|
||||||||||
|
แง่คิดเรื่อง "ความฉลาด" กับการพัฒนาการศึกษาไทย
คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา โดย ภาวิน ศิริประภานุกูล ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 14 ตุลาคม 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3627 (2827) โลกในยุคปัจจุบันกำลังวิวัฒนาการเข้าสู่สังคมแห่งความรู้และทักษะ อาจเป็นเพราะความเฟื่องฟูของระบบทุนนิยมโลกที่ทำให้ผลตอบแทนต่อความรู้และทักษะเพิ่มสูงขึ้นทุกที ซึ่งทำให้เราสังเกตเห็นช่องว่างทางรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างผู้ที่มีทักษะความรู้สูงกับผู้ที่มีทักษะความรู้ต่ำ ด้วยวิวัฒนาการดังกล่าวของสังคมโลกจึงทำให้มีการหยิบยกเอา "การศึกษา" มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน การแก้ปัญหาช่องว่างทางรายได้ การแก้ปัญหาสังคมในด้านต่างๆ หรือแม้กระทั่งการแก้ปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบของผู้คน สังคมคาดหวังกับ "การศึกษา" ในระดับสูง แต่สังคมจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการแค่เอาผู้คนใส่เข้าไปในระบบ "การศึกษา" จะนำมาซึ่งการแก้ปัญหาต่างๆ ในข้างต้น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือก่อนหน้าที่เราจะคาดหวังว่าการศึกษาจะนำมาซึ่งการแก้ปัญหาในด้านต่างๆ ของสังคม เราควรจะมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนก่อนว่า "การศึกษา" ที่เราอยากได้ควรจะมีลักษณะหน้าตาเป็นอย่างไร คำถามนี้เป็นคำถามที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่สังคมไทยเท่านั้นที่ต้องการคำตอบ ประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศพยายามที่จะตอบปัญหาดังกล่าวมาเป็นระยะเวลานาน คำตอบหนึ่งที่น่าจะตรงกับความคิดของหลายๆ คนก็คือ "การศึกษา" ดังกล่าวควรจะทำให้ผู้ที่ผ่านการศึกษา "ฉลาดขึ้น" ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่าการศึกษาที่สูงย่อมนำมาซึ่ง "ความฉลาด" ที่มากขึ้นของผู้ศึกษา โดยความฉลาดดังกล่าวอาจจะถูกวัดได้จากความรวดเร็วและแม่นยำในการคำนวณ การสามารถทางภาษา ความชำนาญในการวิเคราะห์ตีความสิ่งต่างๆ รอบตัว หรือแม้กระทั่งความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ที่มีกลไกการทำงานที่ยุ่งยากซับซ้อน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้เช่นกันว่า "ความฉลาด" เป็นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในสังคมมนุษย์ โดยคนที่มีความฉลาดสูงกว่าก็ย่อมเป็นที่ต้องการจากนายจ้างมากกว่าคนอื่นๆ หลายคนยังเชื่อว่าความฉลาดเป็นปัจจัยสำคัญที่นำมาซึ่งชื่อเสียง เกียรติยศ ฐานะ เงินทอง ฯลฯ งานวิชาการในช่วงก่อนหน้านี้ในประเทศสหรัฐอเมริกาสนับสนุนความเชื่อดังกล่าวในสังคม โดยงานต่างๆ เหล่านั้นพบว่า "ความฉลาด" เป็นปัจจัยที่กำหนดหน้าที่การงานของผู้คน และยังเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการกำหนดระดับรายได้ให้กับผู้คนในสังคม โดยผู้ที่มี "ความฉลาด" ระดับสูงก็จะได้รับรายได้ในตลาดแรงงานสูงขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่ผู้ที่มี "ความฉลาด" ในระดับต่ำก็จะได้รับรายได้ในตลาดแรงงานระดับต่ำ ด้วยเหตุนี้การพัฒนาการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาจึงมุ่งหน้าไปยังการพัฒนา "ความฉลาด" ให้กับนักเรียน นักศึกษา โดยเป้าหมายของการศึกษาดังกล่าวคือการทำให้นักเรียน นักศึกษา เหล่านั้นมี "ความฉลาด" (ดังที่ได้อธิบายไว้ข้างต้น) ในระดับสูง นอกจากนั้น ยังได้มีการออกแบบข้อสอบมาตรฐาน SAT ซึ่งเป็นข้อสอบที่จะใช้คัดเลือกนักเรียนเข้าสู่มหาวิทยาลัย ให้มีลักษณะสอดคล้องกับเป้าประสงค์ดังกล่าว โดยข้อสอบมาตรฐานนี้จะเน้นหนักไปที่การวัดระดับ "ความฉลาด" ของผู้เข้าสอบทั้งในด้านความสามารถในการคำนวณ การใช้ภาษา และการวิเคราะห์ตีความสิ่งต่างๆ รอบตัว คุณภาพของโรงเรียนหรือสถานศึกษาของสหรัฐอเมริกาจึงถูกประเมินค่าด้วยระดับคะแนนสอบ SAT ของนักเรียนในสถานศึกษาดังกล่าว สถานศึกษาใดที่นักเรียนของตนมีระดับคะแนนสอบ SAT ในระดับสูงย่อมหมายความว่าสถานศึกษาดังกล่าวมีคุณภาพ ในขณะที่สถานศึกษาที่นักเรียนของตนมีระดับคะแนนสอบ SAT ในระดับต่ำก็จะเป็นสถานศึกษาที่ด้อยคุณภาพ ระบบดังกล่าวดูเหมือนจะมีความครบถ้วนสมบูรณ์ดี และได้ทำหน้าที่ของมันมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังนี้เริ่มมีคำถามที่เพิ่มมากขึ้นกับระบบการศึกษาที่มุ่งเน้น "ความฉลาด" ดังกล่าว งานศึกษาที่วิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนสอบ SAT กับผลการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ชี้ว่านักศึกษาที่ได้คะแนนสอบ SAT สูงอาจไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้ที่มีผลการเรียนระดับมหาวิทยาลัยอยู่ในระดับสูงด้วย นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนียกำลังพิจารณาจะตัดเกณฑ์คะแนนสอบ SAT ออกจากเกณฑ์การพิจารณารับเข้านักศึกษาของมหาวิทยาลัย "ความฉลาด" อาจจะไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่กำหนดผลการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ความมีวินัยในตนเอง ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ความมีมานะอดทน และทักษะทางสังคม เป็นต้น ที่มีอิทธิพลที่สูงกว่าต่อผลการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย โดยที่คะแนน SAT ไม่สามารถสะท้อนคุณลักษณะต่างๆ เหล่านี้ออกมาได้ เช่นเดียวกัน งานศึกษาในสหรัฐอเมริกาในระยะหลังหลายงาน โดยเฉพาะงานของศาสตราจารย์ James Heckman พบว่ามีความสัมพันธ์ในระดับต่ำระหว่าง "ความฉลาด" กับระดับรายได้ของผู้คนในสังคม ในงานที่ศาสตราจารย์ Heckman เขียนร่วมกับ John Cawley และ Edward Vytlacil ในปี ค.ศ. 1998 พวกเขาพยายามใช้วิธีการทางสถิติเพื่อค้นหาความสัมพันธ์ดังกล่าวในตลาดแรงงานสหรัฐอเมริกา โดยอาศัยข้อมูลลักษณะ "ช่วงชีวิต (longitudinal)" โดยการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียวกันซ้ำๆ กันในหลายปี การที่ความฉลาดทำให้รายได้ของผู้คนเพิ่มสูงขึ้นอาจจะมาจาก 2 สาเหตุหลักเป็นอย่างน้อย นั่นคือ "ความฉลาด" อาจมีผลต่อระดับรายได้ของผู้คนในกลุ่มอาชีพเดียวกัน โดยคนที่ฉลาดกว่าน่าจะมีรายได้สูงกว่าคนอื่นๆ ในอาชีพเดียวกัน นอกจากนั้น "ความฉลาด" อาจมีผลต่อระดับรายได้ข้ามอาชีพ โดยผู้ที่ฉลาดกว่าอาจจะสามารถเลือกทำงานที่มีรายได้สูงได้ ซึ่งทำให้พวกเขามีรายได้มากกว่าคนอื่นๆ งานศึกษาดังกล่าวได้ทดสอบข้อมูลกับเงื่อนไขทั้ง 2 และพบความสัมพันธ์ในเชิงบวกระหว่าง "ความฉลาด" กับระดับรายได้ของผู้คน อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำมาก โดยไม่ว่าพวกเขาจะทดลองปรับแบบจำลองอย่างไร ก็ไม่พบความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งระหว่างตัวแปรทั้งสอง งานศึกษาอีกงานหนึ่งของศาสตราจารย์ Heckman ที่เกิดจากการสำรวจงานศึกษาต่างๆ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการประเมินโครงการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในสหรัฐอเมริกา พบว่าโครงการที่มุ่งเน้นในการพัฒนา "ความฉลาด" ให้กับผู้คนไม่ค่อยจะประสบผลสำเร็จมากนัก นอกจากนั้นยังต้องอาศัยงบประมาณในจำนวนมหาศาลเพื่อให้โครงการบรรลุถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ ในขณะที่โครงการที่ไม่มุ่งเน้น "ความฉลาด" แต่มุ่งเน้นคุณลักษณะอื่นๆ ของผู้คน เช่น การเพิ่มทักษะทางสังคม การเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนให้กับตนเอง หรือการสร้างระเบียบวินัยในตนเอง เป็นต้น กลับมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่า และยังอาศัยงบประมาณในระดับต่ำกว่ามากอีกด้วย งานวิชาการเหล่านี้ได้เพิ่มความเคลือบแคลงสงสัยให้กับระบบการศึกษาที่เน้นหนักในการเพิ่ม "ความฉลาด" ให้กับผู้คน ทั้งในด้านประโยชน์ต่อสังคม และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ สำหรับกรณีประเทศไทย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2542 ดูจะตระหนักถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ โดยเป้าหมายของการศึกษาไทยไม่มุ่งแต่เพิ่ม "ความฉลาด" ให้กับผู้คนเพียงเท่านั้น แต่มุ่งสร้างคุณธรรม จริยธรรม และทักษะทางสังคม ควบคู่กันไปด้วย นอกจากนั้น พ.ร.บ.ดังกล่าวยังต้องการจะให้การศึกษาไทยปลูกฝังในเรื่องค่านิยมการมีส่วนร่วมกับการเมืองการปกครอง และการคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ให้กับนักเรียนนักศึกษา ผู้เขียนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับเป้าประสงค์ของ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวที่เขียนไว้ แต่อย่างไรก็ตามยังมีคำถามในเชิงปฏิบัติอีกมากมายซึ่งยังคงติดตามมา ดูเหมือนว่าสังคมไทยยังคงพอใจกับเด็กฉลาดมากกว่าเด็กที่มีคุณธรรม จริยธรรม และระบบการศึกษาไทยยังคงมุ่งเน้นความจำมากกว่าสิ่งอื่นใด นอกจากนั้นระบบประเมินคุณภาพสถานศึกษาในลักษณะการประเมินผลลัพธ์ เพื่อมุ่งวัดเป้าประสงค์ต่างๆ ดังระบุไว้ใน พ.ร.บ. ก็ดูจะยังไม่ชัดเจนนัก ฯลฯ ส่วนประกอบเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ที่ยังคง (อาจ) ถูกมองข้ามไปในระบบการศึกษาไทย ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2
|