|
||||||||||
|
ตอบโต้การทุ่มตลาดเหล็ก ความเดือดร้อนของคนไทย
มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.ธรรมวิทย์ เทอดอุดมธรรม thamavit@econ.tu.ac.th กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 21 ตุลาคม 2547 ขณะนี้ ปัญหาราคาเหล็กแพง (ทั้งเหล็กเส้น เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ เหล็กแผ่นรีดร้อน และรีดเย็น) ได้ก่อความเดือดร้อนแก่ผู้ใช้เหล็ก ซึ่งได้แก่ อุตสาหกรรมต่อเนื่อง และผู้บริโภคจำนวนมาก สาเหตุสำคัญที่เหล็กมีราคาแพง เนื่องจากราคาเหล็กในตลาดโลกสูงขึ้น เช่น เหล็กแท่งแบน (Slab) ที่เคยมีราคาเฉลี่ย 250 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในปี 2545 ได้ขึ้นสูงกว่า 400 ดอลลาร์ต่อตันในขณะนี้ ประกอบกับราคาน้ำมันแพงทำให้ค่าขนส่ง และต้นทุนด้านพลังงานสูงขึ้น แต่มีอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาเหล็กแพง กล่าวคือ ไทยได้ใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด สำหรับสินค้าเหล็กหลายรายการ โดยการเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดเหล็กที่นำเข้าจาก 16 ประเทศ ตามข้อตกลงของแกตต์นั้น ประเทศสมาชิกขององค์การการค้าโลก สามารถเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด เมื่อมีการทุ่มตลาด (โดยการตั้งราคาส่งออกต่ำกว่าราคาซื้อขายในประเทศผู้ส่งออก) และการทุ่มตลาดนี้เป็นเหตุให้เกิดหรือคุกคาม ว่า จะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ ในอดีต มีแต่ประเทศอุตสาหกรรมเท่านั้น ที่ใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด แต่ในช่วงทศวรรษ 2530 ประเทศกำลังพัฒนาก็เริ่มที่จะใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด เพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในของตน และนับแต่ก่อตั้งองค์การการค้าโลกจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ.2538-2546) ทั่วโลกมีการเปิดไต่สวนคดีการทุ่มตลาด 2,416 คดี และมีการบังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดจำนวน 1,511 คดี โดยมี อินเดีย สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป เป็นผู้ใช้มาตรการนี้มากที่สุดตามลำดับ แต่นักเศรษฐศาสตร์ที่ศึกษาวิจัยเรื่องนี้ส่วนใหญ่ เห็นว่ามาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการกีดกันทางการค้า และเป็นเพียงเครื่องมือที่บริษัทผู้ร้องเรียนนำมาใช้ เพื่อให้ตนเองมีความสามารถในการแข่งขันเหนือบริษัทคู่แข่ง ในประเทศไทย เริ่มมีการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดในปี 2536 โดยกระทรวงพาณิชย์ได้อาศัย พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 ออกประกาศใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (ฉบับ พ.ศ. 2534) ที่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของแกตต์ และต่อมา พ.ร.บ. การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน ซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. 2542 ได้ให้อำนาจแก่รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ตอบโต้การทุ่มตลาดที่ก่อให้เกิดความเสียหาย แก่อุตสาหกรรมภายในประเทศ (มาตรา 12) นับแต่ปี 2536 จนถึงปัจจุบัน ไทยได้มีการบังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้า 8 รายการจาก 16 ประเทศ ในบรรดาสินค้า 8 รายการนี้ เป็นเหล็ก 5 รายการจาก 16 ประเทศ ดังนี้ (1) เหล็กโครงสร้างรูปพรรณหน้าตัดรูปตัว H จากประเทศจีน (2) เหล็กแผ่นรีดเย็นจากรัสเซีย และคาซัคสถาน (3) เหล็กกล้าไร้สนิม จากเกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป (4) เหล็กแผ่นรีดร้อนจาก 14 ประเทศ (เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย อินเดีย รัสเซีย คาซัคสถาน ไต้หวัน ญี่ปุ่น ยูเครน แอฟริกาใต้ เวเนซุเอลา แอลจีเรีย อาร์เจนตินา สโลวัก และโรมาเนีย) ซึ่งเริ่มมีการเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดเหล็กแผ่นรีดร้อนอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2547 และ (5) เหล็กลวดคาร์บอนต่ำ จากอินโดนีเซีย และยูเครน ซึ่งเลิกใช้มาตรการตอบโต้ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2547 คำถามที่น่าคิด ก็คือว่า ในภาวะที่ราคาเหล็กแพงดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้ สมควรที่จะใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด สำหรับสินค้าเหล็กต่อไปหรือไม่ ? ประการแรก ในกฎหมายตอบโต้การทุ่มตลาด (ฉบับ พ.ศ. 2542) มาตรา 7 ได้ระบุว่า การตอบโต้การทุ่มตลาดให้คำนึงถึงประโยชน์ของอุตสาหกรรมภายใน ผู้บริโภค และประโยชน์สาธารณะประกอบกัน ฉะนั้น การตอบโต้การทุ่มตลาด ควรคำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้ใช้เหล็ก ได้แก่ ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และผู้บริโภค ซึ่งกำลังประสบกับปัญหาเหล็กราคาแพงอยู่ในขณะนี้ ประการที่สอง ในขณะนี้ ผู้ผลิตเหล็กอยู่ในภาวะที่ลืมตาอ้าปากได้แล้ว เช่น ประธานกรรมการบริษัทผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่รายหนึ่ง ให้สัมภาษณ์ทางหน้าหนังสือพิมพ์ ว่า "ผู้ผลิตเหล็กเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ราคาเหล็กลงก็เป็น NPL กันทั่ว แต่พอราคาเหล็กขึ้นมาหน่อยจะห้ามไม่ให้ขึ้น (ราคา) ทั้งๆ ที่เป็นไปตามกลไกตลาด พอมีโอกาสจะลืมตาอ้าปากขึ้นสวรรค์บ้างก็ไม่ได้ ...." กล่าวได้ว่า อุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไม่อยู่ในภาวะที่เสียหาย อันเนื่องจากการทุ่มตลาดอีกต่อไป (หรือไม่ครบองค์ประกอบที่จะใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดอีกต่อไป) จากบทสัมภาษณ์ดังกล่าว จะเห็นว่าผู้ผลิตเหล็กเองก็เรียกร้องการแข่งขันตามกลไกตลาด จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยมาตรการกีดกันทางการค้าใดๆ มาคุ้มครองอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ กล่าวโดยสรุป ภายใต้ภาวะที่ราคาเหล็กแพง กระทรวงพาณิชย์ควรจะมีการพิจารณายกเลิกมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้าเหล็ก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ใช้เหล็ก ในประเทศไทยจำนวนมาก
|