|
||||||||||
|
เอาไปทำไม 400 ที่นั่ง
คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 18 ตุลาคม 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3628 (2828) ข่าวที่ว่าพรรคไทยรักไทยตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าในการเลือกตั้งคราวหน้า พรรคไทยรักไทยจะต้องได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเกินกว่า 400 ที่นั่ง จากที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 500 ที่นั่ง เป็นเป้าหมายที่ประกาศเป็นที่รู้กันทั่วโลกไปแล้ว เท่าที่ฟังดูเหตุผลที่สำคัญที่นายกรัฐมนตรีประกาศก็เพื่อพรรคไทยรักไทย จะได้จัดตั้งรัฐบาลโดยลำพังพรรคเดียว เป็นครั้งแรกในประวัติการเมืองไทย ที่มีพรรคการเมืองพรรคเดียว ได้เสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด (มาก) จนสามารถจัดตั้งรัฐบาลโดยลำพังได้เพียงพรรคเดียว ที่จริงไม่ต้องได้ที่นั่งถึง 400 ก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ผลจากกฎหมายที่ตามมาก็คือ นอกจากสภาผู้แทนราษฎร นอกจากไม่สามารถยื่นญัตติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีแล้ว สภาผู้แทนฯยังไม่สามารถยื่นญัตติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีได้อีกด้วย การเป็นรัฐบาลโดยการจัดตั้งเพียงพรรคเดียวนั้น น่าจะมีผลดีมากกว่า เพราะการมีรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง มีเสียงข้างมากในสภานั้น ถ้าตั้งใจจะทำความดี โปร่งใส บริสุทธิ์ สะอาด ก็ย่อมจะทำได้ ส่วนการมีรัฐบาลที่พรรคแกนกลางในการจัดตั้งอ่อนแอ มีเสียงในสภาไม่ถึงกึ่งหนึ่ง เพราะต้องอาศัยพรรคอื่นๆ มาร่วมกันจัดตั้งเป็นรัฐบาลผสมนั้น หากต้องการทำดีด้วยการขัดขวางการฉ้อราษฎร์บังหลวงก็ทำไม่ได้ เพราะถ้าพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้อย่างใจก็ขู่ว่าจะลาออก นายกรัฐมนตรีก็ต้องยอมตามใจ บ้านเมืองก็เสียหายให้ได้เห็นกันมาหลายสมัย การมีรัฐบาลพรรคเดียวก็ไม่จำเป็นต้องมีพรรคเดียวจริงๆ อย่างรัฐบาลทักษิณทุกวันนี้ ก็ถือว่าเป็นรัฐบาลพรรคเดียอยู่แล้ว เพราะมีเสียงข้างมากในสภาเกือบเด็ดขาด แม้ว่าจะมีพรรคชาติไทยและพรรคชาติพัฒนาเข้าๆ ออกๆ ก็ไม่มีความหมายอะไร จะขู่ว่าจะลาออกก็ไม่ได้ แม้จะออกไปรัฐบาลก็ยังอยู่ได้ จึงไม่ถือว่าเป็นรัฐบาลผสมอย่างแท้จริง ในทางกลับกัน แม้จะมีรัฐบาลซึ่งจัดตั้งโดยพรรคใหญ่เพียงพรรคเดียว แต่ในพรรคนั้นมีมุ้งใหญ่อยู่หลายมุ้ง และมุ้งใหญ่ที่เป็นแกนกลางไม่เข้มแข็งพอ ถ้ามีมุ้งใหญ่อื่นออก รัฐบาลก็ล้ม ความเป็นจริงก็เหมือนกับรัฐบาลผสมที่อ่อนแอนั่นเอง รัฐบาลก็ไม่เข้มแข็งพอจะทำความดีได้ หรือทำงานยากๆ ได้ การเป็นรัฐบาลพรรคเดียวจึงไม่จำเป็นต้องมีเสียงข้างมากในสภาอย่างเด็ดขาดอย่างมากถึงขนาดต้องมีเกิน 400 เสียงขึ้นไป มีแค่กว่า 250 เสียง แต่ไม่มีมุ้งใหญ่ๆ ในพรรคหลายมุ้งก็พอ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนให้อำนาจพรรคไว้อย่างมากมาย จนสมาชิกพรรคไม่กล้าฝ่าฝืนมติพรรคอยู่แล้ว การที่หัวหน้าพรรคไทยรักไทยประกาศเป้าหมายจะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ได้ที่นั่งในสภาเกิน 400 คน แต่สังคมไทยยังรับไม่ได้ เพราะคนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนชั้นกลางขึ้นไปไม่เคยชินกับการมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่เข้มแข็ง ไม่เคยชินกับหัวหน้ารัฐบาลที่มีความเข้มแข็งและมีความเป็นผู้นำ เคยชินกับผู้นำนิ่มๆ อ่อนๆ รัฐบาลเละๆ ความเกรงกลัวว่ารัฐบาลจะกลายเป็นเผด็จการแบบรัฐบาลสิงคโปร์ หรือรัฐบาลของมาเลเซีย หรือระบบการเมืองพรรคเด่นพรรคเดียว เช่น พรรคกิจประชาชน หรือพรรคอุมโน หรือพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย ยังเป็นระบบที่คนไทยรับไม่ได้ แต่ถ้าในกรณีญี่ปุ่น ซึ่งก็มีพรรคเด่นพรรคเดียวเหมือนกัน คือ พรรคเสรีประชาธิปไตย ซึ่งเป็นรัฐบาลเรื่อยมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีพรรคอื่นมาคั่นบางครั้งชั่วระยะเวลาสั้นๆ อาจจะเป็นเพราะพรรคเสรีประชาธิปไตยของญี่ปุ่นก็ไม่เข้มแข็ง เพราะภายในพรรคมีมุ้งใหญ่ๆ อยู่หลายมุ้งคอยคานกันไปมา รัฐบาลญี่ปุ่นแม้จะมีพรรคเด่นพรรคเดียวแต่ก็ไม่ค่อยเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็งเท่าไหร่นัก คนไทยไม่ค่อยว่าอะไร การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ผ่านมา คนจำนวนมากเลือกผู้สมัครจากฝ่ายค้าน เพราะต้องการแสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการให้พรรครัฐบาลคุมไปเสียทั้งหมด กระแสของคนในกรุงเทพฯ และคนในเมืองกำลังคิดว่าในการเลือกตั้งทั่วไป คราวหน้าจะไปลงคะแนนให้ฝ่ายค้าน ไม่ใช่เพราะอยากได้ฝ่ายค้านมาทำงานเป็นรัฐบาล เพราะมองเข้าไปก็ไม่เห็นมีตัวที่เด่นพอจะมาทำงานเป็นนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญๆ ได้ อีกทั้งยังเข็ดกับการไม่ทำอะไร ไม่ตัดสินใจ และดำเนินนโยบายตามไอเอ็มเอฟซึ่งนำความเสียหายมาให้ประเทศไทยมากมายมหาศาล แต่จะลงคะแนนเสียงให้เพราะไม่อยากให้พรรครัฐบาลได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรมากเกินไป เดี๋ยวจะกลายเป็นเผด็จการไป หรือไม่ประเทศก็อาจจะพัฒนาไปสู่ระบบพรรคการเมืองพรรคเด่นพรรคเดียวแบบสิงคโปร์ และมาเลเซีย หรือประเทศสังคมนิยมอื่นๆ ซึ่งคนไทยนำเอามาเล่าเป็นเรื่องขำขันอยู่บ่อยๆ สำหรับสิงคโปร์ ในขณะเดียวกันการที่พรรคไทยรักไทยตั้งเป้าหมายจะได้เสียงข้างมากเด็ดขาดเกิน 250 ที่นั่ง กับการตั้งเป้าหมายว่าจะได้เสียงข้างมากเด็ดขาดอย่างมาก 400 จนฝ่ายค้านทำการตรวจสอบได้ยากนั้น ก็จะทำให้พฤติกรรมของพรรครัฐบาลเปลี่ยนไปอย่างมาก ต้นทุนผู้สมัครรับเลือกตั้งคนท้ายๆ จะสูงมากสำหรับพรรคไทยรักไทย ที่ว่าต้นทุนคนท้ายๆ จะสูงมากนั้นหมายความรวมทั้งต้นทุนที่เป็นตัวเงิน และต้นทุนที่จะต้องประนีประนอมกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ความตรงไปตรงมา ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ซึ่งเป็นสิ่งที่คนชั้นกลางขึ้นไปในเมืองหลวงและเมืองใหญ่ๆ ปรารถนา การตั้งเป้าหมายไว้สูงทำให้ต้องหาเงิน หาทุน กระสุนดินดำเป็นจำนวนมากขึ้นเป็นทวีคูณ หรือตรีคูณ ไม่ใช่สองหรือสามคูณกลายเป็นยกกำลังสอง หรือยกกำลังสาม เมื่อเป็นอย่างนี้จึงมีข่าวความไม่ชอบมาพากล ความไม่โปร่งใสความเคลือบแคลงเกิดขึ้นในหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์เสมอ แม้จะเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้แน่ชัด แต่การนินทา ซุบซิบ ก็กระจายไปทั่วเหมือนไฟลามทุ่ง เมืองไทยนั้น ใครทำอะไรมักจะปิดบังไม่อยู่ ความจริงเป็นอย่างไรมีความสำคัญน้อยกว่า คนเชื่อว่าเป็นอะไร จนมีคนพูดทีเล่นทีจริงว่า น่าจะเอา "พระพุทธรูปปางห้ามญาติและบริวาร" ไปเป็นของขวัญท่านนายกรัฐมนตรี กระแสดังกล่าวกำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในเมืองหลวงและเมืองใหญ่ๆ การที่ผู้นำรัฐบาลออกมาตอบโต้นักวิชาการอาวุโส และผู้นำทางความคิดอาวุโสอย่างรุนแรง แม้ว่าจะไม่เห็นด้วยกับท่านเหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าทำ เพราะท่านอาวุโสเหล่านั้น ท่านไม่ได้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังทางการเมืองอะไร ผมเองก็เคยโต้เถียงกับท่านอยู่เสมอท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร ในสังคมไทยวัยวุฒิยังมีความสำคัญ แม้จะมีตำแหน่งใหญ่โต ถ้าก้าวร้าวลวนลามผู้ใหญ่ คนไทยก็ไม่ชอบ ไม่ว่าจะถูกหรือผิด ถ้าจะอธิบายด้วยความนุ่มนวลแบบผู้ใหญ่น่าจะมีประสิทธิภาพดีกว่า สังคมจะยกย่องมากกว่า ประเทศไทยของเรานั้นได้รับการยกย่องในเรื่องเสรีภาพของหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนเป็นอย่างยิ่ง ทุกวันนี้สื่อมวลชนของเราก็มีเสรีภาพสูงกว่าประเทศใดในโลก ยังไม่เคยมีหนังสือพิมพ์ฉบับใดถูกปิด บางทีก็เห็นโจมตีรัฐบาลอย่างแรงๆ จนไม่มีความเป็นกลางเลยก็มีหลายฉบับ รายการวิทยุก็เห็นพูดตรงกันข้ามกับรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา ก็ไม่เห็นเป็นไร เพราะคนไทยชอบอย่างนั้น ถ้าพูดเข้าข้างหรือชมรัฐบาลก็ไม่มีใครอ่านหรือฟัง กระแสในขณะนี้ออกมาว่ารัฐบาลจะรวบอำนาจไปอยู่ในมือของพรรคเดียว รัฐบาลเข้าไปคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ รัฐบาลเข้าไปคุมเสียงขององค์กรอิสระได้ ผู้คนรวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศก็เลยเชื่อว่ารัฐบาลไทยเข้าไปควบคุมและลิดรอนเสรีภาพของสื่อมวลชนได้ จนลืมนึกไปว่าสื่อมวลชนไทยนั้นมีความกล้าหาญ ไม่เคยยอมใครแม้กระทั่งรัฐบาลทหาร ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะความหวาดระแวงว่าประเทศของเราจะพัฒนาไปสู่ระบบการเมืองแบบพรรคเดียว จึงเป็นไปไม่ได้ ขนาดรัฐบาลที่เป็นเผด็จการเด็ดขาดโดยกองทัพยังปิดปากสื่อมวลชนไทยไม่ได้ อย่าว่าแต่พรรคการเมืองซึ่งไม่มีปืนเลย ส่วนจะไปใช้วิธีซื้อสถานีโทรทัศน์หรือบีบคั้นทางการลงโฆษณา หรือวิธีทางอ้อมอื่นๆ ก็คงทำได้ไม่ได้ หรือทำได้ก็ไม่นาน เพราะยังมีฉบับอื่น และช่องทางอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งสื่อมวลชนต่างประเทศซึ่งคนไทยก็อ่านและฟังมาก ขึ้นด้วย กระแสทั้งหลายทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากตัวรัฐบาลเอง ไม่ได้เกิดจากฝ่ายค้านเลย เพราะประสิทธิภาพในการตรวจสอบของฝ่ายค้านต่ำมาก จำนวนที่นั่งในสภาก็น้อยเกินไป ข้อกล่าวหาที่ฝ่ายค้านยกมาโจมตีรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการดูด ส.ส.เข้าพรรคก็ดี การซื้อเสียงก็ดี ฝ่ายค้านก็ทำในขณะที่ฝ่ายค้านเป็นรัฐบาล ข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง ทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ก็มีเหมือนกัน ฝ่ายค้านพูดอะไร คนก็เลยไม่ฟังเหมือนกัน เมื่อเรื่องแดงขึ้น รัฐบาลนี้ก็ไม่ได้จัดการอะไรเหมือนกัน ผู้คนก็เลยชินชา ผมเคยทำงานร่วมกับรัฐบาลมาหลายรัฐบาล ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.เปรม รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ท่านนายอานันท์ รัฐบาล พล.อ.สุจินดา รัฐบาลท่านบรรหาร รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ในฐานะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีบ้าง รัฐมนตรีบ้าง รองนายกรัฐมนตรีบ้าง รัฐบาลนายอานันท์เป็นรัฐบาลที่แข็งที่สุด เพราะมีคณะปฏิวัติหนุนหลัง ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดภายในเวลาอันสั้น รัฐบาล พล.อ.เปรมแข็งรองลงมา แม้จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ทำงานได้ยากกว่าเหนื่อยกว่ามาก หลายเรื่องต้องใช้เวลานานกว่า รัฐบาล พล.อ.สุจินดา ดูรูปแบบเหมือนแข็ง แต่จริงๆ อ่อนที่สุด ทำอะไรไม่ได้เลย เพราะประชาชนไม่ยอม ส่วนรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย และรัฐบาล พล.อ.ชวลิตเป็นรัฐบาลผสมที่อ่อน แอที่สุด แทบจะเรียกว่าทำงานลำบากมาก หลายเรื่องอยากจะทำก็ทำไม่ได้ เรื่องทั้งหมดจึงไม่ใช่เรื่อง 400 ที่นั่งแต่เป็นเรื่องถ้าได้ 400 ที่นั่งแล้ว นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้เลย หมดสนุกไปแยะ แม้ว่าอภิปรายแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ เรื่องก็เท่านั้น เพราะสภาก็บริหารเป็นพวกเดียวกัน คนไทยนั้นถ้าไม่ชอบเสียแล้ว ความดีที่ทำลืมหมด ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2
|