|
||||||||||
|
โนเบลเศรษฐศาสตร์ปี 2004
เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ผมเห็นว่า ผลงานของนักเศรษฐศาสตร์ 2 คน ที่คว้ารางวัลโนเบลทางเศรษฐศาสตร์ในปี 2004 สมควรที่จะกล่าวถึงอย่างยิ่ง เพราะมีนัยสำคัญ ต่อการดำเนินนโยบาย การเงินการคลัง ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่จะท้าทาย ผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของโลก ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ที่กำลังเผชิญ กับการชะลอตัว ของเศรษฐกิจ แรงกดดันจากเงินเฟ้อ และราคาน้ำมัน ที่กำลังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักเศรษฐศาสตร์ 2 คนที่รับรางวัลโนเบลในปีนี้ ได้แก่ ศาสตราจารย์ Finn Kydland (อายุ 60 ปี) ชาวนอร์เวย์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ ศาสตราจารย์. Edward Prescott (อายุ 63 ปี) โดยทั้งสองจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon ซึ่งมีศิษย์เก่าที่ได้รับรางวัล โนเบลทางเศรษฐศาสตร์มากถึง 6 คน ตั้งแต่รางวัลโนเบลทางเศรษฐศาสตร์ถูกจัดตั้งขึ้นในปี 1969 บทความของนักเศรษฐศาสตร์ทั้งสอง ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อวิชาการเศรษฐศาสตร์ ซึ่งทำให้ได้รับรางวัลโนเบลในครั้งนี้ ได้แก่ บทความที่ทั้งสองเขียนขึ้นในปี 1977 เกี่ยวกับ "time consistency problem" ซึ่งนำมาสู่ข้อสรุปว่า การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคนั้น ควรจะมีความคงเส้นคงวา และธนาคารกลางควรมีอิสระอย่างเต็มที่ในการกำหนดนโยบายทางการเงิน และบทความที่เขียนขึ้นในปี 1982 ทั้งสองได้สร้างแบบจำลอง แสดงให้เห็นว่า ตัวแปรด้านอุปทาน (supply) มีผลต่อวัฏจักรทางเศรษฐกิจมากกว่า ตัวแปรด้านอุปสงค์ (demand) ซึ่งเป็นแนวคิดเดิมที่สืบเนื่องมาจากทฤษฎีของเคนส์ และเป็นทฤษฎีหลักด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคมานานเกือบ 70 ปี ขอเขียนถึง time consistency problem ก่อนครับ ข้อความนี้ หมายความถึง การดำเนินนโยบายของทางการ (หมายถึงรัฐบาล และธนาคารกลาง) ในการควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งในหลักการแล้ว ทางการอยากควบคุมให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ จึงควรรักษาวินัยทางการเงิน และการคลัง แต่ทางการมักจะต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ และยอมให้มีเงินเฟ้อ เมื่อเผชิญกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และปัญหาการว่างงาน ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่คงเส้นคงวา เพราะระยะยาวก็บอกว่า ต้องการเงินเฟ้อต่ำ แต่ระยะสั้นยอมให้เงินเฟ้อสูง ผลคือ การดำเนินนโยบายจะทำให้ประชาชนเชื่อว่า เงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูง ทำให้เมื่อทางการต้องการแก้ปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ทางการก็จะยอมรับเงินเฟ้อที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เช่นที่ได้เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 จะเห็นได้ว่าทฤษฎีของ Kydland และ Prescott นี้ ทำให้นักเศรษฐศาสตร์สามารถอธิบายได้ว่า สภาวะ Stagflation (เงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจตกต่ำ) นั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร หากการอธิบายในเชิงวิชาการยังเข้าใจยาก ก็เปรียบเทียบกับคนขี้เมา หากเราให้เงินคนขี้เมา แน่นอนว่า ยังไงๆ เขาก็จะต้องเอาเงินไปกินเหล้า เช่นเดียวกับนักการเมืองต้องการเอาใจประชาชนในระยะสั้น จึงต้องการกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัว แม้ว่าจะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ซึ่งวิธีการที่จะป้องกันความเสียหายตรงนี้ คือการ "ไม่ให้เงินกับคนขี้เมา" อีกนัยหนึ่ง คือการให้ธนาคารกลางเป็นอิสระที่จะดำเนินนโยบาย ขณะเดียวกัน ก็ให้มีระเบียบ กฎเกณฑ์ชัดเจน ไม่ใช้ดุลยพินิจมากเกินไป อันจะนำมาซึ่งความน่าเชื่อถือของนโยบายในการควบคุมให้อัตราเงินเฟ้อ อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องตลอดไป แนวคิดเกี่ยวกับ time inconsistency สามารถนำไปใช้กับปัญหาอื่นๆ ได้ด้วย เช่น กฎหมายสิทธิบัตร ซึ่งให้อำนาจผูกขาดกับผู้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่เป็นระยะเวลาหนึ่ง (15-18 ปี) ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการค้นคว้าและพัฒนา แต่เมื่อมีการคิดค้นสินค้าที่ดี และมีประโยชน์ เช่น ยารักษาโรค รัฐบาลก็จะต้องการเปิดโอกาสให้มีการละเมิดสิทธิบัตร เพื่อให้สามารถผลิตยาได้ในราคาถูกลง และเพื่อเอาใจประชาชน แต่การกระทำเช่นนั้น จะบั่นทอนการคิดค้นและพัฒนาประเทศในระยะยาว บทความที่ 2 Kydland กับ Presscott เขียนขึ้นในปี 1982 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ปัจจัยด้านอุปทาน (supply shocks) นั้น มีความสำคัญต่อวัฏจักรเศรษฐกิจมากกว่าปัจจัยด้านอุปสงค์ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ในยุคนั้น จะยึดติดกับทฤษฎีของเคนส์ ที่มองว่า ความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาค เกิดขึ้นจากตัวแปรด้านอุปสงค์เป็นหลัก เช่น การบริโภค และการลงทุน รัฐบาลจึงต้องเข้าไปแทรกแซงในเศรษฐกิจ เพื่อกำกับดูแลอุปสงค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้นโยบายการคลัง (การใช้จ่ายของรัฐบาลและนโยบายภาษี) เพื่อรักษาเสถียรภาพของอุปสงค์ อันจะนำมาซึ่งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจด้วย ผลงานของนักเศรษฐศาสตร์ทั้งสอง ชี้ให้เห็นว่า ความผันผวนของเศรษฐกิจ มาจากอุปทานเป็นส่วนใหญ่ไม่ใช่อุปสงค์ ที่สำคัญ คือแบบจำลองทางเศรษฐกิจของ Kydland และ Prescott นั้น ถูกนำไปใช้โดยธนาคารกลางและองค์กรระหว่างประเทศ ทำให้การพยากรณ์แนวโน้มทางเศรษฐกิจมีความแม่นยำขึ้น ความผันผวนด้านอุปทานที่กล่าวถึง ได้แก่ วิกฤติน้ำมันและพัฒนาการด้านเทคโนโลยี เช่นวิวัฒนาการด้านคอมพิวเตอร์ตามมาด้วยอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดฟองสบู่ในตลาดหุ้น และนำมาสู่ความตกต่ำของตลาดหุ้นสหรัฐในกลางปี 2000 และการถดถอยทางเศรษฐกิจในปี 2001 ความหมายโดยสรุปว่า การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ผู้ดำเนินนโยบายจะต้องมองภาพรวมกว้างไกล ให้ครอบคลุมทั้งอุปสงค์และอุปทาน จะเห็นได้ว่า แนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ทั้งสองนั้น ตีพิมพ์มานานหลายสิบปีแล้ว แต่เพิ่งได้รับการยกย่องโดยการได้รับรางวัลโนเบล เพราะสิ่งที่วิเคราะห์มานั้นถูกต้อง และสามารถอธิบายเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมาในภายหลังได้เป็นอย่างดี การที่บทความทั้งสอง มีส่วนสำคัญในการปรับการดำเนินนโยบายทางการเงิน ให้เน้นการสร้างความน่าเชื่อถือของนโยบายมากกว่า ความพยายามที่จะแทรกแซง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ขัดกันเอง ทำให้ภาคเอกชนไม่สามารถตอบสนองนโยบายต่างๆ ได้ในทางที่สร้างสรรค์
|