หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
อยู่ริมผา

คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ  โดย นวพร เรืองสกุล    มติชนรายวัน  วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9713

จุดฉุดรั้งประเทศไทยไม่ให้ก้าวหน้าในสายตาของ พ.ต.ท.ทักษิณก็คือ "ประเทศไทยเราขาดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน หรือขาด "ดาว" ส่องนำทางนั่นเอง"

พรรคไทยรักไทยจึงระบุแนวคิดหลักของพรรคว่า ต้องแก้ไขจุดอ่อนของชาติที่ขาดผู้นำที่บริหารประเทศแบบมีกลยุทธ์ การแก้ปัญหาที่มักยึดกฎหมายแทนหลักการบริหาร จำเป็นต้องสร้างคนมีความสามารถที่คิดและมีอิสระในการทำงานสูง ทำงานเป็นทีม ลัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นและรู้จักคิดนอกกรอบของระบบราชการ

"ทุกแนวคิดนั้นมีเป้าหมายเดียวกันคือ นำประเทศไทยฝ่ากระแสโลกาภิวัตน์และทุนนิยมโลกได้อย่างรอดปลอดภัยและแข่งขันกับเขาได้ เป็นวิสัยทัศน์ซึ่งผมเรียกมันว่า "ดาว" " (ตาดูดาว เท้าติดดิน หน้า 232)

จะเข้าใจสไตล์การบริหารงานการเมืองของซีอีโอรายนี้ และมุมมองของท่านต่อโลกต่อชีวิต และต่อประวัติชีวิตของตัวของท่านเองให้ดีขึ้น ขอนำหนังสือชื่อ "ตาดูดาว เท้าติดดิน" มาเป็นแสงส่องทาง

ชีวิตธุรกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เริ่มจากร้านผ้าไหม ซึ่งไม่สร้างรายได้ให้ จึงเริ่มทำธุรกิจฉายหนัง ได้กำไรมาใช้หนี้ร้าน พ.ชินวัตร

พอธุรกิจภาพยนตร์ซบ ก็เป็นหนี้อีก 30 ล้าน แต่ตอนนั้นไม่ใช่คนมือเปล่า เพราะมีสินทรัพย์เป็นที่ดินอยู่ในมือด้วย จึงลงมือทำคอนโดมิเนียมเพื่อหาเงินไปล้างหนี้โรงหนัง ระหว่างนั้นหนี้เพิ่มเป็น 50 ล้านบาท

"ข้อบกพร่องฉกรรจ์ของผมในเวลานั้นก็คือ คิดแต่ทางได้ ไม่คิดทางเอาไว้เสีย" (หน้า 105)

(ทำธุรกิจส่วนตัว จะเสียก็เสียเฉพาะตัวและครอบครัว ตอนนี้บริหารประเทศ พวกเราประชาชนคนไทยทั้งปวงก็ได้แต่ภาวนาว่า เวลานี้ที่ "ผม" เป็นผู้บริหารประเทศ ไม่ใช่แค่ผู้บริหารบริษัท "ผม" จะคิดถึงทางได้ และทางเสียสำหรับประเทศด้วย)

เมื่อคอนโดมิเนียมส่อเค้าล้มเหลวก็ยุติการขาย แล้วใช้เงินจากธุรกิจด้านคอมพิวเตอร์ที่สร้างมารอไว้แล้ว ซื้อคืนไปทำอพาร์ตเมนต์ให้เช่า

บริษัทคอมพิวเตอร์ไปได้ดี แต่แล้ว "กลับส่งผมและภรรยาลงเหวลึกอีกครั้ง" (หน้า 112) ด้วยปัจจัยจากภายนอกคือการลดค่าเงินบาท และความปั่นป่วนของอัตราแลกเปลี่ยน จนเป็นหนี้ 200 ล้านบาท

"ภาวะจนตรอกเช่นนี้ เปรียบเสมือนผมกับภรรยาตกลงไปในก้นบ่อกันเหวที่ลึกเหลือเกิน ไม่รู้ว่าลึกเท่าไหร่ แต่รู้ว่าลึกมาก เรารู้แต่ว่าต้องใช้กำลังภายในกำลังใจทุกอณูจากตัวเรานี้กอดกันให้กลมเกลียว แล้วร่วมกันออกแรงกระโดดขึ้นมา และเราต้องการพ้นเหวพ้นบ่อขึ้นมายืนบนดินเท่านั้น"

(หวังว่าประเทศไทยคงไม่ตกเหวอย่างนั้น เพราะประชาชนที่หลากหลายอาชีพ ความเห็นผลประโยชน์ ชาติพันธุ์ แถมด้อยการศึกษาอีกด้วย ไม่น่าจะกลมเกลียวกันได้เท่ากับสองสามีภรรยาที่รู้ใจกันและร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา)

"ผมเลือกที่จะสู้ต่อ หันมาตั้งหลักใหม่ เพื่อมองหาหนทางกระโดดขึ้นจากก้นเหว"

ธุรกิจอีกหลายอย่างในด้านโทรคมนาคมก็ไม่ประสบความสำเร็จ และ "เกือบดับโอกาสพิสูจน์วิสัยทัศน์ของผม หากไม่มีสินค้าชนิดหนึ่งมาช่วยไว้เสียก่อน สินค้าชนิดนี้เป็นเสมือนพระเอกขี่ม้าขาว ที่มาพร้อมกับความ "เฮง" อย่างแท้จริง" (หน้า 122)

(ถ้าตกเหว ประเทศจะเฮงหรือไม่ ก็ไม่รู้)

คือสัมปทานทำโทรศัพท์ระบบเซลลูล่าร์ 900 ที่ตอนแรกมีปัญหาเพราะต้นทุนเพิ่มอย่างไม่คาดฝัน "ผมเห็นความเจ๊งมาเยือนอยู่ตรงหน้าแล้ว ถ้าไม่เผอิญ "เฮง" เสียก่อน" เพราะปัจจัยภายนอก คือเศรษฐกิจไทยพลิกฟื้นอย่างรวดเร็วเหนือความคาดคิด

ดังนั้น จึงสามารถเก็บกวาดหนี้เดิมได้หมดสิ้น

"ผมจึงยอมรับ ผมมีวันนี้ได้เพราะความดื้อนี่เอง" (หน้า 119)

ถ้าไม่มีใจสู้ และความดื้อ บวกกับความเฮง เราก็คงไม่มีนายกรัฐมนตรีผู้มั่งคั่ง ที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในวันนี้

ถ้าเทียบงานการเมืองกับงานธุรกิจ จะเห็นสไตล์และความคิดที่คล้ายกัน

นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน ปราบผู้ค้ายาบ้า หวยบนดิน กรุงเทพเมืองแฟชั่น แปลงสินทรัพย์เป็นทุน ซื้อทีมฟุตบอล ทำสนธิสัญญาเขตการค้าเสรีกับต่างประเทศ ทดลองพืชตัดต่อยีน ฯลฯ ตามออกมาเป็นระลอก บางโครงการดังและดับแบบพลุ บางโครงการอยู่ต่อมาก็จริง แต่ได้รับความเอาใจใส่น้อยมาก ก็เพราะ

"ผมมีนิสัยอย่างหนึ่งคือ ไม่ชอบแพ้ ไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองถึงทางตันแล้วค่อยหาทางออก" ก่อนที่ธุรกิจหนึ่งจะถึงจุดตกต่ำสุด ก็หาทางทำธุรกิจอื่นแล้ว (หน้า 104)

และ "ผมมีสไตล์การทำธุรกิจแบบไม่ fighting a losing war คือไม่ทนต่อสู้ในสงครามที่รู้ว่าจะมีจุดจบอยู่ที่ความพ่ายแพ้ หรือที่เห็นอยู่ทนโท่ว่าอย่างไรก็ต้องสูญเสีย"

และยังเป็นความพอใจกับความเสี่ยงอีกด้วย เพราะถือว่าไม่มีความเสี่ยงก็ยากที่จะมั่งคั่ง

สาเหตุที่โครงการใหม่ๆ มีตัวเลขสูงกว่าโครงการเดิมเมื่อแรกเป็นรัฐบาล จนเป็นตัวเลขหลายแสนล้านเมื่อริเริ่มวาดแผนงานโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ในการขอเป็นรัฐบาลสมัยที่สอง เพราะ

"ผมยังนิยมวิธีการเอาของใหม่ที่ใหญ่กว่าไปล้างของเสียซึ่งเล็กกว่าด้วย" (หน้า 109)

แต่งานการเมืองในฐานะหัวหน้ารัฐบาลคืองานปกครองประเทศ ไม่ใช่งานบริหารธุรกิจ ข้อความต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างที่เบาๆ ที่สุดสำหรับวิธีพูดที่สร้างปัญหา

"ใครอยากทำนายก็ทำนายไป แต่อย่าทำนายให้คนห่อเหี่ยว ปัญหาเราต้องสู้กับมัน รัฐบาลนี้ประสบปัญหาใหญ่ 4 เรื่อง ทั้งโรคซาร์ส ไข้หวัดนก ภาคใต้ และน้ำมันแพง"

"มีปัญหาแต่ก็ยังอยู่ที่ 6% ประเทศอื่น 3-4% ยังดีใจ เราได้ 6% จะตายให้มันรู้ไป ปี 2548 จะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม รัฐบาลจะพยายามทำให้ได้ไม่ต่ำกว่า 6% ส่วนปัจจัยหนี้ในครัวเรือนที่มีปัญหา ก็อย่าไปมองด้านเดียว ต้องดูว่าเป็นทรัพย์สินเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะหนี้เพิ่มทรัพย์สินต้องเพิ่มด้วย สินค้าเกษตรราคาดีขึ้นหรือไม่ ต้องมองหลายอย่างประกอบกัน อย่างไรก็ตาม ปัญหาราคาน้ำมันและเงินเฟ้อก็ยังห่วงอยู่ แต่ก็ยังสามารถซื้อได้ ไม่มีปัญหา ใจมันสู้" (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คำสัมภาษณ์ดังที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 8 กันยายน 2547)

เป็นคำพูดที่หลายคนรับไม่ได้

จะว่าท่านไม่ฟังคำทักท้วงก็ไม่เชิง เพราะว่าท่านเองเคยกล่าวไว้ว่า

"คนทำงาน ยิ่งใหญ่ยิ่งสูง ยิ่งต้องการกระจกเงาที่ซื่อสัตย์(ท่านหมายถึงดาวประจำใจที่ในบ้านของท่านเอง) เพราะบางทีเมื่อโตถึงระดับหนึ่ง ความเชื่อมั่นในตัวเองมันจะแปรเปลี่ยนเป็นการตั้งมั่น ยึดมั่น หรือ self ว่าข้าถูกที่สุด เลิศที่สุด เจ้า self นี่มันน่ากลัว หากเบรกไม่ได้มันจะแสวงหาความพอใจให้ตัวเองด้วยวิธีแปลกๆ อาจโดยการทำลายผู้อื่น ยกยอตัวเอง ข่มทับคน สารพัด" (หน้า 79)

ดังนั้นจะเข้าใจคำพูดข้างต้นได้อย่างไร

ลองมองอีกมุม

"สิ่งที่ผู้นำไม่ควรพลาดอีกประการคือ ศิลปะของการบริหารผู้ตามให้เต็มใจปฏิบัติงานตามทิศทางและกลยุทธ์อย่างเต็มกำลัง เพราะต่อให้ปราดเปรื่อง วาดเป้าหมายสวยหรูขนาดไหน หากขาดบุคลากรสานฝันเป็นจริง ก็ยากที่ภารกิจจะบรรลุผลสำเร็จ" (หน้า 180)

ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นที่จะกระทบถึงบริษัท ซีอีโอต้องทำหน้าที่พูดกับพนักงานในบริษัทและผู้บริหารระดับรองๆ ลงไป เพื่อให้ผู้ร่วมงานมีกำลังใจ เพราะว่าไม่ว่าจะมีอุปสรรคใดก็ตาม กิจการต้องดำเนินต่อไป ไม่มีวันหยุด

ข้อความที่ยกมากล่าวข้างต้นยืนยันว่า หัวหน้ารัฐบาลที่เป็นซีอีโอ กำลังทำหน้าที่ซีอีโอ คนอื่นอยู่ในสถานะพนักงานบริษัท

ที่เป็นปัญหาก็เพราะประเทศไม่ใช่บริษัท

ซีอีโอที่ "ติดดิน" ได้รับรายงานจากลูกน้องก็คงต้องซักรายละเอียด ให้มองรอบด้านและให้กำลังใจในการทำงาน ดังคำถามข้างต้น นั่นเป็นคะแนนบวกต่อซีอีโอ หรือแม้แต่การต่อกรกับคำกล่าวหา หรือการโดดออกมาปกป้องลูกน้อง นั่นก็เป็นคะแนนบวกต่อซีอีโอของบริษัท

แต่หัวหน้ารัฐบาลจะตำหนิหรือสั่งสอนองค์กรที่มีความชำนาญพิเศษของประเทศทำนองว่า ยังดูมาไม่ครบ ไม่ใช่ซีอีโอติดดิน แต่กลายเป็นซีอีโอผู้เด่นและรู้ดีอยู่คนเดียว ไม่มีทีม เพราะไม่เชื่อคุณภาพของทีม นั่นเป็นคะแนนลบต่อหัวหน้ารัฐบาล

เมื่อนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์แต่ละครั้ง ผู้ได้รับข่าวสารข้อมูลมีหลากหลาย ตั้งแต่ผู้สื่อข่าวไปจนถึงข้าราชการและประชาชนทั่วไปทั้งประเทศ

ปัญหาของนายกรัฐมนตรีอยู่ที่ว่า ท่านเองก็แบ่งแยกคนบางคนว่าเป็นพนักงานที่ต้องปกป้อง บางคนต้องทำความเข้าใจด้วย แต่บางคนไม่ใช่ การให้สัมภาษณ์ในแต่ละครั้งจึงสับสนในบทบาทของผู้พูดและผู้ฟัง

ประกอบกับประชาชนที่เป็นผู้รับข่าวสารบางกลุ่มไม่ยอมรับสถานะของตนว่าเป็นพนักงานในบริษัท

ทั้งรับไม่ได้ด้วยว่า นายกรัฐมนตรีเห็นประชาชนในประเทศของตนที่คิดเห็นไม่ตรงกับตน เป็นคู่ต่อสู้ที่ต้องได้รับคำปรามาส

จากประวัติชีวิตการทำธุรกิจ และประวัติชีวิตส่วนตัว จะเห็นได้ว่า ในงานการเมืองนั้น พ.ต.ท.ทักษิณเรียนรู้อย่างดีที่จะไม่ทำงานแบบบิดาของตัวเอง ที่เคยเป็น ส.ส.เชียงใหม่ คือ

1.ไม่ทิ้งงานธุรกิจมาสู่การเมืองจนกระทั่งธุรกิจมั่นคง มีคนดูแลดีแล้ว

2.ไม่ทำงานการเมืองแบบที่ต้องควักกระเป๋าตนเองช่วยราษฎรที่เดือดร้อน แต่ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศ พ.ต.ท.ทักษิณใช้กระบวนการบริหารผ่านงบประมาณเพื่ออนุมัติเงินให้ไปถึงมือผู้คนในระดับท้องถิ่นทั่วประเทศ และบางครั้งก็เป็นการอนุมัติเงินโดยผู้ที่เฝ้าติดตามข่าวจากภายนอกเห็นว่าเป็นการคิดและตัดสินใจคนเดียวอย่างปัจจุบันทันด่วน

แต่สิ่งที่บางคนเป็นกังวลแทนประเทศไทยก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณนำบทเรียนแห่งความผิดพลาดในการทำธุรกิจที่เคยประสบมาด้วยตนเองมากำกับตนหรือไม่

สุดท้ายนี้มีประเด็นข้อสังเกต 4 ประการเกี่ยวกับความสำเร็จทางธุรกิจและงานการเมือง

1.ในเวลาที่ พ.ต.ท.ทักษิณก้าวสู่อำนาจทางการเมือง ธุรกิจกำลังประสบความสำเร็จอย่างสูง

แต่คนที่อยู่ในวงการธุรกิจรู้ว่า ตราบที่ยังไม่ล้างมือออกจากวงการไป ก็ยังมีฉากต่อๆ ไปให้ติดตามอยู่เสมอ เรื่องราวทางธุรกิจมีขึ้นมีลง ไม่เคยคงที่ ผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวของการทำธุรกิจมาแล้วมีหรือจะไม่รู้

2.ณ บัดนี้ ความมั่งคั่งส่วนบุคคลกับความมั่งคั่งส่วนบริษัทเริ่มแยกจากกัน

บริษัทแต่ละบริษัทมีผู้ถือหุ้นอื่นๆ อีกมากตามแบบฉบับของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทจะอยู่หรือไปสักหนึ่งบริษัท ไม่พาให้สินทรัพย์ส่วนบุคคลและครอบครัวหายไปจนกลายเป็นติดลบเช่นในอดีตอีกต่อไป เพราะ "ผมขายหุ้นของตัวเองแล้วนำมาปลดเปลื้องหนี้สินทั้งหมด กับนำบางส่วนไปลงทุนส่วนตัว"

ดังนั้น ถ้าธุรกิจตกเหวครั้งใหม่ก็มีตาข่ายอันแน่นเหนียวรองรับครอบครัวไม่ให้ตกลงไปด้วย

แต่ถ้าประเทศตกเหวเล่า อะไรจะเป็นตาข่ายรองรับคนทั้งประเทศ

3.บริษัทไม่ใช่ประเทศ

เมื่อสองสามีภรรยาตัดสินใจผิดพลาด เขาสามารถตั้งบริษัทใหม่ หาสินค้าใหม่ หาพนักงานใหม่ มาเริ่มงานใหม่

ยามที่ตกลงไปในเหวลึก เขาสองคนกลมเกลียวกันหาทางกระโดดขึ้นมาได้ด้วยความบากบั่น สู้งาน และได้สภาพแวดล้อมของประเทศมาเป็นตัวช่วย เพราะเศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ยุคทอง

แม้เมื่ออยู่พรรคการเมืองแล้วไม่พอใจ ก็สามารถตั้งพรรคใหม่ หาสมาชิกใหม่

แต่ในระดับประเทศ ไม่มีประเทศใหม่ ไม่มีพลเมืองใหม่ เราต้องอยู่ด้วยกันอย่างนี้

นายกรัฐมนตรีตั้งอกตั้งใจพาประเทศไทยฝ่ากระแสโลกาภิวัตน์และทุนนิยมโลก นักธุรกิจบางรายก็กำลังได้รับโอกาสทองในการเปิดธุรกิจสู่เวทีโลกเช่นนั้น แต่ว่าก็มีคนจำนวนหนึ่งที่ส่งเสียงทักท้วงท่าน เพราะเขาเห็นว่าท่านกำลังพาประเทศไทยไปยืนอยู่ริมผาสูงที่มีเหวลึกอยู่เบื้องหน้า แต่ท่านยังไม่เห็น หรือท่านเห็นว่าไม่มี ท่านบอกว่าคนพวกนั้นที่เตือนท่านวิตกเกินไปเอง

และ

4.ประเทศไม่ใช่บริษัท ถ้าตกลงไปในเหวลึก ไม่ใช่คนสองคนที่ต้องกลมเกลียวกัน แต่เป็นคนจำนวนมากในแผ่นดินจากหลายหลายภูมิหลังที่ต้องกลมเกลียวกัน ประเทศจึงจะมีพลังพอจะสามารถโดดขึ้นมาจากเหวลึก

และจะโดดได้หรือไม่ อยู่ที่ว่ามีความเฮงระดับโลกมาเป็นตัวช่วยไหม

ทางที่ดีระมัดระวังตัว อย่าตกลงไปเลยจะดีกว่า

ถ้าเรากำลังเดินอยู่ริมผา เท้าอาจจะไม่ติดดิน ถ้าตามัวแต่ดูดาว

หน้า 6