|
||||||||||||||
|
ฮูโก ชาเวซ : ประชานิยมของแท้ (1)
คอลัมน์ เดินคละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 21 ตุลาคม 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3629 (2829) ในการลงประชามติเมื่อเดือนสิงหาคม 2547 ที่ผ่านมานี้ ประธานาธิบดี ฮูโก ชาเวซ ของประเทศเวเนซุเอลา ได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นด้วยคะแนนเสียง ประมาณ 5 ล้านคะแนน โดยได้รับคะแนนมากกว่าเมื่อครั้งที่เขาชนะการเลือกตั้งในปี 2541 ถึง 1.2 ล้านคะแนน คิดเป็นร้อยละ 58 เส้นทางของประธานาธิบดีชาเวซไม่ได้โรยด้วยดอกกุหลาบ เขาได้รับการเลือกตั้งมาตามระบอบประชาธิปไตยอย่างขาวสะอาด ด้วยการนำเสนอนโยบายประชานิยม (Populism) ในปี 2541 เมื่อท่านได้รับการเลือกตั้ง แทนที่จะลืมคำมั่นสัญญา เหมือนกับนักการเมืองในประเทศกำลังพัฒนา ท่านกลับเดินหน้านำนโยบาย ประชานิยมมาใช้อย่างเต็มที่ โดยได้แต่งตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อรองรับนโยบายประชานิยม และสิทธิมนุษยชน รัฐธรรมนูญใหม่ที่มีมาตรามากถึง 350 มาตรา มากกว่ารัฐธรรมนูญเก่าถึง 98 มาตรา และมากกว่ารัฐธรรมนูญไทย 14 มาตรา โดยของเรามีอยู่ 336 มาตรา ซึ่งเคยเป็นรัฐธรรมนูญที่มีมาตรามากที่สุดในโลก แต่บัดนี้ถูกแซงหน้าไปแล้ว รัฐธรรมนูญของเวเนซุเอลา ได้รับการลงประชามติรับรองจากประชาชนด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น จึงเรียกได้ว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน และประเทศชาติอย่างแท้จริง และชัดเจนโดยไม่ต้องตีความ อาจจะเรียกได้ว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับสิทธิมนุษยชนได้อย่างเต็มปาก เช่น ในมาตรา 1 สาธารณรัฐโบลิวาเรียนของเวเนซุเอลา เป็นประเทศเสรีที่มีอิสรภาพที่ละเมิดมิได้ ยึดถือในมรดกที่เป็นหลักการทางจริยธรรมในด้าน คุณค่าของอิสรภาพ ความเท่าเทียมกัน ความยุติธรรม และสันติภาพโลก ของซิมอน โบลิวาร์ ผู้กู้อิสรภาพของประเทศ อิสรภาพ เสรีภาพ อธิปไตยของชาติ สิทธิในการปกป้องประเทศ ปกป้องอาณาเขต และสิทธิในการกำหนดตนเองของชาติเป็นสิทธิที่ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ มาตรา 2 ประเทศเวเนซุเอลา เป็นรัฐที่ยึดถือเอาสังคม และประชาธิปไตยเป็นคุณค่าพื้นฐานของกฎหมาย ความยุติธรรม และการบังคับใช้ต่อชีวิต เสรีภาพ ความยุติธรรม ความเท่าเทียมกัน ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตย ความรับผิดชอบต่อสังคม โดยให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน จริยธรรม และความแตกต่างทางการเมือง มาตรา 9 ระบุว่า ภาษาสเปน เป็นภาษาราชการ แต่การใช้ภาษาท้องถิ่นของชนกลุ่มน้อยในท้องถิ่น ถือว่าเป็นภาษาราชการ สำหรับคนท้องถิ่นที่ต้องยอมรับในขอบเขตทั่วอาณาเขตในฐานะที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติและของมนุษยชาติ มาตรานี้เป็นการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม อย่างเป็นทางการของชนกลุ่มน้อย และคนพื้นเมือง เช่น ชาวอินเดียน ที่มีอยู่จำนวนมากบนเทือกเขา ถ้ารัฐธรรมนูญไทยเขียนไว้ชัดเจนเช่นนี้อย่างไม่มีเงื่อนไขให้เป็นไปตามกฎหมายอื่นๆ ที่ล้าหลังและขัดแย้งกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล ปัญหาไฟใต้ก็คงไม่ลุกลามมาถึงระดับนี้ อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะปรับนโยบายและกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล มาตรา 12 แร่ธาตุ น้ำมัน และทรัพยากรธรรมชาติทั้งปวงในอาณาเขตของชาติทั้งที่อยู่ใต้ดิน ใต้ทะเล ชายฝั่งทะเล และในอากาศเป็นทรัพย์สินของสาธารณชนดังนั้นจึงห้ามโอนกรรมสิทธิ์ให้เป็นของเอกชน หรือชาวต่างชาติ มาตรานี้เป็นการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเลยในการห้ามการให้สัมปทาน และแปรรูปรัฐวิสาหกิจทรัพยากรของแผ่นดิน อย่างสิ้นเชิง ซึ่งตรงกันข้ามกับของรัฐธรรมนูญไทยที่อ้างกันหนักหนาว่าดีที่สุดในโลก มาตรา 13 กำหนดว่ากรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ เป็นของชาวเวเนซุเอลาเท่านั้น ห้ามโอนกรรมสิทธิ์ให้กับต่างชาติ ที่ดินว่างเปล่า เกาะแก่งในแม่น้ำเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ และห้ามออกเอกสารสิทธิให้กับเอกชน นอกจากการให้เช่าใช้ประโยชน์เท่านั้น ประเทศเวเนซุเอลาเป็นดินแดนแห่งสันติภาพ จึงห้ามต่างชาติเข้ามาตั้งฐานทัพทางทหาร มาตรา 21 ตำแหน่ง หรือยศถาบรรดาศักดิ์ไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อแสดงอภิสิทธิ์ หรือเรียกร้องการปฏิบัติ ที่แตกต่างจากคนทั่วไปได้ มาตรา 23 สนธิสัญญา อนุสัญญา และกติการะหว่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน ที่มีผลบังคับใช้ และรัฐบาลเวเนซุเอลาได้ลงนาม หรือให้สัตยาบัน ถือว่าเป็นกฎหมายที่มีสถานะเท่าเทียมกับรัฐธรรมนูญ และมีอำนาจบังคับใช้เหนือกว่ากฎหมายภายในประเทศ ถ้าหากว่ากฎหมายระหว่างประเทศข้างต้น มีข้อความให้สิทธิ และยอมรับการใช้สิทธิ มากกว่าที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หรือกฎหมายอื่น ก็ให้ถือว่ามีผลบังคับใช้ทันทีโดยศาล และหน่วยงานของรัฐทุกหน่วย มาตรานี้ แสดงความจริงใจของประเทศ ในการเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริงโดยไม่มีเงื่อนไข โดยเฉพาะการยอมรับสถานะของกติการะหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ให้มีผลบังคับใช้เทียบเท่ากับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ มาตรา 29 รัฐมีพันธกรณี ต้องสอบสวน และลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน การลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน จะไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมายฉบับอื่นๆ รวมทั้งการให้อภัยโทษ หรือการนิรโทษกรรม มาตรา 30 รัฐมีพันธกรณีในการจ่ายชดเชยค่าเสียหายอย่างเต็มที่ให้กับผู้ที่เสียหาย หรือผู้ที่ได้รับฉันทะตามกฎหมายในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ มาตรา 73 ระบุว่า การทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ข้อตกลง หรือการให้สัตยาบันกติการะหว่างประเทศ ที่อาจจะมีผลกระทบต่ออธิปไตยของชาติ หรือการโอนอำนาจให้กับองค์กรเหนือรัฐ (รัฐวิสาหกิจ และการแปรรูป) จะต้องผ่านการลงประชามติโดยประชาชนทั้งประเทศ ตัวอย่างของมาตราบางมาตราที่ยกมาอ้างข้างต้น ในรัฐธรรมนูญที่ประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ เป็นผู้ผลักดันให้ร่าง และส่งให้ประชาชนทั้งประเทศลงประชามติรับรองนี้ เป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นต่อนโยบายประชานิยม ที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน และประเทศชาติเป็นตัวตั้งในการดำเนินนโยบายโดยมีรัฐธรรมนูญเป็นฐานรองรับ นโยบายประชานิยม แม้ว่าประเทศเวเนซุเอลาจะเป็นประเทศที่ส่งออกน้ำมันเป็นอันดับ 5 ของโลก รายได้จากน้ำมันซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งรัฐถือหุ้นทั้งหมดคิดเป็นร้อยละ 26.4 ของจีดีพี หรือผลผลิตรวมของชาติ คิดเป็นร้อยละ 80.20 ของรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ และคิดเป็นรายได้ร้อยละ 45.6 ของ รายรับของรัฐ กระนั้นก็ตาม ประชาชนกว่าครึ่งหนึ่งจำนวน 25 ล้านคนมีรายได้ต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจน ทั้งนี้เพราะรัฐบาลทหาร และนักการเมืองในรอบ 40 ปีที่ผ่านมาก่อนหน้าเข้าได้รับการเลือกตั้ง ต่างฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างสะบั้นหั่นแหลก กิจการน้ำมันของรัฐที่มีชื่อว่า PDSVA (Petroleos de Venezuela) ถูกนักการเมืองเข้าควบคุม และส่งเงินเข้ารัฐน้อยมาก กลุ่มนักการเมือง นักเทคนิคบริหาร และทหารเหล่านี้ที่สูญเสียผลประโยชน์เมื่อชาเวซได้รับการเลือกตั้ง จึงร่วมมือกับกลุ่มผูกขาดน้ำมันข้ามชาติอเมริกัน ทำการก่อกวนตั้งแต่การยุยงให้คนงานบริษัทน้ำมันหยุดงาน ทำลายเครื่องจักร ลอบส่งเงินออกนอกประเทศ เพื่อทำลายเสถียร ภาพของค่าเงินมากถึง 3.2 หมื่นล้านเหรียญ และล่าลายเซ็นได้จำนวนมากพอ ให้มีการลงประชามติ ขับประธานาธิบดีฮูโก ออกจากตำแหน่ง หลังจากการเข้ารับตำแหน่งได้เพียง 2 ปีเศษ แต่ประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ก็ได้รับคะแนนเสียงยืนยันจากประชาชนทั้งชาติ มากถึงร้อยละ 58 ต่อ 42 ให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป การก่อกวนของกลุ่มผู้สูญเสียผลประโยชน์ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเสียหายยับเยินมากถึง 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในภาคการผลิตน้ำมัน จีเอ็นพีลดลงร้อยละ 27.6 ในปี 2003 หรือร้อยละ 76.7 ของภาคการผลิตที่ไม่ใช่ภาคน้ำมันรัฐ และคิดเป็นร้อยละ 17.5 ของภาคการผลิตน้ำมัน ของรัฐ อัตราเงินเฟ้อซึ่งในระหว่างปี 1999-2001 รัฐบาลควบคุมไว้อยู่แล้ว ได้ถูกก่อกวนให้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 38.7 หรือประมาณ ร้อยละ 1.56 ต่อเดือนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2003 อัตราว่างงานได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และในเดือนกุมภาพันธ์ 2003 ได้เพิ่มเป็น 20.7 จากแรงงานทั้งหมด จำนวน 2.4 ล้านคน (ฉบับหน้าขอให้ติดตามว่าประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ แก้เกมอย่างไรครับ) ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 ฮูโก ชาเวซ : ประชานิยมของแท้ คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 25 ตุลาคม 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3630 (2830) ประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ เฟรียส์ เกิดที่เมืองซาบานีตา รัฐบารินาส์ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 1954 หรือ พ.ศ.2497 พ่อแม่เป็นครูทั้งคู่ เมื่อเขาเรียนจบโรงเรียนชั้นมัธยมปลาย พ่อแม่ก็ส่งเขาเข้าเรียนต่อโรงเรียนนายร้อย ตามธรรมเนียมของกลุ่มประเทศละตินอเมริกา ที่ทหารเป็นผู้ปกครองประเทศด้วยการปฏิวัติ และรัฐประหารมาโดยตลอด ดังนั้นถ้าต้องการเห็นลูกหลานก้าวหน้า ก็ต้องส่งเข้าโรงเรียนทหาร (ค่านิยมเดียวกับของไทย ไม่รู้ว่าใครลอกเลียนแบบใคร ?...) หลังจากเรียนจบและเข้ารับตำแหน่งในกองทัพแล้ว ในปี 1982 เขาได้ก่อตั้งขบวนการปฏิวัติชาวโบลิวาร์ ขึ้นมาดำเนินการทางการเมือง และระหว่างปี 1989-1990 สมัครเข้าเรียนสาขาวิชารัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยซีมอน โบลิวาร์ (ตั้งตามชื่อนักปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ของละตินอเมริกา) ในเมืองคารากัส ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 1992 ชาเวซได้นำกำลังทหารเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลของประธานาธิบดีคาร์ลอส อันเดร เปเรซ ซึ่งถูกกล่าวหาว่า คอร์รัปชั่น และไม่ใส่ใจปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน การยึดอำนาจครั้งนี้ล้มเหลว และเขาถูกจับติดคุก 2 ปี ในระหว่างติดคุกวันที่ 27 พฤศจิกายน 1992 เขาได้ลอบอัดวิดีโอเทปตัวเอง เรียกร้องทหารให้ลุกขึ้นมา ก่อการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง ในการลุกฮือครั้งนี้เกิดการต่อสู้กัน มีผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่งและเสียชีวิต 230 คน แต่ก็ล้มเหลว ประธานาธิบดีคนต่อมาของเวเนซุเอลาชื่อ คัลเดอรา ได้ประกาศนิรโทษ กรรมชาเวซในปี 1994 เมื่อออกจากคุกแล้วชาเวซได้ก่อตั้งพรรคการเมืองชื่อ ขบวนการสาธารณรัฐที่ 5 หรือ MVR ขึ้นมา และในปี 1998 พรรคการเมืองแนวร่วมฝ่ายซ้าย ที่มีพรรคเอ็มวีอาร์ของชาเวซเป็นผู้นำได้รับคะแนนเสียง ร้อยละ 34 ของรัฐสภาแห่งชาติ และเสนอชื่อเขาเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาได้รับชัยชนะด้วยคะแนนเสียงมากถึงร้อยละ 56 ของผู้ลงคะแนนเสียงทั้งหมด ซึ่งมากที่สุดในรอบ 4 ศตวรรษ ด้วยการชูคำขวัญ "กอบกู้คนจน โค่นล้มกลุ่มผูกขาดเศรษฐกิจการเมือง" ชัยชนะของชาเวซเป็นการสิ้นสุด และทำลายระบอบพรรคการเมือง 2 พรรค อันได้แก่ พรรคกิจประชาธิปไตย (Democratic Action-AD) และพรรค สังคมนิยมคริสเตียน Christian Socialist Party-COPEI) ที่ล้วนปกป้องผลประโยชน์ของคนรวย ด้วยการปล้นสะดมผลประโยชน์ของชาติ และคนจนตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา นโยบายของประธานาธิบดีชาเวซ คือ การเลือกทางสายกลาง ระหว่างระบบคอมมิวนิสต์และระบบทุนนิยม โดยยึดถืออุดมการณ์ของซีมอน โบลิวาร์ นักปฏิวัติทวีปนิยมที่ยิ่งใหญ่ของละตินอเมริกา ประธานาธิบดีชาเวซได้ปฏิรูปทางการเมืองใหม่ โดยสร้างขบวนการประชาธิปไตยใหม่ โดยการจัดตั้งองค์กรประชาสังคม ที่มีสมาชิกไม่เกิน 30 ครอบครัว เรียกว่า องค์กรชีวิตชุมชน หรือ community living organization-OCVs ในทุกชุมชน ทุกเขต ทุกจังหวัด รวมทั้งในเมืองหลวง แล้วจัดสรรงบประมาณจากภาษีอากร และจากรายได้จากน้ำมันให้องค์กรเหล่านี้ ไปดำเนินการในเรื่องการสุขอนามัย การศึกษา การฝึกอาชีพ สร้างสถานอนุบาลเด็กอ่อน ประธานาธิบดีชาเวซ ได้ตั้งกระทรวงใหม่ขึ้นมาอีก 3 กระทรวง คือ กระทรวงการเคหะ เพื่อจัดการแก้ปัญหาคนไร้บ้านให้มีบ้านอยู่กันทุกคน กระทรวงอาหารเพื่อแก้ปัญหาความอดอยากของประชาชนโดยเฉพาะเด็ก และกระทรวงพลัง เศรษฐกิจรากหญ้า เพื่อประสานงานกับกระทรวง และหน่วยงานของรัฐอื่นๆ เพื่อปล่อยสินเชื่อรายย่อยให้ประชาชนรากหญ้า บริษัทขนาดเล็ก และขนาดกลาง ให้ตั้งตัวได้ นอกจากนี้ ยังได้จัดสรรงบประมาณอีก 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับดำเนินการโครงการเร่งด่วน 10 โครงการที่เรียกว่า "พันธกิจของรัฐ" ให้ความช่วยเหลือด้านปัจจัยดำรงชีพ เช่น อาหาร บ้าน การศึกษา และสาธารณสุข ให้กับประชาชนระดับรากหญ้าจำนวนหลายล้านคน ที่มีมาตรฐานชีวิตต่ำกว่าเส้นความยากจนได้มีบ้าน และสามารถอ่านออกเขียนได้ คนแก่ทุกคนจะได้รับเงินบำนาญเลี้ยงดูประจำเดือน นอกจากนี้ประธานาธิบดีชาเวซ ยังได้ผูกมิตรกับประเทศคิวบา โดยการขายน้ำมันให้ในราคาพิเศษวันละ 53,000 บาร์เรล แลกกับหมออาสาสมัครชาวคิวบา จำนวน 13,000 คนที่เข้ามาประจำการ 24 ชั่วโมงเพื่อดูแลคนป่วย คนแก่ และเด็กโดยรัฐไม่คิดเงินแม้แต่ค่ายาก็ไม่ต้องจ่าย โครงการนี้ใช้รายได้จากการขายน้ำมันของประเทศมาเป็นค่าใช้จ่าย นับเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี ที่ผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ และมีมากที่สุด คือ น้ำมัน ได้กลับคืนมาให้ประชาชนเจ้าของประเทศผู้เป็นเจ้าของ ทรัพยากรที่แท้จริงได้ ผลผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลา ได้ส่งออกให้ตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกาคิดเป็นร้อยละ 15 ของยอดใช้น้ำมันของสหรัฐอเมริกา ดังนั้นอเมริกาจึงมีบทบาทอย่างมาก ในการร่วมมือกับพรรคการเมือง และนักการเมืองหน้าเก่า 2 พรรค ร่วมกันบ่อนทำลายเสถียรภาพ ของประธานาธิบดีชาเวซในทุกด้าน ประธานาธิบดีชาเวซ ไม่ยอมให้ผลประโยชน์น้ำมันของชาติถูกนักการเมืองฉกฉวยเอาไปเข้ากระเป๋าตนเอง และสมัครพรรคพวก หรือขายให้ต่างชาติในราคาถูกๆ อีก โดยการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเลยว่า ส่วนแบ่งผลประโยชน์จากน้ำมัน จะให้เอกชนได้รับในสัดส่วนที่มากกว่ารัฐไม่ได้ ตรงกันข้ามกับของไทย ซึ่งรัฐวิสาหกิจที่มีกำไรมักจะส่งรายได้เข้าคลังน้อยมาก แต่เดิมน้ำมันที่ขุดได้จ่ายภาษีเพียงร้อยละ 16.6 แต่ในปี 2001 ชาเวชได้ขึ้นเป็นร้อยละ 30 ของราคาน้ำมันที่ขายปลีก ในแต่ละบาร์เรล (คิดที่ปลายทางจากยอดปริมาณการขายต่อบาร์เรล ซึ่งทำให้หลีกเลี่ยงได้ยากกว่าคิดจากผลกำไรรวม ซึ่งมักจะบวกค่าใช้จ่ายให้สูงไว้เพื่อจะได้มีกำไรน้อยๆ) อันเป็นการอุดช่องโหว่การรั่วไหลของรายได้ของรัฐ แล้วนำรายได้มาเป็นค่าใช้จ่ายด้านการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีชาเวซยังเป็นตัวตั้งตัวตี ในการจัดประชุมกลุ่มประเทศผลิตน้ำมันโอเปก ที่เมืองหลวงคาราคาสของตน เพื่อจำกัดปริมาณการผลิตของแต่ละประเทศ ทั้งนี้เพื่อรักษาราคาน้ำมันของโลกให้เจ้าของบ่อน้ำมันมีกำไร ที่ดินต้องเป็นของผู้ไถหว่าน ในประเทศเวเนซุเอลา ที่ดินร้อยละ 60 อยู่ในการถือครองของเจ้าที่ดินจำนวนร้อยละ 2 ของประเทศ คือ ประชากรร้อยละ 2 ถือครองที่ดินมากถึงร้อยละ 60 ของประเทศ (ไม่ต่างจากประเทศไทยมากนัก) นโยบายของชาเวซ คือ การใช้ระบบภาษีเข้ามาแก้ปัญหาโดยการออก พ.ร.บ.ภาษีที่ดินใหม่ มาเก็บภาษีผู้ที่กักตุนที่ดินโดยไม่ทำประโยชน์ในผืนดินนั้น นอกจากนี้เมื่อพ้นระยะเวลากำหนดแล้วยังไม่ทำอะไร รัฐบาลก็จะยึดที่ดินกลับคืนมาทำประโยชน์ นอกจากนี้ ที่ดินที่เอกชนรุกล้ำยึดมาอย่างผิดกฎหมาย ก็จะถูกยึดคืนมาให้กับเกษตรที่ยากจนได้ทำกินในรูปของสหกรณ์ ที่รัฐยังเป็นเจ้าของที่ดินอยู่ แต่รัฐเป็นผู้จัดหาเงินทุน เครื่องมือ รวมทั้งสร้างบ้านและโรงเรียนให้กับสหกรณ์ ชาเวซได้ปฏิรูปที่ดินโดยการแจกจ่ายที่ดิน จำนวน 7.5 ล้านเอเคอร์ หรือ 18.75 ไร่ให้กับเกษตรกรที่ไร้ที่ดินทำกิน จำนวน 120,000 คนให้มีที่ทำกิน (ที่ดินที่ได้รับมานี้ห้ามขายต่อ ถ้าเลิกทำก็ต้องคืนกลับให้รัฐ) รัฐบาลยังได้จัดหารถแทรกเตอร์อีก จำนวน 2,000 คันจากประเทศจีนและบราซิล ซึ่งมีราคาถูกมาให้กับสหกรณ์เหล่านี้ด้วย การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประธานาธิบดีชาเวซได้ปล่อยนักโทษจำนวนมาก โดยเฉพาะนักโทษการเมือง เพราะว่าในระหว่างที่เขาติดคุกเขาได้ข้อมูลว่า มีนักโทษจำนวนมากที่ติดคุก โดยไม่ผ่านกระบวนการพิจารณาคดีของศาลสถิตยุติธรรม เขาติดตั้งคอมพิวเตอร์ในคุกให้นักโทษเรียนรู้ หรือเขียนเรื่องราวชีวิตของตนออกเผยแพร่ ปล่อยกู้ให้นักโทษเปิดกิจการขนาดเล็กในคุกขายกันเอง เช่น ร้านขนมปังและคุกกี้ นักโทษชั้นดีจะได้รับการปล่อยตัวออกไปทำงานในเวลากลางวัน และกลับมาติดคุกในเวลากลางคืน ประธานาธิบดีชาเวซได้สร้างโรงเรียนใหม่ 3,000 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 10 ของโรงเรียนที่มีอยู่เดิม เด็กนักเรียนทุกคน จะได้รับอาหารเช้าก่อนเข้าห้องเรียน ชาเวซกล่าวว่า หากเด็กท้องหิวแล้ว ก็คงจะเรียนไม่รู้เรื่อง จึงมีนโยบาย ให้กินอาหารอิ่ม ก่อนเข้าห้องเรียน นอกจากอาหารเที่ยงแล้ว เด็กยังได้รับน้ำผลไม้และคุกกี้ในตอนบ่ายอีกด้วย สนามกีฬาและโรงละครเกิดขึ้นใหม่มากมายทั่วทุกชุมชน เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสใช้สิทธิทางวัฒนธรรม ตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากล เด็กคนไหนอยากเล่นกีฬาอะไรก็ได้เล่น โดยมีเครื่องมือ และอุปกรณ์พร้อมในศูนย์กีฬาชุมชน จากนโยบายข้างต้น นายมาซา ซาวาลา ผู้อำนวยการธนาคารกลางแห่งชาติ ได้ประเมินตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไว้ที่ร้อยละ 12 ในปี 2004 เพราะว่าในไตรมาสแรก อัตราการเติบโตสูงถึงร้อยละ 29.8 เมื่อเทียบกับ ไตรมาสของปีที่แล้ว ซึ่งมีการยุยงให้ผละงาน ทำให้จีดีพีลดลงถึงร้อยละ 27.8 ส่วนภาคการผลิตน้ำมันและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องลดลงถึงร้อยละ 47 ประเทศทั้งประเทศเกือบจะเป็นอัมพาต ในไตรมาสแรกของปี 2004 ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ เติบโตมากถึงร้อยละ 47 การก่อสร้างเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.5 การค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 27.9 ส่วนด้านการขนส่งและโกดังสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.3 การเลือกตั้งใหญ่ของไทยกำลังจะถึงกำหนดในต้นปีหน้า พรรคไหนจะก๊อบปี้นโยบายประชานิยมของจริง และของแท้ของนายฮูโก ชาเวซ ไปหาเสียงก็ไม่ว่ากัน แต่ขอให้ทำจริงเหมือนนายชาเวซหลังจากที่ได้รับการเลือกตั้งก็แล้วกันนะครับ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2
|