคัดค้านจากประชามติทั่วโลก และเป็นปฏิบัติการที่มองข้ามองค์การสหประชาชาติครั้งสำคัญ

จ) สงครามกลางเมืองในอิรัก (เมษายน 2004-ปัจจุบัน) แกนสหรัฐ-อังกฤษสามารถยึดกรุงแบกแดดได้ในเวลาไม่นาน แต่หลังจากนั้นต้องเผชิญกับการต่อต้านยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น จนกระทั่งกลายเป็นภาวะสงครามกลางเมือง ที่ก่อความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอิรักอย่างประมาณไม่ได้ เศรษฐกิจของประเทศนี้ถูกทำลายแทบสิ้นเชิง อัตราการว่างงานของชาวอิรักตามข่าวในปลายเดือนกรกฎาคม 2004 สูงถึงร้อยละ 70 ทำให้ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางล่อแหลมไม่ปลอดภัย และส่งผลต่อความมั่นคงของโลกโดยรวมด้วย

ในช่วงการรบ 3 สัปดาห์แรก มีบางสถาบันรวมตัวเลขชาวอิรักที่บาดเจ็บล้มตายตกระหว่าง 11,000-15,000 คน

3)ผู้แสดง

ก) รัฐบาลอิรัก มี 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงประธานาธิบดีซัดดัม ซึ่งเดินนโยบายแข็งข้อต่อแกนสหรัฐ-อังกฤษ ปัจจุบันสลายตัวเป็นกลุ่มต่อต้าน และช่วงรัฐบาลชั่วคราวที่จัดตั้งและค้ำจุนโดยสหรัฐ-อังกฤษ กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน

ข) แกนสหรัฐ-อังกฤษ มีบทบาทในการสร้างเรื่อง เคลื่อนไหวหาพันธมิตรด้วยรูปแบบต่างๆ ลงมือปฏิบัติการ และดำเนินการปกครองอิรักในทางปฏิบัติ และพยายามโยนภาระให้ประเทศอื่นช่วยแบกรับเมื่อสถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คาด ต้องเปลี่ยนตัวผู้ปกครองอิรักชาวสหรัฐ และผู้บัญชาการทหาร อนึ่ง ในสงครามครั้งนี้ มีปรากฏการณ์สร้างข่าวขนาดใหญ่อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เช่น ความกล้าหาญของทหารหญิงสหรัฐที่ไม่เป็นเช่นนั้น หรือเสนอภาพการโค่นรูปปั้นประธานาธิบดีซัดดัมท่ามกลางชาวอิรักจำนวนมากที่โห่ร้องแสดงความยินดี

ค) กลุ่มต่อต้านของประชาชนอิรัก ประกอบด้วยหลายส่วน มีทั้งกลุ่มกำลังเดิมของประธานาธิบดีซัดดัม กองกำลังที่ยึดถือศรัทธาทางศาสนา โดยเฉพาะนิกายชีอะห์ที่ลุกขึ้นสู้อยู่ในปัจจุบัน และกองกำลังสนับสนุนของประชาชนอิรักโดยทั่วไป

ง) ชาวเคิร์ด ส่วนที่ต้องการอิสระแห่งชาติ ทั้งชาติอิรักและของชาวเคิร์ดเอง

เป็นตัวแปรของสงครามที่ไม่อาจมองข้ามได้

4)สถานการณ์แนวโน้มและข้อสังเกตบางประการ

ก) แบกแดด นครที่รุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค กลายเป็นนครที่ไม่น่าอยู่ที่สุดของโลก ข้ออ้างหนึ่งของสหรัฐ-อังกฤษในการบุกยึดครองอิรัก ได้แก่ ความเป็นเผด็จการ ทำลายความมั่นคงมนุษย์ของระบอบซัดดัม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการยึดครองนั้น ปรากฏว่าในคุกกราอิบที่ทางการสหรัฐกล่าวหาว่าระบอบซัดดัมใช้ทรมานนักโทษการเมือง ก็ถูกใช้เป็นที่ทรมานเชลยชาวอิรักทำนองเดียวกัน ความไม่สงบ อาชญากรรมและความรุนแรงครอบคลุมไปทั่ว คุกคามความมั่นคงมนุษย์ส่วนบุคคลอย่างยิ่ง เช่น

อันตรายใหญ่จากการลักพาตัวที่ปรากฏอย่างแพร่หลาย นายลีออน คัตชาเดอร์ เจ้าของอู่รถยนต์ที่ลูกชายอายุ 14 ปีเพิ่งถูกลักพาตัว และต้องจ่ายเงิน 15,000 ดอลลาร์เพื่อแลกตัวลูกชายที่เต็มไปด้วยความหวาดผวากลับมา เขากล่าวว่า "คนพวกนี้ไม่สมควรมีชีวิตอยู่ ซึ่งซัดดัมก็รู้ถึงสิ่งนี้ ผมเคยไม่ชอบซัดดัม แต่ในช่วงที่เขาปกครอง ประเทศก็เป็นยุคที่มีความปลอดภัย เขาควบคุมสถานการณ์อยู่ ผมหวังว่าเขาจะกลับมาอีกครั้ง" (กรุงเทพธุรกิจ 140847)

ข) ศิลปวัตถุต่างๆ ถูกปล้นไปตั้งแต่วันแรกที่กรุงแบกแดดแตก และยังมีการปล้นและโจรกรรมโบราณวัตถุทั่วประเทศอิรัก ซึ่งบางคนชี้ว่าเป็นหายนะทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี

ค) ระบอบประชาธิปไตยและสิทธิสตรียังไม่ได้รับการสถาปนา และดูจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อการยึดครองอิรักสิ้นสุด

ง) ข้อสังเกตบางประการ การเดินนโยบายแบบจักรวรรดิโดยใช้แสนยานุภาพ เพื่อเปลี่ยนระบอบปกครองประเทศอื่นตามอำเภอใจ ขาดความคำนึงถึงประชามติโลก และองค์การสหประชาชาติ โดยมั่นใจในสิ่งที่ทำเพราะว่าสามารถทำได้นั้น มีผลด้านลบสูง และดูจะไม่สำเร็จตามประสงค์

เป็นสิ่งชี้ว่าเจตนารมณ์บันดุง ที่ให้เคารพในบูรณภาพเหนือดินแดนยังเป็นพลังที่ไม่อาจมองข้ามได้

หน้า 71


ความมั่นคงของมนุษย์ : (17) ยุทธศาสตร์ใหม่การพัฒนา

บทความพิเศษ  โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สกว.  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1278

กรณีศึกษาในประเทศอินเดีย

1) สภาพภูมิศาสตร์-สังคม

อินเดียเป็นประเทศใหญ่ที่สุดในเอเชียใต้ มีประชากรมากเป็นอันดับสองของโลก ทั้งมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ความเชื่อและวัฒนธรรมอย่างยิ่ง มีภาษาพูดกว่า 200 ภาษา มีศักยภาพเป็นแกนนำในภูมิภาคนี้ สภาพภูมิประเทศแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ บริเวณภูเขาตอนเหนือมีพรมแดนติดต่อกับหลายประเทศ ได้แก่ ปากีสถาน จีน ภูฏาน และเนปาล บริเวณที่ราบตอนเหนือ ได้แก่ ที่ราบลุ่มแม่น้ำพรหมบุตร คงคา เป็นอู่อารยธรรมโบราณของโลก และบริเวณคาบสมุทรตอนใต้ เป็นแผ่นดินเก่า อุดมด้วยแร่ธาตุ

อินเดียเป็นประเทศที่มีความชำนาญทางการค้ามานาน และเป็นทางผ่านของเส้นทางการค้า ต้องเผชิญกับการรุกรานจากภายนอก โดยเฉพาะอิทธิพลจากอิสลาม ในปี 1750 ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษและได้รับเอกราชในปี 1947 การตั้งถิ่นฐานหลักได้แก่หมู่บ้านมีกว่า 5 แสนแห่ง เป็นที่อยู่อาศัยและวิถีดำเนินชีวิตของชาวอินเดียส่วนใหญ่

อนึ่ง เนื่องด้วยนโยบายของอังกฤษ ทำให้ประชากรอินเดียในปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ในชนบทมากยิ่งกว่าในสมัยรุ่งเรืองของราชวงค์โมกุลเสียอีก

2) สภาพปัญหา

ก) ลัทธิวรรณะ มีทั้งด้านการสร้างความเป็นเอกภาพและการแบ่งแยกในสังคม ความปราชัยของพรรคชนตะ แสดงให้เห็นถึงวรรณะล่างก่อกบฎต่อลัทธิวรรณะ รวมทั้งการแปรไปถือศาสนาอื่น

ข) การตกเป็นอาณานิคม การถูกปล้นทรัพยากรธรรมชาติ การสร้างชนชั้นนำและผู้มีการศึกษาที่รับใช้เจ้าอาณานิคมอังกฤษหรือคนเก่งไปทำงานในอังกฤษ-สหรัฐ การต้องพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคมตามแนวทางที่อังกฤษกำหนด ทำให้อินเดียสูญเสียโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ และสร้างระบอบรัฐที่เข้มแข็ง ในปี 1783 ผู้ปกครองอังกฤษออกกฎหมายการตั้งถิ่นฐาน ซึ่งทำให้พลเมืองอังกฤษกลายเป็นเจ้าที่ดินรายใหญ่ ที่ดินเหล่านี้ถูกนำมาเก็บค่าเช่า และเกิดระบบภาษีที่ดิน (Zamindari System) ที่ผู้เก็บภาษีให้แก่รัฐบาลอังกฤษจะเป็นเจ้าที่ดิน ทำให้ชีวิตชาวนายิ่งเลวร้าย สิ่งนี้ยังเป็นการสร้างรากฐานแก่ระบบเศรษฐกิจที่ขัดแย้งกันและความไม่เสมอภาคอย่างยิ่ง (Mari Marcel Thekaekara, Poverty : Background and Perspective, infochangeindia.org)

ค) ความยากจนและการว่างงาน ปรากฏอย่างแพร่หลาย ประมาณว่าในอินเดีย มีผู้อาศัยในความยากจนระหว่าง 350-400 ล้านคน ความยากจนในอินเดียหมายถึงความหิวโหย สตรีและเด็กถูกกดขี่

ง) อัตราผู้ไม่รู้หนังสือ สูงมากถึงราวร้อยละ 35 (การสำรวจสำมะโนประชากร ปี 2001) โดยเฉพาะในหมู่สตรี และผู้มีการศึกษาน้อยมักมีรายได้ต่ำ

จ) การแบ่งแยกทางศาสนา เกิดเป็นการจลาจลทางศาสนาและการลอบสังหารทางการเมือง

ฉ) การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วจากการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจในทศวรรษ 1990 ขยายช่องว่างในสังคม เช่น แม้ว่าอินเดียมีชื่อเสียงด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ระดับโลก แต่อัตราการใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลยังต่ำมาก ตก 9 รายใน 1,000 เพราะว่าราคาคอมพิวเตอร์สูงเกินไป นอกจากนี้ ทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเลวร้ายหนักขึ้น เมืองใหญ่อย่างเช่นกัลกัตตากลายเป็นเมืองที่มีมลพิษสูงสุดเมืองหนึ่งของโลก เด็ก 7 ใน 10 คนในเมืองนิวเดลีและกัลกัตตาป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ

ช) การเขียนประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ถูกมองข้ามไป ว่าเป็นส่วนที่มีบทบาทสำคัญในการผนึกกำลังคนในชาติ สร้างแนวทางการพัฒนาที่สอดรับกับความเป็นจริงของชาติ มีผู้ชี้ว่าประวัติศาสตร์ที่ถูกบิดเบือนโดยเจ้าอาณานิคม ก่อให้เกิดความสับสนขึ้น ในบทความชื่อ "ประวัติศาสตร์อินเดียที่ถูกบิดเบือน" (Distortion in Indian History) โดย เอ็น. เอ็ส. ราชาราม (28072003) ได้ชี้ว่า สวามี วิเวกานนท์ ได้กล่าวเตือนเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้วว่า

"ประวัติศาสตร์ของประเทศเราเขียนโดยผู้ประพันธ์ชาวอังกฤษ (และชาวตะวันตกอื่น) ย่อมเลี่ยงไม่พ้นที่จะทำให้จิตใจของเราอ่อนแอลง เพราะว่าเขาพูดแต่ความตกต่ำของพวกเรา... ปัจจุบันถึงเวลาที่เราจะก้าวเดินไปบนหนทางการวิจัยทางประวัติศาสตร์ที่เป็นอิสระด้วยการศึกษาพระเวท ปุราณะ และปูมบันทึกโบราณของอินเดีย จากข้อมูลเหล่านี้...นำมาเขียนประวัติศาสตร์ของประเทศที่ตรงความจริงและสร้างแรงกระตุ้นทางจิตวิญญาณ เป็นหน้าที่ของชาวอินเดีย ที่จะเขียนประวัติศาสตร์อินเดีย"

ในทัศนะของราชารามมีการบิดเบือนประวัติศาสตร์อินเดียที่สำคัญ 4 จุดด้วยกัน ได้แก่

(1) การบิดเบือนประวัติศาสตร์สมัยโบราณ โดยการสร้างเรื่อง "การรุกรานของอารยัน" ขึ้น และเกิดสงครามอารยัน-ทราวิด ทำให้ยุคพระเวทกลายเป็น "ยุคแห่งความขัดแย้ง" ทั้งที่ในยุคนั้นเป็นยุคของการสังเคราะห์และการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนกันพอสมควร ที่เรียกว่าวัฒนธรรมชนพื้นเมืองที่ไม่ใช่ชาวอารยันนั้น ตามข้อมูลล่าสุด ยืนยันว่าอารยธรรมฮารัปปาอันเป็นเมืองโบราณในอินเดียนั้นเป็นแบบพระเวท

(2) การบิดเบือนประวัติศาสตร์สมัยกลาง ซึ่งเป็นยุคแห่งความขัดแย้ง โดยสังคมฮินดูดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดจากการรุกรานทำสงครามศาสนาอิสลาม แต่นักประวัติศาสตร์ตะวันตกกลับเขียนว่าเป็นยุคแห่งการสังเคราะห์ (Age of Synthesis)

(3) การบิดเบือนประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อเอกราช โดยกลบเกลื่อนยกย่องแต่การต่อสู้ของพรรคคองเกรสที่นำโดยคานธี แต่มองข้ามความสำคัญของนักปฏิวัติอย่างเช่น สารทาร์ พาเตล (Sardar Patel) และศุภัส โพส (Subhas Bose) ที่นำการต่อสู้ด้วยอาวุธ

(4) การบิดเบือนประวัติศาสตร์หลังการได้เอกราชของอินเดีย โดยปกปิดการกระทำที่ผิดพลาดของกลุ่มเนห์รูและพวก และ "ราชวงศ์" เนห์รู-คานธี การบิดเบือนประวัติศาสตร์ตามทัศนะข้างต้น ย่อมสามารถถกเถียงกันได้

แต่ก็คงมีข้อเท็จจริงที่พอเชื่อได้ว่า การเขียนและสืบทอดประวัติศาสตร์จากผู้ประพันธ์ตะวันตกย่อมก่อให้เกิดความมึนชาทางความคิด ก่อให้เกิดความขัดแย้งในหมู่ชนเผ่าพื้นเมือง ทำให้ความกลมเกลียวถูกสลายออกไป

3) ผู้แสดง

ก) พรรคการเมือง ในช่วง 15 ปีมานี้มีพรรคการเมืองใหญ่ได้แก่ บีเจพี (Bharatiya Janata Party - BJP) และพรรคคองเกรสต่างหาพันธมิตรในการตั้งรัฐบาล แม้มีความต่างกันบ้างแต่เกือบทั้งหมดเหมือนกัน เป็นชนชั้นนำที่ได้รับการศึกษาจากตะวันตก มีฐานะสูงทั้งทางเศรษฐกิจ-สังคม ข) รัฐบาลท้องถิ่น มีหลากหลาย เช่น รัฐเบงกอลตะวันตกมีรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในช่วง 27 ปีที่ผ่านมา ค) กระบวนการประชาชน มีองค์กรประชาชนจำนวนมาก ดำเนินการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ให้แก่ชุมชน สิ่งแวดล้อมและผู้ด้อยโอกาส

เมื่อต้นปี 2004 ได้เป็นที่ประชุมสมัชชาสังคมโลก (World Social Forum)

4) ถานการณ์แนวโน้มและข้อสังเกตบางประการ

การเลือกตั้งครั้งล่าสุด ชนชั้นชาวนาและกลุ่มข้างล่างปฏิเสธพรรคบีเจพีที่เป็นรัฐบาล และเสนอคำขวัญในการเลือกตั้งว่า "อินเดียที่โชติช่วง" (India Shining) และคาดว่าจะได้ชัยชนะโดยง่าย ทำให้พรรคคองเกรสได้ขึ้นมาเป็นแกนในการจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง ในระยะ 15 ปี อินเดียมีการเลือกตั้งทั่วไป 6 ครั้ง ในทุกครั้งพรรครัฐบาลและพันธมิตรถูกเขี่ยออกจากอำนาจ ปรากฏการณ์นี้มีบางคนอธิบายว่า สืบเนื่องจากรัฐบาลโดยชนชั้นนำอินเดีย หลงติดในเรื่องการทำเทคโนโลยีให้ทันสมัย เร่งพัฒนาอุตสาหกรรม ละเลยภาคการเกษตร เปิดประตูรับการค้าเสรี และทอดทิ้งเกษตรกรผู้ยากไร้

มีผลงานวิจัยว่าระหว่างทศวรรษ 1989-1990 ถึง 1999-2000 ประชากรเมืองที่ร่ำรวยร้อยละ 20 แรก ได้บริโภคเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 คนรวยในชนบทร้อยละ 20 แรกบริโภคเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ขณะที่คนระดับล่างร้อยละ 80 กลับได้บริโภคลดลง (ดู Shrivastava, Aseem, Jai Kisan (ชัยชนะเป็นของเกษตรกร) : Farmers Decide the Indian Election, 06072004)

กล่าวได้ว่า อินเดียอยู่ในช่วงของการแปลงโฉมใหญ่ในการพัฒนา ซึ่งคงจะมีการเคลื่อนไหวและการสร้างสิ่งใหม่ บางครั้งสงบ บางครั้งรุนแรง เป็นที่น่าสนใจว่า ประชาชนอินเดียจะสามารถยืนขึ้นมาเขียนประวัติศาสตร์ของตนได้แท้จริงเพียงใด

หน้า 45


 ความมั่นคงของมนุษย์ : (18) ยุทธศาสตร์ใหม่การพัฒนา

บทความพิเศษ  โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สกว.  มติชนรายสัปดาห์  หน้า 37  วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1279

กรณีศึกษาในประเทศอังกฤษ

1) สภาพภูมิศาสตร์-สังคม

อังกฤษเป็นเกาะ ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุโรปตะวันตก แต่ก็มีความต่างกันออกไป เมื่อรบชนะสเปน ทำให้กลายเป็นมหาอำนาจทางทะเล เป็นต้นแบบประชาธิปไตยและเจ้าอาณานิคมทั่วโลก ได้รับสมญานามเป็นดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน มีทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่ได้ถูกปล้นไปก่อน เป็นพื้นฐานในการก่อการปฏิวัติทางอุตสาหกรรม ทำให้จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เผชิญกับคู่แข่งสำคัญ ได้แก่ เยอรมนี จนเกิดสงครามโลก 2 ครั้ง

เป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นกับสหรัฐ ในการสืบทอดนโยบายจักรวรรดินิยม

2) สภาพปัญหา

โอกาสชีวิตในสังคมอังกฤษอยู่ในภาวะน้อยลง หรือการเคลื่อนที่ทางสังคมหยุดนิ่ง ตามเอกสารรายงานของหน่วยยุทธศาสตร์ (Strategy Unit) สำนักนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ชื่อ "โอกาสชีวิตและการเคลื่อนไหวทางสังคม" (Life Change and Social Mobility : an Overview of the Evidence) ให้คำนิยามของ การเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Mobility) หมายถึงการเคลื่อนย้าย หรือโอกาสการเคลื่อนย้ายระหว่างกลุ่มทางสังคมที่ต่างกัน ซึ่งกระทบถึงผลได้หรือผลเสีย เช่น รายได้ โอกาสสำหรับการเคลื่อนไหวทางสังคมเป็นมิติหนึ่งของโอกาสชีวิตของบุคคล ส่วนโอกาสชีวิต (Life Chances) หมายถึงโอกาสที่เปิดแก่บุคคล ในการทำให้คุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัวดีขึ้น มิติอื่น ได้แก่ การปราศจากความยากจนและการได้รับการยอมรับในสังคม

ตัวชี้วัดโอกาสชีวิตที่สำคัญ ได้แก่ ก) ระดับของรายได้และความมั่งคั่ง ข) โอกาสที่จะได้งานทำ/ความเสี่ยงต่อการตกงาน ค) สุขภาพทางกายและทางจิตใจ ง) ความเสี่ยงต่ออาชญากรรม จ) โอกาสชีวิตด้านอื่นๆ ดังนั้น โอกาสชีวิตจึงสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงมนุษย์

นอกจากนี้ ในรายงานยังได้ตั้งข้อสังเกตที่สำคัญว่า อาจต้องนำประเด็นโอกาสชีวิตมาถ่วงดุลกับเป้าหมายทางสังคมอื่น ได้แก่ การส่งเสริมความไพบูลย์ เสรีภาพและความรับผิดชอบของส่วนบุคคล

3) ผู้แสดง

รัฐบาลอังกฤษ ในสมัยนางแทตเชอร์ ดำเนินนโยบายเสรีนิยมใหม่ และสร้างความภูมิใจในการเป็นจักรวรรดิเก่า ในการพิชิตอาร์เจนตินาในสงครามฟอล์กแลนด์ รัฐบาลพรรคกรรมกรที่เผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจ-สังคม หันไปร่วมมือกับสหรัฐในการสร้างจักรวรรดิ

เช่น ในการทำสงครามยึดครองอิรัก

4) สถานการณ์และแนวโน้ม

รายงานของหน่วยยุทธศาสตร์ข้างต้น ได้แสดงหลักฐานบางประการ ดังนี้คือ

ก) ในระยะ 20-25 ปีมานี้ รายได้ของคนรวยได้เพิ่มขึ้นเร็วกว่ากลุ่มทางสังคมอื่น ส่งผลให้มีผู้คนจำนวนมากต้องประสบความยากจนอย่างสัมพัทธ์ ซึ่งสอดคล้องกับการพบว่าการขยายตัวของชนชั้นกลางอังกฤษ ได้ช้าหรือหยุดลงในระยะหลายสิบปีมานี้

ข) กลุ่มสังคมที่อยู่ในระดับบนและระดับล่าง มีโอกาสที่จะเคลื่อนย้ายทางกลุ่มรายได้ น้อยกว่าที่อยู่ในระดับกลาง เด็กชนชั้นกลางจะอยู่ในชนชั้นกลางมากกว่าชนชั้นผู้ใช้แรงงานจะก้าวมาเป็นชนชั้นกลางถึง 14 เท่า

ค) การเลี้ยงดูเด็กในยามเยาว์วัย มีความสำคัญมาก ชะตากรรมของเด็กถูกกำหนดตั้งแต่ 22 เดือนแรกของชีวิต โรงเรียนก็สายเกินไป พบว่าเด็กที่มาจากสังคมชั้นสูงเมื่อถึงอายุ 22 เดือน ก็จะมีไอคิวสูงกว่าเด็กที่มาจากสังคมชั้นต่ำ ไม่ว่าเด็กที่มาจากสังคมชั้นต่ำจะเคยแสดงว่าเป็นเด็กมีไอคิวสูงหรือไม่ก็ตาม และพบว่าการพัฒนาของเด็กในระยะแรกมีผลต่อการศึกษาในระดับสูงขึ้นไป เด็กจากสังคมชั้นล่างที่ขาดการอบรมทางภาษา วัฒนธรรมที่สมบูรณ์ ขาดความกล้าแสดงออกและเชื่อมั่นตนเอง จะล้มเหลวในการศึกษา

ง) การมีงานทำก็เป็นความยากลำบาก ประชาชนในกลุ่มแรงงานไร้ฝีมือหรือกึ่งมีฝีมือมีความเสี่ยงสูงกว่าที่จะว่างงาน มากกว่าผู้ที่ทำงานในด้านวิชาชีพเชี่ยวชาญ หรือด้านการจัดการ

จ) ช่องว่างทางรายได้ระหว่างเพศในอังกฤษก็สูงมาก แม้ว่าสตรีอังกฤษจะมีสัดส่วนในการทำงานรับจ้างค่อนข้างสูงกว่าสตรีในประเทศยุโรปตะวันตกอื่น มีเพียงประเทศเดนมาร์กและสวีเดนเท่านั้นที่มีอัตราสูงกว่า แต่พบว่าสตรีอังกฤษได้รับค่าจ้างเมื่อเทียบกับชายต่ำที่สุดในบรรดาประเทศยุโรปทั้งหลาย

ฉ) กลุ่มชนส่วนน้อยมักมีรายได้ต่ำกว่า

ช) ไม่มีความแตกต่างระหว่างอายุขัยของกลุ่มสังคมที่มีวิชาชีพชั้นสูง กับกลุ่มไร้ฝีมือในช่วง 30 ปี ทั้งสองกลุ่มมีอายุขัยเพิ่มขึ้น แต่กลุ่มวิชาชีพชั้นสูงก็ยังคงมีอายุขัยมากกว่ากลุ่มไร้ฝีมือ

ซ) ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำ ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมมากกว่า และมีความสามารถน้อยกว่าในการป้องกันทรัพย์สินของตนจากการโจรกรรม

เอกสารนี้ยังเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ซึ่งพบว่า มีเพียงประเทศสหรัฐที่มีการเคลื่อนไหวเลื่อนชั้นทางสังคมน้อยกว่าอังกฤษ อนึ่ง มีรายงานจากสำนักสถิติสหรัฐระบุว่า ในช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ช่องว่างทางรายได้ ได้ขยายตัวห่างขึ้นระหว่างประชากรที่ร่ำรวยที่สุด ผู้ซึ่งมีบ้าน หุ้นและได้รับยกเว้นภาษีสูง ขณะที่ชนชั้นกลางและชั้นล่างมีรายได้ลดลง ในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวครั้งหลังสุด การขยายตัวของช่องว่างยิ่งเห็นได้ชัด ค่าจ้างหยุดนิ่ง และชนชั้นกลางต้องแบกรับภาษีเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายเพื่อสุขภาพ การมีบ้าน ค่าเล่าเรียน พลังงานและอาหารเพิ่มสูงขึ้น

ครัวเรือนที่มั่งคั่งที่สุดร้อยละ 20 แรกมีรายได้คิดเป็นร้อยละ 44 ของรายได้ทั้งหมดในสหรัฐในปี 1973 และได้เพิ่มเป็นร้อยละ 50 ในปี 2002 ขณะที่กลุ่มอื่นมีรายได้ลดลง ครัวเรือนร้อยละ 20 ระดับล่างสุด สัดส่วนรายได้ลดลงจากร้อยละ 4.2 เหลือเพียงร้อยละ 3.5 (บางกอกโพสต์ 18082004)

5) ข้อสังเกตบางประการ

ก) สังคมประเทศพัฒนาแล้ว ที่มีความได้เปรียบจากการเป็นเจ้าอาณานิคมเดิมและแสนยานุภาพในปัจจุบัน มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและการจัดระเบียบทางสังคม มีความได้เปรียบทางด้านการค้าและลงทุน สามารถดูดความมั่งคั่งจากประเทศชายขอบสู่กลุ่มตน บัดนี้ ได้ก้าวมาถึงจุดสูงสุดแล้วหรือไม่ในการสร้างโอกาสและคุณภาพชีวิต โดยดูจากชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นชนชั้นที่แสดงถึงการเคลื่อนไหวทางสังคมและการเปิดโอกาสชีวิตให้แก่คนมากที่สุด ซึ่งอยู่ในภาวะหยุดนิ่ง ถ้าหากเป็นจริงก็เป็นสัญญาณว่าประเทศเหล่านี้จะกลายเป็นสังคมที่ตายตัว ขาดความเคลื่อนไหว หมดพลังกระตุ้นทางวัตถุ คุณภาพและความมั่นคงในชีวิตของผู้คนจำนวนมากอาจลดลง และอาจเกิดความตกต่ำทางจิตใจหรือความวุ่นวายได้ หากเกิดความหลงติดในวัตถุที่เคยได้นั้น

ข) แกนสหรัฐ-อังกฤษ กลายเป็นพันธมิตรของประเทศที่มีการเคลื่อนย้ายทางสังคมน้อย การใช้ปฏิบัติการลับและปฏิบัติการเปิดเผยเข้าแทรกแซงดินแดนทั่วโลก อาจเป็นการดิ้นรนเพื่อสร้างจักรวรรดิ

เพื่อคลายแรงกดดันภายในที่เพิ่มขึ้น


ความมั่นคงของมนุษย์ : (19) ยุทธศาสตร์ใหม่การพัฒนา

บทความพิเศษ  โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สกว.  มติชนรายสัปดาห์  หน้า 47  วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1280

กรณีประเทศไทย : การพัฒนากับความมั่นคงมนุษย์

ประเทศไทยเริ่มแปลงโฉมครั้งใหญ่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่สี่ เพื่อให้รอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมและก้าวสู่ความศิวิไลซ์หรือการเป็นแบบตะวันตก พร้อมกับคงเอกลักษณ์ของตนไว้ การสร้างความเป็นเอกลักษณ์ของชาติหรือสิ่งที่เรียกว่า "ความเป็นไทย" ดำเนินไปพร้อมกับการปฏิรูปประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ-การเมือง-สังคม การปรับเปลี่ยนนโยบายตามสถานการณ์ที่ไหวตัว ผ่านสงครามโลก 2 ครั้ง สงครามเย็นอันยาวนาน กล่าวโดยทั่วไป ถือว่าเป็นการแปลงโฉมไปตามเส้นทางของทุนนิยม

ประเทศไทย เช่นเดียวกับประเทศในโลกที่สามทั่วไป ต้องดิ้นรนต่อสู้ในการรักษาความเป็นอิสระ การยกระดับคุณภาพประชากร การสร้างเสถียรภาพทางการเมือง การขยายตัวทางเศรษฐกิจ การพัฒนาการศึกษาและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การสร้างและพัฒนาสถาบันทางการเมืองที่เหมาะสม

บนเส้นทางอันคดเคี้ยวนี้ ความคิดเรื่องการ "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข" ของราษฎร ดูเหมือนดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยทางนโยบายและทางวาจา

ความเป็นมาของการพัฒนาประเทศตามนโยบายรัฐบาล

การพัฒนาประเทศก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง (ระหว่าง พ.ศ.2394-2475)

การพัฒนาประเทศในช่วงนี้มีที่ควรกล่าวถึง ได้แก่ 1) การสร้างอัตลักษณ์แห่งชาติ และแนวคิดชาตินิยม ซึ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม 2) การไล่ทันทางเศรษฐกิจ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญได้แก่ทางรถไฟ บริการสาธารณูปโภค การตัดถนน การเกษตรเชิงพาณิชย์และการส่งออก 3) การปฏิรูปทางแรงงาน การเลิกไพร่และเลิกทาส สร้างแรงงานที่เสรีขึ้น การนำแรงงานเข้ามาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะแรงงานชาวจีน 4) สร้างระบบภาษีอากรใหม่ 5) การปฏิรูปการปกครอง จัดการปกครองที่รวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง เพื่อสร้างรัฐประชาชาติสมัยใหม่ ให้ข้าราชการกินเงินเดือนจากส่วนกลาง เกิดการกบฏขึ้นหลายครั้ง ขณะที่สร้างระบบราชการใหม่ขึ้นมา ซึ่งต่อมาส่วนหนึ่งเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 6) การปฏิรูปทางด้านกฎหมายและศาล จัดระบบความยุติธรรมให้เป็นหนึ่งเดียว 7) การปฏิรูปทางวัฒนธรรม เลิกประเพณีบางอย่าง รับวัฒนธรรมตะวันตกมา พร้อมกับดัดแปลงให้เข้ากับลักษณะความเป็นไทย

8) การปฏิรูปการศึกษา มีทั้งด้านการจัดการศึกษาในระดับประถม ไปจนถึงการส่งคนไปศึกษาในต่างประเทศ ซึ่งบุคคลเหล่านี้กลายเป็นผู้นำในประเทศต่อเนื่องเป็นเวลานาน

การพัฒนาประเทศในสมัยคณะราษฎร (พ.ศ.2475-2489)

ประเทศไทยก้าวสู่การสร้างรัฐทุนพัฒนาอย่างจริงจังในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 คณะราษฎรผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้เสนอหลัก 6 ประการ ซึ่งมีการคำนึงถึงความมั่นคงมนุษย์อย่างเด่นชัด หลักดังกล่าว ได้แก่

1) จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลายไว้ให้มั่นคง

ความเป็นเอกราชทั้งหลายของประเทศ เช่น เอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ หลักเอกราชนี้จำเป็นสำหรับประเทศในโลกที่สาม เพราะว่าหากประเทศถูกครอบครองแล้ว ก็ยากที่จะประกันความมั่นคงมนุษย์ได้ ตัวอย่างเช่น กรณีประเทศอิรักที่ถูกครอบครองโดยสหรัฐและพันธมิตร แต่ในโลกที่มีการเชื่อมสัมพันธ์กันมาก ความมั่นคงร่วมกันในด้านต่างๆ ก็จำเป็นต้องนำมาพิจารณา ในอันที่จะประกันความมั่นคงในภูมิภาค แต่ละประเทศที่เป็นสมาชิกในองค์กรเหนือรัฐจำต้องสละอำนาจอธิปไตยของตนในระดับหนึ่ง แต่นี่ก็ไม่ใช่เป็นการถูกครอบครอง

2) จะต้องรักษาความปลอดภัยในประเทศให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก

หลักนี้เป็นการสร้างความมั่นคงมนุษย์ส่วนบุคคล ซึ่งมีผลงานที่ห็นได้คือการที่ประชาชนได้รับการคุ้มครองดีขึ้นจากการวางอำนาจบาตรใหญ่ในรูปแบบต่างๆ แต่ในปัจจุบันยังคงมีปัญหาจากเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น อาชญากรรมในท้องถนน และการก่อการร้ายในบางพื้นที่

3) จะต้องบำรุงความสุขของราษฎรในทางเศรษฐกิจ

โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก เป็นหลักการที่ล้มลุกคลุกคลาน โครงการเศรษฐกิจแห่งชาติเพื่อที่จะทำให้ราษฎรทุกคนมีงานทำ ไม่เคยได้นำมาใช้จริง อีกราว 30 ปีต่อมา จึงได้มีการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ซึ่งเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมและการค้าเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าที่จะมุ่งหวังให้ราษฎรทุกคนมีงานทำ และได้ขยายช่องว่างในสังคมออกไปจนแก้ไขได้ยาก อย่างไรก็ตาม ในรัฐบาลปัจจุบัน ได้มีการกำหนดนโยบายและการปฏิบัติเพื่อการขจัดความยากจนในระดับหนึ่ง

4) จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน

หลักนี้มีการปฏิบัติจนได้ผลที่เห็นได้ เช่น มีการยอมรับเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

5) จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ

เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการดังกล่าวข้างต้น หลักนี้ก็นับว่ามีการปฏิบัติได้ผล ในปัจจุบัน ประเทศไทยจัดว่าเป็นประเทศที่มีความเป็นอิสระเสรีสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

6) จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

หลักนี้ก็นับว่าจัดทำได้ดีพอสมควร อัตราการรู้หนังสือของราษฎรในปัจจุบันค่อนข้างสูงแต่เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย ก็ยังต้องปรับแก้ไม่น้อย จนดูเหมือนเป็นจุดอ่อนในการสร้างความมั่นคงมนุษย์ในประเทศ

ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ได้เกิดเหตุการณ์ใหญ่ ได้แก่ สงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมีผลกระทบตั้งแต่ก่อนสงครามจนถึงหลังสงคราม เกิดลัทธิชาตินิยม ลัทธิผู้นำตามแบบประเทศอิตาลีและเยอรมนีในการสร้างชาติ การเข้ายึดครองประเทศของทหารญี่ปุ่น การพัวพันเข้าสู่สงคราม การถูกทิ้งระเบิดจากฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ประชาชนต้องเอาตัวรอด แต่บ้านเมืองก็ไม่ได้เสียหายมากนัก

จากสุนทรพจน์ของนายปรีดี พนมยงค์เรื่อง "คณะราษฎรกับการอภิวัฒน์ประชาธิปไตย 24 มิถุนายน" เนื่องในงาน "กึ่งศตวรรษประชาธิปไตย" มีความตอนหนึ่งตอบโต้การให้ร้ายแก่คณะราษฎรว่า "คณะราษฎรส่วนรวมมีอุดมการณ์และปณิธานอย่างบริสุทธิ์เพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ แต่การปฏิบัติเพื่ออุดมการณ์และปณิธานนั้น มีความผิดพลาดบกพร่องที่ทำให้การสถาปนารัฐธรรมนูญประชาธิปไตยนั้นต้องล่าช้ามาจนถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2489 แม้ว่าในระหว่างทางดำเนินนั้น คณะราษฎรส่วนรวมต้องประสบแก่การโต้อภิวัตน์ภายในคณะและจากภายนอกคณะ แต่คณะราษฎรส่วนรวมก็ได้พัฒนาชาติให้สำเร็จตามหลัก 6 ประการ...นั้น ขอให้ท่านทั้งหลายโปรดสังเกตว่า ภายหลังการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ที่ได้ล้มระบอบปกครองตามรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยสมบูรณ์ฉบับ 9 พฤษภาคม 2489 เป็นต้นมา จนถึง 24 มิถุนายน 2529 ก็เป็นเวลากว่า 35 ปีแล้ว

ประชาธิปไตยก็ยังล้มลุกคลุกคลานตลอดมา"

การพัฒนาประเทศในสมัยสงครามเย็น (2490-2516)

มี 2 ด้านใหญ่ คือ

1) เป็นการต่อต้านคอมมิวนิสต์

การรณรงค์ต่อต้านคอมมิวนิสต์มีส่วนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงมนุษย์ มีการลิดรอนสิทธิประชาธิปไตยของประชาชน อัตราการประทุษร้ายกันภายในชาติขึ้นสูง จนกระทั่ง เกิดการลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย อย่างไรก็ตาม นโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์มีส่วนทำให้เงินไหลเข้าประเทศจำนวนไม่น้อย ทั้งจากการมีส่วนร่วมในสงครามเกาหลี และสงครามอินโดจีน โดยเฉพาะในสงครามอินโดจีนที่ประเทศกลายเป็นฐานทัพขนาดใหญ่ให้แก่สหรัฐ เงินที่ไหลเข้ามานี้มีส่วนในการขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ในอีกด้านหนึ่งก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของปัญหาโสเภณี เมียเช่า สถานเริงรมย์ ยาเสพติดและการค้าของเถื่อน เพิ่มอิทธิพลท้องถิ่นและอำนาจมืด กระทบต่อความมั่นคงมนุษย์

2) ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ

การพัฒนาเศรษฐกิจเน้นหนักในด้านการพัฒนาทางด้านกายภาพ เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ มีการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและภาคเมือง ทำให้ชนบทล้มละลาย การเกษตรถูกละเลย

เกิดปัญหาทางสังคมจำนวนมากตามมา

การพัฒนาประเทศหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 (พ.ศ.2516-2540)

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นระยะเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในแนวทางการพัฒนาประเทศ กล่าวคือ

1) มีความความพยายามที่จะปิดยุคสงครามเย็น เช่น มีการเยือนประเทศจีน และการย้อนยุคสงครามเย็น เช่น การรัฐประหาร ตุลาคม 2519 และการรัฐประหาร 2534

2) การเฟื่องขึ้นของแนวคิดสังคมนิยมที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

3) การเติบโตจากการส่งออก เริ่มในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ การแปรสนามรบเป็นตลาดการค้า การรับแนวคิดเสรีนิยมใหม่ ตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ

รวมทั้ง การพยายามแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน ในสมัยต่อมา

การพัฒนาประเทศหลังวิกฤติการเงิน (2540-ปัจจุบัน)

วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้กล่าวได้ว่า มีสาเหตุสำคัญมาจากการดำเนินนโยบายเสรีนิยมใหม่ โดยเฉพาะการเปิดเสรีทางการเงินโดยขาดความพร้อม จากวิกฤตนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการทบทวนการพัฒนาครั้งสำคัญ ซึ่งมีทั้งด้านการก้าวไปตามหนทางเสรีนิยมใหม่เช่นเคย และการที่หาทางออกใหม่ มีที่ควรกล่าวดังต่อไปนี้

1) การปฏิรูปทางการเมือง

ที่สำคัญได้แก่ การประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งมีทั้งด้านยึดแนวคิดเสรีนิยมใหม่และด้านให้ความสำคัญแก่ชุมชน มีความพยายามทั้งด้านที่จะสร้างรัฐบาลที่เข้มแข็งและการมีส่วนร่วมของประชาชน การให้ความสำคัญแก่การเมืองภาคประชาชนหรือภาคพลเรือนขึ้นมาคู่ขนานกับการเมืองของนักการเมือง การตั้งองค์กรอิสระเพื่อตรวจสอบการบริหารประเทศจำนวนหนึ่ง

2) การปฏิรูปทางด้านการปกครอง

คือการปฏิรูประบบราชการ ซึ่งในทางปฏิบัติ ทำให้ระบบนี้รับใช้ระบบทุนและธุรกิจการค้ามากขึ้น

3) การปฏิรูปทางธุรกิจ

ที่สำคัญได้แก่การส่งเสริมการส่งออกตั้งแต่สินค้าอุตสาหกรรมใหญ่จนถึงสินค้า 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างธรรมาภิบาลในบริษัท การปฏิรูปทางธุรกิจนี้ดูจะกลายเป็นศูนย์กลางการปฏิรูปทางการศึกษาด้วย

4) การปฏิรูปทางสังคม

การปฏิรูปทางสังคม ได้แก่ การจัดระเบียบทางสังคม ทำสงครามต่อต้านยาเสพติด ขจัดผู้มีอิทธิพล การขจัดความยากจน เข้าร่วมกลุ่มเครือข่ายความมั่นคงมนุษย์ ปี 2542 การตั้งกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ การเน้นอย่างน้อยทางวาจาเรื่องการพัฒนาที่ถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง

5) การเฟื่องฟูของแนวคิดชุมชนเข้มแข็ง การพึ่งตนเองของชุมชน

แนวคิดนี้จะเป็นรากฐานความมั่นคงมนุษย์ อย่างไรก็ตาม มีแนวคิดเรื่องเสรีทางการค้า การลงทุนขนาดใหญ่ การควบรวมกิจการเข้ามาบดบัง

เป็นพลังที่ต้องดิ้นรนต่อสู้อยู่

 

ความมั่นคงของมนุษย์ : (20) ยุทธศาสตร์ใหม่การพัฒนา

บทความพิเศษ  โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สกว.  มติชนรายสัปดาห์  หน้า 39  วันที่ 4  มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1281

การพัฒนาประเทศที่เป็นทางเลือก

ทางเลือกของการพัฒนาประเทศ อาจกล่าวได้ว่ามี 2 กระแสใหญ่ กระแสหนึ่งเป็นการปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตยนำโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พ.ศ.2485-2524)

อีกกระแสหนึ่งเป็นการพัฒนาแบบประชาสังคม (ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516- ปัจจุบัน)

การปฏิวัติที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

1) กำเนิความเป็นมาของ พคท.

พคท.เป็นพรรคใต้ดิน มีกำเนิดเชื่อมโยงกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน และพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ในการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประเทศทั้งสอง ดังนั้น จึงมีอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์ทั้งสองค่อนข้างสูง การบาดหมางระหว่างพรรคดังกล่าวเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ พคท. ต้องสลายตัวลง เหตุปัจจัยอื่น ได้แก่ การแข็งตัวของการนำในการวิเคราะห์สังคมไทย สถานการณ์และแนวโน้มของประเทศ ตลอดจนการปฏิบัติทางการเมือง การไม่สามารถเปิดกว้างรับเลือดใหม่ที่มาจากขบวนการนักศึกษา-ประชาชนได้

การปรับตัวของรัฐบาลไทยในการเปิดกว้างขึ้นสำหรับระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางสากล เช่น การหวนคืนดีระหว่างสหรัฐ – จีน การที่จีนปรับนโยบายจากการปฏิวัติสังคมนิยมต่อเนื่องเป็นการสร้างประเทศแบบ 4 ทันสมัย และก้าวเดินไปบนหนทางทุนนิยม การสลายตัวของกลุ่มสหภาพโซเวียด

อย่างไรก็ตาม ด้วยการยืนหยัดต่อสู้เป็นเวลายาวนาน พคท. เป็นพรคการเมืองเดียวที่ต่อต้านเผด็จการฟาสซิสต์อย่างถึงที่สุด การยึดมั่นในหลักการปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตย ตามแนวทางลัทธิมาร์กซ์-ลัทธิเลนิน-ความคิด เหมา เจ๋อ ตง การเพียรพยายามในการเผยแพร่แนวคิด และทฤษฏีอย่างไม่หยุดหย่อน ใช้ทั้ง “การวิจารณ์เป็นอาวุธ และอาวุธเป็นการวิจารณ์” ได้สร้างฐานที่มั่น หรือเขตปลดปล่อยในบางพื้นที่ ชื่อเสียงและเกียรติภูมิของ พคท. ได้สูงเด่นขึ้นในช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

กล่าวได้ว่าเป็นยุคทองของแนวคิดสังคมนิยมในประเทศไทย

2) นโยบายเฉพาะหน้า 10 ประการของ พคท.

พคท. ได้เสนอหลักนโยบาย และนโยบายเฉพาะหน้าหลายฉบับ นับแต่สมัชชาพรรคครั้งที่ 1 เดือนธันวาคม 2485 และได้มีการปรับปรุงนโยบายดังกล่าว ตามแต่สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป กล่าวโดยทั่วไป หลักนโยบายคล้ายคลังกับนโยบายเฉพาะหน้าที่น่าสนใจ ได้แก่ นโยบายเฉพาะหน้า 10 ข้อเสนอในเดือนธันวาคม 2511 หลังการลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธ ซึ่งทำให้ พคท. เป็นที่รู้จัก และเป็นที่ยอมรับมากขึ้น นโยบายเฉพาะหน้าที่จะยกเป็นตัวอย่าง เป็นนโยบายเฉพาะหน้า ซึ่ง พคท.ได้ประกาศเมื่อเดือนธันวาคม 2519 หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งคล้ายกับฉบับที่เสนอในเดือนธันวาคม 2511 โดยมีการปรับแก้ไขในรายละเอียดข้อแรกอยู่บ้าง

นโยบายเฉพาะหน้า 10 ข้อ ของ พคท.ได้แก่

ก) ผนึกกำลังกรรมกร ชาวนา นายทุนน้อย นายทุนชาติ ตลอดจนพรรคการเมือง องค์การและบุคคลที่รักชาติรักประชาธิปไตยทั้งปวง ขยายสงครามประชาชน ขจัดอิทธิพลของจักรวรรดินิยมอเมริกา โค่นรัฐบาล…ฟาสซิสต์ จัดตั้งรัฐบาลประชาชนที่ประกอบด้วยผู้แทนของกองกำลังปฏิวัติต่างๆ สร้างประเทศไทยใหม่ที่มีเอกราช ประชาธิปไตย และเจริญรุ่งเรือง

ข) ยกเลิกบรรคดากฏหมาย ประกาศ คำสั่งและกฎข้อบังคับทั้งปวงที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาชน ปล่อยผู้รักประชาธิปไตยที่ถูกจับกุมคุมขังทั้งหมด ประชาชนมีเสรีภาพในการพูด การเขียน การพิมพ์โฆษณา การชุมนุม การเดินขบวนสำแดงกำลัง การนัดหยุดงาน การนับถือศาสนา การตั้งสมาคม การตั้งพรรคการเมือง มีสิทธิเลือกตั้งและรับเลือกตั้งเมื่ออายุครบ 18 ปีบริบูรณ์

ค) ริบทรัพย์ของจักรพรรดินิยมอเมริกา ของพวกปฏิกิริยาขายชาติที่ร้ายกาจ และพวกเจ้าที่ดินอันธพาล เพื่อจัดสรรให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และประเทศชาติ…

ง) ดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง ยกเลิกสนธิสัญญาและข้อตกลงที่ขายชาติ และไม่เป็นธรรมทั้งปวง คัดค้านจักรพรรดินิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งตัวเป็นจ้าวของอภิมหาอำนาจ สร้างความสัมพันธ์ฉันมิตรกับประเทศต่างๆ บนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค เคารพอธิปไตย และบูรณภาพเหนือดินแดน อำนวยประโยชน์ซึ่งกันและกัน สามัคคีร่วมมือและสนับสนุนช่วยเหลือการต่อสู้ที่เป็นธรรมของประชาชน และประชาชาติที่ถูกกดขี่ทั่วโลก

จ) ชนชาติต่างๆ แห่งประเทศไทย มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน เคารพซึ่งกันและกัน สามัคคีร่วมมือและสนับสนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีสิทธิในการใช้ภาษา หนังสือ รักษาวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม คัดค้านการกดขี่เหยียดหยามระหว่างชนชาติ ในเขตที่รวมของชนชาติให้ดำเนินการปกครองตนเองได้ โดยอยู่ภายในครอบครัวใหญ่ของประเทศไทย และให้พัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา การสาธารณสุขอย่างทั่วถึง

ฉ) เลิกล้มระบอบขูดรีดแบบศักดินา ดำเนินการปฏิวัติที่ดินอย่างมีการจำแนกและมีจังหวะก้าวตามสภาพของแต่ละท้องที่ ให้ชาวนาชาวไร่มีที่ดินทำกินของตนเองอย่างทั่วถึง คัดค้านนายเงินหน้าเลือด ยกเลิกหนี้สินและสัญญาข้อผูกมัดที่ไม่เป็นธรรมทั้งปวง พัฒนาการผลิตทางเกษตร ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น

ช) พิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พัฒนาอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมและวิสาหกิจอื่นๆ ของรัฐ คุ้มครองอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมของทุนนิยมแห่งชาติ ช่วยเหลือหัตถกรรม และการค้าย่อยที่เป็นผลดีแก่ประชาชน

ซ) ประกันการมีงานทำ ประกันค่าแรง และสวัสดิการของกรรมกร และพนักงาน งานประเภทเดียวกัน ผลงานเท่ากัน จะต้องได้รับค่าแรงเท่ากัน โดยไม่แบ่งเพศ วัย และชนชาติ

ฌ) หญิงมีสิทธิเท่าเทียมชายทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การศึกษา และการทำงาน ส่งเสริมบทบาทของหญิงในการเคลื่อนไหวปฏิวัติ และการผลิต ประกันสวัสดิการของหญิงและเด็ก ประกันการศึกษาและการมีงานทำของเยาวชน ส่งเสริมให้เยาวชนมีความรักชาติ รักประชาธิปไตย รักประชาชน รักการใช้แรงงาน มีจิตใจเสียสละเพื่อส่วนรวม เข้าร่วมการปฏิวัติและการสร้างสังคมใหม่อย่างเอางานเอาการ…

ญ) กวาดล้างวัฒนธรรม และการศึกษาของจักรพรรดินิยม และศักดินานิยม ส่งเสริมวัฒนธรรม และการศึกษาที่ปฏิวัติ ที่มีลักษณะประชาชาติ ประชาธิปไตย และเป็นวิทยาศาสตร์ สืบทอดวัฒนธรรมของประชาชาติไทย รับวัฒนธรรมต่างประเทศอย่างวิพากษ์ ขยายกิจการแพทย์ และสาธารณสุขโดยเฉพาะในชนบทให้ทั่วถึง

นโยบายข้างต้นนี้ ไม่ได้มีการนำไปปฏิบัติจริงครบถ้วนเนื่องจากยังไม่ได้อำนาจรัฐ และแม้แต่ในเขตปลดปล่อยเองก็ใช้อย่างจำกัด ทั้งนี้เพราะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการผลิต และผลิตซ้ำทางวัตถุ และการดำเนินการต่อสู้แบบจรยุทธ์ ทั้งยังอาจมีผู้ตั้งข้อสงสัยว่า หาก พคท. ได้อำนาจรัฐจริงจะสามารถปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าวทั้งหมดได้แท้จริงเพียงใด

อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวได้มีการเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง ในท่ามกลางการเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่เป็นรูปธรรมของ พคท. กดดันให้บรรยากาศการเมืองไทยที่พื้นฐานเป็นแบบอนุรักษ์นิยมรักษาสถานะเดิม เปลี่ยนไปในทางเป็นแบบสังคมนิยมอย่างอ่อนๆ ความคิดเรื่องประชาชาติ หรือความเป็นตัวเอง และประชาธิปไตยค่อนข้างหยั่งลึก

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องความเป็นธรรม สำหรับมวลชนอันไพศาล ได้แก่ กรรมกรชาวนา

3) การนำนโยบายไปปฏิบัติในสภาพการณ์ปัจจุบัน

นโยบายของ พคท. ข้างต้นนี้ บางข้อได้มีการปฏิบัติในระดับที่แน่นอนโดยรัฐบาลหลายชุด เช่น ด้านประกันการศึกษาที่ระบุในรัฐธรรมนูญ การให้ผู้ที่มีอายุ 18 ปี มีสิทธิเลือกตั้ง การประกันการว่างงาน งานที่เริ่มปฏิบัติ ค่าแรงขั้นต่ำ การคัดค้านนายเงินหน้าเลือด และอื่นๆ บางนโยบายคงจะไม่มีการปฏิบัติ เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนไป เช่น การริบทรัพย์จักรพรรดินิยมอเมริกา ซึ่งในประเทศที่ถือว่าเป็นสังคมนิยมเอง ก็ยังส่งเสริมและรับเงินลงทุนจากสหรัฐ

อนึ่ง ควรจับตานโยบายด้านชนชาติส่วนน้อย ซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงมนุษย์ และเสถียรภาพของประเทศอย่างสูง


ความมั่นคงของมนุษย์ : (21) ยุทธศาสตร์ใหม่การพัฒนา

บทความพิเศษ  โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สกว.  มติชนรายสัปดาห์  หน้า 47  วันที่ 11  มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1282

บทลงท้าย : ความมั่นคงมนุษย์จะบังเกิดเป็นจริงหรือไม่?

ใครจะเป็นหลักในการทำให้ความมั่นคงมนุษย์เป็นจริง?

ความมั่นคงมนุษย์ เช่นเดียวกับอุดมการณ์อื่น เช่น สิทธิมนุษยชน สงครามต่อต้านความยากจน การขจัดการเหยียดผิว มักมีการเผยแพร่ถึงความสูงส่งว่าเป็นสิทธิโดยธรรมชาติ มีรัฐบาลและผู้ทรงอิทธิพลจำนวนมาก ประกาศรับรองหรือกำหนดให้เป็นนโยบาย แต่ในทางปฏิบัตินั้น กลับมีจุดอ่อน และมีความด่างพร้อยมาก นับแต่แนวคิดเรื่องความมั่นคงมนุษย์ถูกประกาศเป็นระเบียบวาระโลก ในปี 1994 (พ.ศ. 2537) จวบจนบัดนี้แล้ว ก็ยังพบว่าโลกตกอยู่ในความไม่แน่นอน และเกิดความไม่มั่นคงยิ่งขึ้น และดูจะมีพายุที่ใหญ่กว่ารออยู่เบื้องหน้า

แล้วใครจะเป็นหลักในการผลักดันให้ความมั่นคงมนุษย์เป็นจริงขึ้นมาได้?

ผู้แสดงสำคัญก่อนอื่นก็คือ รัฐ

รัฐบาลมีหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งในการรักษาระเบียบ และความมั่นคงภายในชาติ หรือในแผ่นดิน หน้าที่นี้กล่าวในด้านดีว่าสามารถเสริมกันกับความมั่นคงมนุษย์ นั่นคือ เมื่อรัฐบาลได้ประจักษ์ว่า ความมั่นคงมนุษย์เป็นพื้นฐานของความมั่นคงของชาติ และก็ปฏิบัติไปตามนั้น แต่ในทางปฏิบัติ รัฐบาลต่างๆ มีแนวโน้มที่จะถือความมั่นคงของรัฐหรือแผ่นดินมาก่อนอื่น หรือกระทั่งความมั่นคงของรัฐบาลเฉพาะหน้ามาก่อนความมั่นคงของรัฐในระยะยาว ดังนั้น จึงพร้อมที่จะปฏิบัติการใดๆ ที่อาจละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนของประชาชน หรือเข้าสอดแนมแทรกแซงการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนในข้ออ้างของผลประโยชน์ หรือความรักชาติ เช่น

กรณีเกิดวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 ที่ฝ่ายบริหารสหรัฐ ถือเป็นโอกาสในการออกกฎหมายรักชาติ ลิดรอนสิทธิประชาชน โดยเฉพาะชนส่วนน้อย กระทั่งก่อสงครามเข้ายึดครองอิรัก ก่อความไม่มั่นคงอยางยิ่งแก่ประชาชนอิรัก และประชาชนในภูมิภาคนั้น รวมถึงแม้แต่ประชาชนสหรัฐเองที่ต้องขวัญผวา ไม่กล้าเดินทางไปยังที่ต่างๆ ในโลกเหมือนก่อน

รัฐบาลทั้งหลายในโลกมีผลประโยชน์ทับซ้อนในระดับต่างๆกัน ความขัดแย้งทางผลประโยชน์เหล่านี้ ผลักดันให้เรื่องความมั่นคงมนุษย์เลื่อนไปอยู่ในวาระท้ายๆ ถ้าหากว่าจะถูกบรรจุไว้ในระเบียบวาระแห่งชาติ ดังนั้น จึงพบปรากฎการณ์การคุกคามกลั่นแกล้ง จับกุม การ “อุ้ม” และการลอบสังหารผู้นำการต่อสู้เพื่อสิทธิผลประโยชน์ของชาวพื้นเมืองเป็นต้น

รวมความแล้วรัฐบาลมีบทบาทที่สำคัญ แต่ก็มีอย่างจำกัดในการสร้างความมั่นคงมนุษย์

ผู้แสดงบนเวทีโลกที่สำคัญ กลุ่มหนึ่งคือบรรษัทหรือบริษัทใหญ่

กล่าวกันว่า บรรษัทหรือบรรษัทใหญ่นั้น คือผู้ปกครองที่แท้จริง แต่ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่ชัดเจนกว่าจุดมุ่งหมายของการดำเนินงานของบรรษัท ก็คือกำไร หากไม่ใช่การเสริมสร้างความมั่นคงมนุษย์ และอนุรักษ์ธรรมชาติ ดังนั้นแทนที่จะมีบทบาท ในหลายด้านกลับมีบทบาทในการทำลายความมั่นคงของมนุษย์เสียด้วยซ้ำ แม้ว่าในระยะหลังมีความพยายามปรับภาพลักษณ์ของบรรษัทว่า มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นก็ตาม แต่ก็มีการเปิดเผยกรณีฉ้อฉลใหญ่ในบรรษัทออกมาอย่างกว้างขวาง เช่น กรณีเอนรอน การแสดงปริมาณน้ำมันสำรองเกินจริงของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ การลดทอนรายจ่ายโดยปลดลูกจ้างคนงานจำนวนมากออก

องค์การระหว่างประเทศ หรือองค์กรระดับโลก

ที่สำคัญคือ องค์การสหประชาติ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารโลก และองค์การการค้าโลก สามองค์กรหลัง ซึ่งเคยถือว่าจะเป็นพลังในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ – การเงิน และส่งเสริมการค้าที่เสรีและเป็นธรรม ก็ปรากฏว่าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่นี้ได้อย่างที่คาด เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา หรือตลาดเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง นับแต่องค์การเหล่านี้พยายามเผยแพร่ลัทธิเสรีนิยมใหม่ และโลกาภิวัฒน์ในช่วง 10 กว่าปีมานี้

ส่วนองค์การสหประชาชาติ ที่มีเกียรติภูมิ และถูกฝากความหวังไว้มากที่สุด ก็ถูกทำลายเกียรติภูมิ และศักดิ์ศรี เมื่อประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐเปิดปฏิบัติการทำสงครามไปตามอำเภอใจ

อย่างที่ไม่มีใครสามารถทำอะไรได้

ภาคประชาชน

ภายใต้สถานการณ์ดังที่กล่าวมา ทำให้เกิดการมองไปที่ภาคประชาชน (Civil Sector) หรือภาคพลเมือง (Citizen Sector) ว่าน่าจะเป็นผู้แสดงสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงมนุษย์ ที่เรียกว่า “ภาคประชาชน” นั้น ส่วนที่กล่าวถึงกันมากได้แก่ “การเมืองภาคประชาชน” ซึ่งหมายถึงการรวมเป็นกลุ่มองค์กรเพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการบริหารปกครองประเทศ ไปจนถึงการตั้งพรรคการเมืองเพื่อเข้าบริหารประเทศในระดับที่แน่นอน

นอกจากนี้ ได้แก่ ขบวนการประชาสังคม ซึ่งประกอบด้วยองค์กรประชาชน เช่น สหภาพแรงงาน กลุ่มเกษตรกร กลุ่มประมงชาวบ้าน และองค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอ ซึ่งมีจำนวนมาก ดำเนินการเคลื่อนไหวตั้งแต่เรื่องของสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงปัญหาสตรี เด็ก และการจัดตั้งสินเชื่อรายย่อย หรือธนาคารชุมชน กล่าวโดยรวม เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างสันติภาพ ความเป็นธรรม รวมทั้งการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและความยั่งยืน

เมื่อพิจารณาจากกิจกรรมของภาคประชาชนแล้ว จะเห็นได้ว่ามีลักษณะร่วมกัน ได้แก่ การแก้ปัญหาที่ตนเองประสบด้วยพยายามของตนเองเป็นหลัก แต่ก็เปิดรับความช่วยเหลือจากภายนอก

เป็นกิจกรรมเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม หรือกระทั่งกล่าวได้ว่าเป็นการปฏิวัติสังคม

ผู้ประกอบการทางสังคม และอาสาสมัคร

ในระยะกว่า 20 ปีมานี้ มีความสนใจต่อกลุ่มบุคคลที่มีวิสัยทัศน์ ความเด็ดเดี่ยวมุมานะ ซึ่งผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมทั่วโลก เรียกว่า ผู้ประกอบการทางสังคม (Social Entrepreneur) และ อาสาสมัคร (Volunteer) ซึ่งเป็นผู้ช่วยงานแก่ผู้ประกอบการนี้ องค์กรสำคัญที่ผลักดันให้เกิดความสนใจในผู้ประกอบการทางสังคม ได้แก่ องค์การอโศก (Ashoka : Innovators for the Public) เป็นสมาคมของผู้ประกอบการทางสังคมชั้นนำ จัดตั้งโดย บิล เดรตัน ในประเทศอินเดีย ปี 1982 เริ่มแรกมีสมาชิกเพียง 2 คน ปัจจุบันมีสมาชิกเป็นนักประกอบการทางสังคม 1,400 คน ที่เป็นบุคคล ได้แก่ เดวิด เบิร์นสไตน์ เป็นนักหนังสือพิมพ์ ซึ่งได้เดินทางไปศึกษาผู้ประกอบการทางสังคมทั่วโลก มีงานเขียนสำคัญ 2 ชิ้นได้แก่ “รางวัลแห่งความฝัน” (The Price of a Dream : The Story of the Grameen Bank, 1997) และ “วิธีเปลี่ยนโลก” (How to Change the World : Social Entrepreneurs and the Power of New Ideas, กุมภาพันธ์ 2004) ทัศนะที่จะเสนอส่วนใหญ่ประมวลจาก 2 แหล่งดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีงานเขียนของผู้อื่นอีกจำนวนหนึ่ง

ผู้ประกอบการทางสังคมเป็นอย่างไร เหตุใดจึงมีความสนใจในเรื่องนี้มากขึ้น?

1) ผู้ประกอบการทางสังคม ดำรงอยู่ทั่วไปในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในยามที่สังคมอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงสูง หรือมีปัญหาของชุมชนสังคมเรื้อรัง คำว่า “ผู้ประกอบการทางสังคม” นี้ประดิษฐ์ขึ้นในทศวรรษ 1980 ในการจัดตั้งองค์กรในประเทศอินเดีย เพื่อชี้ให้เห็นหัวใจของปฏิบัติการ ได้แก่ ความคิดใหม่ใหญ่ๆ หรือนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนโฉมทางสังคม ผู้ประกอบการทางสังคม จึงอาจเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า นวัตกรเพื่อสังคม หรือเพื่อสาธารณะ ในประเทศไทยดูจะนิยมเรียกว่า “ผู้นำชุมชน” หรือปราชญ์ชาวบ้าน เป็นต้น

2) ผู้ประกอบการทางสังคม เป็นผู้สังเกตเห็นว่าสังคมส่วนใดอยู่ในภาวะหยุดนิ่ง และดำเนินแก้ไขให้กลับดำเนินต่อไป โดยค้นให้พบว่าอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างหยุดชะงัก และลงมือแก้ปัญหาโดยการเปลี่ยนแปลงระบบ และเผยแพร่วิธีแก้ไขนี้สู่สังคมวงกว้าง เพื่อให้เกิดการก้าวกระโดดใหม่ ดังนั้น ผู้ประกอบการทางสังคมจะไม่หยุดอยู่ที่การให้ปลาแก่ผู้คน หรือสอนให้รู้จักจับปลา แต่จะต้องปฏิวัติอุตสาหกรรมการประมงทั้งหมด (มีการให้ความหมายโดยเน้นจุดอื่น เช่น ทางการเงิน อาทิ สถาบันเพื่อผู้ประกอบการทางสังคม ซึ่งมีลักษณะคล้ายการลงทุนทางธุรกิจที่จะกล่าวต่อไป)

3) เหตุที่เกิดความสนใจในผู้ประกอบการทางสังคมมากขึ้น เนื่องจากในระยะหลังมีปริมาณผู้ปฏิบัติงานทางสังคม โดยไม่หวังผลกำไรเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณทั่วโลก เช่น ในประเทศสโลวะเกีย จำนวนองค์กรประชาชน (Citizen Organization) เพิ่มจากจำนวนเพียงหยิบมือเดียวในปี 1989 เป็นกว่า 1 หมื่นแห่งในปี 2000 หนังสือประจำปีองค์กรระหว่างประเทศ (Yearbook of International Organization) ประเมินว่าองค์กรประชาชนระหว่างประเทศ (มีปฏิบัติการมากกว่าใน 1 ประเทศ เพิ่มขึ้นจาก 6 พันแห่งในปี 1990 เป็น 26,000 แห่งในปัจจุบัน

นิตยสารขององค์การเวิร์ลด์ วอตซ์ ได้เปรียบเทียบองค์กรประชาชนในประเทศต่างๆ พบว่ามีราว 1 ล้านองค์กร ปฏิบัติการในประเทศอินเดีย ราว 2 ล้านแห่งในสหรัฐ องค์การเหล่านี้ร้อยละ 70 ตั้งเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา ยุโรปตะวันออกมีองค์กรประชาชนกว่า 1 แสนแห่ง จัดตั้งขึ้นภายในเวลาเพียง 7 ปี หลังกำแพงเบอร์ลินทลายลง

อนึ่ง โครงการศึกษาเปรียบเทียบภาคที่ไม่แสวงหากำไรของมหาวิทยาลัย จอห์น ฮอบกินส์ ระบุว่า ภาคที่ไม่แสวงหากำไร สร้างการจ้างงานสูงกว่าตัวเลขรวมของอัตราเติบโตการจ้างงานรวมในอัตราส่วนเกือบ 2.5 ต่อ 1 (Ashoka.org : The Entrepreneurs Revolution and You, 02-08-2000)

4) การเพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการทางสังคมในที่ต่างๆ ทั่วโลก เกิดจากเหตุปัจจัยหลายประการด้วยกัน ได้แก่ (1) ทั่วโลกมีบรรยากาศประชาธิปไตยมากขึ้น เปิดพื้นที่ให้แก่ผู้ประกอบการทางสังคม เพราะว่าในสังคมเผด็จการนั้น มักไม่สนับสนุน (2) ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น ต้องการทำกิจกรรมทางสังคม (3) มีชนชั้นกลางมากขึ้น คนเหล่านี้พอมีเวลา และปัจจัยอื่นในการเข้ามาเป็นผู้ประกอบการทางสังคม (4) สตรีมีเสรีภาพมากขึ้น และได้รับการศึกษามากขึ้นด้วย รวมทั้งชนกลุ่มน้อย บุคคลกลุ่มนี้ได้เป็นแหล่งสร้งผู้ประกอบการทางสังคมที่สำคัญ

5) เกิดความสำนึกอย่างกว้างขวางในการแก้ปัญหาของตนเอง โดยทั้งรัฐและธุรกิจเอกชนไม่สามารถแบกรับภาระนี้ได้


ความมั่นคงของมนุษย์ : (จบ) ยุทธศาสตร์ใหม่การพัฒนา

บทความพิเศษ  โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สกว. มติชนรายสัปดาห์ หน้า 36  วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1283

ลักษณะเด่นของผู้ประกอบการทางสังคมเป็นอย่างไร ?

1) ผู้ประกอบการทางสังคมเช่นเดียวกับผู้ประกอบการทางธุรกิจมีจำนวนไม่มาก และผู้ประกอบการทางสังคมนั้น กล่าวได้ว่าเป็นบุคคลที่หายาก 2) ผู้ประกอบการทางสังคมนั้น มักเป็นผู้ถูกกระตุ้นให้สำนึกในปัญหาหนึ่งอย่างแรง ปลุกเร้าให้ลงมือปฏิบัติ เพื่อแก้ปัญหานั้นอย่างทุ่มเท อดทนเป็นปีหรือสิบปี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงสังคม มักไม่ใช่ผู้เป็นอัจฉริยะ หรือได้รับการศึกษาดีที่สุด หรือร่ำรวยที่สุด เป็นผู้มีความปรารถนาจะเปลี่ยนแปลงสังคมหรือชุมชนนั้นๆ ไม่ได้เริ่มต้นจากกำไร เช่น ขณะที่ผู้ประกอบการทางธุรกิจมีวิสัยทัศน์ในการสร้างรองเท้านักกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผู้ประกอบการทางสังคมฝันถึงโลกที่เด็กทุกคนได้วัคซีนป้องกันโรค 3) โดยทั่วไปเป็นผู้ที่เริ่มต้นโดยไม่มีความรู้หรือความสามารถในการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ แต่ค่อยๆ เรียนรู้และพัฒนาความสามารถทีละขั้นไป ต่างกับผู้บริหารธุรกิจที่มีชื่อเสียงมักมีการศึกษาและการฝึกฝนมาก่อนอย่างดี

4) เป็นผู้มีความสามารถในการจัดการและบริหาร เป็นการประสานระหว่างความสนใจแบบนักวิชาชีพและความเชื่อส่วนตัว ระหว่างนวัตกรรมกับการปฏิบัติ

ตัวอย่างผู้ประกอบการทางสังคมที่เด่น

จิม แกรนต์ ซึ่งทำการเคลื่อนไหวในการสร้างวันแห่งความสงบ (Day of Tranquility) ในเอล ซัลวาดอร์ เพื่อยุติสงครามกลางเมืองและกลับมาให้ความสนใจดูแลเด็ก เช่น การฉีดวัคซีนให้ ช่วยชีวิตเด็กไว้ถึง 25 ล้านคน

มูฮัมหมัด ยูนุส ผู้ก่อตั้งธนาคารชุมชน "กรามีน" (Grameen Bank) เป็นผู้นำทางด้านสินเชื่อขนาดเล็ก (Microcredit) โดยมีผู้ขอกู้เพียง 7 ราย

Erzsebet Szekeres นักเคลื่อนไหวสตรีในฮังการี เธอได้จัดตั้งองค์กรเพื่อช่วยเหลือผู้พิการหลายด้านขึ้นทั่วประเทศฮังการี ที่สถาบันของเธอคนพิการเหล่านี้ได้รับการดูแลอย่างดีและมีชีวิตชีวา ต่างกับในสถาบันของรัฐ

มาร์กาเรต แซงเกอร์ นักเคลื่อนไหวชาวอเมริกัน ผู้ก่อตั้งสมาคมวางแผนครอบครัวสหรัฐ ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหววางแผนครอบครัวทั่วโลก

แมรี มองแทสเซอรี สตรีชาวอิตาลี ที่พัฒนาวิธีการสอนเด็กเล็กจนเป็นที่แพร่หลายทั่วโลก

วิโนพ ภาเว ผู้ก่อตั้งและผู้นำขบวนการพรแผ่นดิน (Land Gift Movement) ก่อให้เกิดการปฏิรูปที่ดิน กระจายที่ดินแก่ชาวอินเดียวรรณะต่ำจำนวนมากกว่า 7 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม ควรทราบว่า มีผู้ประกอบการทางสังคมจำนวนมากประสบความล้มเหลว ทั้งโดยการกระทำของตนเองและเหตุปัจจัยอื่น บ้างถูกคุกคามจากอำนาจรัฐและผู้มีอิทธิพล ผู้ประกอบการทั้งหลาย ล้วนต้องเผชิญความเสี่ยง ผู้ประกอบการทางสังคมยิ่งต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูง

เนื่องจากผู้มีอำนาจและอิทธิพลนั้น มีแนวโน้มที่จะรักษาสถานะเดิมของสังคม ไม่ใช่ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม

ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมควรทำอย่างไร ?

มีคำแนะนำบางประการสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการทางสังคม ดังนี้

1) หาคลังสมอง (Brain Trust) คนที่ไว้วางใจได้ ผู้ที่มีความชำนาญและสติปัญญาอย่างรอบด้าน คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่กำลังจะทำ คนที่จะสนับสนุนอย่างเอาจริงเอาจัง คนที่เป็นผู้เปิดประตูหรือเชื่อมสายกับกลุ่มผู้มีอำนาจ อิทธิพลหรือเงิน

2) มีตลาดสำหรับสินค้านี้หรือไม่ ถ้ามีไปสนทนากับบุคคลเหล่านี้ ดูว่ามีผู้อื่นทำแบบเดียวกันหรือไม่ ทำได้ดีหรือไม่ดี

3) คิดถึงตัวเลขทรัพยากร ทั้งที่เป็นเงินทุนและบุคคล หาผู้ปฏิบัติและพันธมิตร

คำแนะนำดังกล่าว ได้มาจากการศึกษาวิธีปฏิบัติของผู้ประกอบการทางสังคมในที่ต่างๆ บุคคลเหล่านี้ อาจกระทำแบบเป็นไปเอง

แต่การเก็บรับบทเรียนของผู้ปฏิบัติมาก่อนก็อาจลดเวลาการแสวงหาด้วยตัวเองลง

ผู้ประกอบการทางสังคมเชิงธุรกิจ

มีนักวิจารณ์ทางธุรกิจพยายามแยกผู้ประกอบการทางสังคมออกเป็น 2 แบบ แบบแรก เป็นผู้ประกอบการทางสังคมที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล หรือมูลนิธิ แบบนี้เป็นส่วนใหญ่ แบบที่สองเป็นผู้ประกอบการทางสังคมที่สามารถสร้างกิจการจนเลี้ยงตัวเองได้อย่างน้อยบางส่วน เป็นรูปแบบที่วงการธุรกิจปัจจุบันให้ความสนใจอย่างมากในสำนักสอนทางธุรกิจและวงการการเงิน

เมื่อต้นปี 2004 ได้มีการประชุม องค์กรการแข่งขันจากการลงทุนทางสังคมโลก (Global Social Venture Competition) องค์กรนี้มีจุดประสงค์ในการสนับสนุนการประกอบการทางธุรกิจที่สนองตอบต่อ 2 เงื่อนไข ได้แก่ ก) มีวัตถุประสงค์ทางสังคมที่ชัดเจนและวัดได้ ข) มีความยั่งยืนทางเงินทุน นั่นคือมีกำไร หรือสามารถเลี้ยงตัวได้จากรายได้ กลุ่มนี้มีความเห็นว่า

ปัญหาท้าทายของผู้ประกอบการทางสังคม ก็คือการขาดแคลนเงินทุนในระยะปานกลางและระยะยาว ซึ่งกลุ่มธุรกิจการเงินอาจเข้ามามีบทบาทได้ (บิสิเนส วีก 03052004)

ประเทศไทยมีผู้ประกอบการทางสังคมเชิงธุรกิจมากน้อยเพียงใด ?

ในระยะ 30 กว่าปีมานี้ ประเทศไทยได้มีนวัตกรรมทั้งทางการเมืองและทางสังคม ที่เป็นแบบฉบับของตนเอง ย่อมมีผู้ประกอบการทางสังคมจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มได้แก่ (1) การเมืองภาคพลเรือนหรือภาคประชาชน เพื่อสร้างประชาธิปไตยของประชาชน ตัวอย่างองค์กร เช่น ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (2) กลุ่มชุมชน ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่และเข้มแข็ง เพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง พึ่งตนเอง (3) กลุ่มสิ่งแวดล้อม และ (4) กลุ่มปัญหาสังคมต่างๆ เช่น ปัญหาสตรีและเด็ก ปัญหาโสเภณี ปัญหาโรคเอดส์ ฯลฯ

จากเอกสารของสถาบันพัฒนาองค์กรเอกชน (องค์กรมหาชน) ได้รวบรวมผู้นำชุมชนที่เด่นจากทุกภาครวม 45 คน นับว่ามีไม่น้อย ผู้นำเหล่านี้มีความปรารถนาจะสร้างความอยู่ดีมีสุขแก่ชุมชน และขยายเครือข่ายไปทั่วประเทศ การทำงานได้ก้าวถึงขั้นการสร้างแผนชีวิตชุมชน อันประกอบด้วยทั้งแนวคิด ยุทธศาสตร์ เป้าหมาย แผนปฏิบัติการ และกลไกการทำงาน โดยชุมชนเพื่อชุมชน

เหล่านี้ถือได้ว่าเป็นพลังแผ่นดินอย่างหนึ่ง

ความต้องการนวัตกรเพื่อสาธารณะในอนาคต

ในระยะหลัง ปฏิเสธไม่ได้ว่านวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมีบทบาทอย่างสูง ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ให้ขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว และถือกันว่าทำให้สังคมพัฒนาไปด้วย ขณะเดียวกัน ก็ปรากฏนวัตกรรมทางธุรกิจไม่น้อย ดังจะเห็นว่าแม้แต่ธนาคารก็คิดสินค้าต่างๆ ออกมาตลอด นวัตกรรมทางธุรกิจทำให้ช่วยสามารถบริหารธุรกิจและบริการแก่ลูกค้าได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ แต่โลกก็ไม่ประสบความมั่นคง และมีแนวโน้มที่จะเกิดความไม่แน่นอนและน่าอันตรายยิ่งขึ้น เป็นไปได้ว่า บางทีเราอาจต้องการนวัตกรรมอีกแบบหนึ่งมาช่วยเสริม ได้แก่ นวัตกรรมทางสังคม ถ้าหากเป็นจริงก็หมายถึงว่าในปัจจุบัน เราต้องการนวัตกร เพื่อสาธารณะหรือผู้ประกอบการทางสังคมจำนวนมาก ซึ่งดูจะไม่มีสถาบันการศึกษาใดที่เปิดสอน

มหาวิทยาลัยของวิชานี้เกิดขึ้นในที่ที่มีปัญหา ท่ามกลางผู้คนที่ต้องการดิ้นรนเพื่อหาทางออก ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกระทั่งก่อแรงบันดาลใจให้แก่บางคนหรือกลุ่มคนให้มุ่งมั่นลงมือแก้ปัญหาเหล่านั้น

โลกมีปัญหาความมั่นคงอย่างสูงและมีแนวโน้มสูงขึ้น ตั้งแต่เรื่องความยากจน จนถึงคอร์รัปชั่น ตั้งแต่อาชญากรรมจนถึงการก่อการร้าย ลัทธิจักรวรรดิจนถึงการแข่งขันทางอาวุธ และการว่างงานจนถึงมลพิษ ในสถานการณ์เช่นนี้ เห็นได้ว่าความมั่นคงมนุษย์ไม่อาจเกิดขึ้นได้หากขาดการปฏิวัติทางสังคม โลกต้องการทั้งผู้ประกอบการทางสังคมและกลุ่มอาสาสมัคร และความมั่นคงมนุษย์จะบังเกิดได้ ก็ต่อเมื่อประชาชนเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ที่แท้จริง

ในด้านความสัมพันธ์ทางอำนาจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การมองปัญหาความขัดแย้งจากจุดความมั่นคงมนุษย์ จะขยายกรอบการมองจากเพียงการใช้อำนาจรัฐ กำลังทหารและการรักษาเขตแดน ไปสู่การสร้างกลไกเพื่อความร่วมมือเพื่อจัดการความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ-การเมืองอย่างเหมาะสม ทั้งภายในและระหว่างประเทศ สิ่งนี้ย่อมก่อความหวังน้อยๆ สำหรับอนาคต ความมั่นคงมนุษย์ในฐานะยุทธศาสตร์ใหม่ของการพัฒนา และบทบาทหน้าที่ของรัฐในยุคแห่งความไม่แน่นอน