หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเรื่องจีเอ็มโอ

คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ  โดย นวลน้อย ตรีรัตน์  มติชนรายวัน  วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9720

จีเอ็มโอ(GMOs) ที่ย่อมาจากคำว่า Genetically Modified Organisms ซึ่งหมายถึงสิ่งมีชีวิตที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุกรรมโดยอาศัยเทคนิคในการตัดต่อยีน ซึ่งมีผลทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะข้ามสายพันธุ์เดิมตามธรรมชาติได้ เป็นเรื่องที่มีการโต้เถียงและโต้แย้งมาเป็นเวลายาวนาน ถึงผลที่กระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคมมนุษย์ สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ และนโยบายของประเทศควรจะเป็นเช่นไร

ขณะนี้ พืชจีเอ็มโอที่สำคัญในปัจจุบัน คือ ถั่วเหลือง ข้าวโพด มันฝรั่ง มะเขือเทศ ฝ้าย พืชผักบางประเภท และสำหรับประเทศไทยก็มีเรื่องมะละกอเพิ่มขึ้นมา

ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับจีเอ็มโอเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งนี้เพราะเทคโนโลยีในการดัดแปลงพันธุกรรม ทำให้มนุษย์สามารถเข้าไปกำหนดหรือสร้างสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะที่ตนเองต้องการได้ นักวิทยาศาสตร์และผู้ที่สนับสนุนจีเอ็มโอมักจะแสดงความคิดเห็นว่า ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีจีเอ็มโอ จะทำให้โลกสามารถที่จะผลิตอาหารเพิ่มได้เป็นปริมาณมาก และจะเป็นพลังที่สำคัญในการต่อสู้กับความยากจน ความอดอยากหิวโหย

สำหรับผู้คัดค้านจีเอ็มโอ มักจะมีเหตุผลคือ ความปลอดภัยของผู้บริโภค ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ฐานทรัพยากร และความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบทรัพย์สินทางปัญญา

1.การเพิ่มปริมาณอาหาร การแก้ปัญหาความยากจน และความอดอยาก ได้มีการประมาณการว่า อีกประมาณ 20 ปีข้างหน้า ประชากรของโลกน่าจะเพิ่มเป็นประมาณ 8 พันล้านคน ซึ่งโลกจะต้องเร่งปริมาณการผลิตอาหารให้พอเพียงกับจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น จีเอ็มโอเป็นเทคโนโลยีที่สามารถเพิ่มผลผลิตทางด้านอาหารได้อย่างรวดเร็ว จะมีผลช่วยในการลดความยากจนและความอดอยากของมนุษย์

ข้อคิดเห็นเหล่านี้คล้ายคลึงกับข้อคิดเห็นในช่วงที่โลกเข้าสู่การปฏิวัติเขียว(green revolution) ซึ่งเชื่อว่าความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับความยากจน อดอยาก หิวโหย ในสังคมโลก

แต่ปรากฏว่าโลกภายหลังการปฏิวัติเขียวมีการผลิตอาหารเพิ่มขึ้นอย่างมากมาก แต่โลกก็ยังอยู่ในภาวะที่ประชากรจำนวนมากยังยากจน อดอยาก และหิวโหย ทั้งนี้ประเด็นปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราไม่มีอาหารพอที่จะเลี้ยงคนทั้งโลกได้ แต่อยู่ที่คนยากจนเหล่านั้น ไม่มีเงินที่จะซื้ออาหาร

ความไม่สามารถกระจายผลของการพัฒนาไปสู่ประชากรโลกได้อย่างทั่วถึง ผลของการพัฒนาได้กระจุกอยู่ในมือของคนกลุ่มหนึ่งที่สามารถสะสมความมั่งคั่งไว้ได้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือของประเทศพัฒนาแล้วที่จะดูดทรัพยากรโลกมาอยู่ มาใช้อย่างฟุ่มเฟือยในประเทศของตนเอง

ดังนั้นแม้ว่าเทคโนโลนีชีวภาพจีเอ็มโอจะช่วยทำให้โลกสามารถผลิตอาหารเพิ่มขึ้นได้ในปริมาณที่มาก แต่เรื่องดังกล่าวก็เป็นคนละเรื่องกับการแก้ปัญหาความยากจน ความอดอยาก และความหิวโหยของประชากรโลก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทคโนโลยีชีวภาพมาพร้อมกับระบบทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะทำให้ผู้ที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถผูกขาดการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างเต็มที่เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน

ในทางตรงกันข้ามเกษตรกรที่เคยเป็นอิสระในการทำเกษตรกรรม จะต้องถูกผูกมัดเข้าสู่ระบบการพึ่งพิงบรรษัทที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเหล่านี้ ในรูปของการซื้อเม็ดพันธุ์ ปุ๋ย และอื่นๆ เช่น ยาฆ่าแมลง ซึ่งบรรษัทเหล่านี้สามารถกำหนดราคา ที่จะมีผลทำให้เกษตรกรกลายเป็นเพียงแรงงานรับจ้างปลูกพืชผลเหล่านี้เท่านั้น และจากสภาพข้อเท็จจริงของเมืองไทยซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ยังเป็นเกษตรกรรายย่อย มิใช่บริษัทขนาดใหญ่ เกษตรกรไทยย่อมเสียเปรียบเป็นอย่างมาก

2.

ประเด็นความปลอดภัยของผู้บริโภค ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้านจีเอ็มโอ ถกเถียงกันมาโดยตลอดในข้อที่ว่าผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอจะเป็นอันตรายกับผู้บริโภคหรือไม่ ซึ่งก็ได้มีการออกมาตรการบางประการเพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้บริโภคได้ โดยฝ่ายสนับสนุนเห็นว่าพืชจีเอ็มโอได้มีการทดสอบ และออกสู่ตลาดเป็นเวลาหนึ่งแล้ว ยังไม่พบข้อมูลที่บ่งชี้ถึงอันตรายต่อผู้บริโภค จึงน่าจะปลอดภัย

ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็มีข้อมูลว่าเกิดปัญหาบางประการต่อผู้บริโภค เช่น โรคภูมิแพ้ แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ฝ่ายคัดค้านมีข้อสังเกตว่า ระยะเวลาในการพิสูจน์เรื่องความปลอดภัยของจีเอ็มโอต่อผู้บริโภคยังสั้นมากเมื่อคำนึงถึงช่วงชีวิตของมนุษย์

ประเทศต่างๆ ที่ประชาชนมีความห่วงกังวลต่อเรื่องนี้จึงหาทางออกโดยการให้ผู้บริโภคมีสิทธิ์เลือกที่จะบริโภคหรือไม่ โดยการให้มีการติดฉลากจีเอ็มโอ ซึ่งมีผลให้ตลาดอาหารแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน คือ กลุ่มจีเอ็มโอ และกลุ่มที่ไม่ใช่จีเอ็มโอ

จากข้อมูลทางเศรษฐกิจของหลายแห่งได้ชี้ให้เห็นว่า ประชากรในประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น มีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น มีความกังวลต่อเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยทางด้านอาหารเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ตลาดอาหารทางด้านเกษตรอินทรีย์จึงสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องได้ จึงเห็นได้ชัดว่าโอกาสของการทำเกษตรพืชดั้งเดิมของไทยยังมีอีกมาก ไม่ใช่เพียงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากจีเอ็มโอเท่านั้นที่ต้องคำนึงถึง

3.

ผลกระทบต่อเกษตรกรที่ต้องการทำเกษตรดั้งเดิมหรือเกษตรอินทรีย์ ความเป็นไปได้ของการอยู่ร่วมกันระหว่างพืชจีเอ็มโอกับพืชดั้งเดิมเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ยังคงไม่มีใครกล้ายืนยันว่าการปลูกพืชจีเอ็มโอแล้วจะไม่แพร่กระจายไปยังพืชชนิดอื่นๆ จะไม่มีการปนเปื้อนต่อสิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะประเทศที่มีขนาดเล็ก เช่น ประเทศไทย จะปลูกพืชจีเอ็มโอเช่นไร จึงจะไม่แพร่กระจายและปนเปื้อนต่อไร่นาของเกษตรกรที่ปลูกพืชดั้งเดิม เป็นโจทย์ที่ดูเหมือนง่าย แต่ยากในทางปฏิบัติ

โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทยแล้ว การควบคุมดูแล เป็นสิ่งที่อ่อนแอมาก ตัวอย่างกรณีมะละกอจีเอ็มโอที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้คงเห็นได้ชัดว่า ขณะที่กรมวิชาการเกษตรบอกว่ายังไม่มีการทดลองพืชจีเอ็มโอในไร่นา ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2544 ที่ห้ามมิให้มีการปลูกทดลองจีเอ็มโอในระดับไร่นา จนกว่าจะมีกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพมาบังคับใช้เสียก่อน แต่กลุ่มกรีนพีซได้ร้องเรียนว่าได้มีการนำมะละกอจีเอ็มโอไปให้เกษตรกรปลูก ซึ่งเมื่อมีการพิสูจน์ก็ปรากฏว่าเป็นเรื่องจริง

การตัดสินใจ หรือกำหนดแนวทางเกี่ยวกับจีเอ็มโอเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบด้าน ครบถ้วน และที่สำคัญจะต้องฟังสียงเกษตรกร และผู้บริโภคในประเทศด้วย

เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว สุดท้ายเราอาจเจอเหตุการณ์ ได้ไม่คุ้มเสีย และเมื่อเสียแล้วก็เสียเลย ไม่สามารถแก้กลับมาได้

หน้า 6